Category  |  ODB

สถานการณ์ที่ไม่มีหวัง

สถานการณ์ดูไม่มีความหวังสำหรับเจ็มลูกสาววัยทารกของเอมี่และอลัน เธอเกิดมาพร้อมกับอาการผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18 และคาดว่าจะเสียชีวิตภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ “ไม่มีประโยชน์ที่จะรักษาเธอ” หมอพูดอย่างเย็นชา แต่ผู้เป็นแม่กล่าวว่า “ฉันมีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านี้สำหรับเธอ” พวกเขาพาเจ็มกลับบ้านและให้ความรักกับเธอ แล้วพวกเขาก็อธิษฐาน

หกปีต่อมา เจ็มต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้องอกขนาดใหญ่ที่พบออก จากนั้นหมอคนเดิมก็เดินเข้ามา “ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไร” เขาพูด “แต่ผมขอโอกาสอีกครั้ง” เขายอมรับว่าเขาคิดผิดในเรื่องเจ็ม “ผมขอโอกาสในการไถ่โทษ” เขากล่าว เอมี่กับอลันจะปฏิเสธก็ได้ แต่พวกเขาเข้าใจถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการยกโทษบาปของพระเจ้า

ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมักนำข่าวสารเรื่องการพิพากษาของพระเจ้ามา แต่เรื่องราวที่ถักทอผ่านข่าวสารนั้นมีใจความสำคัญถึงเรื่องความรัก การยกโทษบาป และการทรงไถ่ของพระเจ้าที่ไม่อาจยับยั้งไว้ได้ อิสยาห์ชี้ให้เห็นความบาปของยูดาห์ (44:6-20) แต่จู่ๆก็เปลี่ยนจุดสนใจไป โดยท่านกล่าวถ้อยคำของพระเจ้าที่ตรัสว่า “จงกลับมาหาเรา เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว” (ข้อ 22) พระลักษณะของพระเจ้าคือพระองค์ไม่อาจทอดทิ้งประชากรของพระองค์ได้ “เราได้ปั้นเจ้า” พระองค์ตรัส “เราจะไม่ลืมเจ้า” (ข้อ 21) และบทสรุปก็คือ “โอ ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จงร้องเพลง เพราะพระเจ้าทรงกระทำการนี้ ...พระเจ้าทรงไถ่ยาโคบ” (ข้อ 23)

“อัศจรรย์จริงๆ!” หมอร้องออกมาเพราะ การผ่าตัดของเจ็มไม่พบเนื้องอก นี่เป็นฤทธิ์เดชแห่งคำอธิษฐาน และโดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงไถ่เรา

สิ่งที่พระบิดาต้องการ

สตีฟคว้าเลื่อยไฟฟ้าแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่า นั่นคือตอนที่เขาได้ยินเสียงออกัสลูกชายวัยห้าขวบร้องว่า “พ่อครับ รอผมด้วย! ผมอยากไปด้วย!” ออกัสคว้าของเล่นที่เป็นเลื่อยไฟฟ้า ถุงมือทำงานและที่ปิดหู แล้วเดินตามสตีฟออกไปที่ประตู สตีฟเตรียมไม้ฟืนสองสามท่อนโดยวางให้เขาห่างออกไปในระยะที่ปลอดภัย หลังจากผ่านไปสิบนาทีออกัสก็หมดแรง การตัดไม้ด้วยเลื่อยไฟฟ้าปลอมเป็นงานหนักมาก! แต่เขามีความสุขที่ได้ “ช่วย” พ่อของเขา และพ่อก็ดีใจที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกชาย

เรากับพระบิดาในสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ เรานึกว่าเรากำลังช่วยพระองค์ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย! ลูกต้องไปหยิบเลื่อยของลูกก่อน!” แต่เลื่อยไฟฟ้านั้นมีความสำคัญน้อยที่สุด เราไม่ได้ช่วยมากเท่าที่เราคิด พระเจ้าทรงสนพระทัยในส่วนแรกมากกว่าคือ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย!” พระองค์ไม่ทรงต้องการผลงานของเรา

ถ้าหากคุณรักพระเยซูพระบุตรของพระองค์ พระเจ้าก็ได้ทรงรับคุณเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์แล้ว และได้ประทานพระวิญญาณของพระองค์แก่คุณ “ท่านไม่ได้รับวิญญาณซึ่งทำให้ท่านเป็นทาสของความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 15 TNCV) คุณไม่ใช่ผู้รับใช้ที่ได้รับตำแหน่งของตนจากการทำงานหนัก แต่คุณเป็นบุตรที่ได้รับความรักจากพระบิดาของคุณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า!” (1ยน.3:1)

พระบิดาของเราในสวรรค์ทรงชื่นบานเมื่อเรารับใช้พระองค์ แต่พระองค์ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเรา พระองค์เพียงแค่ต้องการเรา

มั่นคงในความเชื่อ

สองสามปีก่อนระหว่างทางที่ฉันเดินไปขึ้นรถไฟเพื่อไปทำงาน ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกับสุนัขหน้าตาดุร้ายเดินตรงมาหาฉัน ฉันเติบโตมากับบรรดาสุนัขที่เลี้ยงไว้ ปกติแล้วฉันจึงไม่กลัวเพื่อนขนฟูแต่ตัวนี้ดูอันตราย เมื่อสุนัขเข้ามาใกล้ มันก็เห่าใส่ฉัน ฉันพยายามจะยิ้มสู้ แต่แล้วมันก็พุ่งเข้ามาหา ฉันจึงร้องเสียงดัง โชคดีที่มันทำร้ายฉันไม่ได้เพราะมันมาไม่ถึงตัวเนื่องจากเจ้าของดึงสายจูงไว้แน่น

การเผชิญหน้าที่น่ากลัวครั้งนั้นเตือนฉันว่าในฐานะผู้เชื่อพระเยซู ซาตานก็ “ถูกผูกสายจูงไว้” เช่นกัน แต่มันกำลังรอที่จะโจมตีหากเราเปิดโอกาสให้ ในพระธรรม 1 เปโตร อัครทูตเปโตรเตือนเราว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้”(5:8) มันขู่เสียงดัง แยกเขี้ยวคำรามและพุ่งเข้าใส่เรา เพื่อพยายามทำให้ตกใจ ข่มขู่เราและทำให้เราเป็นอัมพาตด้วยความกลัว แต่เราสามารถยืนหยัดมั่นคงในความเชื่อและ “ต่อสู้กับศัตรูนั้น” ได้ (ข้อ 9)

เมื่อคุณรู้สึกว่าศัตรูกำลังเยาะเย้ยหรือล่อลวงคุณ จงจำไว้ว่า ศัตรูนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพระเยซู เราร้องเรียกหาพระองค์ได้และพระองค์จะทรงช่วยเรา พระองค์ “ก็จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น” (ข้อ 10)

เมื่อเราตกอยู่ภายใต้การโจมตีฝ่ายวิญญาณ เราเลือกที่จะมีความเชื่อเหนือความกลัวได้ เพราะพระเยซูทรงอยู่กับเราทุกเวลา

ใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

เมื่อซาดิโอ มาเน่ นักฟุตบอลดาวเด่นจากเซเนกัลลงเล่นให้กับทีมลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นชาวแอฟริกันที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในโลก โดยทำรายได้หลายล้านดอลล่าร์ต่อปี เมื่อแฟนบอลเห็นภาพมาเน่ถือไอโฟนที่หน้าจอแตก จึงล้อเลียนเรื่องที่เขาใช้อุปกรณ์ที่พังแล้ว เขาตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ทำไมผมต้องอยากได้เฟอร์รารีสิบคัน นาฬิกาฝังเพชรยี่สิบเรือน และเครื่องบินเจ็ทสองลำด้วยเล่า” เขาถาม “ผมเคยหิวโหย เคยทำงานในไร่ วิ่งเล่นเท้าเปล่าและไม่ได้ไปโรงเรียน เวลานี้ผมสามารถช่วยคนอื่นได้ ผมอยากสร้างโรงเรียนและให้คนยากจนได้มีอาหารและเสื้อผ้า...[แบ่งปัน] บางอย่างที่ผมมีในชีวิต”

มาเน่รู้ดีว่าการที่เขากักตุนความมั่งคั่งทั้งสิ้นของตนไว้ช่างเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัว ขณะที่เพื่อนบ้านที่บ้านเกิดของเขาอีกมากมายต้องดิ้นรนภายใต้สภาพที่ย่ำแย่ พระธรรมฮีบรูเตือนเราว่าวิถีชีวิตที่เอื้อเฟื้อนี้มีไว้สำหรับเราทุกคน ไม่ใช่สำหรับคนร่ำรวยเท่านั้น “จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน” ผู้เขียนกล่าว “เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (13:16) ตามพระคัมภีร์แล้วการให้มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ใจที่เอื้อเฟื้อยังทำให้พระเจ้าทรงยิ้มได้อีกด้วย แล้วใครกันเล่าไม่อยากทำให้พระเจ้าพอพระทัย

ความเอื้อเฟื้อไม่ได้จำกัดแค่เพียงว่าเราให้มากแค่ไหน แต่ความเอื้อเฟื้อหมายถึงท่าทีในหัวใจของเรา สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ซึ่ง “เป็นที่ชอบในสายพระเนตร[พระเจ้า ]” (ข้อ 21) คือการยื่นมือออกไปและแบ่งปันในสิ่งที่เรามี

เตรียมพร้อม

เบ็ตตี้พร้อมแล้ว เธอเริ่มติดตามพระเยซูตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และใช้โอกาสทั้งชีวิตเพื่อรับใช้และทำให้พระองค์พอพระทัย เธอเข้าเรียนพระคัมภีร์ ร่วมนมัสการและประชุมอธิษฐาน เธอสอนชั้นเรียนต่างๆ ไปเยี่ยมงานพันธกิจ ทำงานในสถานเลี้ยงเด็ก รับใช้เคียงข้างศิษยาภิบาลผู้เป็นสามี และเธอชอบที่จะอยู่กับคนของพระเจ้าในทุกครั้งที่มีโอกาส และที่น่าทึ่งคือเธออายุ 102 ปีและยังคงพร้อมที่จะทำทุกอย่างที่พระเจ้าพอพระทัย เธอเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคนที่บางครั้งอาจรู้สึกไม่อยากพบปะกับผู้เชื่อคนอื่นๆ แล้วพวกเขาก็คิดขึ้นได้ว่า เบ็ตตี้จะอยู่ที่นั่น แน่นอนว่าฉันจะไปที่นั่นได้! เวลานี้เบ็ตตี้บอกว่าเธออยากไปสวรรค์เพื่ออยู่กับองค์พระผู้ช่วยให้รอด เธอบอกว่า “ฉันพร้อมแล้วที่จะพบพระเยซู เพราะฉันรักพระองค์”

อัครทูตเปาโลกล่าวว่าท่าน “ปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้” (2 คร.5:8) แต่เปาโลรู้ว่าพระเจ้าทรงมีงานให้ท่านทำเพื่อหนุนใจผู้เชื่อในคริสตจักรหลายแห่ง (ฟป.1:23-24) ดังนั้นท่านจึงยังคงรับใช้และดำเนินชีวิตต่อไป “โดยความเชื่อ” และ “มิใช่ตามที่ตามองเห็น” (2 คร.5:7) เปาโลยังคงเตรียมพร้อมอยู่เสมอและรับใช้ภายใต้การทรงนำของพระเจ้าต่อไปไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่หรืออยู่ในช่วงใดของชีวิต ให้เราทูลต่อพระเจ้าขอทรงช่วยให้เรามีเป้าหมายในใจ “ให้เป็นที่พอพระทัย[พระคริสต์ ]” (ข้อ 9) และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เบ็ตตี้พร้อมแล้ว และถ้ามีวันใดที่เธอไม่พร้อม นั่นก็เป็นเพราะเธอได้ไปพบพระเยซูหน้าต่อหน้าแล้ว

วางแผนด้วยความหยั่งรู้

เอซดาน เป็นแพทย์ในเมืองเล็กๆที่มีความฝันยิ่งใหญ่ให้เอเลนอร์ลูกสาวที่ยังเล็ก เธอเป็นโรคดาวน์ซินโดรมและเขาหวังที่จะเปิดธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ในอนาคตให้เธอ เขารู้สึก “กลัว” ที่จะไล่ตามความฝันนี้ จึงลงเรียนหลักสูตรออนไลน์เกี่ยวกับวิธีเริ่มต้นธุรกิจ จากนั้นเขากับภรรยาเปิดร้านเบเกอรี่ของครอบครัวในเมืองไวโอมิ่งและประสบความสำเร็จ “มันกลายเป็นธุรกิจจริงๆที่มีพนักงาน” เอซดานกล่าว ตอนนี้เอเลนอร์ซึ่งโตแล้วทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินและติดต่อกับลูกค้าออนไลน์ “ทุกคนในเมืองรู้ว่าเธอเป็นใคร” เอซดานเล่า ความเชื่อแบบก้าวกระโดดของเขาในการวางแผนอนาคตของเอเลนอร์สะท้อนถึงการตัดสินใจอย่างสุขุมด้วยความหยั่งรู้

นี่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานในพระคัมภีร์ การหยั่งรู้เป็นองค์ประกอบของปัญญาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อการวางแผนของเราทั้งในปัจจุบันและอนาคต สุภาษิต 14:8 กล่าวว่า “ปัญญาของคนหยั่งรู้คือการเข้าใจทางของเขา แต่ความโง่ของคนโง่เป็นที่หลอกลวง” แทนที่จะกังวลถึงอนาคตหรือว่าไม่ทำอะไรเลย คนที่หยั่งรู้จะพึ่งพาสติปัญญาจากพระเจ้าในการวางแผนสำหรับอนาคต

อันที่จริงการหยั่งรู้เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาลาติน prudentia แปลว่า “มองเห็นการณ์ไกล” “คนเขลาเชื่อถือทุกอย่าง แต่คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังไปทางไหน” (ข้อ 15) พวกเขามองเห็นล่วงหน้าถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น จึงทำงานอย่างรอบคอบเพื่อสร้างตาข่ายนิรภัย ซึ่งก็คือแผนการทำงานอย่างรัดกุมสำหรับคนมีปัญญา!

ขอให้เรามีความเฉียบแหลมในความเชื่อ ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความหยั่งรู้ โดยการก้าวเดินไปพร้อมกับพระเจ้า

ผ่าตัดหัวใจ

หลายปีก่อนหลังจากตอบโต้กันด้วยคำพูดอันเผ็ดร้อน แคโรลินกับฉันได้แก้ไขความบาดหมางของเราด้วยความเห็นอกเห็นใจและความรักที่มีต่อกัน ฉันสารภาพผิด และเธอก็อธิษฐานเผื่อฉันโดยใช้ เอเสเคียล 36:26 “เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในตัวเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า และให้ใจเนื้อแก่เจ้า” ฉันสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงผ่าตัดหัวใจฝ่ายวิญญาณให้กับฉัน โดยขจัดความกลัวและใจขมขื่นออกไปในขณะที่ทรงโอบกอดฉันไว้ในความรักของพระองค์

พระเจ้าทรงพอพระทัยที่เราให้พระวจนะเข้ามามีส่วนเหมือนกับที่ฉันได้ทำในตอนนั้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตบริบทดั้งเดิมของพระธรรมตอนนี้ เอเสเคียลพูดแทนพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ ด้วยพระสัญญาที่ว่าพระเจ้าจะทรงชำระพวกเขาให้สะอาดเพราะ “เรากำลังจะกระทำอยู่แล้ว ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่เจ้า แต่เพื่อเห็นแก่นามบริสุทธิ์ของเรา” (ข้อ 22) พระเจ้าจะทรงกระทำกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ท่ามกลางประชากรของพระองค์ เพื่อประชาชาติทั้งสิ้นจะยำเกรงและรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า

พระเจ้าทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา ไม่เพียงเพื่อช่วยเราให้เติบโตและจำเริญขึ้น แต่เพื่อให้เรานำเกียรติมาสู่พระองค์ด้วย ดังที่พระองค์ได้มอบใจใหม่และจิตวิญญาณใหม่แก่คนอิสราเอลตามพระสัญญา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่กระทำกิจภายใน พระเจ้าก็จะทรงแทนที่จิตใจที่เย็นชาและแข็งกระด้างของเรา ด้วยหัวใจที่จะตอบรับและแบ่งปันความรักและชีวิตของพระองค์ออกไป

ภาษารัก

มอง ดิเยอ, ลีบาร์ ก็อตต์, ดราฮี โบรเช่, อากาเปแต เธ, ข้าแต่พระเจ้า ฉันได้ยินคำอธิษฐานเป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน สโลวัก กรีกและอังกฤษ ดังก้องไปทั่วคริสตจักรกลางเมืองเอเธนส์ เหมือนเราอธิษฐานเป็นเสียงเดียวกันด้วยภาษาท้องถิ่นต่างๆ เพื่อผู้คนในประเทศบ้านเกิดของเราจะได้ยินถึงความรักของพระเจ้า ความงดงามของการมาอยู่รวมกันขยายเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราตระหนักถึงการอยู่รวมกันที่เกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอสต์

ในพันธสัญญาเดิม วันเพ็นเทคอสต์คือเทศกาลเก็บเกี่ยวที่เฉลิมฉลองวันที่ห้าสิบหลังจากเทศกาลปัสกา (ลนต.23:15-21) ในวันเพ็นเทคอสต์แรกหลังการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู ผู้เชื่อมารวมตัวกันในกรุงเยรูซาเล็ม ทันใดนั้นมีเสียงเหมือน “พายุกล้า” และ “มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น” ปรากฏขึ้นเมื่อพวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณ และ “จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด” (กจ.2:2-4) ผู้มาเยือนจากนานาประเทศได้ยิน “มหกิจของพระเจ้า” ในภาษาของตนเอง (ข้อ 11) และหลังจากเปโตร “กล่าวแก่คนทั้งปวง” (ข้อ 14) มีหลายคนที่เชื่อในถ้อยคำนั้นที่บอกว่า พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขนและเป็นขึ้นเพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาป (ข้อ 22-41)

คำอธิษฐานในภาษาต่างๆของผู้นำพันธกิจที่รวมตัวกันในกรุงเอเธนส์ทำให้ฉันระลึกว่า ถ้อยคำของเปโตรที่ได้ยินในวันเพ็นเทคอสต์ยังคงถูกแบ่งปันไปทั่วโลก และผู้คนยังคงตอบสนองด้วยความเชื่อ

ให้เราทูลขอพระวิญญาณที่จะประทานกำลังแก่เราเหมือนผู้เชื่อพระเยซูยุคแรกในวันเพ็นเทคอสต์ เพื่อที่เราจะบอกเล่าถึงความรักของพระเจ้า และให้เราอธิษฐานขอให้ข่าวสารนี้จะได้ยินในทุกๆ ภาษาที่พูดกันในโลกใบนี้

เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

โต๊ะที่ดูเรียบง่ายกับถ้วยธรรมดาๆ13 ใบที่วางบนแผ่นสี่เหลี่ยมต่อๆกันทำให้เกิดเป็นภาพวาดร่วมสมัยในชื่อ “เพื่อเขาทั้งหลายจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ซึ่งแขวนอยู่ที่วิทยาลัยวอล์ฟสัน ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ความเรียบง่ายของภาพนี้ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของเหตุการณ์นั่นคืออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับเหล่าสาวก แผ่นสี่เหลี่ยมที่โดดเด่นที่สุดประกอบด้วยขนมปังและถ้วยซึ่งหมายถึงพระเยซู ล้อมรอบด้วยแผ่นสี่เหลี่ยมอีก 12 แผ่นซึ่งแสดงถึงเหล่าสาวก

ภาพวาดนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่งดงาม ถึงมื้ออาหารที่พระเยซูทรงหยิบขนมปังและถ้วยเพื่อเริ่มต้นการเฉลิมฉลองครั้งใหม่สำหรับทุกคนที่ติดตามพระองค์ นั่นคือพิธีมหาสนิท และฉันยังชื่นชมกับแถวของแผ่นสี่เหลี่ยมที่ว่างเปล่าซึ่งทำให้ภาพนั้นสมบูรณ์ เพราะพื้นที่ว่างดูเหมือนเป็นการเชื้อเชิญผู้ที่ชมภาพนี้ให้มารับประทานอาหารที่โต๊ะร่วมกัน

เปาโลหนุนใจเราว่า “เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา” (1 คร.11:26) เพราะทุกคนที่เชื่อว่าการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซูได้จัดเตรียมหนทางแห่งสันติสุขกับพระเจ้า ก็ล้วนแต่มีที่ว่างบนโต๊ะนี้สำหรับพวกเขา

และเมื่อเราประกาศหรือระลึกถึงการสละพระชนม์ของพระเยซูขณะร่วมพิธีมหาสนิท เราก็ได้แสดงตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชุมชนผู้เชื่อทั่วโลกในตลอดทุกยุคสมัย นับเป็นภาพอันงดงามของคริสตจักรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา