ความรักมั่นคงของพระเจ้า
ในระหว่างที่เราไปทำพันธกิจคริสตจักรที่บ้านพักคนชรา ผู้สูงอายุคนหนึ่งเล่าให้ฉันฟังว่าลูกสาวของเขาขับรถพาเขามาที่นี่เมื่อหลายปีก่อนและทิ้งเขาไว้บนทางเท้า เอ๊ดซึ่งอยู่บนรถวีลแชร์ไม่สามารถลุกขึ้นวิ่งตามเธอไปได้ เธอกลับไปที่รถโดยไม่หันหลังกลับมามองและขับรถออกไป ก่อนหน้านั้นเธอบอกเขาว่า “หนูจะพาพ่อไปโรงแรมดีๆ” และนั่นเป็นวันสุดท้ายที่เขาได้เห็นเธอ
การกระทำที่โหดร้ายนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประสบการณ์การดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวที่มีความรัก และสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับเอ๊ด เขายังคงฝันร้ายถึงเหตุการณ์ในวันนั้นอยู่จนทุกวันนี้
เมื่อหลายศตวรรษก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ต้องทนทุกข์จากบาดแผลทางจิตใจเช่นกัน (ปฐก.37:12-36) พี่ชายของโยเซฟโยนท่านลงไปในบ่อน้ำและขายท่านให้กับพ่อค้าที่กำลังเดินทางไปอียิปต์ แต่ “พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ” (39:2)ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เมื่อท่านทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้าอย่างกล้าหาญทั้งในบ้านของเจ้านาย (ข้อ 7-10) และในคุกโยเซฟตระหนักว่าพระเจ้า “ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา” (ข้อ 21) แม้จะมีบาดแผลในอดีต แต่โยเซฟก็ประสบความสำเร็จได้ในทุกสิ่งที่กระทำเพราะพระเจ้าทรงช่วยท่าน (ข้อ 23) ในที่สุดท่านได้กลายเป็นผู้มีอำนาจรองจากฟาโรห์และยังได้สร้างครอบครัวของตัวเอง (41:41-52) ต่อมาท่านยังได้คืนดีกับพี่น้องของท่านด้วย (45:12-15)
ผู้คนอาจทำร้ายเราแต่พระเจ้าจะไม่มีวันทำเช่นนั้น แม้พระองค์อาจไม่ได้ช่วยเยียวยารักษาเราด้วยวิธีเดียวกันกับโยเซฟ แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะรักเราด้วยความรักที่มั่นคงเช่นกัน ขอให้เราเดินตามการทรงนำของพระองค์ และวางใจว่าพระองค์จะทรงเยียวยารักษาใจของเรา
กลับสู่สภาพเดิมด้วยความยินดี
นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาถึงความสามารถในการฟื้นตัวของชุมชนสิบหกแห่งทั่วโลก รวมทั้งที่ยูคอนในแคนาดาและพื้นที่ห่างไกลในออสเตรเลีย พวกเขาวิเคราะห์บันทึกทางโบราณคดีอายุหลายพันปี และแกะรอยผลกระทบของความอดอยาก สงคราม และสภาพอากาศ มีปัจจัยหนึ่งที่โดดเด่นคือความถี่ในการเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เราอาจคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ชุมชนอ่อนแอลง แต่ตรงกันข้ามนักวิจัยพบว่าชุมชนที่เผชิญกับความยากลำบากบ่อยๆจะพัฒนาความสามารถในการฟื้นตัว และจะฟื้นตัวจากปัญหาได้เร็วขึ้นในอนาคต ดูเหมือนว่าความกดดันจะช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวให้เร็วขึ้น
ผู้เผยพระวจนะฮาบากุกเข้าใจถึงการฟื้นตัวในลักษณะนี้เมื่อคิดถึงการกวาดล้างยูดาห์ที่จะมาถึง ท่านได้บรรยายภาพที่ดูสิ้นหวังของพืชผลที่ “ขาดไป...ฝูงสัตว์ขาดไปจากคอก...ไม่มีฝูงวัวที่ในโรง” และทุ่งนามิได้เกิดอาหาร (3:17) แม้ความมั่นคงของโลกนี้จะเลือนหายไป แต่ฮาบากุกประกาศว่า “ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า”(ข้อ18) ความยินดีของท่านไม่ได้ผูกติดอยู่กับสถานการณ์และความพึงใจของโลกนี้ แต่ยึดโยงอยู่กับพระลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงและความรอดในพระเจ้า ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังที่สุด ฮาบากุกเลือกที่จะชื่นชมยินดีและฟื้นตัวขึ้น
เช่นเดียวกับฮาบากุกและชุมชนที่มีความสามารถในการฟื้นตัวเหล่านั้น เราจะมีความอดทนฝ่ายวิญญาณมากขึ้นจากความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อเราเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต ให้เรายึดความหวังในพระเจ้าและระลึกว่าพระองค์ทรงอยู่ด้วยกับเรา จงให้ความท้าทายในชีวิตช่วยเพิ่มพูนความชื่นชมยินดีและฟื้นคืนความเชื่อให้กับเรา
หัวใจที่เปลี่ยนโดยพระเจ้า
เช่นเดียวกับคนจำนวนมากที่ต่อสู้กับสื่อลามก รัสเซลล์ก็เคยดูมันตั้งแต่อายุยังน้อย ความปรารถนาที่จะดูมันนั้นรุนแรงมากและมันเป็นพิษต่อหัวใจของเขา “ชีวิตของผมถูกมันครอบงำอย่างสิ้นเชิง” เขาเขียน “เหมือนกับมะเร็งร้ายที่กระจายอยู่ในทุกอณูของร่างกาย” แต่โดยพระคุณของพระเจ้าในที่สุดเขาก็เป็นอิสระจากอำนาจของสื่อลามกและสิ่งเสพติดอื่นๆ เมื่อเขาได้รับความรอดในพระเยซู และได้รับการเปลี่ยนแปลงจากภายในสู่ภายนอก “ผมขอถวายเกียรติทั้งสิ้นให้กับพระเยซูคริสต์… [พระองค์] เป็นผู้ทรงปลดปล่อยผม” รัสเซลล์กล่าว
เยเรมีย์ส่งสารจากพระเจ้าไปยังอิสราเอลว่า วันหนึ่งพระองค์จะ “บรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย” (31:33) ภายใต้พันธสัญญาใหม่ซึ่งสำเร็จในพระคริสต์ (ฮบ.8:6-13)นั้้น ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยพระคุณของพระเจ้าผ่านทางความเชื่อ และบัดนี้ “พระวิญญาณของพระองค์...ทรงสถิตอยู่ใน [เรา] ทั้งหลาย” (รม.8:11) และธรรมบัญญัติของพระเจ้าก็ถูกจารึกไว้ในใจของเรา สำหรับรัสเซลล์และทุกคนที่เชื่อนั้นฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานสิ่งที่จำเป็นให้กับเรา เพื่อเราจะสามารถหันหลังให้กับพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าและทำลายชีวิตของเรา
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีหรือทำได้ง่ายเสมอไป แต่ขอให้เราจดจำไว้ว่าเมื่อเรากำลังจัดการกับบาปที่ยากต่อการแก้ไขรวมถึงการเสพติด พระเจ้าทรงสามารถเปลี่ยนแปลงหัวใจของเราได้ (ยรม.31:33) พระองค์ตรัสว่า เจ้า “จะรู้จักเรา” (ข้อ 34) และเราจะรับรู้ได้ถึงฤทธิ์อำนาจในการเปลี่ยนแปลงจิตใจของพระองค์ได้เช่นกัน
พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก
ระหว่างที่ไฟป่ากำลังลุกลาม เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้ช่วยชีวิตลูกหมีตัวหนึ่งเอาไว้ ณ สถานพักฟื้นที่ปลอดภัยซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่ยังคงต่อสู้กับไฟป่า เจ้าหน้าที่ได้วางลูกหมีลงบนพื้น มันยืนขึ้นบนอุ้งเท้าหลังขนาดเล็กและกอดขาของเขาไว้แน่น เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าค่อยๆดึงตัวเองออก ปากของมันอ้ากว้างราวกับกำลังร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง เจ้าหมีน้อยพยายามปีนป่ายและเกาะเขาไว้เพื่อจะหลบภัยอยู่ในอ้อมกอดของผู้ช่วยชีวิตมัน ขณะที่ลูกหมีกอดแขนของเขาไว้ ชายผู้ใจดีก็ยอมแพ้และลูบหัวเพื่อนขนฟูของเขา
จะเป็นอย่างไรหากเราติดตามผู้ช่วยให้รอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระเยซู ด้วยสุดใจและด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เช่นเดียวกับลูกหมีที่ติดตามและเกาะติดผู้ที่ช่วยชีวิตมันจากความตาย
มนุษย์ทุกคนที่พระเจ้าทรงสร้างล้วนต้องการการช่วยให้รอด ดาวิดผู้ประพันธ์เพลงสดุดีสารภาพว่า ท่านต้องการผู้ช่วยกู้คือพระเจ้า ที่จะฟังและตอบคำอธิษฐานของท่าน (สดด.55:1-2) ดาวิดยอมรับว่าท่านเผชิญกับปัญหา ภัยคุกคาม ความทุกข์ และความกลัว (ข้อ 3-5) แต่ท่านยังคงติดตามพระเจ้าด้วยความมั่นใจ โดยบอกว่า “ฝ่ายข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า และพระเจ้าจะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอด” (ข้อ 16) “ทั้งเวลาเช้า เวลาเย็น และเวลาเที่ยง ข้าพเจ้าร้องทุกข์และคร่ำครวญ และพระองค์จะทรงฟังเสียงของข้าพเจ้า” (ข้อ 17) ดาวิดอธิษฐานอยู่เสมอ ท่านเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงสดับและช่วยกู้ท่านให้ “ปลอดภัย” (ข้อ 18)
เมื่อเราเผชิญความยากลำบากหรือความทุกข์ยากใดๆ เราร้องทูลต่อพระเจ้าได้เช่นเดียวกับดาวิด แล้วพระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรักและทรงติดตามหาเรา จะทรงฟังและช่วยกู้เราเมื่อเราแสวงหาพระองค์เช่นกัน
ทรงเปิดตาให้เห็น
บ่ายวันหนึ่งที่ร้านกาแฟฉันสังเกตเห็นเด็กวัยหัดเดินกับพ่อแม่ของเธอนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ขณะที่พ่อแม่กำลังคุยกับเพื่อนๆ นกพิราบก็บินเข้ามาและเริ่มจิกเศษขนมปังที่ตกอยู่บนพื้น เด็กน้อยรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็นและพยายามเรียกความสนใจจากผู้ใหญ่ด้วยการส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ แต่พวกเขากลับไม่เห็นในสิ่งที่เธอเห็น จึงเพียงแค่ยิ้มให้เธอและหันกลับไปคุยกันต่อ
ครั้งหนึ่งพระเยซูทรงส่งสาวกของพระองค์ออกไปประกาศ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก (ลก.10:17) พระเยซูทรงตอบสนองโดยการอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดา...ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่พระองค์ได้ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้ไว้จากผู้มีปัญญาและผู้ฉลาด แต่ได้ทรงสำแดงให้ผู้น้อยรู้” (ข้อ 21) “ผู้น้อย” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอายุแต่หมายถึงสถานะ เขาคือ “คนบาป” ที่ถ่อมตัวและตอบสนองต่อข่าวประเสริฐ ในขณะที่ผู้นำศาสนาที่ “มีปัญญาและผู้ฉลาด” เพิกเฉยต่อข่าวประเสริฐ (7:29-34) ในขณะที่พระเจ้าเป็นผู้ที่เลือกว่าจะสำแดงพระองค์แก่ผู้ใด แต่พระเยซูก็มักจะอธิบายเพิ่มเติมเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าแก่ผู้ที่ถามพระองค์เสมอ (ดูมธ.13:36) แต่พวกผู้นำพลาดโอกาสที่จะมองเห็นว่าพระเยซูเป็นใครเพราะพวกเขาไม่ได้อยากรู้จริงๆ
เด็กหญิงตัวน้อยในร้านกาแฟได้เห็นสิ่งที่อัศจรรย์ในขณะที่พ่อแม่ของเธอพลาดโอกาสนั้น ขออย่าให้เราถูกรบกวนจากเสียงพูดคุยของโลก หรือขาดความถ่อมใจที่จะแสวงหาความเข้าใจมากขึ้น จนพลาดสิ่งที่พระเจ้าต้องการสำแดงให้เราเห็นเกี่ยวกับพระองค์เอง
พระเยซูผู้เป็นของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุด
“บทเพลงใดจะหวานชื่นกว่า เพลงคริสต์มาสที่สรรเสริญวันประสูติกษัตราจอมราชาแห่งฟ้าเบื้องบน” บทกวีที่ชื่อ “บทเพลงที่แสนหวาน” ซึ่งประพันธ์โดยโรเบิร์ต เฮอร์ริคในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่โดยจอห์น รัตเทอร์นักแต่งเพลงประสานเสียงร่วมสมัย จนกลายเป็นเพลงยอดนิยมในช่วงเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระเยซู (4 สัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส) บทเพลงแสนไพเราะนี้บรรยายถึงการรอคอยที่แสนยาวนานและเหน็บหนาว ซึ่งมลายหายไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นดังฤดูใบไม้ผลิเมื่อพระกุมารเยซูเสด็จมา บรรดานักร้องได้ขับร้องบทเพลงคริสต์มาสและเชิญชวนให้ผู้ฟังมอบถวายหัวใจแด่พระองค์
รัตเทอร์ได้รับมอบหมายให้เรียบเรียงบทเพลงให้สอดคล้องกับบทอ่านพระคัมภีร์ในคริสตจักรในตอนที่โหราจารย์นำทองคำ กำยาน และมดยอบมาถวายพระกุมารเยซู โหราจารย์ผู้ลึกลับเหล่านี้เดินทางไกลมาด้วยจุดประสงค์ที่ชัดแจ้ง คือมานมัสการพระกุมารเยซู (มธ.2:1-2) ในที่สุดเมื่อได้พบพระองค์พวกเขาก็ “มีความยินดียิ่งนัก” กราบนมัสการด้วยความเคารพและ “เปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมา” วางไว้ที่พระบาทของพระองค์ (ข้อ 10-11) เมื่อได้รับคำเตือนในความฝันพวกเขาจึงกลับไปโดยไม่แจ้งให้กษัตริย์เฮโรดผู้ชั่วร้ายทราบ (ข้อ 12)
คริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งการให้และรับของขวัญ แต่เราไม่ควรให้ความสำคัญกับของขวัญที่เป็นวัตถุมากเกินไป พระเจ้าประทานพระบุตรมาเพื่อเยียวยาโลกที่แตกสลาย หากเราไม่เคยมอบหัวใจให้พระองค์ วันนี้เป็นวันพิเศษที่จะทำเช่นนั้น หากพระองค์ทรงครอบครองใจของเราอยู่แล้ว ให้เรามาร้องบทเพลงคริสต์มาสแห่งสันติสุขและความชื่นชมยินดีด้วยกันขณะคิดถึงการเสด็จมาที่เบธเลเฮมเมื่อหลายพันปีก่อน และรอคอยการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระองค์
จากความกลัวสู่ความยินดี
นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า เจ้าหน้าที่วิทยุสื่อสารของกองทัพเรือสหรัฐและเรือลำอื่นๆในมหาสมุทรแอตแลนติก จะได้ยินเสียงดนตรีและคำปราศรัยที่ออกอากาศทางวิทยุเป็นครั้งแรกในคืนก่อนวันคริสต์มาสในปี ค.ศ. 1906 แทนการส่งเป็นรหัสสัญญาณอย่างที่ใช้กันเป็นประจำ พวกเขากลับได้ฟังเรจินัลด์ เฟสเซนเด็นเดี่ยวไวโอลินเพลงคริสต์มาสชื่อ “เป็นเวลาที่พระคริสต์ได้ประสูติ” เฟสเซนเด็นจบการแสดงออกอากาศด้วยการกล่าวประโยคที่เป็นคำสรรเสริญของเหล่าทูตสวรรค์ที่ว่า “พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด!” (ลก.2:14) ผู้ฟังคงตกตะลึงกับเสียงดนตรีที่เร้าอารมณ์และคำสรรเสริญในเรื่องการประสูติของพระเยซู
คนกลุ่มแรกที่ประหลาดใจกับการประสูติของพระเยซูคือ คนเลี้ยงแกะซึ่งมีงานประจำในการเฝ้าฝูงแกะของตนในเวลากลางคืน จากนั้นทูตสวรรค์ก็ปรากฏตัวขึ้น เปล่งประกายด้วยพระสิริของพระเจ้าและทำให้คนเลี้ยงแกะตกใจกลัว ทูตสวรรค์บอกพวกเขาว่าอย่ากลัวเลย และประกาศว่า “เรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสตเจ้า มาบังเกิดที่เมืองดาวิด” (ข้อ 10-11) คนเลี้ยงแกะจึงละทิ้งแกะของตนไว้เพื่อออกไปสืบหาตามคำบอกเล่าของทูตสวรรค์ และพบทารกนอนอยู่ในรางหญ้าจริงตามคำบอกนั้น (ข้อ 16, 20)
คนเลี้ยงแกะตอบรับข่าวประเสริฐนี้ด้วยความยินดียิ่ง ขอให้เรามีความชื่นชมยินดีและแบ่งปันเรื่องราวอันอัศจรรย์แห่งการประสูติและชีวิตของพระเยซูเช่นกัน
อย่าลำเอียง
ในปี ค.ศ. 1872 ประธานาธิบดียูลิสซิส เอส. แกรนท์ถูกจับเนื่องจากขับรถม้าโดยประมาทผ่านกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันชื่อวิลเลี่ยม เวสต์ ได้ตักเตือนแกรนท์ว่า “ท่านขับรถเร็วและเป็นอันตรายต่อชีวิตของคนที่ต้องข้ามถนน” แกรนท์กล่าวขอโทษ แต่คืนถัดมาเขาก็แข่งรถม้าอีก เวสต์หยุดม้าของแกรนท์ “ผมขอโทษจริงๆครับท่านประธานาธิบดีที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะท่านคือผู้นำประเทศและผมเป็นแค่ตำรวจ แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่” และเวสต์ก็จับกุมประธานาธิบดี
ผมชื่นชมชายที่กล้าหาญผู้นี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของเขา แกรนท์ก็เช่นกัน เขายกย่องเวสต์และปล่อยให้เวสต์ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด พระเจ้าก็ทรงพอพระทัยเช่นกัน เพราะพระองค์ทรงเกลียดความอยุติธรรมที่เกิดจากความลำเอียง ยากอบกล่าวว่า “ด้วยเหตุที่ท่านมีความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าของเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิรินั้น จงอย่าลำเอียง” (ยก.2:1) นั่นรวมถึงการไม่ให้สิทธิพิเศษแก่คนรวยและคนที่มีอำนาจโดยเอาคนจนไว้ทีหลัง (ข้อ 2-4) แต่เราถูกเรียกให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง (ข้อ 8) หากเรามีใจลำเอียง และรับใช้เฉพาะเพื่อนบ้านระดับชนชั้นสูง แทนที่จะรับใช้ผู้ด้อยโอกาส เราก็ “กระทำบาป และว่าตามธรรมบัญญัติท่านก็กระทำผิด” (ข้อ 9)
พระเจ้าไม่ได้มีใจลำเอียง เมื่อเรา “ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12) พระองค์ยังทรงรักเราแม้ในเวลาที่เราไม่มีสิ่งใดจะให้กับพระองค์ ด้วยความช่วยเหลือของพระองค์เราจึงสามารถรักทุกคนได้อย่างเสมอภาคกัน
ส่งคนของพระองค์มา
เมื่อมาริตซ่าเพื่อนของฉันรับงานที่ทำให้เธอต้องเดินทางไปหลายเมืองเพียงลำพัง เธอมักจะรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ระหว่างรับประทานอาหารเย็นด้วยกันในคืนวันหนึ่ง เธอโน้มตัวเข้ามาหาฉันและพูดว่า “เจน ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าส่งคนของพระองค์มาหาฉัน” เธอเล่าต่อไปว่าหลังจากนั้นไม่นานเธอก็เริ่มพบผู้เชื่อคนอื่นๆอยู่เสมอๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอได้พบผู้เชื่อถึงสามคนภายในวันเดียว!
เมื่อเราได้พบกับผู้เชื่อในพระเยซู เราจะมีความเชื่อมโยงกันในฝ่ายวิญญาณและประกายไฟจะถูกจุดขึ้นภายในตัวเราในแบบที่ยากจะอธิบาย เรามีสิ่งที่สำคัญที่สุดร่วมกันเพราะเราเชื่อในสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวเกี่ยวกับพระคริสต์ และเชื่อว่าเรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ผ่านทางพระองค์ (รม.10:9)
ที่สำคัญที่สุด พระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในผู้เชื่อแต่ละคนและเชื่อมโยงเราเข้าด้วยกันอย่างทรงพลัง จนพระคัมภีร์ถึงกับเปรียบเทียบเรากับอวัยวะต่างๆที่เชื่อมต่อกันในร่างกายของมนุษย์ 1 โครินธ์ 12:13 กล่าวว่า “เราทั้งหลายได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน” คือ พระกายของพระคริสต์
พระเจ้ามักจะกระทำกิจในชีวิตของเราผ่านผู้คนรอบข้างที่รักพระองค์ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ใกล้หรือไกล เป็นคนที่เรารู้จักดีหรือเพิ่งรู้จักก็ตาม ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด เราสามารถขอให้พระองค์ทรงส่งคนของพระองค์มา แม้ในขณะที่เราเสนอตัวให้พระองค์ทรงใช้เพื่อหนุนใจผู้อื่น