มองเห็นพระเจ้าในสิ่งทรงสร้าง
เคนนี่ยืนขึ้นต่อหน้าที่ประชุมในคริสตจักรที่เขาได้จากมาเมื่อหลายปีก่อนหลังสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า เขาแบ่งปันถึงความเชื่อที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ โดยการที่พระเจ้าทรงสัมผัสหัวใจของเขาผ่านความงดงามและการออกแบบที่เขาได้เห็นในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เคนนี่จึงมีความยำเกรงในพระเจ้าอีกครั้งผ่านคำพยานของโลกธรรมชาติที่ได้สำแดงถึงพระเจ้า และตอนนี้เขายอมรับในสติปัญญาที่ได้พบในการเปิดเผยสำแดงจากพระคัมภีร์ หลังจากแบ่งปันเรื่องราวของตนแล้ว เคนนี่ก้าวลงไปในอ่างบรรจุน้ำขนาดใหญ่หน้าคริสตจักร พ่อของเขาได้ทำพิธีบัพติสมาให้กับเขาด้วยความเชื่อและน้ำตาแห่งความชื่นชมยินดี
หลังจากที่โยบสูญเสียหลายสิ่งในชีวิต ความเชื่อของท่านก็สั่นคลอนเช่นเดียวกัน ท่านกล่าวว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ และพระองค์หาทรงตอบข้าพระองค์ไม่ ข้าพระองค์ยืนขึ้น และพระองค์หาทรงมองไม่” (โยบ 30:20) พระเจ้า “ทรงตอบโยบออกมาจากพายุ” (38:1) ตรัสว่า ไม่ใช่เพราะพระองค์มองไม่เห็นโยบแต่มุมมองของโยบต้องได้รับการขยายเมื่อท่านพิจารณาการทรงสร้างอันอัศจรรย์และซับซ้อนของพระเจ้า “รากฐานของแผ่นดินโลก” และ “ดาวรุ่ง” (ข้อ 4,7) และบรรดาสิ่งทรงสร้าง ต้นไม้และพื้นน้ำในโลก (ข้อ 8-41) ชี้ไปถึงพระองค์ผู้ซึ่งโยบวางใจได้ คือพระเจ้าแห่งความรักอัศจรรย์และฤทธิ์อำนาจ โยบตอบกลับว่า “ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์” (42:5)
เมื่อความสงสัยทำให้ความเชื่อในพระคริสต์ของคุณสั่นคลอน จงพิจารณาดูความงดงามแห่งสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์เองผ่านสิ่งเหล่านั้นขอเพียงแค่เราเปิดตามอง
เมืองเล็กๆที่ชื่อเบธเลเฮม
ฟิลลิปส์ บรู้คส์เขียนเนื้อเพลงคริสต์มาสที่เราชื่นชอบ “มีบ้านหมู่น้อยชื่อเบธเลเฮม” หลังจากที่ได้ไปเที่ยวที่เบธเลเฮม บรู้คส์ผู้เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรในสหรัฐอเมริการู้สึกประทับใจกับประสบการณ์นี้จนต้องเขียนไปถึงนักเรียนของเขาในชั้นรวีวันอาทิตย์ว่า “ผมจำได้ว่า ในคืนก่อนวันคริสต์มาส เมื่อผมยืนอยู่ในโบสถ์เก่าแก่ที่เมืองเบธเลเฮม ใกล้กับจุดที่พระเยซูประสูติ เมื่อทั้งโบสถ์ร้องเพลงนมัสการอันไพเราะเพื่อสรรเสริญพระเจ้าชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า มันเหมือนกับว่าผมได้ยินเสียงที่ผมรู้จักดีซ้ำไปซ้ำมา บอกกันและกันถึง ‘คืนอันประเสริฐ’ แห่งการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอด”
ในปีค.ศ.1868 บรู้คส์ถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นบทกวี และนักออร์แกนที่โบสถ์ของเขาทำให้กลายเป็นบทเพลง เพลงนี้ถ่ายทอดสันติสุขและความนิ่ง สงบไปยังความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นหลังสงครามกลางเมืองในอเมริกา “โอ หมู่บ้านน้อยชื่อเบธเลเฮม / ชาวชนหลับเงียบสบาย / ...ความกลัวและสิ่งที่หวังนานมา ปรากฏแก่เราคืนนี้”
มัทธิวเขียนถึงการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดของเราในบทที่ 2 เมื่อ “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” (ข้อ 1) ตามดวงดาวไปยังเบธเลเฮม (ดู มคา.5:2) พวกเขา “ก็มีความยินดียิ่งนัก” เมื่อพบพระเยซู (มธ.2:10)
ในวันนี้ เมื่อเราฉลองวันเอพิฟานี(วันระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระคริสต์ได้พบพวกโหราจารย์) เราเองก็ต้องการข่าวประเสริฐแห่งการบังเกิดขององค์พระผู้ช่วยให้รอด ดังที่เพลงนมัสการนี้ย้ำกับเราว่า พระองค์ทรงมาเพื่อ “ชำระความบาป สถิตในเรา” และ “บังเกิดในเรา” ในพระองค์นั้นเราจึงได้พบกับสันติสุข
พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่ง
พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งอย่างแท้จริง แต่จากบทความในหนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติรู้หลายอย่างเกี่ยวกับเราเช่นกันผ่านร่องรอยข้อมูลในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของเรา ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือได้สร้าง “บัญชีข้อมูล” ที่ทิ้งไว้ซึ่ง “ร่องรอยทางดิจิตอล” แม้ว่าเศษเสี้ยวของข้อมูลแต่ละอย่างจะดูไม่สำคัญ แต่เมื่อมันถูกรวบรวมและวิเคราะห์แล้ว ก็จะกลายเป็น “หนึ่งในเครื่องมือสืบสวนที่ทรงพลังที่สุดที่เคยมีมา” ผู้สืบสวนสามารถรู้ที่ซึ่งเราเคยไปหรือที่ที่เราอยู่ได้ในเวลาอันสั้นโดยการติดตามบัญชีข้อมูลของเรา
สิ่งที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าการวิเคราะห์ร่องรอยทางดิจิตอลของสำหนักงานความมั่นคงแห่งชาติ การที่ดาวิดบอกว่าพระเจ้าทรงรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน ในสดุดี 139 ท่านอธิษฐานต่อพระเจ้าซึ่งเป็นผู้เดียวที่สามารถตรวจดูและเห็นสิ่งที่อยู่ภายในเรา (ข้อ 1) ผู้เขียนสดุดีเขียนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นดูข้าพระองค์และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์” (ข้อ 23) พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับเรา (ข้อ 2-6) ทรงอยู่ในทุกหนแห่ง (ข้อ 7-12) และ “ทรงปั้นส่วนภายในของข้าพระองค์” (ข้อ13-16) ความคิดของพระองค์เลิศล้ำกว่าความเข้าใจของมนุษย์ (ข้อ 17-18) และพระองค์ทรงอยู่กับเราในยามเมื่อเราเผชิญหน้าศัตรู (ข้อ 19-22)
เพราะพระเจ้าทรงสัพพัญญู ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ และทรงเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งสิ้น พระองค์จึงรู้อย่างชัดเจนว่าเราเคยไปที่ไหน เคยทำอะไร และถูกสร้างมาจากอะไร แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักที่จะช่วยให้เราเดินในทางของพระองค์ด้วย ขอให้เราติดตามพระองค์ไปในทางเดินแห่งชีวิตวันนี้
คืนให้กับพระเจ้า
ในปีหนึ่ง ผู้นำคริสตจักรเชิญชวนให้เราถวายเพิ่มจากการถวายประจำแต่ละสัปดาห์ เพื่อเป็นของขวัญสำหรับการสร้างโรงยิมซึ่งเราจะสามารถใช้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวในชุมชนได้ หลังจากที่ไตร่ตรองด้วยการอธิษฐานโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่มีผู้พิการ ฉันถามสามีว่า “คุณแน่ใจหรือว่าเราทำสิ่งนี้ได้” เขาพยักหน้าและพูดว่า “เราไม่ได้ให้อะไรกับพระเจ้านอกจากสิ่งที่เป็นของพระองค์อยู่แล้ว” เขาพูด “พระองค์จะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็น” และพระองค์ทำจริงๆ! สิบกว่าปีต่อมาคริสตจักรของเรายังคงมีโอกาสได้รับใช้พระเยซูด้วยการรับใช้ผู้คนในโรงยิมนั้น
ใน 1 พงศาวดาร 29 กษัตริย์ดาวิดทรงแสดงให้พวกผู้นำของอิสราเอลเห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซาโลมอนโอรสของพระองค์ในฐานะที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้สืบทอดและผู้ที่จะสร้างพระวิหาร (ข้อ 1-5) ทุกคนตอบรับตามนั้นโดย “ถวายด้วยความเต็มใจ” และ “เปรมปรีดิ์” (ข้อ 6,9) ดาวิดสรรเสริญพระเจ้าและประกาศว่า “บรรดาสิ่งที่มีอยู่ในฟ้าสวรรค์และในแผ่นดินโลก” เป็นของพระองค์ (ข้อ 11) พระองค์ทรงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ของมากมายเหล่านี้ทั้งสิ้นซึ่งข้าพระองค์จัดหาเพื่อสร้างพระนิเวศถวายแด่พระองค์ เพื่อพระนามบริสุทธิ์ของพระองค์มาจากพระหัตถ์ของพระองค์ และเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น” (ข้อ 16)
เมื่อเราพิจารณาดูทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำและมอบให้กับเรา โดยเฉพาะของขวัญแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู ขอให้เรานมัสการและแสดงความขอบคุณและความรักโดยการถวายคืนให้กับพระเจ้าผู้ทรงประทานสิ่งดีทั้งปวง!
ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้
ความกลัวปลุกฉันขึ้นมาตอนตีสามในวันแรกของปีใหม่ ปีที่กำลังมาถึงนี้สร้างความหนักอึ้งให้ฉัน ท่วมท้นฉันด้วยความกลัว ความเจ็บป่วยของคนในครอบครัวทำให้ฉันอ่อนล้า และตอนนี้ความคิดในเรื่องของอนาคตทำให้ฉันกลัว แล้วจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นมากกว่านี้ไหมนะ
สาวกของพระเยซูเข้าใจถึงความกลัวว่าจะมีสิ่งร้ายเกิดขึ้น แม้ว่าอาจารย์ของพวกเขาได้จัดเตรียมและยืนยันกับพวกเขาในวันก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พวกเขาก็ยังกลัว พวกเขาหลบหนีตอนที่พระองค์ถูกจับ (มธ.26:56) เปโตรปฏิเสธพระองค์ (ยน.18:15-17,25-27) และพวกเขาไปซ่อนตัว (20:19) ความกลัวของพวกเขาในช่วงความโกลาหลของการจับกุมพระเยซูและการตรึงกางเขน รวมถึงการข่มเหงทำให้พวกเขาทำตรงกันข้ามกับคำสั่งของพระองค์ที่ว่า “จงชื่นใจเถิด” และพระสัญญาของพระองค์ที่ว่า “เราได้ชนะโลกแล้ว” (16:33)
แต่การสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์พิสูจน์ให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชเหนือชีวิตและความตาย พระองค์ทรงมีชัยชนะสูงสุด แม้สถานะที่ผิดบาปของโลกนี้จะทำให้เกิดความทุกข์ยาก แต่เราสามารถพักสงบในความจริงที่ว่าทุกสิ่งอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าผู้ทรงสติปัญญาและเปี่ยมด้วยความรัก พระเยซูสถิตอยู่กับเรา (16:32-33) ดังเช่นที่สถิตกับเหล่าสาวกผู้ซึ่งในภายหลังได้ออกไปแบ่งปันพระกิตติคุณด้วยความมั่นใจ ขอให้พระสัญญาของพระเจ้าที่บอกว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่นั้นจะเสริมจิตใจเราให้เข้มแข็งที่จะเชื่อวางใจพระองค์ในปีใหม่นี้ และที่เราจะกล้าหาญแม้ในเวลาที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร
พระสัญญาเหนือความพังทลาย
เมื่อพายุเฮอริเคนลอร่าพัดกระหน่ำผ่านอ่าวเม็กซิโกมุ่งหน้าสู่แนวชายฝั่งทะเลของรัฐหลุยเซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเตือนภัยถึงระดับความรุนแรงเนื่องด้วยกระแสลมที่พัดแรง 241 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นายอำเภอคนหนึ่งจึงประกาศเตือนด้วยข้อความที่น่าตกใจว่า “กรุณาออกจากพื้นที่ แต่ถ้าคุณเลือกที่จะอยู่และเราไม่สามารถเข้าถึงคุณได้ กรุณาเขียนชื่อ ที่อยู่ เลขประกันสังคม และชื่อญาติสนิท ใส่ไว้ในถุงซิปล็อกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงของคุณ และอธิษฐานขอให้ไม่ต้องใช้มัน” ทีมกู้ภัยรู้ว่าเมื่อพายุลอร่ามาถึงฝั่ง พวกเขาทำได้แค่เพียงมองดูเส้นทางการทำลายล้างของพายุโดยไม่อาจช่วยอะไรได้
เมื่อใดก็ตามที่ประชากรของพระเจ้าในพันธสัญญาเดิมเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือในฝ่ายวิญญาณ พระดำรัสของพระองค์นั้นมั่นคงและเปี่ยมด้วยความหวังมากยิ่งกว่า โดยทรงสัญญาถึงการสถิตอยู่ด้วยแม้ในภาวะที่ถูกทำลายนั้น พระองค์ตรัสว่าจะทรง “เล้าโลมที่ทิ้งร้างทั้งสิ้นของเธอ และจะทำถิ่นทุรกันดารของเธอเหมือนสวนเอเดน” (อสย.51:3) และยิ่งไปกว่านั้นพระเจ้าทรงยืนยันกับคนของพระองค์เสมอถึงการช่วยกู้และการรักษาที่จะมาถึงหากพวกเขาวางใจในพระองค์ แม้ว่า “ฟ้าสวรรค์จะศูนย์สิ้นไปเหมือนควัน” พระองค์ตรัส “ความรอดของ[พระองค์]จะอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 6) ไม่ว่าความเสียหายจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นความเลิศประเสริฐของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ได้เลย
พระเจ้าไม่ได้กันเราจากความยากลำบาก แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าการฟื้นฟูรักษาของพระองค์นั้นจะมากยิ่งกว่าความพังทลายทั้งปวง
เรื่องราวของพระเยซู
คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อของเคท ฮานคีย์ แต่เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่ง เธอเป็นทั้งครู นักประกาศ นักจัดงานโรงเรียน มิชชันนารี และนักกวี เธอรับใช้พระเยซูอย่างสัตย์ซื่อในช่วงปี 1800 ที่ประเทศอังกฤษ ในปีค.ศ.1867 เคทป่วยเป็นโรคร้ายแรง ขณะที่เธอพักรักษาตัวนั้นเธอเขียนบทกวีเรื่องยาวซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ “เรื่องราวซึ่งเป็นที่ต้องการ” และ “เรื่องราวที่ถูกเล่า” บทกวีเล่าถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวอันลึกซึ้งของเธอกับพระเยซูและเหตุการณ์ในชีวิตของพระองค์
พระคัมภีร์ทุกตอนชี้ไปที่พระเยซูและเล่าเรื่องราวของพระองค์ ยอห์นเริ่มจดหมายของท่านด้วยการเตือนให้ผู้อ่านระลึกว่า พวกเขามีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเยซูมาแล้วอย่างไร “ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต” (1 ยน.1:1) อัครทูตเขียนว่า เพราะประสบการณ์ที่เรามีกับพระเยซู เราจึงเล่าเรื่องราวของพระองค์ได้ว่า “ชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน” (ข้อ 2) ต่อมายอห์นเขียนไว้อย่างน่าประทับใจว่า “พระวจนะของพระเจ้าดำรงอยู่ในท่านทั้งหลาย” (2:14) หรือพูดได้อีกอย่างว่า เรื่องราวของพระเยซูคือเรื่องราวของเราด้วย เราถูกเรียกให้บอกเล่าเรื่องราวของพระคริสต์ตามประสบการณ์ที่เรามีกับพระองค์
นี่คือสิ่งที่เคท ฮานคีย์เขียนในบทกวีของเธอ ต่อมาภายหลังทั้งสองส่วนในบทกวีของเธอกลายมาเป็นเพลงนมัสการที่เราชื่นชอบ “ข้าชอบกล่าวเรื่องประเสริฐเลิศ” และ “โปรดบอกฉันถึงเรื่องก่อนเก่า” เราอาจทำเช่นเดียวกับเคทที่จะใช้คำพูดของเราเองเพื่อแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับผู้อื่น เล่าถึงการที่พระองค์ทรงรักเรา มาหาเรา และช่วยกู้เราในรูปแบบที่พิเศษไม่เหมือนใคร
พระหัตถ์พระเจ้า
ในปีค.ศ. 1939 เมื่อสงครามปะทุขึ้นในอังกฤษ พระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงออกรายการวิทยุในวันคริสต์มาสเพื่อหนุนใจพลเมืองในสหราชอาณาจักรและในเครือจักรภพให้ไว้วางใจพระเจ้า โดยตรัสถึงบทกวีที่พระมารดาของพระองค์ทรงรักมาก “จงออกไปในความมืด และวางมือของเจ้าไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า นั่นจะเป็นยิ่งกว่าแสงสว่างแก่เจ้า และเป็นความปลอดภัยยิ่งกว่าทางที่เจ้ารู้จัก” พระองค์ไม่รู้ว่าปีใหม่จะนำสิ่งใดมา แต่ทรงไว้วางใจพระเจ้าที่จะ “ทรงนำและทรงค้ำจุน” เขาทั้งหลายในวันอันน่าวิตกที่อยู่ข้างหน้า
ภาพพระหัตถ์พระเจ้าปรากฏในพระคัมภีร์หลายตอน รวมถึงพระธรรมอิสยาห์ โดยผู้เผยพระวจนะท่านนี้ พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้วางใจพระองค์ในฐานะพระผู้สร้างของพวกเขา ผู้ทรง “เป็นต้นและ...เป็นปลาย” (อสย.48:12) และจะยังคงมีส่วนในชีวิตพวกเขา ดังที่ตรัสว่า “เออ มือของเราได้วางรากฐานแผ่นดินโลก และมือของเราได้กางฟ้าสวรรค์ออก” (ข้อ 13) พวกเขาควรไว้วางใจในพระองค์และไม่พึ่งพาผู้ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจน้อยกว่า เพราะในท้ายที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว พระองค์ทรงเป็น “พระผู้ไถ่ของเจ้า องค์บริสุทธิ์ของอิสราเอล” (ข้อ 17)
ไม่ว่าเราจะเผชิญอะไรเมื่อมองไปสู่ปีใหม่นี้ เราสามารถเชื่อคำหนุนใจของพระเจ้าจอร์จและผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ โดยมอบความหวังและความวางใจของเราไว้ในพระเจ้า และสำหรับเราเช่นกันที่ความสุขสมบูรณ์ของเราจะเป็นเหมือนแม่น้ำ “ความชอบธรรมของ[เรา ]จะเป็นเหมือนคลื่นทะเล” (ข้อ 18)
ข้าแต่พระเจ้า ทำไมเป็นข้าพระองค์
จิมต่อสู้กับโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อมมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว เซลล์ประสาทในกล้ามเนื้อของเขาค่อยๆเสื่อมลง และกล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรง เขาสูญเสียทักษะการเคลื่อนไหวและสูญเสียความสามารถในการควบคุมแขนขา เขาไม่สามารถติดกระดุมเสื้อหรือผูกเชือกรองเท้าได้อีกต่อไป และการใช้ตะเกียบกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จิมต่อสู้กับสถานการณ์ของเขาแล้วทูลถามว่า ทำไมพระเจ้าทรงยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ทำไมจึงเป็นข้าพระองค์
เขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับบรรดาผู้เชื่อในพระเยซูที่ร้องต่อพระเจ้า ในสดุดีบทที่ 13 ดาวิดร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใดพระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ พระองค์จะทรงเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด ข้าพระองค์จะต้องตรึกตรองในใจของข้าพระองค์ และมีความทุกข์โศกอยู่ในใจตลอดไปนานเท่าใด” (ข้อ 1-2)
เราเองก็สามารถนำความสับสนและปัญหามาร้องทูลต่อพระเจ้าได้ พระองค์ทรงเข้าใจเมื่อเราร้องว่า “อีกนานแค่ไหน” และ “ทำไม” คำตอบสุดท้ายได้ประทานแก่เราแล้วในพระเยซูและในชัยชนะของพระองค์เหนือบาปและความตาย
เมื่อเรามองดูกางเขนและอุโมงค์ว่างเปล่า เราก็ได้มาซึ่งความมั่นใจที่จะไว้วางใจใน “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้า (ข้อ 5) และชื่นบานยินดีในความรอดของพระองค์ แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด เราสามารถ “ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงกระทำแก่ [เรา] อย่างดี” (ข้อ 6) โดยความเชื่อในพระคริสต์ พระองค์ทรงอภัยบาปของเรา ทรงรับเราเป็นบุตรและกำลังทำให้พระประสงค์อันดีเลิศตลอดนิรันดร์ของพระองค์สำเร็จในชีวิตของเรา