จงระวัง!
หลังจากต่อสู้และอธิษฐานอยู่หลายปี แฟรงค์ก็เลิกดื่มเหล้า เขาเชื่อว่าที่เขาทำได้นั้นเป็นผลจากการทำงานของพระเจ้าในชีวิตของเขา และเขาได้เปลี่ยนแปลงในเรื่องสำคัญบางอย่างด้วย เขาเลิกเก็บเหล้าไว้ในบ้าน คอยสังเกตสัญญาณเตือนทางความคิดและอารมณ์ของตนเอง และใช้ความระมัดระวังในบางสถานการณ์ เขาพึ่งพาพระเจ้าและรู้ว่าไม่ควรปล่อยให้มีช่องสำหรับการล่อลวงหรือความบาป
อัครทูตเปโตรเตือนว่า “ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 ปต.5:8) เปโตรรู้ว่าเราจำเป็นต้องระมัดระวัง เพราะการโจมตีของมารมักเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง คือเมื่อดูเหมือนว่าชีวิตของเราถึงจุดที่ดีที่สุดแล้ว หรือเราคิดว่าเราจะไม่มีวันถูกล่อลวงในเรื่องบางเรื่อง
ยากอบก็เตือนผู้อ่านของท่านเช่นกันให้ยอมจำนนต่อพระเจ้าและ “ต่อสู้กับมาร” เมื่อเราทำเช่นนั้น ศัตรูของเรา “จะหนี...ไป” (ยก.4:7) วิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับมารคือการติดสนิทกับพระเจ้าผ่านการอธิษฐานและการใช้เวลาอ่านพระคัมภีร์ เมื่อเราทำเช่นนั้น พระเจ้าจะเสด็จมาใกล้เรา (ข้อ 8) โดยทางพระวิญญาณของพระองค์ (รม.5:5) ยากอบยังได้หนุนน้ำใจด้วยว่า “ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น” (ยก.4:10)
เราทุกคนต่างเผชิญกับช่วงเวลาท้าทายในชีวิตในยามที่เราถูกทดลองและต้องต่อสู้ดิ้นรน เราสามารถพักสงบได้เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการให้เราประสบความสำเร็จและมีชัยชนะ ในยามทุกข์ยากนั้นพระองค์ทรงอยู่กับเรา
ตัวตนไร้กังวล
จากหนังสือ รุ่นสู่รุ่น (Generation to Generation) ในปีค.ศ. 1985 ของเอ็ดวิน ฟรีดแมน นักจิตบำบัดครอบครัวและรับบีในศาสนายิวได้ริเริ่มใช้คำว่า “ตัวตนไร้กังวล” วิทยานิพนธ์ของฟรีดแมนซึ่งต่อมาได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือ ความล้มเหลวทางใจ (A Failure of Nerve) กล่าวว่า “บรรยากาศของอเมริกาในปัจจุบันมีความวิตกกังวลเรื้อรังมากเสียจนสังคมของเราเข้าสู่ภาวะถดถอยทางอารมณ์ซึ่งเป็นพิษต่อการเป็นผู้นำที่ดี” ฟรีดแมนมุ่งเน้นถึงวิธีที่ความวิตกกังวลเรื้อรังแพร่กระจายไปในระบบ ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน แต่ในทำนองเดียวกัน ผู้นำสามารถแสดงถึงภาวะของตัวตนที่ไร้กังวลซึ่งจะแพร่กระจายไปทั่วทั้งระบบได้เช่นกัน โดยการเป็นคนที่มีสันติสุขในท่ามกลางพายุ
สดุดีบทที่ 4 เป็นเพลงสดุดีของดาวิดซึ่งเขียนขึ้นท่ามกลางหนึ่งในมรสุมแห่งชีวิตของท่าน ดาวิดตกอยู่ในความวิตกกังวล ท่านจึงร้องทูลต่อพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพระองค์จนตรอก ขอพระองค์ประทานช่องทางให้ ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์และทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์” (ข้อ 1) ขณะที่ท่านหวาดกลัวเรื่องชีวิตของท่าน ท่านก็ตระหนักดีว่าผู้ติดตามของท่านก็กลัวเช่นกัน “มีคนเป็นอันมากกล่าวว่า ‘โอ เราอยากเห็นสิ่งดีๆบ้าง’” (ข้อ 6)
การตัดสินใจของดาวิดที่จะไว้วางใจในพระเจ้าทำให้เกิดปรากฏการณ์ตัวตนไร้กังวลในท่ามกลางความวิตกกังวล! ท่านกล่าวว่า “ข้าพระองค์จะเอนกายลงนอนหลับในความสันติ” ดาวิดสามารถพักสงบได้เพราะ “พระองค์เท่านั้นที่ทรงกระทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” (ข้อ 8)
เราเองก็สามารถพักสงบได้ในภาวะการเป็นตัวตนไร้กังวลที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เรา เราสามารถเผยแพร่สันติสุขของพระองค์ได้ในทุกที่ที่เราไป
ถวายพระเกียรติแด่พระเยซู
ธนบัตรมูลค่ายี่สิบเหรียญและแผ่นพับสองใบที่มีข้อความเรื่องพระเยซู คือสิ่งที่อยู่ในซองจดหมายจ่าหน้าถึง “จอห์น ดาเนียลส์ ซีเนียร์ วันแห่งการทำความดี” ผู้หญิงคนหนึ่งมอบซองให้ขณะที่ผมกำลังเดินอยู่ในบริเวณของวิทยาลัยประจำชุมชน หนึ่งปีก่อน จอห์นถูกรถชนเสียชีวิตหลังจากช่วยคนไร้บ้านและแบ่งปันเรื่องราวความรักของพระคริสต์แก่เขา เรื่องเล่าขานของจอห์นผ่านการเป็นพยานทางคำพูดและการกระทำของเขายังคงถูกส่งต่อผ่านทางผู้หญิงที่ผมพบในวันนั้น รวมถึงบรรดาสมาชิกในครอบครัวของจอห์นด้วย
ในมัทธิว 26:13 พระเยซูทรงระลึกถึงหญิงผู้หนึ่งด้วยคำตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า การซึ่งหญิงนี้ได้กระทำจะเลื่องลือไปเป็นที่ระลึกถึงเขาที่ไหนๆที่ข่าวประเสริฐนี้จะประกาศไปทั่วพิภพ” หัวใจอันอ่อนโยนของหญิงผู้นี้ที่มีต่อพระเยซูคริสต์ทำให้เธอนำเอาน้ำมันหอมราคาแพงมาเจิมพระองค์ (ข้อ 7) คนอื่นพากันเข้าใจผิดและวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเสียเปล่า (ข้อ 8-9) แต่พระเยซูทรงชมเชยว่าเป็น “การดี” (ข้อ 10) การอุทิศทุ่มเทสิ่งของที่มีมูลค่าสูงของหญิงผู้นี้ได้ถูกพระเจ้าใช้ในวิธีที่พิเศษ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงใช้การกระทำของเราในปัจจุบันเพื่อพระประสงค์ของพระองค์
ซองจดหมายที่ผมได้รับทำให้ผมมีความปรารถนาที่จะแจกจ่ายสิ่งที่ผมมีให้แก่ผู้คนตามมุมถนนในเมืองของผม แต่การถวายพระเกียรติแด่พระเยซูสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี ให้เราบอกคนอื่นเกี่ยวกับพระองค์และสำแดงความรักของพระองค์ด้วยการกระทำ
การแลกเปลี่ยน
เอไลจาห์ทำธนบัตรสิบเหรียญขาดโดยไม่ได้ตั้งใจขณะเล่นกับเพื่อนๆ แต่แทนที่พ่อจะดุเขา พ่อกลับขอแลกธนบัตรที่ฉีกขาดนั้นกับธนบัตรใบใหม่จากกระเป๋าสตางค์ของพ่อ
“ทำไมพ่อถึงทำแบบนั้น” เอไลจาห์ถามด้วยความงุนงง “ก็ลูกเป็นลูกของพ่อ” พ่อของเขาอธิบาย “และเพื่อเป็นการเตือนใจถึงสิ่งที่พระเยซูทรงทำเพื่อเราด้วย เพราะพระเยซูเสด็จมาและสละชีวิตของพระองค์เพื่อแลกกับชีวิตของเรา บัดนี้เราจึงมีชีวิตใหม่”
ชีวิตมนุษย์ทุกชีวิตมีค่าสำหรับพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงสร้างเราแต่ละคน แต่ธรรมชาติบาปของเรา คือ “ตัวที่บาป” (รม.6:6) ทำให้เราไม่อาจใช้ชีวิตที่คู่ควรกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ ดังนั้นพระเจ้าผู้ทรงรักเราอย่างยิ่ง จึงทรงยอมสละพระบุตรของพระองค์เพื่อเป็นค่าไถ่บาปของเรา ตัวเก่าของเราถูกตรึงไว้กับพระองค์ และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน พระองค์ได้ทรงมอบตัวตนใหม่ที่ “ไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป” (ข้อ 6) ให้แก่เรา เมื่อเรายอมรับข้อเสนอแห่งชีวิตใหม่ของพระเจ้า เราก็มั่นใจได้ว่า แม้ตัวตนเก่าของเราจะผิดบาปและแตกสลาย “เสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง” (อฟ.4:22) แต่ขณะนี้เรากำลังถูกทำให้สมบูรณ์ “ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง” (ข้อ 24)
พ่อของเอไลจาห์เต็มใจที่จะมอบสิ่งที่เป็นของตนแก่ลูกเพราะเขารักลูก แต่ข้อเสนอที่ดีกว่านั้นคือข้อเสนอที่พระเจ้าทรงมอบแก่เรา นั่นคือการไถ่ชีวิตของเราจากความบาป เมื่อเรายอมรับข้อเสนอแห่งชีวิตใหม่จากพระองค์ เราก็ไม่ใช่คนเดิมที่เคยเป็นอีกต่อไป
ผู้หยิ่งยโสถูกทำลาย
จอห์น เทย์เลอร์เป็นจักษุศัลยแพทย์ชาวอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 1700 เขามีความทะนงตนเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น เขาติดตามคนดังและได้เป็นจักษุแพทย์ส่วนพระองค์ของพระเจ้าจอร์จที่ 2 เทย์เลอร์เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อแสดงโชว์ทางการแพทย์ที่อ้างว่าสามารถรักษาโรคได้อย่างอัศจรรย์ โดยเขามักจะหลบหนีออกจากเมืองในยามวิกาลพร้อมกับกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเงินของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม มีการบันทึกไว้ว่าเทย์เลอร์เป็นนักต้มตุ๋นและน่าจะทำให้คนไข้หลายร้อยคนตาบอด ประวัติศาสตร์ไม่ได้จดจำเขาในฐานะแพทย์ผู้มีชื่อเสียง แต่จดจำเขาในฐานะผู้ที่ทำให้นักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองคนแห่งศตวรรษนั้นตาบอด นั่นคือ บาคและฮันเดล
เทย์เลอร์ปรารถนาชื่อเสียงและการยกย่อง แต่ผลงานที่เขาทิ้งไว้กลับเปิดเผยถึงคำโกหกของเขา รวมทั้งความอับอายและความเจ็บปวดที่เขาก่อขึ้น สุภาษิตอธิบายว่าความเห็นแก่ตัวที่ติดเป็นนิสัยจะนำไปสู่หายนะ พระวจนะกล่าวว่า “ใจของคนก็จองหองก่อนถึงการถูกทำลาย” (18:12) ความอัปยศของเทย์เลอร์เตือนเราว่าความหยิ่งยโสจะทำลายชีวิตของเราได้อย่างไร แต่ความโง่เขลาของคนก็มักจะทำร้ายผู้อื่นด้วย (ข้อ 6-7) “การถูกทำลาย” นั้นหนักหนา
ยิ่งนัก
ในขณะที่ใจหยิ่งยโสทำลายเราและผู้อื่น แต่ใจที่ถ่อมตนนำไปสู่ชีวิตที่มีความหมายและชื่นชมยินดี สุภาษิตกล่าวว่า “ความถ่อมใจเดินอยู่หน้าเกียรติ” (ข้อ 12) หากเราเอาแต่มุ่งทำตามใจตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว (ข้อ 1) เราจะไม่มีวันได้พบสิ่งที่ปรารถนา แต่หากเรามอบถวายใจของเราแด่พระเจ้าและรับใช้ผู้อื่น เราก็ได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์และสะท้อนถึงความดีของพระองค์
เมื่อความรักปรากฏขึ้น
อาสาสมัครของพันธกิจบรรเทาทุกข์คริสเตียนที่ช่วยเหลือเหยื่อพายุเฮอริเคนเฮเลนที่บ้านเรือนถูกทำลายถามผู้หญิงคนหนึ่งว่า “คุณร้องไห้ทำไม” หญิงนั้น (ซึ่งร้องไห้โฮออกมาก่อนหน้านี้) ตอบว่า “ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะสูญเสียทุกอย่างไป ฉันร้องไห้เพราะฉันเห็นความรักปรากฏขึ้น”
พระทัยของพระเจ้าสำแดงผ่านการที่พระองค์ทรงต้องการให้เราช่วยเหลือผู้ขัดสน เมื่อโมเสสมอบคำสั่งของพระเจ้าให้กับคนอิสราเอลก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปในดินแดนที่พระองค์ทรงสัญญาไว้นั้น ท่านบอกพวกเขาว่า “อย่ามีใจแข็ง” ต่อคนที่ยากจน “แต่ท่านทั้งหลายจงยื่นมือของท่านให้เขา และให้เขายืมข้าวของพอแก่ความต้องการของเขา” (ฉธบ.15:7-8) หัวใจที่พวกเขามีต่อคนยากจนควรสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้า “ท่านจงให้เขาด้วยเต็มใจ และเมื่อให้เขาแล้วอย่ามีจิตคิดเสียดาย” (15:10)
ไม่ว่าในสถานการณ์เลวร้ายหรือในชีวิตประจำวัน เมื่อเราแบ่งปันพระพรที่พระเจ้าทรงเมตตาประทานแก่เราให้กับผู้ที่ขัดสน เราก็ได้สำแดงออกถึงความรักของพระบุตรพระเจ้าผู้เสด็จมาเพื่อ “นำข่าวดีมายังคนยากจน” (ลก.4:18) แท้จริงแล้ว พระเจ้าสัญญาว่าพระองค์จะทรง “อวยพร” ผู้ที่แบ่งปันพระพรของพระองค์แก่ผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ตัว (ฉธบ.15:10) ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า (ดู ลก.14:14) เรายังมองไม่เห็นพระเจ้า แต่คนอื่นอาจมองเห็นเสี้ยวหนึ่งของพระองค์เมื่อเราแสดงความเมตตาของพระองค์ต่อพวกเขา ขอให้ความรักของพระองค์ปรากฏขึ้นเป็นความเมตตาผ่านตัวเราในวันนี้
น้ำพุหรือท่อระบายน้ำ
บางครั้ง ปัญญาก็เกิดขึ้นในเวลาที่คาดไม่ถึง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองขณะที่ผมกำลังอ่านบทความเกี่ยวกับนักอเมริกันฟุตบอลชื่อ ทราวิส เคลซี โค้ชที่หงุดหงิดคนหนึ่งเคยบอกเคลซีว่า “คนที่คุณพบเจอในโลกนี้ ถ้าไม่เป็นน้ำพุก็เป็นท่อระบายน้ำ” คุณคงเดาได้ว่าเคลซีเป็นอะไร!
บางทีเราทุกคนอาจมีทั้งสองลักษณะนี้ในตัวเอง แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เรามักจะแสดงพฤติกรรมไปในทางใดทางหนึ่ง และการทรงเรียกให้เราติดตามพระเยซูนั่นหมายถึงการที่เราจะเป็นน้ำพุให้มากขึ้น และเป็นท่อระบายน้ำให้น้อยลง
ผมได้ยินแนวคิดที่คล้ายกันนี้ในฟีลิปปีบทที่ 2 ที่เปาโลท้าทายเราให้เลียนแบบการมีใจถ่อมของพระเยซูและให้ความสำคัญกับผู้อื่น เปาโลเปรียบเทียบสิ่งที่บั่นทอนชีวิตของผู้อื่นกับสิ่งที่เติมเต็มพวกเขาโดยบอกว่า “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4) ต่อมาในบทนี้ ท่านบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน” (ข้อ 14)
คนที่เป็นท่อระบายน้ำซึ่งบั่นทอนผู้อื่นนั้นมีลักษณะที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองและหยิ่งยโส ชอบบ่นและโต้เถียง แล้วคนที่เป็นน้ำพุล่ะ เปาโลพูดถึงทิโมธีว่า “ข้าพเจ้าไม่มีผู้ใดที่มีน้ำใจเหมือนทิโมธี เป็นคนเอาใจใส่ในทุกข์สุขของท่านอย่างแท้จริง” (ข้อ 20)
เรากำลังเป็นเหมือนน้ำพุหรือท่อระบายน้ำมากกว่ากัน นี่เป็นคำถามที่เราควรคิดทบทวนในขณะที่เราพยายามจะเป็นพรแก่ผู้อื่น
จุดเริ่มต้นเล็กๆ
ในปี ค.ศ. 1848 วิศวกรชื่อ ชาร์ลส์ เอลเลต จูเนียร์ ครุ่นคิดหนักว่าจะเริ่มต้นการสร้างสะพานแห่งแรกเพื่อข้ามช่องเขาของน้ำตกไนแองการ่าได้อย่างไร พวกเขาจะวางสายเคเบิลข้ามแม่น้ำได้อย่างไร ด้วยแรงบันดาลใจจากความฝันนี้ ชาร์ลส์ตัดสินใจจัดการแข่งขันว่าว วัยรุ่นชาวอเมริกันชื่อ โฮแมน วอลช์ ได้รับรางวัลห้าดอลลาร์เมื่อว่าวของเขาลอยมาตกทางฝั่งแม่น้ำของประเทศอเมริกาได้ เชือกว่าวของโฮแมนได้ถูกผูกไว้กับต้นไม้และใช้ในการดึงเชือกที่มีน้ำหนักเบาข้ามแม่น้ำกลับมา จากนั้นได้มีการใช้เชือกที่มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถผูกดึงสายเคเบิลหนักๆได้ นี่คือจุดเริ่มต้นเล็กๆของการสร้างสะพานแขวนไนแองการ่า
ความท้าทายและจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีนักของสะพานนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้ร่วมสร้างพระวิหารหลังใหม่ของพระเจ้าต้องเผชิญหลังกลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลน ทูตสวรรค์ได้ปลุกผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์ด้วยถ้อยคำที่ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะขัดขวางงานของพระเจ้าได้ ทุกสิ่งจะสำเร็จลุล่วง “ด้วยวิญญาณ[ของพระองค์ ]”(ศคย.4:6) บางคนที่เคยเห็นพระวิหารที่รุ่งเรืองในอดีตรู้สึกกลัวว่าพระวิหารหลังที่สร้างใหม่จะดูด้อยกว่าเมื่อเทียบกับหลังแรก (อสร.3:12) ทูตสวรรค์ได้หนุนใจเศคาริยาห์ว่าพวกเขาไม่ควร “ดูถูกสิ่งเล็กน้อย” เพราะพระเจ้าจะทรง “ชื่นชมยินดี” ที่ได้เห็นงานเริ่มต้นขึ้น (ข้อ 10 TNCV)
แม้ว่างานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราอาจดูไม่สำคัญ แต่เรามีความหวังใจได้เมื่อรู้ว่าพระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อย เช่น เชือกว่าว เพื่อกระทำให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์สำเร็จ
การพักผ่อนเพื่อการฟื้นฟู
ในระหว่างงานเลี้ยงวันเกิด มิอาวัย 5 ขวบเพลิดเพลินกับการเล่น การร้องเพลง “สุขสันต์วันเกิด” การกินเค้ก และการดูเพื่อนของเธอแกะของขวัญ เมื่อทุกคนออกไปเล่นข้างนอก มิอาก็พูดว่า “แม่คะ หนูอยากจะกลับแล้ว” พวกเขากล่าวขอบคุณเจ้าภาพ ขณะขับรถออกมา แม่ของมิอาถามว่าเธอชอบอะไรมากที่สุดในวันนั้น มิอาตอบว่า “การจากมา” เธอยิ้มและผล็อยหลับไปก่อนที่พวกเขาจะเลี้ยวที่มุมถนน
ถึงแม้เราจะไม่รู้ตัวว่าเราหมดแรง แต่เราทุกคนต้องการการพักผ่อนทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ พระเจ้าได้ประทานการพำนักในพระองค์แก่เราเมื่อเราตอบรับข่าวประเสริฐแห่งความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์และการพักผ่อนฝ่ายวิญญาณในทุกๆวัน ตามที่มีพระวิญญาณทรงช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์โดยความเชื่อ ผู้ที่วางใจในพระเจ้าสามารถพึ่งพาในการทรงสถิตอยู่ด้วยเสมอ ในฤทธิ์เดชอันไร้ขีดจำกัด และในพระสัญญาที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์ เมื่อเราได้รับความรอดโดยพระราชกิจของพระคริสต์บนกางเขน เราก็พำนักในสันติสุขแห่งความเพียงพอในพระองค์ได้ (ฮบ.4:1-4) เราสามารถสัมผัสถึงประสบการณ์การพำนักในพระเจ้าอันเป็นหลักประกันที่สมบูรณ์แล้วตลอดไปทั้งในปัจจุบันและเมื่อพระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง (ข้อ 5-8)
“ผู้ใดที่ได้เข้าสู่การพำนักของพระเจ้าแล้ว ก็ได้พักงานของตน เหมือนพระเจ้าได้ทรงพักพระราชกิจของพระองค์” (ข้อ 10) ดังนั้น เมื่อเรามั่นคงอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราจึงจะมีความสุขกับชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหวังซึ่งยอมจำนนและเชื่อฟังด้วยใจรักเมื่อเราวางใจและพึ่งพาในพระองค์ มีเพียงพระองค์ผู้เดียวที่ประทานการพำนักแห่งการฟื้นฟูได้ทั้งในวานนี้ วันนี้ และสืบๆไป