สวมใส่พระวิญญาณบริสุทธิ์
เด็กชายวัยแปดขวบสองคนในรัฐเมน ซึ่งเป็นรัฐชนบทของอเมริกา กลายเป็นที่จดจำด้วยการสวมชุดสูทไปโรงเรียนทุกวันพุธ ในไม่ช้า “วันพุธภูมิฐาน” ก็กลายเป็นวันยอดนิยม เพราะเพื่อนนักเรียนและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนต่างพากันแต่งตัวด้วยเช่นกัน เจมส์ผู้ริเริ่มความคิดนี้ชอบฟังคำชม “มันทำให้ผมรู้สึกดีมาก” เสื้อผ้าประจำวันพุธทำให้พวกเขาแตกต่าง กลายเป็นนักเรียนที่มีความภาคภูมิใจในโรงเรียนของพวกเขา
เสื้อผ้าฝ่ายจิตวิญญาณซึ่งทำให้เราแตกต่างในฐานะคนของพระเจ้า ก็ทำให้ใจเราชื่นบานเช่นกัน“จิตใจของข้าพเจ้าจะลิงโลดในพระเจ้าของข้าพเจ้า” อิสยาห์กล่าว “เพราะพระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม อย่างเจ้าบ่าวประดับตัวด้วยพวงมาลัย และอย่างเจ้าสาวตกแต่งตัวด้วยเพชรนิลจินดา” (อสย.61:10)
เมื่อชนอิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งที่สวมใส่และเสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณนั้น มีสภาพเก่าและขาดวิ่น อิสยาห์ได้มอบพระสัญญาแห่งความหวังแก่พวกเขา คือ พระวิญญาณของพระเจ้าจะ “ประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา น้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย” (ข้อ 3)
พระสัญญาเดียวกันนี้มีสำหรับคนของพระเจ้าในปัจจุบันเช่นกัน พระเยซูตรัสว่าโดยพระวิญญาณของพระองค์เราจะ “ประกอบด้วยฤทธิ์เดชที่มาจากเบื้องบน” (ลก.24:49) พระคริสต์ทรงประทานให้เรามีเสื้อผ้าแห่ง “ใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) เมื่อเราสวมใส่พระองค์ เราก็จะสะท้อนความรักของพระองค์ให้โลกนี้ได้เห็น
ทักษะและพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทาน
นักเปียโนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกบางคน รวมถึงแวน ไคลเบิร์น และวลาดิมีร์ โฮโรวิตซ์ ต้องพึ่งพาฟรานซ์ โมห์หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านคอนเสิร์ตของบริษัทสไตน์เวย์แอนด์ซันส์ในเมืองนิวยอร์ก เพื่อให้แน่ใจว่าเปียโนสำหรับคอนเสิร์ตของพวกเขาพร้อมสำหรับการแสดง โมห์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจูนเปียโนและเป็นที่ต้องการตัวเนื่องจากความรู้อันซับซ้อนของเขาในเรื่องเปียโนและทักษะที่พัฒนามาหลายสิบปี โมห์เชื่อว่าทักษะของเขาเป็นเส้นทางการรับใช้พระเจ้า และเขาแบ่งปันความเชื่อกับนักเปียโนและนักแสดงเป็นประจำ
เมื่อชนชาติอิสราเอลกำลังเตรียมสร้างเต็นท์นัดพบและสิ่งจำเป็นสำหรับการนมัสการ พวกเขาต้องการคนที่มีทักษะเชี่ยวชาญในงานแต่ละด้าน (อพย.31:7-11) พระเจ้าทรงแต่งตั้งช่างฝีมือผู้มีทักษะสองคน คือ เบซาเลลและโอโฮลีอับ เพื่อทำงานและทรงให้พวกเขาเต็มด้วย “พระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต” (ข้อ 3-4) นอกเหนือจากทักษะเฉพาะของพวกเขาแล้ว พระเจ้าทรงให้พวกเขามีพระวิญญาณของพระองค์เพื่อทรงนำในการทำงาน ความตั้งใจที่จะใช้พรสวรรค์พิเศษของพวกเขาในการรับใช้พระเจ้าทำให้อิสราเอลได้นมัสการพระองค์อย่างถูกต้อง
ไม่ว่าเราจะคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินหรือไม่ เราแต่ละคนต่างมีของประทานพิเศษที่พระเจ้าให้เพื่อเราจะรับใช้ผู้อื่น (รม.12:6) โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณ เราจึงสามารถรับใช้และนมัสการพระเจ้าผ่านงานของเราได้ ด้วยการใช้สติปัญญา ความเข้าใจ และทักษะที่พระองค์ประทานให้่
คืนดีกับพระเยซู
ฟิลิปป์ เพอทีต นักไต่ลวดเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในปี 1971 เมื่อเขาเดินบนลวดสลิงที่ขึงระหว่างหอคอยของมหาวิหารนอทเทรอดามในกรุงปารีส สามปีต่อมาเขาถูกจับกุมเนื่องจากการเดินไต่ลวดโดยไม่ได้รับอนุญาตระหว่างตึกแฝดเวิลด์เทรดที่ครั้งหนึ่งเคยโดดเด่นอยู่เหนือท้องฟ้าเมืองนิวยอร์ก แต่ในปี 1987 การเดินของฟิลิปป์ดูต่างออกไป ด้วยคำเชิญจากเท็ดดี้ คอลเล็คนายกเทศมนตรีเมืองเยรูซาเล็ม ฟิลิปป์เดินข้ามหุบเขาฮินนอมบนลวดสลิงสูงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลอิสราเอลในปีนั้น เมื่อไปถึงครึ่งทาง ฟิลิปป์ปล่อยนกพิราบ (เขาอยากใช้นกเขา) เพื่อสื่อถึงความงามแห่งสันติภาพ นี่เป็นการแสดงที่แปลกและอันตราย แต่ทั้งหมดก็เพื่อสันติภาพ ฟิลิปป์กล่าวภายหลังว่า “ในช่วงเวลานั้น ฝูงชนทั้งหมดต่างลืมความแตกต่างของพวกเขา”
การไต่ลวดของฟิลิปป์ทำให้ผมนึกถึงอีกเหตุการณ์ที่น่าใจหายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพระกายของพระเยซูถูกแขวนอยู่ระหว่างสวรรค์และโลก อัครทูตเปาโลบอกเราว่า “พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะ...ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้าไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลกหรือในสวรรค์พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของ[พระคริสต์]” (คส.1:19-20) เปาโลบันทึกว่า “[พวกเรา] ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ถูกกันกับพระเจ้า” (ข้อ 21) แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เหนือยิ่งกว่าการแสดงเพื่อส่งเสริมสันติภาพ พระเยซูองค์พระเมสสิยาห์ได้ทรงทำให้เกิดสันติภาพขึ้นโดยการหลั่งพระโลหิตบนกางเขน นี่คือความสำเร็จที่ไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้เพราะไม่มีความจำเป็น สันติภาพของพระองค์นั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์
ช่วงเวลาหยุดพัก
เจฟ กัลโลเวย์ อดีตนักกีฬาโอลิมปิกและเป็นโค้ชสอนการวิ่ง เขาสอนวิธีฝึกวิ่งมาราธอนที่ขัดกับสัญชาตญาณคนทั่วไป ทั้งนักแข่งมาราธอนหน้าใหม่และผู้มีประสบการณ์ล้วนประหลาดใจเมื่อรู้ว่า เขาสนับสนุนวิธี “วิ่ง/เดิน” คือ การวิ่งในช่วงนาทีที่กำหนดสลับกับการเดินช่วงสั้นๆ สมมุติฐานของวิธีนี้คือการสลับเดินช่วงสั้นๆทำให้ร่างกายได้พักชั่วคราว และช่วยให้นักวิ่งจบการ
แข่งขันเร็วกว่าการที่พวกเขาวิ่งอย่างเดียวตลอดระยะทาง 42 กิโลเมตร
ความสำคัญของการหยุดพักไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการวิ่ง การหยุดพักช่วยให้เรามีความทรหดอดทนในระยะยาวซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวถึงในตลอดพระคัมภีร์ เริ่มจากพระธรรมอพยพ ในพันธสัญญาเดิมนั้นการหยุดพักเป็นการทำตามแบบของพระเจ้าในช่วงเวลาของการทรงสร้าง คือ ทำการงานทั้งสิ้นในหกวัน “แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า” (อพย.20:10) เพราะพระเจ้าทรง “สร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก” (ข้อ 11)
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู ไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าเราต้องพักบ่อยแค่ไหน (รม.14:5-6; คส.2:16-17) การหยุดพักในรูปแบบและช่วงเวลาที่เราพอใจนั้นก็เพื่อเป็นการฟื้นฟู การเลือกที่จะหยุดพักยังเป็นการแสดงออกถึงการวางใจในพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมสิ่งที่เราต้องการอย่างสัตย์ซื่อด้วย เราไม่สามารถและไม่จำเป็นที่จะต้องวิ่งตลอดเวลา
ได้รับการเทิดทูนและถูกอ่าน
บ้านของเรามีชั้นวางที่มีหนังสือวางอยู่เต็มจนล้น ฉันมักใจอ่อนกับหนังสือสวยๆ โดยเฉพาะเล่มที่เป็นปกแข็งอย่างดี หลายปีผ่านไปจำนวนหนังสือก็เพิ่มมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงพอที่จะอ่านสิ่งที่ฉันสะสมไว้ได้ทั้งหมด หนังสือยังคงสภาพดีเหมือนใหม่ สวยงาม และน่าเศร้าที่ยังไม่ได้ถูกเปิดอ่าน
หากพระคัมภีร์ของเราถูกวางอยู่บนชั้นเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่อันตราย นักเขียนบทความจอห์น อัพไดค์ ได้พูดถึง วอลเดน หนังสือที่ทรงคุณค่าในสหรัฐอเมริกาว่ากำลังอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “หนังสือที่ได้รับการเทิดทูนและไม่ถูกอ่านเหมือนกับพระคัมภีร์” ความยากลำบากในการเข้าใจพระคัมภีร์โบราณที่ถูกเขียนในวัฒนธรรมที่แตกต่างจากของเราอาจล่อลวงเราให้เก็บพระคัมภีร์ไว้บนชั้นวางอย่างสวยงาม น่าหวงแหน แต่ไม่ถูกเปิดอ่าน
ไม่ควรต้องเป็นเช่นนั้น เพราะเราสามารถทูลขอเช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดีในบทที่ 119 ที่ได้ทูลขอพระองค์ให้ “เบิกตาข้าพระองค์” เพื่อจะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์ (ข้อ 18) เราสามารถหาครูที่เชื่อถือได้ให้ช่วยเรา “เข้าใจสิ่งที่อ่าน” (กจ.8:30 THSV11) และผู้เชื่อทุกคนมีพระวิญญาณของพระคริสต์ที่จะนำจิตใจของเราให้เห็นว่าทุกข้อนั้นล้วนชี้ไปถึงพระองค์ (ลก.24:27; ยน.14:26)
โดยผ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงสามารถประทานกำลังแก่เราในยามที่เราทุกข์ใจ (สดด.119:28) ปกป้องเราจากการถูกล่อลวง (ข้อ 29) และขยายขอบเขตความเข้าใจของเราให้รู้วิธีที่จะมีชีวิตที่มีความสุข (ข้อ 32,35) พระคัมภีร์เป็นของขวัญที่ล้ำค่า ขอให้พระคัมภีร์เป็นทั้งสิ่งที่เราเทิดทูนและอ่านเสมอ
สร้างให้ทำสิ่งดีเพื่อพระเจ้า
ในตอนแรกผมเพิกเฉยที่เห็นบัตรที่หล่นอยู่บนพื้น พ่อและลูกสาวตัวน้อยที่ทำบัตรหล่นไว้อยู่ห่างออกไปเพียงหกเมตร และผมก็กำลังไปทำงานสาย เดี๋ยวพวกเขาต้องรู้ตัวแน่ ผมบอกกับตัวเอง แต่สามัญสำนึกดึงผมกลับมา ผมเดินกลับไปเก็บมันขึ้นมา บัตรนั้นเป็นตั๋วรถประจำทางที่ชำระเงินล่วงหน้าไว้แล้ว เมื่อผมยื่นบัตรให้กับพวกเขา คำขอบคุณที่พรั่งพรูออกมาทำให้ผมรู้สึกดีอย่างคาดไม่ถึง ทำไมผมจึงรู้สึกดีขนาดนี้ทั้งที่เป็นเพียงเรื่องเล็กๆเท่านั้น ผมสงสัย
ความจริงคือว่าธรรมชาติของร่างกายมนุษย์จะหลั่งสารเคมีที่ทำให้เราอารมณ์ดีเมื่อเรามีใจกรุณาต่อผู้อื่น เราถูกสร้างมาให้รู้สึกดีเมื่อเราทำความดี! นั่นไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เพราะเราถูกสร้างโดยพระเจ้าผู้ทรงแสนดี ผู้ทรงสร้างเราให้เป็นเหมือนพระองค์
ในพระธรรมเอเฟซัส 2:10 แสดงให้เราเห็นว่าการอวยพรผู้อื่นเป็นส่วนหนึ่งในพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงกำหนดไว้ให้เรา “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” ข้อนี้ไม่เพียงบอกให้เราทำดีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในตัวเรา เราไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป หากเราทำสิ่งเล็กๆเพื่อช่วยผู้อื่นในชีวิตประจำวันของเรา เราไม่เพียงได้รับรางวัลแห่งความพึงพอใจ แต่เรายังรู้ด้วยว่าเราเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า จงทำในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างให้เรากระทำ
หัวใจดวงใหม่ในพระคริสต์
บร็อคและเดนนิสเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก แต่ขณะที่พวกเขาเติบโตขึ้น บร็อคไม่ได้สนใจเรื่องความเชื่อในพระเยซูของเดนนิสมากนัก เดนนิสรักเพื่อนและอธิษฐานเผื่อเขาเพราะรู้ว่าเส้นทางที่เพื่อนเดินไปนั้นดิ่งลงในความมืดและเศร้าหมอง ในคำอธิษฐานเผื่อบร็อค เดนนิสได้ประยุกต์ใช้ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลว่า “โปรดเถิดพระเจ้า โปรดนำใจหินออกจากบร็อค และให้ใจเนื้อแก่เขาแทน” (ดูอสค.11:19) เขาปรารถนาให้บร็อคเดินในทางของพระเจ้าเพื่อจะจำเริญขึ้น
สิบปีต่อมาเดนนิสยังคงอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ แล้วเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบร็อคว่า “ฉันเพิ่งมอบชีวิตให้พระเยซู” เดนนิสดีใจมาก น้ำตาเอ่อล้นที่ได้ยินเพื่อนของเขาประกาศว่า ในที่สุดเขายอมรับในความจำกัดของตัวเองและวางใจมอบชีวิตไว้กับพระเจ้า
ในคำอธิษฐานของเดนนิส เขาจดจ่อที่พระสัญญาที่พระเจ้ามีต่อประชากรของพระองค์ผ่านเอเสเคียล แม้ว่าพวกเขาจะหันออกจากพระเจ้าและกระทำสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง แต่พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงเปลี่ยนใจพวกเขา “เราจะให้จิตใจเดียวแก่เขา และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเขา เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเขา และให้ใจเนื้อแก่เขา” (ข้อ 19) ด้วยใจที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะติดตามพระเจ้าของพวกเขาอย่างสัตย์ซื่อ (ข้อ 20)
ไม่ว่าเราจะหลีกหนีจากพระเจ้าไปไกลเพียงใด พระองค์ทรงยินดีที่จะประทานหัวใจที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรักแก่เรา เพียงเราหันกลับมาหาพระองค์ด้วยความเชื่อและการกลับใจ เมื่อเราวางใจให้พระเยซูทรงช่วยเราจากความบาปของเรา
ผู้ช่วยช้าง
กลางดึกคืนวันหนึ่ง ที่เขตอนุรักษ์ช้างของประเทศเคนย่าได้รับแจ้งว่ามีลูกช้างตกลงไปในบ่อน้ำ หน่วยกู้ภัยไปพบกับเสียงร้องอันเจ็บปวดดังก้องในความมืด และพบว่างวงของลูกช้างสองในสามส่วนถูกพวกไฮยีน่ารุมกัดหายไป เมื่อพาลูกช้างมาถึงศูนย์พักพิง พวกเขาตั้งชื่อมันว่าลองอูโร ซึ่งแปลว่า “บางสิ่งถูกตัดออก” แม้ว่าจะเหลืองวงเพียงหนึ่งในสามส่วน ลองอูโรก็หายดีและได้รับการยอมรับจากช้างตัวอื่นให้เข้าฝูงในเขตอนุรักษ์ ช้างรู้โดยสัญชาตญาณว่าพวกมันต้องการกันและกัน ดังนั้นพวกมันจึงช่วยเหลือกัน
ในพระธรรม 1 โครินธ์ 12 อัครทูตเปาโลเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่เราต้องช่วยเหลือกันและกันในพระกายของพระคริสต์ ท่านได้ใช้ร่างกายมนุษย์และอวัยวะต่างๆเป็นคำอุปมาเพื่ออธิบายถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้ประชากรของพระองค์ยอมรับของประทานทุกอย่างที่มีในแต่ละคน เพราะทั้งหมดล้วนจำเป็นที่จะทำให้พระกายของพระองค์ทำงานได้ดี (ข้อ 12-26) จากนั้นเปาโลอธิบายถึงการทำให้ความหลากหลายนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน “พระเจ้าได้ทรงให้อวัยวะของร่างกายเสมอภาคกัน” ท่านเขียน “ทรงให้อวัยวะที่ต่ำต้อยเป็นที่นับถือมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน” (ข้อ 24-25)
ไม่ว่าจะอ่อนแอหรือเข้มแข็ง สวยหรูหรือดูธรรมดา ขอให้เราช่วยเหลือกันและกัน มนุษย์ก็เป็นเช่นเดียวกับฝูงช้างที่ต้องการกันและกัน
ทายาทแห่งความรอดของพระเจ้า
เมื่อพ่อแม่ของอาบีเกลเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอได้รับมรดกเป็นหลักทรัพย์จำนวนมากจากอสังหาริมทรัพย์ เธอรู้ด้วยว่าพ่อแม่ฝากหลักทรัพย์นั้นไว้ในสถาบันการเงิน เวลานี้เธอได้สิทธิ์เบิกเงินได้เพียงแค่ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ส่วนที่เหลือเธอจะได้รับเมื่ออายุมากขึ้น อาบีเกลรู้สึกหงุดหงิดใจในตอนแรก แต่ต่อมาเธอตระหนักได้ถึงสติปัญญาของพ่อแม่ในแผนการส่งมอบเงินมรดกในระยะยาว
ในพระธรรมกาลาเทียบทที่ 4 อัครทูตเปาโลยกตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันเพื่ออธิบายสถานการณ์ของชนชาติอิสราเอลที่เป็นทายาทตามพระสัญญาของพระเจ้ากับอับราฮัม พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัมว่าจะทรงอวยพรท่าน และการเข้าสุหนัตคือสัญลักษณ์แห่งพระสัญญานั้น (ปฐก.17:1-14) อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ไม่ใช่พระสัญญา ลูกหลานของอับราฮัมต้องรอคอยผู้สืบเชื้อสายที่จะมาในอนาคตผู้ที่จะทำให้พระสัญญานั้นสมบูรณ์ อิสอัคได้เกิดมาและชี้ไปถึงพระบุตรที่จะเกิดมาในอนาคตเพื่อมาไถ่ชนชาติของพระเจ้า (กท.4:4-5)
ชนชาติอิสราเอลเป็นเช่นเดียวกับอาบีเกลที่ต้องรอจนกว่าจะ “ถึงเวลาที่บิดาได้กำหนดไว้” (ข้อ 2) เมื่อถึงเวลานั้นชนอิสราเอลจึงจะได้ครอบครองมรดกทั้งหมด พวกเขาจะได้รับสิ่งที่ต้องการทันทีเมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ ถูกฝัง และทรงฟื้นคืนพระชนม์ ทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์จะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป “แต่เป็นบุตร” (ข้อ 7) ของพระเจ้า พระสัญญาใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราสามารถเข้าหาพระเจ้าได้! เราสามารถเรียกพระองค์ว่า “‘อาบา’คือพระบิดา” (ข้อ 6)