ออกไปและประกาศ
เอลเลียตมีความร้อนรนที่จะเล่าเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นได้รู้ ในช่วงสัปดาห์ที่เขาสอนพระธรรม 2 ทิโมธีให้แก่ผู้นำคริสตจักรจากประเทศในเอเชียใต้ เขาชวนคนเหล่านั้นให้ระลึกถึงการที่เปาโลอำลาทิโมธี เขาเร้าใจคนเหล่านั้นว่าอย่าละอายในข่าวประเสริฐ แต่ให้โอบรับการทนทุกข์และการถูกข่มเหงเพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับที่เปาโลทำ (1:8-9) ไม่กี่วันต่อมา เอลเลียตได้รู้ว่าการประกาศข่าวประเสริฐและการกลับใจเป็นคริสเตียนถูกห้ามในประเทศนั้น ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพพวกเขาอย่างมาก เขาอธิษฐานเพื่อให้บรรดาผู้นำเหล่านี้อดทนและเร่งรีบประกาศข่าวประเสริฐต่อไปอย่างกล้าหาญ
เปาโลเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศข่าวประเสริฐ ท่านเคยติดคุก (ข้อ 8, 16) และต้องทนทุกข์ทรมานในหลายรูปแบบจากการสอนของท่าน (ข้อ 11-12) ทั้งการถูกโบยตี ถูกเฆี่ยน และถูกขว้างด้วยก้อนหิน (ดู 2 คร.11:23-29) แต่ไม่มีอะไรหยุดเปาโลจากการประกาศเรื่องของพระเยซูได้ ปรัชญาของท่านคืออะไร “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร” (ฟป.1:21) ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อบอกคนอื่นถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ แต่ท่านรู้ว่าถ้าท่านตาย ท่านจะได้อยู่กับพระเยซู เปาโลเตือนใจทิโมธีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานฤทธิ์เดชแก่เขา (2 ทธ.1:7)
พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนที่เชื่อให้บอกผู้อื่นถึงเรื่องของพระเยซู ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่บ้านหรืออยู่ต่างแดน เราอาจต้องทนทุกข์ แต่พระองค์ทรงอยู่กับเรา
โอ้โห!
“โอ้โห!” คือปฏิกิริยาของสมาชิกในทีมของเราที่ได้เยี่ยมชมศูนย์พักฟื้นและฝึกอบรมที่ถูกซื้อมาในราคาสูง โดยผู้ที่มีนิมิตที่อยากจะหนุนใจและให้บรรดาผู้รับใช้ในพันธกิจได้ใช้เพื่อการฟื้นใจ พวกเราตื่นตาตื่นใจกับรถบัสสองชั้น เตียงสองชั้นขนาดห้าฟุต และห้องชุดพร้อมเตียงขนาดหกฟุต นอกจากนี้ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารที่ตกแต่งอย่างงดงามยังทำให้พวกเราตาโต และเมื่อคุณคิดว่าได้เห็นทุกอย่างแล้ว ก็จะยังมีสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจอีกมากมาย รวมถึงสนามบาสเกตบอลในร่มขนาดมาตรฐาน ทุกอย่างทำให้ต้องร้องว่า “โอ้โห”
พระราชินีแห่งเชบารู้สึก “โอ้โห” ในแบบที่คล้ายกันนี้เมื่อเสด็จไปเยี่ยมกษัตริย์ซาโลมอนในกรุงเยรูซาเล็มยุคโบราณ เมื่อพระองค์ “ทรงเห็นพระสติปัญญาทั้งสิ้นของซาโลมอน และพระราชวังที่พระองค์ทรงสร้าง... พระทัยของพระนางก็ตื่นตะลึงอย่างยิ่ง” (1 พกษ.10:4-5 THSV11) หลายศตวรรษต่อมา ผู้สืบเชื้อสายจากกษัตริย์ดาวิดอีกผู้หนึ่งคือพระเยซูได้ปรากฏขึ้น และพระองค์ทรงทำให้ผู้คนประหลาดใจในแบบที่แตกต่างออกไป ทุกแห่งที่พระองค์เสด็จไป ผู้คนต่างรับรู้ถึงความอัศจรรย์ในพระปัญญาและพระราชกิจของพระองค์ (ลก.4:36) และพระองค์ทรงเร้าใจให้พวกเขาเห็นว่า “ซึ่งใหญ่กว่าซาโลมอน” ได้มาปรากฏแล้ว (11:31) พระราชกิจอันน่าตื่นตะลึงของพระเยซูนำมาซึ่งการอภัยโทษบาปที่พระองค์ทรงจ่ายด้วยราคาแพงโดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เอง พระองค์ทรงต้อนรับทุกคนที่จะเข้ามาหาพระองค์ และผู้ที่ทำเช่นนั้นจะได้สัมผัสกับความงามและพระคุณของพระองค์ และจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ทั้งในปัจจุบันและตลอดนิรันดร์ โอ้โห!
จากดาบทมิฬ
ประติมากรรมอันน่าทึ่งของเซบิน ฮาเวิร์ด ชื่อ การเดินทางของทหาร ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตและความทุกข์ทรมาน รูปหล่อสำริด 38 ชิ้นที่ถูกจัดเรียงให้โน้มไปด้านหน้าบนรูปหล่อนูนต่ำความยาวราว 18 เมตรบอกเล่าถึงชีวิตของทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยสร้างเสร็จในปี 2024 ภาพเรื่องราวเริ่มต้นด้วยการอำลาครอบครัวอย่างเจ็บปวด ตามด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิมอย่างไร้เดียงสากับการออกเดินทาง และก้าวเข้าสู่ความสยดสยองของการสู้รบ สุดท้ายประติมากรรมนี้พาเรากลับบ้านเมื่อลูกสาวของทหารผ่านศึกมองเข้าไปในหมวกทหารที่หงายขึ้นของเขา และมองเห็นล่วงหน้าถึงสงครามโลกครั้งที่ 2
ฮาเวิร์ดพยายาม “ค้นหาความเชื่อมโยงของมนุษยชาติ คือการที่มนุษย์สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ และพวกเขาก็สามารถจมดิ่งลงไปถึงระดับเดียวกับสัตว์ได้” สงครามเผยให้เห็นความจริงข้อนี้
ดาวิดผู้ประพันธ์สดุดีทราบดีถึงการนองเลือดซึ่งเป็นผลจากสงคราม ท่านตระหนักดีถึงความจำเป็นที่น่าเศร้าในการเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย จึงได้สรรเสริญพระเจ้าผู้ “ฝึกมือของข้าพเจ้าให้ทำสงคราม” (สดด.144:1) แต่ท่านก็ได้ล่าถอยจากการต่อสู้ด้วย โดยอธิษฐานว่า“ทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากดาบทมิฬ” (ข้อ 10-11) ดาวิดรอคอยเวลาที่คนหนุ่มสาวจะไม่ต้องตายในสงคราม แต่บรรดาบุตรชายจะ “เป็นเหมือนต้นไม้โตเต็มขนาด” และบุตรสาว “เป็นเหมือนเสาหัวมุม สลักออกมาตามแบบพระราชวัง” (ข้อ 12) ในวันนั้นจะ “ไม่มีใครพังเข้ามา ไม่มีออกไป และซึ่งไม่มีเสียงร้องทุกข์ในถนนหนทางของข้าพเจ้า” (ข้อ 14)
เมื่อมองย้อนกลับไป เรารำลึกถึงผู้ที่ล้มตายในสนามรบ เมื่อมองไปข้างหน้า เราร้องเพลงกับดาวิดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะร้องเพลงบทใหม่ถวายแด่พระองค์” (ข้อ 9)
ความหวังใหม่
เธียแปลกใจมาก ทำไมลูกชายวัยสิบแปดปีของเขาจึงใช้เวลาอยู่ที่ห้องสมุดมากนักในระยะนี้ ลูกชายของเขาเป็นออทิสติกและไม่ค่อยจะคุยกับใคร ตามปกติแล้วเขาจะกลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียน เกิดอะไรขึ้น ในที่สุดเมื่อถูกคาดคั้นลูกของเธียก็ตอบว่า “อ่านหนังสือกับนาวิน”
ปรากฏว่านาวินเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่สังเกตเห็นว่าลูกชายของเธียมีปัญหาในการเรียน จึงชวนเขามาอ่านหนังสือด้วยกัน มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสิบแปดปีนี้ทำให้พ่อผู้สิ้นหวังที่จะให้ลูกชายได้มีเพื่อนมีกำลังใจขึ้นอย่างมาก
ความหวังกลับคืนมาใหม่เพราะมีคนคนหนึ่งใส่ใจมากพอที่จะอยู่เคียงข้างคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในพันธกิจของเปาโลกับคริสตจักรยุคแรก ท่านรู้ว่าสิ่งนี้นำมาใช้กับความหวังในความรอดของเราได้ด้วย การที่ผู้เชื่อในพระเยซูจะ “เฝ้าระวังและไม่เมามาย” (1 ธส.5:6) ในการดำเนินชีวิตด้วยความหวังถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์ ด้วยการที่พวกเขาต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (ข้อ 11) โดยเฉพาะผู้ที่กำลังต่อสู้
ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าผู้เชื่อเหล่านี้จะดำเนินชีวิตด้วยความรักที่พระเจ้าพอพระทัย (4:1, 10) เปาโลก็ยังได้เตือนใจพวกเขาให้ “หนุนน้ำใจผู้ที่ท้อใจ ชูกำลังคนที่
อ่อนกำลัง” (5:14) เมื่อเราสังเกตเห็นผู้เชื่อในพระคริสต์ที่หวาดกลัว วิตกกังวล หรือสิ้นหวัง และเราอยู่เคียงข้างพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยการฟัง การพูดปลอบ
โยนหรือการนั่งเงียบๆด้วยกัน พระเจ้าทรงสามารถใช้เราได้เพื่อทำให้พวกเขาเข้มแข็งและกล้าหาญที่จะยึดมั่นในความหวังที่มีในพระเยซู
ก้าวกระโดดด้วยความเชื่อ
นกเพนกวินจักรพรรดิที่อายุเพียงหกเดือนประมาณ 700 ตัวในแอนตาร์กติกาฝั่งตะวันตก ยืนเบียดเสียดกันอยู่ริมผาน้ำแข็งสูงตระหง่านราวสิบห้าเมตรเหนือผืนน้ำที่เย็นยะเยือก ในที่สุด นกเพนกวินตัวหนึ่งก็เอนตัวไปข้างหน้าและ “กระโดดด้วยความเชื่อ” ลงไปในน้ำเย็นเฉียบเบื้องล่างและว่ายน้ำออกไป ไม่นาน นกเพนกวินจำนวนมากก็กระโดดตามลงไป
โดยปกติแล้วลูกนกเพนกวินจะกระโดดจากที่สูงเพียงไม่กี่ฟุตลงไปในน้ำเพื่อว่ายน้ำเป็นครั้งแรก การกระโดดที่ท้าทายความตายของเพนกวินกลุ่มนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจับภาพไว้ได้
บางคนอาจกล่าวว่าการกระโดดลงไปโดยที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้าของนกเพนกวินเหล่านี้ คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนๆหนึ่งเชื่อวางใจในพระเยซูเพื่อรับความรอด แต่ความเชื่อในพระองค์นั้นตรงกันข้าม ผู้เขียนฮีบรูกล่าวว่า “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” (ฮบ.11:1)
ความเชื่อของเอโนคเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า “ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย” (ข้อ 6) ไม่มีใครเคยเห็นน้ำท่วมใหญ่ แต่โนอาห์ “ยำเกรงและต่อเรือใหญ่ เพื่อช่วยครอบครัวของตนให้รอดพ้นจากความตาย” (ข้อ 7) เพราะท่านวางใจในพระเจ้า อับราฮัมติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อ “โดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน” (ข้อ 8)
ในตอนแรกที่เรามอบความไว้วางใจให้พระเยซูนั้น ก็เกิดขึ้นโดยความเชื่อ เมื่อเราติดตามพระองค์และความเชื่อของเราถูกทดสอบ เราสามารถระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อบุรุษเหล่านี้ แม้เราจะไม่รู้สาเหตุและวิธีการ แต่เราสามารถวางใจพระเจ้าในผลลัพธ์ที่ตามมาได้
รักความจริง
แจ็คเกลียดการไปโรงเรียน ชั้นเรียนพีชคณิต ไวยากรณ์ และตารางธาตุทำให้เขาเบื่อ แต่เขาชอบสร้างบ้าน พ่อพาเขาไปทำงานในช่วงฤดูร้อนและ
แจ็คอยากจะกลับไปอีก เขาอายุแค่สิบหกปีแต่เขารู้เรื่องซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคา และวิธีก่อผนัง ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนกับการก่อสร้างคืออะไร คือความรักที่มีต่อสิ่งนั้น แจ็ครักอย่างหนึ่งแต่ไม่รักอีกอย่าง ความรักของเขากระตุ้นให้เกิดความรู้
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “รักความจริง” (2 ธส.2:10) เปาโลบอกว่าคนของซาตานจะใช้ “หมายสำคัญ และการอัศจรรย์” (ข้อ 9) เพื่อหลอกลวง “คนเหล่านั้นที่จะต้องพินาศ” (ข้อ 10) ทำไมพวกเขาจึงจะพินาศ “เขาทั้งหลายไม่ได้รักความจริงเพื่อจะรอดได้” (ข้อ 10) การที่พวกเขาไม่รักความจริงทำให้พวกเขามองไม่เห็นความจริง พวกเขาจะถูกหลอก (ข้อ 11)
แล้วเรารู้อะไรบ้าง คำถามสำคัญนี้มาจากคำถามพื้นฐานที่ว่า เรารักอะไร ความรักอันร้อนรนจะโน้มน้าวจิตใจและชี้นำความคิดของเรา เราใส่ใจในสิ่งที่
เรารัก เราจะปกป้องมันและเสาะแสวงหา ถ้าเรารักความจริงและปัญญา เราจะเสาะหาทั้งสองสิ่งนั้นเหมือนทองคำอันมีค่า (สภษ.3:13-14; 4:7-9) แล้วความจริงและปัญญาจะปกป้องเรา “อย่าทอดทิ้งเธอ และเธอจะรักษาเจ้าไว้ จงรักปัญญา และปัญญาจะระแวดระวังเจ้า” (4:6)
สติปัญญาที่แท้นั้นคืออะไร พระเยซูตรัสว่าคือพระองค์เอง “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” (ยน.14:6) คำถามที่สำคัญที่สุดคือว่าเรารักใคร จง…
ความรักที่คู่ควรกับชีวิตของเรา
วิลเลี่ยม เทมเปิ้ล บิชอปชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 19 เคยสรุปคำเทศนา ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ด้วยเนื้อร้องของเพลง “เมื่อข้าฯเพ่งดูกางเขนประหลาด” แต่เขาได้เตือนพวกนักศึกษาว่าอย่าร้องเพลงนี้แบบขอไปที “ถ้าคุณหมายความตามที่คุณร้องจริงๆจากใจ ก็จงร้องออกมาให้ดังสุดเสียง” เทมเปิ้ลกล่าว “ถ้าคุณไม่ได้หมายความตามนั้นเลย ก็จงเงียบไว้ แต่ถ้าคุณหมายความตามนั้นแม้เพียงเล็กน้อย และต้องการพัฒนาให้มากขึ้น จงร้องมันเบาๆ” ที่ประชุมเงียบเสียงลงขณะที่ทุกคนมองดูเนื้อเพลง แล้วเสียงนับพันก็เริ่มเปล่งออกมาเบาๆ โดยร้องประโยคสุดท้ายด้วยความจริงจังว่า “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา เรายอมถวายทั้งใจและกาย”
นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเหล่านั้นเข้าใจความจริงที่ว่าการเชื่อและติดตามพระเยซูเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับในความรักสุดขั้วที่เรียกร้องทุกอย่างจากเรา การติดตามพระคริสต์ต้องใช้ทั้งชีวิตและทุกสิ่งที่เป็นเรา พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มธ.16:24) ไม่ควรมีใครตัดสินใจแบบขอไปที
แต่การติดตามพระเยซูก็เป็นหนทางที่นำเราไปสู่ความชื่นชมยินดีที่ล้ำลึกที่สุดเช่นกัน เราจะได้พบว่าชีวิตกับพระเยซูนั้นเป็นชีวิตที่เราปรารถนาอย่างแท้จริง ฟังดูเหมือนเป็นความขัดแย้งอย่างมาก แต่หากเราตอบสนองต่อความรักของพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์ และละทิ้งความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวและคับแคบของเรา เราก็จะได้พบกับชีวิตที่จิตวิญญาณของเราใฝ่หา (ข้อ 25)
รักคนต่างด้าว
ภรรยาของเพื่อนฉันเป็นช่างเย็บผ้าฝีมือดี เธอวางแผนไว้ด้วยความรักก่อนที่จะเสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรัง เธอบริจาคอุปกรณ์ตัดเย็บทั้งหมดให้กับสมาคมช่างเย็บผ้าของเมืองเรา ทำให้มีจักรเย็บผ้า โต๊ะตัดผ้า และอื่นๆ สำหรับการสอนผู้อพยพที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ “ผมนับเฉพาะกล่องผ้าได้ 28 กล่อง” สามีของเธอบอกเรา “มีผู้หญิงหกคนมารับเอาของทั้งหมดไป นักเรียนของพวกเธอเป็นคนขยันขันแข็งและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้”
คนอื่นๆจะพูดถึงคนที่มาอยู่ใหม่ในทางที่ไม่ค่อยดีนัก ความทุกข์ยากของผู้อพยพกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความแตกแยก
อย่างไรก็ตาม โมเสสได้เปิดเผยมุมมองของพระเจ้าว่า “อย่าข่มเหงคนต่างด้าว ตัวเจ้าเองรับรู้รสชาติการเป็นคนต่างด้าวมาแล้ว” (อพย.23:9TNCV) นอกจากนี้ ท่านยังกล่าวถึงกฎของพระเจ้าที่เกี่ยวกับคนต่างด้าวอีกว่า “เมื่อเจ้าทั้งหลายเกี่ยวข้าวในนา...อย่าเก็บผลที่สวนองุ่นให้หมด เจ้าอย่าเก็บองุ่นที่ตกในสวนของเจ้า จงเหลือไว้ให้คนยากจนและคนต่างด้าวบ้าง เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” (ลนต.19:9-10)
นอกจากนี้พระเจ้ายังทรงประกาศด้วยว่า “เมื่อคนต่างด้าวอาศัยอยู่กับเจ้าในแผ่นดินของเจ้า อย่าข่มเหงเขา คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับเจ้านั้นก็เหมือนกับชาวเมืองของเจ้า เจ้าจงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง เพราะว่าเจ้าเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์ เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” (ข้อ 33-34)
พระเจ้าทรงวางมาตรฐานเอาไว้ ขอพระองค์ทรงอวยพรจิตใจของเราให้แสดงความรักต่อคนต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเรา
พระเจ้าทรงเสียพระทัย
หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 มีภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว คือภาพที่พ่อคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังขณะจับมือที่โผล่พ้นออกมาจากเศษหินเศษปูน เป็นมือของลูกสาวเขา เรามองเห็นขอบที่นอนที่ลูกสาวของเขาใช้นอน และเราเห็นนิ้วมือที่ไร้ชีวิตของเธอที่เขากำลังจับไว้ ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ความเสียใจของเขาสุดจะหยั่งถึง
ในใบหน้าที่เศร้าหมองของพ่อคนนี้ ผมมองเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา พระธรรมปฐมกาลบอกเราว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยที่ความบาปได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง “พระองค์ทรงปวดร้าวพระทัย” (6:6 TNCV) อิสยาห์ได้กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ที่จะมาในอนาคตว่า “ท่าน...เป็นคนที่รับความเจ็บปวด และคุ้นเคยกับความเจ็บไข้” (53:3) พระเจ้าทรงเสียพระทัยเพื่อเราและทรงเสียพระทัยร่วมกับเรา พระองค์ประทับอยู่ข้างซากปรักหักพังแห่งชีวิตเรา และเอื้อมพระหัตถ์มาหาเรา “เราคือพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า ยุดมือขวาของเจ้าไว้” (41:13)
ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับหายนะใดอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เศร้าสลด การสูญเสียคนที่รัก หรือแม้กระทั่งผลจากบาปของคุณเอง จงรู้ว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหวในรูปแบบใดที่ทำให้ชีวิตของคุณสั่นคลอน จงมองเห็นว่าพระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาจับมือคุณไว้ ไม่ว่าคุณจะโศกเศร้าเรื่องใดอยู่ในขณะนี้ ขอให้คุณได้ยินเสียงที่พระเจ้าแห่งความรักตรัสกับคุณว่า “อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (ข้อ 13)