การทรงดูแลที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า
เดวิด เวตเตอร์เสียชีวิตเมื่ออายุสิบสองปีหลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในบ้านลมเดวิดได้รับฉายาว่า “เดอะบับเบิ้ลบอย” เพราะเกิดมาพร้อมกับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องขั้นรุนแรง พ่อแม่ของเขาสูญเสียลูกชายคนแรกไปด้วยโรคนี้ และมุ่งมั่นที่จะปกป้องลูกคนที่สองของพวกเขา ในการช่วยยืดอายุของเดวิด วิศวกรของนาซ่าได้ออกแบบพลาสติกเป่าลมสำหรับป้องกันให้เดวิดอยู่และชุดอวกาศเพื่อให้พ่อแม่สามารถอุ้มเขาในโลกภายนอกได้ เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะปกป้องคนที่เรารักจริงๆ!
นาบาลสามีผู้โง่เขลาของอาบีกายิลทำผิดต่อกษัตริย์ดาวิด ด้วยความโกรธ ดาวิดต้องการไปแก้แค้นด้วยมือของพระองค์เอง อาบีกายิลรุดไปพบพระองค์พร้อมกับคำเตือนที่ชาญฉลาดว่า “แม้มีคนลุกขึ้นไล่ตามท่านและแสวงชีวิตของท่าน ชีวิตของเจ้านายของดิฉันจะผูกมัดอยู่กับกลุ่มชีวิตซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน” (1 ซมอ.25:29) คำว่า “ผูกมัด” สื่อถึงการรวบรวมสิ่งของมีค่าเพื่อที่เจ้าของจะสามารถโอบอุ้มนำไปได้ อาบีกายิลเตือนว่าพระเจ้าทรงต้องการอุ้มดาวิดไว้ในกลุ่มที่ได้รับการปกป้อง พระองค์ปลอดภัยที่สุดในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ในมือของพระองค์เอง “เจ้านายของดิฉันจะไม่มีเหตุที่ต้องเศร้าใจหรือระกำใจ เพราะได้กระทำให้โลหิตเขาตกด้วยไม่มีสาเหตุหรือเพราะเจ้านายของดิฉันทำการแก้แค้นเสียเอง” (ข้อ 31)
เป็นเรื่องดีที่เราจะปกป้องผู้อื่นในเวลาที่จำเป็น แต่โดยการดูแลที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาปลอดภัยอย่างแท้จริง
พระเยซูคริสต์สำคัญที่สุด
ผมและภรรยาชอบภาพยนตร์แนวโรแมนติกหวานแหววที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกดีๆ ผมอาจพูดได้ว่ามันเป็นความชอบของภรรยา แต่ผมก็ชอบด้วยเช่นกัน เสน่ห์และความน่าสนใจของหนังประเภทนี้อยู่ที่การเดินเรื่องที่คาดเดาได้ว่าจะนำไปสู่ความสุขชั่วนิรันดร์ เมื่อเร็วๆนี้เราได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่นำเสนอเกี่ยวกับความรักที่ชวนให้สงสัย หนังบอกว่า ความรักคือความรู้สึก จากนั้นบอกว่า จงทำตามหัวใจคุณ สุดท้ายก็บอกว่า ความสุขของคุณสำคัญที่สุด แน่นอนว่าอารมณ์ของคนเรามีความสำคัญ แต่การใช้อารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่คือรากฐานที่แย่สำหรับการมีชีวิตสมรสที่ยั่งยืน
วัฒนธรรมกระแสหลักนำเสนอแนวคิดมากมายที่ฟังดูดีในตอนแรกแต่พังไม่เป็นท่าเมื่อผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ และการพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นสิ่งที่เปาโลคิดถึงขณะเขียนโคโลสีบทที่ 2 ในบทนั้นท่านเน้นเอาไว้ว่า การ “หยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ และมั่นคงอยู่ในความเชื่อ” (ข้อ 7) ช่วยทำให้เราสามารถแยกแยะคำโกหกในวัฒนธรรมของเราได้ อัครทูตเปาโลเรียกคำโกหกเช่นนั้นว่า “หลักปรัชญา และ...คำล่อลวงอันเหลวไหล” ซึ่งสร้างขึ้น “ตามตำนานของมนุษย์ ตามวิญญาณต่างๆแห่งสากลจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์” (ข้อ 8)
ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณชมภาพยนตร์ ให้ถามตัวเองหรือคนที่คุณอยู่ด้วยว่า “หนังเรื่องนี้ให้คำแนะนำที่ฉลาดหรือไม่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความจริงตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้แล้วเป็นเช่นไร” และจงจำไว้ว่าพระเยซูคริสต์สำคัญที่สุด เพราะในพระองค์เท่านั้นที่เราจะได้พบกับปัญญาและความบริบูรณ์อย่างแท้จริง (ข้อ 9-10)
พระสัญญาของพระเจ้า
การเห็นพ่อสูญเสียความทรงจำนั้นเจ็บปวด ภาวะสมองเสื่อมเป็นความโหดร้ายที่พรากความทรงจำของผู้คนไปจนไม่เหลืออะไรให้ระลึกถึงเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขา คืนหนึ่งฉันมีความฝันซึ่งฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงใช้เพื่อหนุนใจฉัน ในความฝันพระองค์ทรงมีหีบสมบัติเล็กๆอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ “ความทรงจำทั้งหมดของพ่อเจ้าถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในนี้” พระองค์ทรงบอกฉัน “ในระหว่างนี้เราจะเก็บมันไว้ แล้ววันหนึ่งบนสวรรค์เราจะคืนให้กับเขา”
หลายปีต่อมา ความฝันนี้ปลอบประโลมใจฉันทุกครั้งที่พ่อไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร มันเตือนใจฉันว่าโรคที่พ่อเป็นนั้นจะอยู่แค่ชั่วคราว เพราะพ่อเป็นลูกของพระเจ้า วันหนึ่งพ่อจะกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างถาวร
สิ่งที่ช่วยฉันอีกอย่างคือการนึกถึงว่าเปาโลได้อธิบายถึงความทุกข์ลำบากว่าเป็นสิ่ง “เล็กๆน้อยๆเพียงชั่วคราว” (2 คร.4:17 TNCV) เปาโลไม่ได้ประมาทความทุกข์ยาก เพราะตัวท่านเองผ่านการทนทุกข์มาอย่างหนัก (ข้อ 7-12) ท่านกำลังเน้นย้ำว่า เมื่อเทียบกับความเป็นนิรันดร์และความรุ่งโรจน์ในพระคริสต์ที่เราจะได้รับในอนาคตแล้ว ปัญหาของเราก็เล็กน้อยและคงอยู่เพียงชั่วขณะ พระพรอันรุ่งเรืองทั้งสิ้นในพระเยซูที่เราได้รับแล้วในเวลานี้ รวมถึงพระพรที่เราจะได้รับในอนาคตจะมีมากมายเกินกว่าความทุกข์ยากทั้งหมดนั้นอย่างถาวร (ข้อ 17)
เพราะเรามีพระเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ เราจึงเลือกได้ว่าจะไม่หมดกำลังใจ ถึงแม้เราทนทุกข์ เราก็สามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยความเชื่อโดยพึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่จะทำให้เราจำเริญขึ้นใหม่ (ข้อ 16) วันนี้ ให้เรา “จับจ้อง” ที่พระสัญญานิรันดร์ของพระองค์ (ข้อ 18 TNCV)
จดจำพระเจ้า
ผมบินไปอินเดียซึ่งเป็นดินแดนที่ไม่เคยไปมาก่อน และมาถึงสนามบินเบงกาลูรูหลังเที่ยงคืน แม้จะได้มีการติดต่อกันทางอีเมลมาก่อน แต่ผมไม่รู้ว่าใครจะมารับผมหรือว่าผมควรไปพบคนๆนั้นที่ไหน ผมเดินตามมวลมหาชนที่หลั่งไหลไปยังจุดรับกระเป๋าและด่านศุลกากร จากนั้นก็ออกไปสู่ค่ำคืนที่ร้อนชื้นพยายามมองหาสายตาที่เป็นมิตรท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก ผมเดินไปเดินมาอยู่หน้ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นชั่วโมงและหวังว่าจะมีคนจำผมได้ ในที่สุดชายใจดีก็เข้ามาหาและถามว่า “คุณวินน์ใช่ไหมครับ ผมขอโทษจริงๆ ผมคิดว่าจะจำคุณได้ และคุณเดินอยู่ข้างหน้าผมตลอด แต่คุณดูไม่เหมือนที่ผมคิดไว้เลย”
พวกเรามักจะสับสนเป็นประจำและไม่รู้จักบุคคลหรือสถานที่ที่เราควรรู้ แต่พระเจ้าได้ทรงเตรียมวิธีที่เราจะจำพระองค์ได้อย่างไม่ผิดพลาด พระองค์เสด็จมาในโลกของเราในฐานะพระเยซูผู้ทรง “เป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์” (ฮบ.1:3) พระคริสต์ทรงเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระเจ้า เมื่อเราเห็นพระองค์ เรามั่นใจได้อย่างเต็มที่ว่าเราได้เห็นพระเจ้า
ถ้าเราอยากรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นอย่างไร พระองค์จะตรัสอะไร และจะทรงแสดงความรักอย่างไร เราก็เพียงแค่ดูและฟังพระเยซูเท่านั้น เรากำลังได้ยินสิ่งที่ “[พระเจ้า]ได้ตรัส” (ข้อ 2) ผ่านทางพระบุตรจริงหรือไม่ เรากำลังติดตามความจริงของพระองค์อยู่แน่หรือ การที่เราจะแน่ใจได้ว่าเราจดจำพระเจ้าได้คือ ให้เราเพ่งมองไปที่พระบุตรและเรียนรู้จากพระองค์
ของขวัญแห่งความทุกข์ยาก
พี่น้องตระกูลไรท์ประสบความสำเร็จในการทำให้มนุษย์บินได้ แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จของชายสองคนไม่ง่ายเลย แม้ต้องพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน การเยาะเย้ย ปัญหาเรื่องเงิน และการบาดเจ็บสาหัสของหนึ่งในพวกเขา แต่อุปสรรคที่พวกเขาเผชิญไม่อาจหยุดสองพี่น้องได้ ดังที่ออร์วิลล์ ไรท์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ไม่มีนกตัวใดบินได้ในภาวะไร้ลม” เดวิด แมคคัลโลผู้ เขียนชีวประวัติกล่าวว่า แนวคิดนี้หมายความว่าความทุกข์ยากอาจ “เป็นสิ่งที่คุณต้องการเพื่อจะพาตัวคุณไปให้สูงขึ้น” แมคคัลโลกล่าว “ความสุขของพวกเขาไม่ใช่การขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่ความสุขของพวกเขาคือการได้ปีนภูเขา”
เปโตรสอนหลักการฝ่ายวิญญาณที่คล้ายกันนี้แก่คริสตจักรยุคแรกที่ถูกข่มเหง ท่านบอกพวกเขาว่า “อย่าประหลาดใจ ที่ท่านต้องได้รับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเป็นการลองใจ” (1 ปต.4:12) นี่ไม่ใช่การปฏิเสธความเจ็บปวดของการทนทุกข์ เปโตรรู้ว่าความหวังในพระคริสต์ทำให้เราวางใจพระเจ้ามากขึ้น
นี่เป็นความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราทนทุกข์เพราะการเป็นผู้เชื่อในพระเยซู เหมือนที่คริสเตียนในยุคแรกเจอ เปโตรเขียนถึงพวกเขาว่า “จงชื่นชมยินดีในการที่ท่านได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์ เพื่อว่าเมื่อพระสิริของพระเจ้าปรากฏขึ้น ท่านทั้งหลายก็จะได้ชื่นชมยินดีเป็นอันมากด้วย” (ข้อ 13) ท่านกล่าวต่อว่า “ถ้าท่านถูกด่าว่า เพราะพระนามของพระคริสต์ ท่านก็เป็นสุข ด้วยว่าพระวิญญาณแห่งพระสิริและของพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน” (ข้อ 14)
ในขณะที่ผู้เขียนชีวประวัติยกย่องคุณลักษณะของพี่น้องตระกูลไรท์ ขอให้คนอื่นเห็นคุณลักษณะอันเปี่ยมด้วยความรักของพระเจ้าที่กระทำการอยู่ในตัวเรา พระองค์ทรงใช้ความทุกข์ยากของเราเพื่อยกเราสู่ระดับที่สูงขึ้น
จงปล่อยประชากรของเราไป
ภาพวาดชื่อดัง จงปล่อยประชากรของเราไป โดยอารอน ดักลาสใช้สีที่ดูมีชีวิตชีวาทั้งม่วงลาเวนเดอร์ สีเขียว และสีทอง โดยวาดในแนวแอฟริกันดั้งเดิมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์เกี่ยวกับโมเสส และเชื่อมโยงเข้ากับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและความยุติธรรมของคนแอฟริกันอเมริกัน
ภาพวาดนี้แสดงถึงการปรากฏของพระเจ้าต่อโมเสสในพุ่มไม้ที่มีไฟลุกไหม้ เมื่อพระองค์ทรงเปิดเผยว่าพระองค์ได้เห็นสภาพอันเลวร้ายของคนอิสราเอลในอียิปต์แล้ว ศิลปินใช้ลำแสงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าและพระดำรัสของพระองค์ว่า “เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์ เพื่อจะได้พาประชากรของเราคือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” (อพย.3:10)
ในภาพ จงปล่อยประชากรของเราไป โมเสสคุกเข่ายอมจำนนต่อพระบัญชาของพระเจ้า แต่สายตาของท่านถูกดึงดูดไปยังคลื่นแห่งความมืดและพวกม้าที่ถูกฝึกเพื่อทำสงครามที่อยู่รอบตัวท่าน ซึ่งเตือนให้ผู้ชมนึกถึงการต่อสู้ดิ้นรนที่คนอิสราเอลจะต้องเผชิญเมื่อพวกเขาออกจากอียิปต์ แต่ลำแสงที่ส่องสว่างเจิดจ้าเป็นเครื่องเตือนใจว่าพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับคนอิสราเอล
ภาพวาดทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรงเพราะการต่อสู้กับความอยุติธรรมยังคงดำเนินอยู่ คนมากมายใช้อำนาจของตนกดขี่ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กทั่วโลก ขณะที่ผู้ทุกข์ทนร้องทูลขอให้พระเจ้าทรงเป็น “ที่กำบังเข้มแข็งของคนที่ถูกกดขี่ ทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็งในเวลายากลำบาก” (สดด.9:9) เราสามารถทูลวิงวอนพระเจ้าให้ทรงตอบเสียงร้องขอความช่วยเหลือของพวกเขา และเช่นเดียวกับโมเสส เราเต็มใจที่จะทำเพื่อผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงเหล่านั้น
ยังเกิดผลเพื่อพระเจ้า
มีนิทานพื้นบ้านเก่าแก่เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ขนน้ำจากแม่น้ำกลับบ้านทุกวัน โดยใช้ถังสองใบสอดไว้ที่ปลายสองข้างของไม้คาน ถังใบหนึ่งใหม่และแข็งแรง ส่วนอีกใบหนึ่งเก่ามากและมีรอยแตก เมื่อหญิงคนนั้นกลับถึงบ้าน ถังใบใหม่ยังคงมีน้ำอยู่เต็ม แต่ถังใบเก่าแทบจะไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย ถังใบเก่ารู้สึกเสียใจและขอโทษ หญิงนั้นหันกลับไปชี้ที่ทางเดินแล้วถามถังใบเก่าว่า “เจ้าเห็นดอกไม้พวกนั้นที่เติบโตอยู่ข้างทางฝั่งของเจ้าไหม เจ้ารดน้ำพวกมันทุกวัน ทำให้ทางเดินไปและกลับจากแม่น้ำของฉันเต็มไปด้วยความงดงามอยู่เสมอ”
เราอยู่ในโลกที่ชื่นชมและยกย่องคนหนุ่มสาว คนที่อายุน้อยและมีความมั่นคง ไร้ข้อตำหนิและมีความสามารถ แต่พระคัมภีร์บอกเราอย่างชัดเจนถึงความงดงามอันชอบธรรมที่มาจากผู้สูงวัยและผู้อ่อนแอ หรือแม้แต่มีร่องรอยแตกหักและมีรูรั่ว ผู้แต่งเพลงสดุดีอาวุโสกล่าวว่า “คนชอบธรรม ก็งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม เจริญขึ้นอย่างต้นสนสีดาร์ในเลบานอน” (สดด.92:12)
จริงอยู่ ความชรา ไม่ได้มีความหมายเท่ากับคำว่าฉลาดเสมอไป แต่ความสูงวัยมีส่วนช่วยชีวิตของเราในแบบที่คนหนุ่มสาวทำไม่ได้ เพราะพวกเขามีชีวิตอยู่มายาวนานกว่า มีประสบการณ์มากกว่า และยืนหยัดมั่นคงมากกว่า ผลิดอกออกผลในความเชื่อและความไว้วางใจในพระเจ้า คนเช่นนี้ “แก่แล้วก็ยังเกิดผล ...มีน้ำเลี้ยงเต็มและเขียวสดอยู่” (ข้อ 14)
ผู้สูงอายุในชีวิตของเรายังคงเกิดผลที่งดงามอยู่ ให้เราใช้เวลามองดูความจริงนี้และเอาใจใส่ดูแลพวกเขา
ชอบธรรมโดยพระเยซู
“เราพร้อมจะให้ขึ้นเครื่องไปยังอ่าวมอนเตโกแล้ว” เสียงประกาศดังขึ้น ผมมาเป็นวิทยากรและผู้นำให้กับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายที่ไปประกาศข่าวประเสริฐที่จาไมก้า ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้สะพายหลังเพื่อหยิบบัตรผ่านขึ้นเครื่องและหนังสือเดินทาง แต่ต้องใจหายวาบ หนังสือเดินทางของผมหาย!
กลุ่มของเราขึ้นเครื่องไปโดยไม่มีผม และผมต้องดิ้นรนพยายามอยู่สี่วันเพื่อทำหนังสือเดินทางใหม่ หลังจากต้องโทรศัพท์หลายร้อยสาย เดินทางไปกรุงวอชิงตันโดยไม่ได้อะไรคืบหน้า ขับรถกลับไปยังเมืองแกรนด์แรพพิดส์ รัฐมิชิแกน สองวันในเมืองใกล้ๆ และความช่วยเหลือจากสำนักงานสมาชิกสภาผู้แทนฯในท้องถิ่น ในที่สุดผมจึงได้หนังสือเดินทางใหม่และตามไปร่วมกลุ่มในจาเมก้าได้
หนังสือเดินทาง หนังสือเล่มเล็กๆแต่เป็นเครื่องรับประกันเพียงอย่างเดียวที่ผมมีในที่ที่ผมต้องการไป แม้ผมจะใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้ได้เอกสารใหม่นั้นมา แต่คุณค่าของมันเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่จะกำหนดจุดหมายปลายทางนิรันดร์ของเรา นั่นคือความเชื่อวางใจในพระเยซู ซึ่งเป็นหลักประกันเดียวว่าเราได้รับความรอดจากบาปและชีวิตใหม่ในพระองค์
พระคัมภีร์กล่าวว่า “บัดนี้เป็นวันแห่งความรอด” (2 คร.6:2) เปาโลกำลังบรรยายถึงความจริงที่ว่ารุ่งอรุณแห่งความรอดมาถึงแล้วโดยพระคริสต์ การเชื่อในพระองค์จะทำให้เราได้มีประสบการณ์ในความรักของพระเจ้า และพระราชกิจแห่งการทรงไถ่และการฟื้นฟูสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง ในวันนี้ให้เราตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของการ “ได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทาง[พระคริสต์ ]” (5:21)
อย่าหมดกำลังใจ
เหนื่อยล้า นั่นคือสิ่งที่สัตยารู้สึกหลังจากเข้าทำงานใหม่ได้เก้าเดือน ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เขาพยายามปฏิบัติตามหลักการของพระเจ้าในการแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการงาน แต่ปัญหาด้านบุคลากรยังคงอยู่ และดูเหมือนว่าองค์กรก้าวหน้าไปเพียงเล็กน้อย เขารู้สึกอยากจะยอมแพ้
บางทีคุณอาจรู้สึกเหนื่อยเช่นเดียวกับสัตยา คุณรู้ว่าควรทำสิ่งที่ดีแต่กลับรู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์และร่างกายเกินกว่าจะเดินไปต่อ จงทำใจดีๆไว้ อัครทูตเปาโลหนุนใจเราด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร” (กท.6:9) ท่านใช้การเปรียบเทียบกับเรื่องของชาวนา และชาวนาทุกคนรู้ว่าการหว่านเป็นงานหนัก
การหว่าน “ในย่านพระวิญญาณ” (ข้อ 8) ก็เป็นงานหนักเช่นกัน ผู้เชื่อในพระเยซูที่พยายามทำตามการทรงนำของพระวิญญาณ และดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์อาจรู้สึกท้อแท้และหมดกำลังใจได้ แต่เมื่อเรายึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ การเก็บเกี่ยวจะมาถึง เราจะ “เกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 8; ดู ยน.17:3) อันหมายถึงผลผลิตแห่งพระพรของพระเจ้าที่มีปริมาณมากเป็นพิเศษเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา และในชีวิตนี้ เราจะได้มีความมั่นใจและความปีติยินดีในการรู้จักพระองค์ เราจะเก็บเกี่ยวในเวลาอันเหมาะสม ซึ่งไม่ใช่เวลาที่กำหนดโดยฤดูกาลหรือสภาพอากาศ แต่เป็นเวลาตามพระประสงค์อันเลิศประเสริฐของพระเจ้าผู้ทรงดีพร้อม ก่อนที่การเก็บเกี่ยวจะมาถึง ให้เราหว่านต่อไปด้วยกำลังของพระเจ้า