Category  |  ODB

ออกไปและประกาศ

เอลเลียตมีความร้อนรนที่จะเล่าเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นได้รู้ ในช่วงสัปดาห์ที่เขาสอนพระธรรม 2 ทิโมธีให้แก่ผู้นำคริสตจักรจากประเทศในเอเชียใต้ เขาชวนคนเหล่านั้นให้ระลึกถึงการที่เปาโลอำลาทิโมธี เขาเร้าใจคนเหล่านั้นว่าอย่าละอายในข่าวประเสริฐ แต่ให้โอบรับการทนทุกข์และการถูกข่มเหงเพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับที่เปาโลทำ (1:8-9) ไม่กี่วันต่อมา เอลเลียตได้รู้ว่าการประกาศข่าวประเสริฐและการกลับใจเป็นคริสเตียนถูกห้ามในประเทศนั้น ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพพวกเขาอย่างมาก เขาอธิษฐานเพื่อให้บรรดาผู้นำเหล่านี้อดทนและเร่งรีบประกาศข่าวประเสริฐต่อไปอย่างกล้าหาญ

เปาโลเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศข่าวประเสริฐ ท่านเคยติดคุก (ข้อ 8, 16) และต้องทนทุกข์ทรมานในหลายรูปแบบจากการสอนของท่าน (ข้อ 11-12) ทั้งการถูกโบยตี ถูกเฆี่ยน และถูกขว้างด้วยก้อนหิน (ดู 2 คร.11:23-29) แต่ไม่มีอะไรหยุดเปาโลจากการประกาศเรื่องของพระเยซูได้ ปรัชญาของท่านคืออะไร “เพราะ​ว่า​สำหรับ​ข้าพเจ้า​นั้น การ​มี​ชีวิต​อยู่​ก็​เพื่อ​พระ​คริสต์​ และ​การ​ตาย​ก็​ได้​กำไร​” (ฟป.1:21) ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อบอกคนอื่นถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ แต่ท่านรู้ว่าถ้าท่านตาย ท่านจะได้อยู่กับพระเยซู เปาโลเตือนใจทิโมธีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานฤทธิ์เดชแก่เขา (2 ทธ.1:7)

พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนที่เชื่อให้บอกผู้อื่นถึงเรื่องของพระเยซู ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่บ้านหรืออยู่ต่างแดน เราอาจต้องทนทุกข์ แต่พระองค์ทรงอยู่กับเรา

โอ้โห!

“โอ้โห!” คือปฏิกิริยาของสมาชิกในทีมของเราที่ได้เยี่ยมชมศูนย์พักฟื้นและฝึกอบรมที่ถูกซื้อมาในราคาสูง โดยผู้ที่มีนิมิตที่อยากจะหนุนใจและให้บรรดาผู้รับใช้ในพันธกิจได้ใช้เพื่อการฟื้นใจ พวกเราตื่นตาตื่นใจกับรถบัสสองชั้น เตียงสองชั้นขนาดห้าฟุต และห้องชุดพร้อมเตียงขนาดหกฟุต นอกจากนี้ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารที่ตกแต่งอย่างงดงามยังทำให้พวกเราตาโต และเมื่อคุณคิดว่าได้เห็นทุกอย่างแล้ว ก็จะยังมีสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจอีกมากมาย รวมถึงสนามบาสเกตบอลในร่มขนาดมาตรฐาน ทุกอย่างทำให้ต้องร้องว่า “โอ้โห”

​พระ​ราชินี​แห่งเช​บารู้สึก “โอ้โห” ในแบบที่คล้ายกันนี้เมื่อเสด็จไปเยี่ยมกษัตริย์ซาโลมอนในกรุงเยรูซาเล็มยุคโบราณ เมื่อพระองค์ “ท​รง​เห็น​พระ​สติปัญญา​ทั้งสิ้น​ของ​ซาโลมอน และ​พระ​ราชวัง​ที่​พระ​องค์​ทรง​สร้าง​... ​พระ​ทัย​ของ​พระ​นาง​ก็​ตื่นตะลึงอย่างยิ่ง” (1 พกษ.10:4-5 THSV11) หลายศตวรรษต่อมา ผู้สืบเชื้อสายจากกษัตริย์ดาวิดอีกผู้หนึ่งคือพระเยซูได้ปรากฏขึ้น และพระองค์ทรงทำให้ผู้คนประหลาดใจในแบบที่แตกต่างออกไป ทุกแห่งที่พระองค์เสด็จไป ผู้คนต่างรับรู้ถึงความอัศจรรย์ในพระปัญญาและพระราชกิจของพระองค์ (ลก.4:36) และพระองค์ทรงเร้าใจให้พวกเขาเห็นว่า “ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​ซาโลมอน” ได้มาปรากฏแล้ว (11:31) พระราชกิจอันน่าตื่นตะลึงของพระเยซูนำมาซึ่งการอภัยโทษบาปที่พระองค์ทรงจ่ายด้วยราคาแพงโดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เอง พระองค์ทรงต้อนรับทุกคนที่จะเข้ามาหาพระองค์ และผู้ที่ทำเช่นนั้นจะได้สัมผัสกับความงามและพระคุณของพระองค์ และจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ทั้งในปัจจุบันและตลอดนิรันดร์ โอ้โห!

จาก​ดาบ​ทมิฬ

ประติมากรรมอันน่าทึ่งของเซบิน ฮาเวิร์ด ชื่อ การเดินทางของทหาร ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตและความทุกข์ทรมาน รูปหล่อสำริด 38 ชิ้นที่ถูกจัดเรียงให้โน้มไปด้านหน้าบนรูปหล่อนูนต่ำความยาวราว 18 เมตรบอกเล่าถึงชีวิตของทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยสร้างเสร็จในปี 2024 ภาพเรื่องราวเริ่มต้นด้วยการอำลาครอบครัวอย่างเจ็บปวด ตามด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิมอย่างไร้เดียงสากับการออกเดินทาง และก้าวเข้าสู่ความสยดสยองของการสู้รบ สุดท้ายประติมากรรมนี้พาเรากลับบ้านเมื่อลูกสาวของทหารผ่านศึกมองเข้าไปในหมวกทหารที่หงายขึ้นของเขา และมองเห็นล่วงหน้าถึงสงครามโลกครั้งที่ 2

ฮาเวิร์ดพยายาม “ค้นหาความเชื่อมโยงของมนุษยชาติ คือการที่มนุษย์สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ และพวกเขาก็สามารถจมดิ่งลงไปถึงระดับเดียวกับสัตว์ได้” สงครามเผยให้เห็นความจริงข้อนี้

ดาวิดผู้ประพันธ์สดุดีทราบดีถึงการนองเลือดซึ่งเป็นผลจากสงคราม ท่านตระหนักดีถึงความจำเป็นที่น่าเศร้าในการเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย จึงได้สรรเสริญพระเจ้าผู้ “​ฝึก​มือ​ของ​ข้าพเจ้า​ให้​ทำ​สงคราม” (สดด.144:1) แต่ท่านก็ได้ล่าถอยจากการต่อสู้ด้วย โดยอธิษฐานว่า“​ทรง​ช่วย​ข้า​พระ​องค์​ให้​พ้น​จาก​ดาบทมิฬ” (ข้อ 10-11) ดาวิดรอคอยเวลาที่คนหนุ่มสาวจะไม่ต้องตายในสงคราม แต่บรรดาบุตรชายจะ “เป็น​เหมือน​ต้นไม้​โต​เต็ม​ขนาด” และบุตรสาว “​เป็น​เหมือน​เสา​หัว​มุม สลัก​ออกมา​ตาม​แบบ​พระ​ราชวัง” (ข้อ 12) ในวันนั้นจะ “ไม่​มี​ใคร​พัง​เข้า​มา ไม่​มี​ออกไป และ​ซึ่ง​ไม่​มี​เสียง​ร้อง​ทุกข์​ใน​ถนน​หนทาง​ของ​ข้าพเจ้า” (ข้อ 14)

เมื่อมองย้อนกลับไป เรารำลึกถึงผู้ที่ล้มตายในสนามรบ เมื่อมองไปข้างหน้า เราร้องเพลงกับดาวิดว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​บท​ใหม่​ถวาย​แด่​พระ​องค์” (ข้อ 9)

ความหวังใหม่

เธียแปลกใจมาก ทำไมลูกชายวัยสิบแปดปีของเขาจึงใช้เวลาอยู่ที่ห้องสมุดมากนักในระยะนี้ ลูกชายของเขาเป็นออทิสติกและไม่ค่อยจะคุยกับใคร ตามปกติแล้วเขาจะกลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียน เกิดอะไรขึ้น ในที่สุดเมื่อถูกคาดคั้นลูกของเธียก็ตอบว่า “อ่านหนังสือกับนาวิน”

ปรากฏว่านาวินเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่สังเกตเห็นว่าลูกชายของเธียมีปัญหาในการเรียน จึงชวนเขามาอ่านหนังสือด้วยกัน มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสิบแปดปีนี้ทำให้พ่อผู้สิ้นหวังที่จะให้ลูกชายได้มีเพื่อนมีกำลังใจขึ้นอย่างมาก

ความหวังกลับคืนมาใหม่เพราะมีคนคนหนึ่งใส่ใจมากพอที่จะอยู่เคียงข้างคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในพันธกิจของเปาโลกับคริสตจักรยุคแรก ท่านรู้ว่าสิ่งนี้นำมาใช้กับความหวังในความรอดของเราได้ด้วย การที่ผู้เชื่อในพระเยซูจะ “​เฝ้า​ระวัง​และ​ไม่​เมา​มาย​” (1 ธส.5:6) ในการดำเนินชีวิตด้วยความหวังถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์ ด้วยการที่พวกเขาต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (ข้อ 11) โดยเฉพาะผู้ที่กำลังต่อสู้

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าผู้เชื่อเหล่านี้จะดำเนินชีวิตด้วยความรักที่พระเจ้าพอพระทัย (4:1, 10) เปาโลก็ยังได้เตือนใจพวกเขาให้ “หนุน​น้ำใจ​ผู้​ที่​ท้อ​ใจ ชู​กำลังคน​ที่​
อ่อน​กำลัง” (5:14) เมื่อเราสังเกตเห็นผู้เชื่อในพระคริสต์ที่หวาดกลัว วิตกกังวล หรือสิ้นหวัง และเราอยู่เคียงข้างพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยการฟัง การพูดปลอบ
โยนหรือการนั่งเงียบๆด้วยกัน พระเจ้าทรงสามารถใช้เราได้เพื่อทำให้พวกเขาเข้มแข็งและกล้าหาญที่จะยึดมั่นในความหวังที่มีในพระเยซู

ก้าวกระโดดด้วยความเชื่อ

นกเพนกวินจักรพรรดิที่อายุเพียงหกเดือนประมาณ 700 ตัวในแอนตาร์กติกาฝั่งตะวันตก ยืนเบียดเสียดกันอยู่ริมผาน้ำแข็งสูงตระหง่านราวสิบห้าเมตรเหนือผืนน้ำที่เย็นยะเยือก ในที่สุด นกเพนกวินตัวหนึ่งก็เอนตัวไปข้างหน้าและ “กระโดดด้วยความเชื่อ” ลงไปในน้ำเย็นเฉียบเบื้องล่างและว่ายน้ำออกไป ไม่นาน นกเพนกวินจำนวนมากก็กระโดดตามลงไป

โดยปกติแล้วลูกนกเพนกวินจะกระโดดจากที่สูงเพียงไม่กี่ฟุตลงไปในน้ำเพื่อว่ายน้ำเป็นครั้งแรก การกระโดดที่ท้าทายความตายของเพนกวินกลุ่มนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจับภาพไว้ได้

บางคนอาจกล่าวว่าการกระโดดลงไปโดยที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้าของนกเพนกวินเหล่านี้ คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนๆหนึ่งเชื่อวางใจในพระเยซูเพื่อรับความรอด แต่ความเชื่อในพระองค์นั้นตรงกันข้าม ผู้เขียนฮีบรูกล่าวว่า “ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่า สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง” (ฮบ.11:1)

ความเชื่อของเอโนคเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า “​ถ้า​ไม่​มี​ความ​เชื่อ​แล้ว จะ​เป็น​ที่​พอ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​ก็​ไม่ได้​เลย” (ข้อ 6) ไม่มีใครเคยเห็นน้ำท่วมใหญ่ แต่โนอาห์ “​ยำเกรง​และ​ต่อ​เรือ​ใหญ่ เพื่อ​ช่วย​ครอบครัว​ของ​ตน​ให้​รอด​พ้น​จาก​ความ​ตาย” (ข้อ 7) เพราะท่านวางใจในพระเจ้า อับราฮัมติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อ “โดย​หา​รู้​ไม่​ว่า​จะ​ไป​ทาง​ไหน” (ข้อ 8)

ในตอนแรกที่เรามอบความไว้วางใจให้พระเยซูนั้น ก็เกิดขึ้นโดยความเชื่อ เมื่อเราติดตามพระองค์และความเชื่อของเราถูกทดสอบ เราสามารถระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อบุรุษเหล่านี้ แม้เราจะไม่รู้สาเหตุและวิธีการ แต่เราสามารถวางใจพระเจ้าในผลลัพธ์ที่ตามมาได้

รักความจริง

แจ็คเกลียดการไปโรงเรียน ชั้นเรียนพีชคณิต ไวยากรณ์ และตารางธาตุทำให้เขาเบื่อ แต่เขาชอบสร้างบ้าน พ่อพาเขาไปทำงานในช่วงฤดูร้อนและ
แจ็คอยากจะกลับไปอีก เขาอายุแค่สิบหกปีแต่เขารู้เรื่องซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคา และวิธีก่อผนัง ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนกับการก่อสร้างคืออะไร คือความรักที่มีต่อสิ่งนั้น แจ็ครักอย่างหนึ่งแต่ไม่รักอีกอย่าง ความรักของเขากระตุ้นให้เกิดความรู้

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “รักความจริง” (2 ธส.2:10) เปาโลบอกว่าคนของซาตานจะใช้ “​หมาย​สำคัญ และ​การ​อัศจรรย์​” (ข้อ 9) เพื่อหลอกลวง “คน​เหล่า​นั้น​ที่​จะต้อง​พินาศ” (ข้อ 10) ทำไมพวกเขาจึงจะพินาศ “เขา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​รัก​ความ​จริง​เพื่อ​จะ​รอด​ได้​” (ข้อ 10) การที่พวกเขาไม่รักความจริงทำให้พวกเขามองไม่เห็นความจริง พวกเขาจะถูกหลอก (ข้อ 11)

แล้วเรารู้อะไรบ้าง คำถามสำคัญนี้มาจากคำถามพื้นฐานที่ว่า เรารักอะไร ความรักอันร้อนรนจะโน้มน้าวจิตใจและชี้นำความคิดของเรา เราใส่ใจในสิ่งที่
เรารัก เราจะปกป้องมันและเสาะแสวงหา ถ้าเรารักความจริงและปัญญา เราจะเสาะหาทั้งสองสิ่งนั้นเหมือนทองคำอันมีค่า (สภษ.3:13-14; 4:7-9) แล้วความจริงและปัญญาจะปกป้องเรา “อย่า​ทอดทิ้ง​เธอ และ​เธอ​จะ​รักษา​เจ้า​ไว้ จง​รัก​ปัญญา และ​ปัญญา​จะ​ระแวดระวัง​เจ้า” (4:6)

สติปัญญาที่แท้นั้นคืออะไร พระเยซูตรัสว่าคือพระองค์เอง “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง​และ​เป็น​ชีวิต” (ยน.14:6) คำถามที่สำคัญที่สุดคือว่าเรารักใคร จง…

ความรักที่คู่ควรกับชีวิตของเรา

วิลเลี่ยม เทมเปิ้ล บิชอปชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 19 เคยสรุปคำเทศนา ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ด้วยเนื้อร้องของเพลง “เมื่อข้าฯเพ่งดูกางเขนประหลาด” แต่เขาได้เตือนพวกนักศึกษาว่าอย่าร้องเพลงนี้แบบขอไปที “ถ้าคุณหมายความตามที่คุณร้องจริงๆจากใจ ก็จงร้องออกมาให้ดังสุดเสียง” เทมเปิ้ลกล่าว “ถ้าคุณไม่ได้หมายความตามนั้นเลย ก็จงเงียบไว้ แต่ถ้าคุณหมายความตามนั้นแม้เพียงเล็กน้อย และต้องการพัฒนาให้มากขึ้น จงร้องมันเบาๆ” ที่ประชุมเงียบเสียงลงขณะที่ทุกคนมองดูเนื้อเพลง แล้วเสียงนับพันก็เริ่มเปล่งออกมาเบาๆ โดยร้องประโยคสุดท้ายด้วยความจริงจังว่า “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา เรายอมถวายทั้งใจและกาย”

นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเหล่านั้นเข้าใจความจริงที่ว่าการเชื่อและติดตามพระเยซูเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับในความรักสุดขั้วที่เรียกร้องทุกอย่างจากเรา การติดตามพระคริสต์ต้องใช้ทั้งชีวิตและทุกสิ่งที่เป็นเรา พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกอย่างตรงไปตรงมาว่า “​ผู้ใด​ใคร่​ตาม​เรา​มา​ให้​ผู้​นั้น​เอาชนะ​ตัวเอง และ​รับ​กางเขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา” (มธ.16:24) ไม่ควรมีใครตัดสินใจแบบขอไปที

แต่การติดตามพระเยซูก็เป็นหนทางที่นำเราไปสู่ความชื่นชมยินดีที่ล้ำลึกที่สุดเช่นกัน เราจะได้พบว่าชีวิตกับพระเยซูนั้นเป็นชีวิตที่เราปรารถนาอย่างแท้จริง ฟังดูเหมือนเป็นความขัดแย้งอย่างมาก แต่หากเราตอบสนองต่อความรักของพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์ และละทิ้งความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวและคับแคบของเรา เราก็จะได้พบกับชีวิตที่จิตวิญญาณของเราใฝ่หา (ข้อ 25)

รักคนต่างด้าว

ภรรยาของเพื่อนฉันเป็นช่างเย็บผ้าฝีมือดี เธอวางแผนไว้ด้วยความรักก่อนที่จะเสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรัง เธอบริจาคอุปกรณ์ตัดเย็บทั้งหมดให้กับสมาคมช่างเย็บผ้าของเมืองเรา ทำให้มีจักรเย็บผ้า โต๊ะตัดผ้า และอื่นๆ สำหรับการสอนผู้อพยพที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ “ผมนับเฉพาะกล่องผ้าได้ 28 กล่อง” สามีของเธอบอกเรา “มีผู้หญิงหกคนมารับเอาของทั้งหมดไป นักเรียนของพวกเธอเป็นคนขยันขันแข็งและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้”

คนอื่นๆจะพูดถึงคนที่มาอยู่ใหม่ในทางที่ไม่ค่อยดีนัก ความทุกข์ยากของผู้อพยพกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความแตกแยก

อย่างไรก็ตาม โมเสสได้เปิดเผยมุมมองของพระเจ้าว่า “อย่า​ข่ม​เหง​คน​ต่างด้าว ตัว​เจ้า​เองรับรู้รสชาติการเป็น​คน​ต่างด้าว​มาแล้ว” (อพย.23:9TNCV) นอกจากนี้ ท่านยังกล่าวถึงกฎของพระเจ้าที่เกี่ยวกับคนต่างด้าวอีกว่า “เมื่อ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา...อย่า​เ​ก็​บ​ผล​ที่​สวน​องุ่น​ให้​หมด เจ้า​อย่า​เ​ก็​บ​องุ่น​ที่​ตก​ใน​สวน​ของ​เจ้า จง​เหลือ​ไว้​ให้​คน​ยากจน​และ​คน​ต่างด้าว​บ้าง เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า” (ลนต.19:9-10)

นอกจากนี้พระเจ้ายังทรงประกาศด้วยว่า “เมื่อ​คน​ต่างด้าว​อาศัย​อยู่​กับ​เจ้า​ใน​แผ่นดิน​ของ​เจ้า อย่า​ข่ม​เหง​เขา​ คน​ต่างด้าว​ที่​อาศัย​อยู่​กับ​เจ้า​นั้น​ก็​เหมือนกับ​ชาว​เมือง​ของ​เจ้า เจ้า​จง​รัก​เขา​เหมือนกับ​รัก​ตัวเอง เพราะ​ว่า​เจ้า​เคย​เป็น​คน​ต่างด้าว​ใน​แผ่นดิน​อียิปต์ เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า” (ข้อ 33-34)

พระเจ้าทรงวางมาตรฐานเอาไว้ ขอพระองค์ทรงอวยพรจิตใจของเราให้แสดงความรักต่อคนต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเรา

พระเจ้าทรงเสียพระทัย

หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 มีภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว คือภาพที่พ่อคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังขณะจับมือที่โผล่พ้นออกมาจากเศษหินเศษปูน เป็นมือของลูกสาวเขา เรามองเห็นขอบที่นอนที่ลูกสาวของเขาใช้นอน และเราเห็นนิ้วมือที่ไร้ชีวิตของเธอที่เขากำลังจับไว้ ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ความเสียใจของเขาสุดจะหยั่งถึง

ในใบหน้าที่เศร้าหมองของพ่อคนนี้ ผมมองเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา พระธรรมปฐมกาลบอกเราว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยที่ความบาปได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง “พระองค์ทรงปวดร้าวพระทัย” (6:6 TNCV) อิสยาห์ได้กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ที่จะมาในอนาคตว่า “ท่าน...เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บปวด และ​คุ้นเคย​กับ​ความ​เจ็บ​ไข้” (53:3) พระเจ้าทรงเสียพระทัยเพื่อเราและทรงเสียพระทัยร่วมกับเรา พระองค์ประทับอยู่ข้างซากปรักหักพังแห่งชีวิตเรา และเอื้อมพระหัตถ์มาหาเรา “​เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์ ​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า ยุด​มือ​ขวา​ของ​เจ้า​ไว้” (41:13)

ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับหายนะใดอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เศร้าสลด การสูญเสียคนที่รัก หรือแม้กระทั่งผลจากบาปของคุณเอง จงรู้ว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหวในรูปแบบใดที่ทำให้ชีวิตของคุณสั่นคลอน จงมองเห็นว่าพระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาจับมือคุณไว้ ไม่ว่าคุณจะโศกเศร้าเรื่องใดอยู่ในขณะนี้ ขอให้คุณได้ยินเสียงที่พระเจ้าแห่งความรักตรัสกับคุณว่า “อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (ข้อ 13)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา