มีกันและกันดีกว่า
การใช้สารเสพติดเป็นเวลาถึงสิบปีทำให้เม็กกี้ต้องเข้าๆออกๆเรือนจำ ถ้าชีวิตของเธอไม่เปลี่ยน อีกไม่ช้าเธอก็จะต้องกลับเข้าคุกอีก แล้วเธอก็ได้พบกับฮันส์ อดีตคนติดยาที่เกือบจะเสียมือของเขาไปจากอาการเส้นเลือดแตกเนื่องจากติดสารเสพติด “นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเรียกหาพระเจ้า” ฮันส์กล่าว คำตอบของพระเจ้าทำให้เขาได้มาเป็นผู้ช่วยการบำบัดในองค์กรที่ประสานงานด้านการฟื้นฟูสำหรับผู้ติดยาที่ถูกคุมขัง
โครงการนี้ชื่อว่า ซุปก้อนหิน คอยช่วยเหลือเรือนจำในอเมริกาโดยช่วยสนับสนุนอดีตผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่ชุมชนได้ โครงการนี้ทำให้เม็กกี้ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในสถานเตรียมความพร้อมก่อนกลับสู่สังคมและเลิกยาได้ ปัจจุบันฮันส์ช่วยประสานงานให้เธอและคนอื่นๆ ในการหางานทำ ในด้านการศึกษา การบำบัด และจัดหาทรัพยากรต่างๆสำหรับครอบครัว
พระคัมภีร์อธิบายถึงข้อดีของการมีพันธมิตรอย่างฉลาด “สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (ปญจ.4:9-10) อย่างไรก็ตาม “แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง และไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น” (ข้อ 10)
ในนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ซุปก้อนหิน” นักเดินทางผู้หิวโหยได้ชักชวนชาวเมืองแต่ละคนให้แบ่งปันส่วนผสมหนึ่งอย่างเพื่อทำซุปแสนอร่อยให้กับทุกคน ในทำนองเดียวกัน พระคัมภีร์ยืนยันว่าเราจะแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่ออยู่ด้วยกัน (ข้อ 12) พระเจ้าทรงมีแผนการให้เราใช้ชีวิตในชุมชนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและรับความช่วยเหลือเป็นการตอบแทน ซึ่งไม่ใช่นิทานปรัมปรา แต่เป็นความจริงของชีวิต
พระกรุณาคุณอันอุดมของพระเจ้า
ในวัยห้าสิบเอ็ดปี อิเนส มาเฮีย (ค.ศ.1870-1938) ตัดสินใจศึกษาพฤกษศาสตร์โดยสมัครเข้าเรียนปีหนึ่งในวิทยาลัย ในตลอดการทำงานสิบสามปีที่เธอเดินทางไปทั่วอเมริกากลางและใต้เธอได้ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่ห้าร้อยชนิด เธอไม่ใช่คนเดียวในภารกิจนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่เกือบสองพันชนิดในแต่ละปี
ในปฐมกาล 1 จากโลกที่ไม่มีรูปทรง ว่างเปล่า และมืด (ข้อ 2) พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างสถานที่ที่เต็มไปด้วยความอุดมบริบูรณ์ ในวันที่สามพระองค์แยกน้ำออกจากกันเพื่อให้เกิดเป็นแผ่นดิน และทรงเริ่มทำแผ่นดินนั้นให้เหมาะที่มนุษย์จะอยู่อาศัยโดยตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ผักหญ้าที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ออกผล มีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน” (ข้อ 11) พืชที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ให้ผลเหล่านี้คือสิ่งที่เรากินได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างไม้ผลแค่ชนิดเดียว แต่ทรงสร้างมากมายหลายชนิด
พระเจ้าไม่เพียงเป็นองค์พระผู้สร้าง (ข้อ 1) เท่านั้น แต่ทรงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย พระองค์ทรงมีความสุขในการสร้างพืช สัตว์ และดวงดาวต่างๆ หากพระเจ้าสนพระทัยแค่เพียงให้เรามีอาหาร พระองค์จะทรงสร้างพืชที่ให้
เมล็ดเพียงชนิดเดียวก็ย่อมได้ แต่พระองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวางและไม่เคยทำอะไรแบบครึ่งๆกลางๆ
ความอุดมบริบูรณ์ของพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสิ่งทรงสร้างเท่านั้น แต่มีอยู่ในพระกรุณาคุณของพระองค์ด้วย ดังที่เปาโลกล่าวว่า “พระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้น มีมากเหลือล้นสำหรับข้าพเจ้า พร้อมด้วยความเชื่อ และความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์” (1 ทธ.1:14) พระคุณของพระองค์ก็เป็นเช่นเดียวกับการทรงสร้าง คือมีมากเกินกว่าที่เราต้องการและทรงมีไว้สำหรับเรา
การติดตามพระเจ้า
ในวันว่างของฉันขณะไปเที่ยวปารีสเมื่อสองสามปีก่อน ฉันมีเวลาเดินเล่นในเมืองที่โด่งดังนี้ตามลำพังก่อนจะไปพบเพื่อนเพื่อรับประทานอาหารเย็นที่หอไอเฟล ทุกอย่างราบรื่นดีจนเมื่อแบตเตอรี่โทรศัพท์ของฉันหมด ฉันไม่มีแผนที่จึงไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหน แต่สาวเมืองกรุงอย่างฉันไม่ตื่นตระหนก ฉันก็แค่เดินเลียบแม่น้ำแซนไปเรื่อยๆและคอยมองดูหอไอเฟลที่สูงตระหง่าน วิธีของฉันได้ผลจนเมื่อฉันเข้าไปใกล้มากขึ้น จุดหมายก็หายลับไปหลังอาคารโดยรอบ
ฉันประหลาดใจมากที่โครงสร้างขนาดใหญ่โตสามารถซ่อนตัวอยู่ในที่แจ้งแบบนั้นได้! จนในที่สุดฉันก็รู้ว่าต้องการความช่วยเหลือ ฉันจึงถามทางและได้พบกับเพื่อนของฉัน
ชีวิตอาจคาดเดาไม่ได้เลย เมื่อเราเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายในชีวิต เราสามารถขอความช่วยเหลือและการทรงนำจากพระเจ้าได้ การทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์จะช่วยไม่ให้เราหลงทางหรือถูกล่อลวงให้อ้อมไปหรือล้มเลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตดูยากลำบากหรือน่าสับสน เราสามารถหันไปหาพระเจ้าเพื่อขอการทรงนำได้
ในสุภาษิต 3:5-6 ซาโลมอนให้กำลังใจผู้อ่านโดยบอกพวกเขาว่า “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น”
เมื่อเราแสวงหาพระปัญญาของพระเจ้าผ่านการอธิษฐานและการอ่านพระคัมภีร์ พระองค์จะทรงนำเรา ให้เราวางใจในพระองค์และเดินตามการทรงนำของพระองค์ต่อไป
พระบุตรของพระเจ้า
เมื่อไม่นานมานี้ สก็อตต์พี่ชายของผมได้รับมอบบันทึกการรับราชการทหารของพ่อตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผมอ่านสิ่งที่บันทึกไว้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือน่าตกใจ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวตนของพ่อเลย เป็นแค่ข้อเท็จจริงและข้อมูล บันทึกนั้นน่าสนใจดี แต่ในท้ายที่สุดแล้วผมไม่รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่เกี่ยวกับพ่อเลย
ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานให้เรามีบันทึกเรื่องราวชีวิตและพระราชกิจของพระเยซูในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มซึ่งเป็นมากกว่าข้อมูล โดยเป็นคำอธิบายที่เปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใดในช่วงเวลาที่ทรงอยู่บนโลกนี้ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำและตรัสไว้ สิ่งที่บันทึกไว้ในพระธรรมมาระโกมีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์คำกล่าวของท่านว่า “ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าเริ่มต้นตรงนี้” (1:1) ต่อจากนั้น มาระโกเล่าถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่ได้เป็นพยานถึงพระเมสสิยาห์พระองค์นี้ ยอห์นกล่าวว่า “ภายหลังเราจะมีพระองค์ผู้หนึ่งเสด็จมา ทรงมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าเราอีก ซึ่งเราไม่คู่ควรแม้จะน้อมตัวลงแก้สายฉลองพระบาทให้พระองค์” (ข้อ 7) บันทึกของมาระโกแสดงชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ดังเช่นที่อัครสาวกยอห์นได้บันทึกเพิ่มเติมถึงชีวิตของพระเยซูว่า “แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์” (ยน.20:31)
หลักฐานที่ยืนยันถึงชีวิตของพระเยซูมีอยู่มากมาย คำถามคือว่า พระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร และพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณแล้วอย่างไร
ความรู้อันทรงสง่าราศี
โธมัส อไควนัส นักเทววิทยาในยุคกลางต้องอดทนอย่างมากในการอุทิศชีวิตเพื่อแสวงหาพระเจ้า ครอบครัวจับเขาขังไว้เป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อกีดกันไม่ให้เขาเข้าร่วมกับคณะโดมินิกัน ซึ่งเป็นกลุ่มนักบวชที่อุทิศตัวให้กับชีวิตที่เรียบง่าย การศึกษาพระคัมภีร์ และการเทศนาสั่งสอน ตลอดชีวิตที่เขาศึกษาพระคัมภีร์และเรื่องการทรงสร้าง รวมทั้งเขียนวารสารร่วมร้อยฉบับ อไควนัสก็มีประสบ-การณ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้าจนเขาเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถเขียนอะไรต่อไปได้อีก เพราะพระเจ้าทรงประทานความรู้อันทรงสง่าราศีให้กับข้าพเจ้าจนทุกสิ่งที่อยู่ในงานเขียนของข้าพเจ้าดูไร้ค่าเหมือนกับฟาง” และเขาเสียชีวิตลงในอีกสามเดือนต่อมา
อัครทูตเปาโลก็บรรยายถึงประสบการณ์ที่ท่วมท้นกับพระเจ้าจนไม่อาจกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ เมื่อท่าน “ถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม และได้ยินวาจาซึ่งจะพูดเป็นคำไม่ได้ และมนุษย์จะออกเสียงก็ต้องห้าม” (2 คร.12:3-4) “เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น” พระเจ้าทรงให้มี “หนามใหญ่ในเนื้อ” ของเปาโลซึ่งไม่อาจบ่งชี้ได้ว่ามันคืออะไร (ข้อ 7) เพื่อให้ท่านถ่อมตัวลงและพึ่งพาพระเจ้า พระเจ้าบอกกับท่านว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (ข้อ 9)
ยิ่งเราเข้าใจพระเจ้ามากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่มีถ้อยคำใดที่เราจะใช้บรรยายถึงพระเจ้าได้เลย ทว่าในความอ่อนแอและการที่เราไม่รู้ว่าจะใช้ถ้อยคำใดนั้น พระคุณและความงดงามของพระคริสต์จะส่องประกายผ่านเราออกมาอย่างชัดเจน
นำมาทูลต่อพระเจ้า
ไบรอันอยู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เพื่อนของเขายังคงอยู่ที่ห้องนั่งรอ และกำลังอธิษฐานขอสติปัญญาและการรักษาให้กับเพื่อนของเขา ในที่สุดเมื่อไบรอันกลับออกมา เขาก็ให้ดูเอกสารปึกใหญ่ขณะที่วางเอกสารนั้นลงบนโต๊ะ เขาได้พูดคุยถึงทางเลือกต่างๆในการรักษาโรคที่คุกคามเขา ทั้งสองคุยกันถึงความสำคัญของการอธิษฐานและการขอสติปัญญาจากพระเจ้าสำหรับการรักษาในขั้นตอนต่อไป แล้วไบรอันก็พูดว่า “ไม่ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า ผมก็อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า”
กษัตริย์เฮเซคียาห์ “ทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า” (2 พกษ.19:14) ข้อความในจดหมายไม่ได้พูดถึงอาการป่วยที่กำลังคุกคาม แต่เป็นภัยคุกคามจากอัสซีเรีย ศัตรูผู้ทรงอำนาจที่ได้ยึดเมืองที่มีป้อมปราการทั้งหมดของยูดาห์ และกำลังเตรียมโจมตีกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเมืองหลวง เฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรดาราชอาณาจักรของแผ่นดินโลก พระองค์แต่องค์เดียว...ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นมือของเขา” (ข้อ 15, 19) จากนั้นไม่นานผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ก็ส่งข้อความไปบอกเฮเซคียาห์ว่า “พระเจ้า...ตรัสดังนี้ว่า เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว” (ข้อ 20) และ “คืนนั้น” พระเจ้าทรงทำลายกองทัพอัสซีเรีย (ข้อ 35)
ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับสิ่งใดในวันนี้ จงคลี่มันออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เมื่อคุณ “ทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า” (ฟป.4:6) พระองค์ทรงรับฟังและอยู่ด้วยกับคุณ คุณสามารถพักสงบในพระหัตถ์ของพระองค์เมื่อคุณได้พบกับสติปัญญา ความรัก และความหวังในพระองค์
มือที่ช่วยเหลือ
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 มีกฎหมายที่จำกัดไม่ให้คนผิวดำและผู้อพยพในสหรัฐอเมริกาเช่าหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองโคโรนาโด รัฐแคลิฟอร์เนีย ชายผิวดำชื่อกัส ทอมป์สัน (ซึ่งเกิดมาเป็นทาส) ได้ซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักในโคโรนาโดก่อนที่จะมีการผ่านกฎหมายที่มีการเลือกปฏิบัตินี้ ในปีค.ศ.1939 กัสได้ให้ครอบครัวชาวเอเชียเช่าและในที่สุดก็ได้ขายที่ดินผืนนั้นให้พวกเขา เกือบแปดสิบห้าปีต่อมา สมาชิกในครอบครัวชาวเอเชียได้ขายที่ดินผืนนี้และบริจาครายได้เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาผิวดำ และพวกเขากำลังดำเนินการจัดตั้งศูนย์แห่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยประจำเมืองซานดิเอโก โดยตั้งชื่อศูนย์ตามชื่อของกัสและเอ็มม่าภรรยาของเขา
พระธรรมเลวีนิติมีการพูดถึงความหมายของการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดีเช่นกัน พระเจ้าทรงสอนประชากรของพระองค์ว่า “ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและเลี้ยงตัวเอง อยู่กับเจ้าไม่ได้ เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (25:35) พระองค์ทรงสอนให้ประชาชนปฏิบัติต่อกันอย่างดีและเป็นธรรมโดยเฉพาะต่อผู้ที่ขัดสน พวกเขาต้องช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยความ “ยำเกรงพระเจ้า” (ข้อ 36) พวกเขาต้องปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเหมือนปฏิบัติต่อ “คนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (ข้อ 35) ด้วยการต้อนรับและความรัก
กัส ทอมป์สันและภรรยาช่วยเหลือครอบครัวที่แตกต่างจากพวกเขา และครอบครัวนั้นได้ตอบแทนด้วยการเป็นพรให้กับผู้อื่นอีกมากมาย ให้เราแสดงความเมตตาสงสารของพระเจ้าต่อผู้ที่ขัดสน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงช่วยเราสำแดงความรักของพระองค์ต่อพวกเขา
ไม่มีวันเสียใจ
บรอนนี่ แวร์ พยาบาลที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ได้ค้นพบในขณะที่เธอนั่งอยู่กับผู้ป่วยใกล้ตายว่าพวกเขาจะไม่มีการพูดถึงสิ่งที่เป็นความปรารถนาของชีวิต เธอจึงตั้งใจถามพวกเขาว่า “ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง คุณจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิมไหม” มีหัวข้อที่มักถูกกล่าวถึงซ้ำๆกันและเธอได้รวบรวมสิ่งที่ผู้ป่วยใกล้ตายรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำมากที่สุดห้าอันดับแรก คือ (1) ฉันอยากมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง (2) ฉันหวังว่าฉันจะไม่ทำงานหนักขนาดนี้ (3) ฉันอยากมีความกล้าที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา (4) ฉันหวังว่าจะยังคงพบปะพูดคุยกับเพื่อนของฉันอยู่เสมอ และ (5) ฉันจะยอมให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้
รายการที่แวร์รวบรวมนี้ทำให้นึกถึงคำอุปมาที่พระเยซูตรัสในลูกาบทที่ 12 เรื่องเศรษฐีคนหนึ่งที่ตัดสินใจสร้างยุ้งฉางให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ของเขา หลังจากนั้นเขาบอกตัวเองว่า เขาจะเกษียณและพักผ่อนอย่างสบาย และใช้ชีวิตไปจนตาย (ข้อ 18-19) แต่ในเวลานั้นเอง พระเจ้าได้เรียกร้องเอาชีวิตจากเขาด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง “โอ คนโง่” ตามมาด้วยคำถามอันน่าสะพรึงกลัวที่ว่า “ของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า” (ข้อ 20)
เป็นไปได้ไหมที่เราจะเสียชีวิตไปโดยไม่เสียใจกับสิ่งใดเลย เป็นเรื่องยากที่จะรู้อย่างแน่ชัด แต่สิ่งที่เรารู้นั้นถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์คือ การส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวเองนั้นเป็นทางตัน เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้นมาจากการลงทุนชีวิตในพระเจ้า
เมื่อแม่มองย้อนกลับไป
“ฉันไม่ชอบวันแม่เอามากๆ” ดอนน่าคุณแม่ลูกสามกล่าว “มันทำให้ฉันหวนคิดถึงความรู้สึกบกพร่องและความล้มเหลวทั้งในอดีตและปัจจุบันของตัวเองในฐานะแม่คนหนึ่ง”
ดอนน่าเริ่มต้นเลี้ยงดูบุตรด้วยความคาดหวังที่สูง แต่ชีวิตจริงทำให้ระดับความคาดหวังของเธอลดลง “การเป็นแม่เป็นสิ่งที่ยากที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำมา” เธอกล่าว และเด็กเพียงคนเดียวสามารถ “ยั่วโมโหเราได้ในทุกเรื่อง”
เมื่อพระเจ้าทรงเลือกเลอาห์ให้เป็นมารดาของอิสราเอล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอมีความคาดหวังที่สูงกับลูกๆของเธอ เธอตั้งชื่อลูกชายสี่คนแรกตามสถานการณ์ที่ยากลำบากของเธอ (ปฐม.29:32-35) แต่เมื่อพูดถึงเรื่องราวด้านร้ายๆในพระคัมภีร์ ลูกชายทั้งหมดของเธอล้วนเล่นเป็นตัวร้าย บางคนมีความผิดในฐานะฆาตกร (34:24-30) ขายน้องเป็นทาส (37:17-28) ยูดาห์บุตรชายของเลอาห์ก็เป็นตัวร้ายในเรื่องราวที่น่าเกลียดเรื่องหนึ่งในพระคัมภีร์ (บทที่ 38)
พระเจ้าทรงให้พระเมสสิยาห์มาบังเกิดผ่านทางลูกหลานของเลอาห์ รวมถึงยูดาห์ได้อย่างไรกัน แต่พระเจ้าทรงทำภารกิจแห่งการทรงไถ่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดผ่านทางผู้คนที่เราไม่คาดคิดมากที่สุด
ดอนน่าได้เรียนรู้สิ่งนี้เช่นกัน ขณะที่เธอเผชิญกับความท้าทายในการเลี้ยงดูบุตร เธอไม่เคยพบคำตอบใดๆ “นอกจากจะทำหน้าที่ต่อไปและไม่หยุดอธิษฐาน” แล้วเด็กคนที่ยั่วโมโหเธอในทุกเรื่องล่ะ ตอนนี้เขาโตแล้ว และเขารักและเคารพแม่ของเขา เมื่อมองย้อนกลับไปดอนน่าพูดว่า “บางทีเขาอาจถูกส่งมาเพื่อสอนฉันในบางเรื่องเกี่ยวกับตัวฉันเองและพระเจ้าของฉัน”