ผู้ควบคุมคลื่นลม
พระราชาคนุทเป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่สิบเอ็ด เรื่องเล่าโด่งดังในปัจจุบันเรื่องหนึ่งบอกว่า พระองค์บัญชาให้วางเก้าอี้ไว้บนชายหาดในเวลาน้ำขึ้น “เจ้าต้องเชื่อฟังข้า” พระองค์ตรัสกับทะเล “ข้าขอสั่งเจ้า จงอย่าขึ้นมาบนแผ่นดินของข้าทำให้เสื้อผ้าหรือแขนขาเจ้านายของเจ้าเปียก” แต่น้ำยังคงสูงขึ้นท่วมเท้าของพระองค์
เรื่องนี้พูดถึงความเย่อหยิ่งของพระราชาคนุท แท้จริงแล้วนี่เป็นเรื่องราวของความถ่อมใจ “จงให้ทั้งโลกรู้ว่าอำนาจของกษัตริย์ทั้งหลายล้วนว่างเปล่า” คนุทตรัสอีกว่า “จงเก็บคำสรรเสริญไว้ให้บุคคลที่ฟ้าสวรรค์ แผ่นดินและทะเลเชื่อฟัง” เรื่องของพระราชาคนุทสื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้เดียวที่ทรงกอปรด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งสิ้น
โยบค้นพบเช่นกันว่า เรานั้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบกับพระองค์ผู้ทรงวางรากฐานของแผ่นดินโลก (โยบ 38:4-7) ทรงกำหนดรุ่งอรุณและยามค่ำ (โยบ 38:12-13) ทรงเก็บหิมะไว้ในคลังและชี้ทางดวงดาว (โยบ 38:22, 31-33) มีผู้ซึ่งควบคุมคลื่นลมแต่เพียงผู้เดียว และนั่นไม่ใช่เรา (โยบ 38:11, มธ.8:23-27)
เรื่องราวของคนุทเหมาะที่จะเล่าซ้ำเมื่อเราเริ่มรู้สึกว่าตนเองฉลาดและทะนงเกินไป ให้เราเดินไปที่ชายหาดและบอกกระแสน้ำให้หยุดหรือสั่งดวงอาทิตย์ให้หลีกทาง เราจะได้ระลึกว่าแท้จริงใครคือผู้ทรงอำนาจสูงสุดและขอบคุณพระองค์ที่ทรงครอบครองชีวิตของเรา
ความรักที่สมบูรณ์
เธอเสียงสั่นเมื่อเล่าว่าเธอมีปัญหากับลูกสาว เธอกังวลเรื่องเพื่อนๆของลูก ที่ดูน่าสงสัย แม่ผู้ห่วงใยจึงริบโทรศัพท์มือถือและตามไปคุมลูกสาวทุกที่ ทำให้ความสัมพันธ์ของแม่ลูกแย่ลงเรื่อยๆ
ของขวัญจากการต้อนรับ
อาหารมื้อค่ำที่เราเลี้ยงต้อนรับครอบครัวซึ่งมาจากห้าเชื้อชาติยังคงเป็นความทรงจำที่พิเศษ เราไม่ได้คุยกันเป็นคู่ๆ แต่เราทุกคนต่างแบ่งปันถึงชีวิตในลอนดอนจากมุมมองของคนที่มาจากหลายๆส่วนของโลกให้กันและกันฟัง เมื่อค่ำคืนนั้นสิ้นสุดลง ฉันและสามีคุยกันว่าเราได้รับมากกว่าที่เราให้ ซึ่งรวมถึงความรู้สึกอบอุ่นที่ได้จากการบ่มเพาะมิตรภาพใหม่ๆ และการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูสรุปความคิดของท่านด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน และบอกผู้อ่านว่าควรต้อนรับแขกแปลกหน้าอยู่เสมอๆ เพราะโดยการกระทำอย่างนี้ “บางคนก็ได้ต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว” (13:2) ท่านอาจหมายถึงอับราฮัมกับนางซาราห์ในปฐมกาล 18:1-2 ซึ่งได้ต้อนรับแขกแปลกหน้าสามคนด้วยใจกว้างขวางและเลี้ยงอาหาร ซึ่งเป็นธรรมเนียมในสมัยของพระคัมภีร์ โดยไม่รู้ว่าพวกเขากำลังต้อนรับทูตสวรรค์ผู้นำสารแห่งพระพรมาให้
เราไม่เชิญให้ใครมาที่บ้านเราโดยหวังจะได้รับอะไรจากพวกเขา แต่เรามักได้รับมากกว่าที่เราให้ ขอพระเจ้าทรงโปรดสำแดงความรักของพระองค์ผ่านเราเมื่อเราต้อนรับผู้อื่นในแบบของพระองค
ด้วยรักกับรองเท้าคู่เก่า
บางครั้งผมกับภรรยาพูดต่อประโยคที่อีกฝ่ายกำลังจะพูดได้ กว่าสามสิบปีของชีวิตแต่งงาน เราคุ้นเคยกับวิธีที่อีกฝ่ายคิดและพูดมากขึ้นเรื่อยๆ เราอาจไม่ต้องพูดจนจบประโยค แค่คำคำเดียวหรือการชำเลืองมองก็เพียงพอที่จะสื่อความคิดได้
การที่เราเป็นแบบนี้ทำให้เราสบายใจเหมือนรองเท้าคู่เก่าที่คุณใส่อยู่เรื่อยๆ เพราะสวมสบายพอดี บางครั้งเราถึงกับเรียกกันและกันด้วยความรักว่า “รองเท้าเก่าของฉัน” ซึ่งเป็นคำชื่นชมที่อาจเข้าใจยาก หากคุณไม่รู้จักเราดี ตลอดหลายปีความสัมพันธ์ของเราได้พัฒนาภาษาเฉพาะตัวขึ้น ทั้งยังมีการแสดงออกที่เป็นผลของความรักและความไว้ใจตลอดหลายสิบปี
เรารู้สึกอุ่นใจที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงรักเราด้วยความสนิทสนมอันลึกซึ้ง ดาวิดเขียนว่า “ข้าแต่พระเจ้า แม้ก่อนที่ลิ้นของข้าพระองค์จะพูด พระองค์ก็ทรงทราบความเสียหมดแล้ว” (สดด.139:4) ลองนึกภาพว่าคุณได้สนทนากับพระเยซูเงียบๆ และคุณกำลังพูดจากส่วนลึกที่สุดในใจให้พระองค์ฟัง เมื่อใดที่คุณพูดไม่ออก พระองค์ก็ทรงยิ้มกับคุณด้วยความเข้าใจและทรงตอบสนองอย่างถูกต้อง แม้คุณไม่ได้พูดออกมา ช่างดีจริงที่ได้รู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกสรรคำเหมาะๆ จึงจะพูดกับพระเจ้าได้ พระองค์ทรงรักเราและรู้จักเราดีพอที่จะเข้าใจ
รูปถ่ายสองใบ
ผู้เป็นยายถือกรอบรูปสองอันมาให้เพื่อนๆที่คริสตจักรดูอย่างภาคภูมิใจ รูปแรกคือลูกสาวที่ประเทศบุรุนดีบ้านเกิด อีกรูปคือหลานชายที่เกิดจากลูกสาว ซึ่งเสียชีวิตจากการคลอดลูก เพื่อนคนหนึ่งเข้ามาดูรูป เธอยื่นมือไปแตะใบหน้าคุณยาย และพูดทั้งน้ำตาว่า “ฉันเข้าใจ ฉันเข้าใจ”
คนหนึ่งในพวกเรา
ในพิธีศพของชาลส์ ชูลซ์ (1922-2000) ผู้สร้างการ์ตูนสั้นพีนัตส์ มีนักเขียนการ์ตูนชื่อเคธี กุยส์ไวท์ซึ่งเป็นเพื่อนและผู้ร่วมงานได้พูดถึงความมีมนุษยธรรมและความเห็นอกเห็นใจของเขาว่า “เขามอบตัวละครแก่เราทุกคนในโลก ตัวละครที่รู้ว่าแท้จริงแล้วเราทุกคนรู้สึกอย่างไร เราจึงรู้สึกว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว เขายังได้อุทิศตนเองให้กับบรรดานักเขียนการ์ตูน เขาทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่ลำพัง...เขาให้กำลังใจ เห็นอกเห็นใจเรา ทำให้เรารู้สึกว่าเขาก็เป็นเหมือนกับเรา”
ทั้งสิ้นในเรา
ชายหนุ่มชื่อ ไอแซค วัตต์รู้สึกเศร้าที่พบว่าคริสตจักรของเขาขาดแคลนดนตรี พ่อได้ท้าทายให้เขาสร้างสรรค์ให้ดีขึ้น เขาได้ประพันธ์เพลง“เมื่อข้าเพ่งดูกางเขนประหลาด” อันเป็นเพลงนมัสการที่ยอดเยี่ยมด้านภาษาอังกฤษและได้รับการแปลเป็นอีกหลายภาษา
หัวเราะเบาๆในความมืด
ในบทความวอชิงตันโพสต์ชื่อ “โครงการล่าสุดของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีท้าทายความตาย” แอรีอานา ชา เล่าถึงความพยายามของปีเตอร์ ธีเลและผู้ยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีคนอื่นๆ ที่จะยืดชีวิตมนุษย์ไว้นิรันดร์และเตรียมเงินกว่าพันล้านสำหรับโครงการนี้
แหวนล่องหน
เพลโต นักปรัชญาชาวกรีก (ราว 427-348 กคศ.) พบวิธีที่สร้างสรรค์ในการแสดงให้เห็นจิตใจด้านมืดของมนุษย์ เขาเล่าเรื่องคนเลี้ยงแกะคนหนึ่งที่บังเอิญไปเจอแหวนทองที่ถูกฝังไว้ลึกใต้ดิน วันหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้สุสานโบราณริมเขาแยกออกเผยให้เห็นแหวน โดยความบังเอิญอีกเช่นกัน เขาพบว่าแหวนนั้นมีพลังวิเศษทำให้ผู้สวมใส่ล่องหนได้ตามใจ เมื่อคิดถึงการล่องหน เพลโตถามว่า ถ้าคนเราไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจับได้และถูกลงโทษ พวกเขาจะห้ามใจไม่ทำผิดไหม