Category  |  ODB

เป็นพระพร

ในระหว่างการแข่งขันอย่างดุเดือดของทีมฟุตบอลโรงเรียนมัธยมปลายท้องถิ่นสองทีม ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาล คือ ทีมอีเกิลส์และทีมไพโอเนียส์ ทีมอีเกิลส์เตะบอลเข้าประตูแต่บอลลอดรูตาข่ายออกไปทางด้านหลัง ผู้ตัดสินไม่เห็นว่าบอลเข้าประตู แต่เห็นว่าบอลอยู่นอกตาข่ายจึงตัดสินไม่นับคะแนน โค้ชของทีมไพโอเนียส์เห็นว่ายิงประตูได้และช่วยยืนยันคำกล่าวอ้างของโค้ชทีมอีเกิลส์ ทั้งที่เขาจะนิ่งเงียบเสียก็ได้ ผู้ตัดสินจึงนับประตูนั้น ทีมไพโอเนียส์แพ้ไปด้วยคะแนน 3-2

แม้ว่าเป็นเรื่องง่ายที่เราจะพูดยืนยันเพื่อผลประโยชน์ของเรา แต่พระคัมภีร์หนุนใจให้ผู้เชื่อในพระเยซู “หาทาง​ทำ​ดี​เสมอ​ต่อ​พวก​ท่าน​เอง และ​ต่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ด้วย” (1 ธส.5:15) นอกเหนือจากแนวโน้มทั่วไปที่เราจะทำดีต่อเพื่อนของเราแล้ว ส่วนที่ยากของคำสอนข้อนี้คือการหาทางทำดีต่อคนที่เป็นคู่แข่งของเรา โดยที่เราไม่ได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น หรือ “ไม่​หวัง​ที่​จะ​ได้​คืน​อีก” (ลก.6:35)

การทำดีต่อคู่แข่งหรือคู่ต่อสู้อาจหมายถึงการช่วยพูดส่งเสริมเพื่อนร่วมงานที่พยายามปิดการขาย แม้นั่นจะหมายความว่าคนๆนั้นอาจได้รับโบนัสมากกว่าเราก็ตาม การทำดีอาจหมายถึงการกวาดใบไม้ของเพื่อนบ้านแม้ว่าเขาจะไม่พูดคำขอบคุณก็ตาม

เมื่อเราพยายามทำความดีต่อผู้อื่นอย่างจริงจัง เราก็ได้แสดงให้เห็นว่าความรักของพระเจ้านั้นมีเผื่อแผ่ไปถึงทุกคน

พระเจ้าทรงอยู่ทุกหนแห่ง

นักไวโอลินที่ดูธรรมดาคนหนึ่งสวมหมวกเบสบอลและเสื้อยืด เปิดการแสดงอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินลองฟองพลาซ่าในกรุงวอชิงตัน ดี ซี เขาขยับคันชักสีไปบนสายเพื่อบรรเลงท่วงทำนองอันไพเราะ แต่ผู้คนที่สัญจรไปมาเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบและไม่ทันได้สังเกต เขาบรรเลงดนตรีจนจบโดยมีเพียงไม่กี่คนที่หยุดฟัง ผู้คนเหล่านั้นไม่รู้ว่าพวกเขากำลังรีบเร่งเดินผ่านหน้า โจชัว เบลล์ หนึ่งในอัจฉริยะบุคคลด้านดนตรีที่ฝีมือดีที่สุดในยุคนี้ คนที่แสดงดนตรีที่หอสมุดรัฐสภาเมื่อคืนก่อน เบลล์ใช้ไวโอลินที่เล่นยากที่สุดและน่าทึ่งที่สุดในโลกหลายชิ้น โดยใช้ไวโอลินสตราดิวาเรียสรุ่นปีค.ศ. 1713 ซึ่งมีมูลค่าราว 3.5 ล้านดอลลาร์

บ่อยครั้งที่เราไม่รู้ตัวและมองข้ามสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้าเราไป นี่คือประสบการณ์ของยาโคบขณะที่ท่านเดินทางไปยังเมืองฮาราน (ปฐก.28:10) ท่านหยุดและตั้งค่ายในบริเวณที่ดูธรรมดาเหมือนบริเวณอื่นๆ คือเป็นเพียงที่สำหรับนอนพักค้างแรม แต่พระเจ้าได้ทรงมาปรากฏแก่ท่านในฝันยามค่ำคืน ทรงตรัสว่าเชื้อสายของท่านจะทำให้ “บรรดาพงศ์พันธุ์ของมนุษย์โลก” ได้รับพร (ข้อ 14) พระองค์ยังทรงรับรองกับยาโคบว่าพระองค์จะ “พิทักษ์รักษาเจ้าทุกแห่งหนที่เจ้าไป” (ข้อ 15) เมื่อยาโคบตื่นขึ้น ท่านก็พูดว่า “พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่” (ข้อ 16)

พระเจ้าทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่ง “เต็มฟ้าสวรรค์และโลก” (ยรม.23:24) พระองค์สถิตอยู่ในสถานที่ที่ธรรมดาที่สุด คำเชื้อเชิญที่มีมาถึงเราคือจงเปิดตาและเปิดหูของเราเอาไว้เพื่อเฝ้ามองและคอยฟังพระองค์

บรรพบุรุษฝ่ายวิญญาณ

หลังจากทำแบบทดสอบเกี่ยวกับลำดับวงศ์ตระกูลเมื่อไม่กี่ปีก่อน ฉันก็เริ่มสนใจเรื่องบรรพบุรุษของฉัน ฉันปลาบปลื้มที่ได้ฟังเรื่องราวของญาติบางคนจากพ่อผู้ล่วงลับและแม่ของฉัน การได้ยินเรื่องของบรรพบุรุษช่วยให้ฉันรู้สึกผูกพันกับรากเหง้าของครอบครัว และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขา

เมื่อพูดถึงรากฐานฝ่ายวิญญาณของเรา ลำดับพงศ์ของพระเยซูที่บันทึกไว้ในมัทธิว 1:1-17 และลูกา 3:23-38 ถือเป็นของขวัญล้ำค่า ที่พิสูจน์ว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์และเป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากอับราฮัม

เมื่อเราอ่านลำดับพงศ์ของพระองค์ เราจะเห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการรักษาพระสัญญาของพระองค์กับอับราฮัม ที่ว่าจะให้ท่านเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย (ปฐก.17:1-8) สองพันปีหลังจากที่พระสัญญานั้นเป็นจริง อัครทูตมัทธิวได้บันทึกว่า “หนังสือ​ลำดับ​พงศ์​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​ ผู้​เป็น​เชื้อ​สาย​ของ​ดาวิด ผู้สืบตระกูล​เนื่องมาจาก​อับราฮัม” (มธ.1:1)

ลำดับวงศ์ตระกูลในพระคัมภีร์แสดงไว้ชัดเจนถึงบรรพบุรุษของพระเยซู เราได้เห็นชื่อของบุคคลในราชวงศ์ เช่น กษัตริย์ดาวิด และคนธรรมดาอย่างช่างไม้ชื่อโยเซฟ และมัทธิวยังรวมเอาผู้หญิงห้าคนไว้ด้วย คือ ทามาร์ บัทเชบา (ภรรยาของอูรียาห์) ราหับ รูธ (ซึ่งมีนักวิชาการเชื่อว่าทั้งหมดเป็นคนต่างชาติ) และมารีย์

ไม่ว่าเราจะรู้เรื่องบรรพบุรุษทางสายเลือดของเรามากน้อยแค่ไหน แต่เราก็เรียนรู้จักบรรพบุรุษฝ่ายวิญญาณของเราได้จากพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า เราได้รับการหนุนใจเมื่อเห็นว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อพวกเขาอย่างไร

มองด้วยพระทัยของพระเจ้า

ในวันเกิดอายุครบสิบสามปีของชองทาล หลังจากการเฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานในหมู่บ้านที่สงบเงียบของเธอผ่านไปหลายชั่วโมง มีเสียงปืนดังขึ้นในยามเย็นอันเงียบสงบ ชองทาลและพี่น้องของเธอวิ่งเข้าไปในป่าเพื่อซ่อนตัวตามที่แม่ของเธอสั่งด้วยความตื่นตระหนก ตลอดทั้งคืนพวกเขาขดตัวอยู่ใต้ต้นไม้ที่ใช้หลบภัย ชองทาลเล่าให้ฟังว่า “ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นในตอนเช้า แต่เราไม่เห็นพ่อแม่ของเรา” เธอและพวกพี่น้องกลายเป็นเด็กกำพร้าและผู้ลี้ภัย และได้เข้าไปอยู่ในศูนย์อพยพร่วมกับคนอีกนับหมื่น

เมื่อเราได้ยินเรื่องราวที่เหมือนกับเรื่องของชองทาล เราอาจจะรู้สึกไม่อยากรับรู้ถึงความสูญเสียอันท่วมท้นนั้น แต่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแห่งพระคริสตธรรมคัมภีร์ก็จะเชื่อในพระเจ้าผู้ไม่เคยละสายตาไปจากความทุกข์ทรมาน ผู้ทรงคอย “เฝ้าดู​คน​ต่างด้าว ​พระ​องค์​ทรง​ชู​ลูก​กำพร้า​พ่อ​ และ​หญิง​ม่าย” (สดด.146:9)

พระองค์ “ผู้​ได้​ทรง​สร้าง​ฟ้า​สวรรค์​และ​แผ่นดิน​โลก...ผู้รักษา​ความ​สัตย์​สุจริต​ไว้​เป็น​นิตย์” (ข้อ 6) ทรงกระทำพระราชกิจเพื่อค้ำจุน “​ความ​ยุติธรรม​ให้แก่​คน​ที่​ถูก​บีบ​บังคับ” และทรงจัดเตรียม “​อาหาร​แก่​คน​ที่​หิว” อยู่เสมอ (ข้อ 7)

ชองทาล ซูซี่ ลีดเดอร์ ผู้ก่อตั้งองค์กรเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กหญิงผู้ลี้ภัยกล่าวว่าประสบการณ์ของเธอสอนให้เธอรู้ว่า “ใครๆก็สามารถกลายเป็นผู้ลี้ภัยได้ เมื่อสูญเสียพื้นที่ปลอดภัยที่เคยมี”

ขอให้การตอบสนองของเราต่อผู้ที่สูญเสียพื้นที่ปลอดภัย สะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงเป็น “ที่​กำบัง​เข้มแข็ง​ของ​คน​ที่​ถูก​กด​ขี่” (9:9) และทรง “​ยก​คน​ที่​ตกต่ำ​ให้​ลุก​ขึ้น” (146:8)

เลี้ยงดูผู้ขัดสน

ลิซ่าและเฟรดดี้ แมคมิลแลนเป็นเจ้าของร้านอาหารที่พิเศษไม่เหมือนใคร
ในเมืองบรูว์ตัน รัฐอลาบาม่า พวกเขาเสิร์ฟอาหารร้อนๆให้กับทุกคนที่ยืนต่อแถวรอโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามีภรรยาคู่นี้ลงทุนด้วยเงินออมของตนเองเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผู้สูงอายุที่มักต้องอดอาหาร และไม่ค่อยมีประสบการณ์ได้เข้าร้านอาหาร พวกเขามีกล่องบริจาคสำหรับรับเงินช่วยเหลือ ลิซ่ากล่าวว่า “บางครั้งก็ไม่มีอะไรในนั้นเลย บางครั้งก็มีกระดาษเขียนข้อความขอบคุณ บางครั้งก็มี เงิน 1,000 ดอลล่าร์ เรามีทุกสิ่งที่จำเป็นเสมอ เป้าหมายของเราคือการเลี้ยงดูผู้ขัดสน กอบกู้ศักดิ์ศรี และพัฒนาชุมชน”

การดูแลผู้ยากไร้อาจดูเหมือนเป็นงานที่ยากลำบาก เว้นแต่ว่าเราจะพึ่งพาพระเจ้า! หนังสือพระกิตติคุณบันทึกเรื่องราวที่พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารผู้คนหลายพันโดยทรงเรียกให้สาวกของพระองค์มีส่วนร่วมว่า “พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด” (มธ.14:16) ในพระธรรมกิจการเราได้รู้ว่าผู้เชื่อในคริสตจักรยุคแรก “แบ่งปันทุกสิ่งที่ตนมี” และ “ใน​หมู่พวก​เขา​ไม่​มีใครขัด​สน” (4:32, 34 TNCV) หลายคนขายทรัพย์สินและมอบเงินค่าของนั้นให้แก่อัครทูต ผู้ “​แจก​จ่าย​ให้​ทุก​คน​ตาม​ที่​ต้อง​การ” (ข้อ 34-35) พวกเขาเข้าใจว่าแท้จริงแล้วทรัพย์สินของตนเป็นของพระเจ้า จึงได้ลงทุนในชีวิตของผู้อื่นอย่างเต็มใจด้วยสิ่งที่พวกเขามี

พระเจ้าทรงเลี้ยงดู บางครั้งโดยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และบางครั้งผ่านมือของคนของพระองค์ พระองค์ประทานให้ตามความจำเป็นของเราเพื่อที่เราจะสามารถเลี้ยงดูผู้ที่ขัดสน

เพ่งมองที่พระเยซู!

แอนดรูว์พบว่าการสอนลูกชายขี่จักรยานทำให้เขาหงุดหงิด ลูกชายวัยห้าขวบมักจะหักเลี้ยวไปด้านข้างและล้มลง เมื่อรู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะลูกชายของเขามักจะหันมองไปทางด้านหนึ่ง แอนดรูว์จึงเกิดความคิดบางอย่าง “เห็นเสาต้นนั้นไหม” เขาถามลูกชาย “แค่มองดูเสานั้นแล้วปั่นไป” ลูกชายของเขาก็ทำตาม และคราวนี้เขาปั่นต่อไปได้เรื่อยๆ

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำหรับแอนดรูว์เอง ในเวลาต่อมาเขาเล่าเรื่องนี้ในกลุ่มเซลล์ของเขาและสรุปว่า สิ่งที่เราจ้องมองคือสิ่งที่เราจะมุ่งไปหา ไม่น่าแปลกใจที่ฮีบรู 12:2 (TNCV) เรียกร้องให้เรา “เพ่งมองที่พระเยซูผู้ทรงลิขิตความเชื่อและทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์” อยู่เสมอ

ความรับผิดชอบและการงานประจำวันในชีวิตสามารถดึงความสนใจของเราออกจากการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณได้ เช่นเดียวกับนิสัยแห่งบาปและความคิดหมกมุ่นที่เกาะเราแน่น (ข้อ 1) แต่ถ้าเราเพ่งมองไปที่พระเยซูและขอให้พระองค์ช่วยให้เรายกพระองค์เป็นที่หนึ่งทั้งในความคิด การตัดสินใจ และการกระทำของเรา พระองค์จะทรงนำเราในทุกสิ่งที่เราทำและพูด ช่วยเราให้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ได้ในการวิ่งแข่งบนโลกนี้ นี่อาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะช่วยให้เราปฏิบัติตามหน้าที่ที่พระองค์ทรงมอบหมายให้เรา พระองค์จะประทานกำลังให้เราอดทนและเอาชนะสิ่งใดๆ ที่ขัดขวางเส้นทางของเรา เพื่อที่เราจะไม่ “อ่อนล้าและท้อแท้ใจ” (ข้อ 3 TNCV)

การเปิดเผยถึงพระสิริของพระเจ้า

คริสเตียน สเปนเซอร์ช่างภาพชาวออสเตรเลียใช้เวลามากกว่ายี่สิบปีในการถ่ายภาพในอุทยานแห่งชาติอิตาเชียในบราซิล สิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งในการถ่ายภาพของเขาคือ เขาสามารถจับภาพของปรากฏการณ์ที่แสงแดดส่องผ่านปีกที่กางออกของนกฮัมมิ่งเบิร์ดได้ เขาพบว่าปีกของนกจะสร้างสีรุ้งคล้ายปริซึมเมื่อพวกนกบินอยู่ระหว่างแสงแดดจ้ากับเลนส์กล้องของเขา ช่างภาพคนอื่นๆก็ได้จับภาพปรากฏการณ์นี้กับนกชนิดอื่นนอกเหนือจากนกฮัมมิงเบิร์ดด้วย

การค้นพบสีรุ้งหลากสีในปีกของนกเป็นตัวอย่างของสิ่งล้ำค่าส่วนหนึ่งที่พระเจ้าทรงซ่อนไว้ในการทรงสร้างของพระองค์ ความงดงามตระการอันแสนวิเศษนี้กระตุ้นให้เราอยากรู้ว่าผู้ที่เชื่อในพระเยซูจะสังเกตเห็นสิ่งใดเมื่อพวกเขามองเห็นพระองค์ประทับอยู่บนบัลลังก์ เมื่อยอห์นเห็นบัลลังก์แห่งสวรรค์ในวิวรณ์ 4 ท่านคงจะตกตะลึง ท่านบรรยายถึงพระคริสต์บนบัลลังก์กับ “​รุ้ง​ล้อม​รอบ​พระ​ที่​นั่ง​นั้น ดู​ประหนึ่ง​แก้ว​มรกต” (ข้อ 3) คำพูดไม่อาจบรรยายถึงพระสิริของพระเจ้าที่ได้ทรงเปิดเผยแก่อัครทูตท่านนี้ได้

เมื่อเราค้นพบสิ่งล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในการทรงสร้างของพระเจ้า ขอให้เราเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านั้น และให้รู้ไว้ว่ายังมีสิ่งล้ำค่าอีกมากมายรอเราอยู่ในสวรรค์ ที่นั่นเราจะนมัสการองค์พระผู้ทรงสร้างของเราและสรรเสริญพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์ “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย ​พระ​องค์​ทรง​สมควร​ที่​จะ​ได้​รับ​คำ​สรรเสริญ ​พระ​เกียรติ​และ​ฤทธิ์​เดช เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ได้​ทรง​สร้าง​สรรพ​สิ่ง​ทั้ง​ปวง และ​สรรพ​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​นั้น​ก็​ทรง​สร้าง​ขึ้น​แล้ว และ​ดำรง​อยู่​ตาม​ชอบ​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 11)

พระเจ้าจะทรงรักษาสัญญา

ผู้อุปถัมภ์ที่ร่ำรวยในชุมชนต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาได้ให้คำสัญญาที่สร้างแรงบันดาลใจแก่บรรดานักเรียนว่า หากพวกเขาเรียนได้เกรดดีตลอดสิบสามปีในโรงเรียนที่เขตของตน ผู้อุปถัมภ์จะจ่ายค่าเล่าเรียนให้สี่ปีในมหาวิทยาลัยท้องถิ่นหรือมหาวิทยาลัยของรัฐในรัฐของพวกเขา ในบางเมืองสถิติแสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจแก่บรรดานักเรียนไม่ว่าจะรวยหรือจน ให้เริ่มทำคะแนนให้ดีทันทีที่ได้ทราบข่าว ครูคนหนึ่งกล่าวว่า “มันทำให้เกิดการเปลี่ยนทัศนคติอย่างสิ้นเชิง เด็กอนุบาลทุกคนจะบอกคุณว่าพวกเขาจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย นี่เป็นเรื่องจริง” คำสัญญาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นทำให้พวกเขามีความปรารถนาและความหวังสำหรับอนาคตของตนมากขึ้น

อัครทูตยอห์นกล่าวถึงคำสัญญาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นซึ่งช่วยกระตุ้นผู้เชื่อในยุคแรกให้มีความเชื่อ พระเยซูทรงสัญญาว่าจะเสด็จกลับมา และเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา ยอห์นกล่าวว่า “เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​เหมือน​พระ​องค์ เพราะ​ว่า​เรา​จะ​เห็น​พระ​องค์​อย่าง​ที่​พระ​องค์​ทรง​เป็นอยู่​นั้น​” (1 ยน.3:2) ท่านหนุนใจผู้อ่านว่า “ทุก​คน​ที่​มี​ความ​หวัง​อย่าง​นี้ ​ก็​ชำระ​ตน​ให้​บริสุทธิ์​ดังที่​พระ​องค์​ทรง​บริสุทธิ์” (ข้อ 3) เรามีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าสักวันหนึ่งเราจะได้เห็นพระเยซู และเพราะคำสัญญานั้น ความปรารถนาของเราที่จะเป็นเหมือนพระองค์จึงเพิ่มมากขึ้น เพราะพระองค์ทรงรักเราและเรารักตอบพระองค์

เวลาที่เราได้พบพระเยซูหน้าต่อหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษ! แต่จนกว่าเวลานั้นจะมาถึง ให้เรายังคงติดตามพระองค์ เติบโตขึ้นในความเชื่อ และรอคอยการเสด็จมาของพระองค์ พระเจ้าจะทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์

พระเยซูทรงช่วยกู้เรา

เจ้าหน้าที่สองคนที่สถานีขั้วโลกใต้อามุนด์เซน-สก็อตต์ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน คนหนึ่งมีอาการหัวใจวาย และอีกคนกระเพาะอาหารมีปัญหาซึ่งอันตรายถึงชีวิต วิธีเดียวที่พวกเขาจะได้รับการรักษาคือการส่งหน่วยกู้ภัยไป แต่ทว่าด้วยสภาพอากาศที่เลวร้าย ตลอดจนความมืดและอุณหภูมิ -75 องศาเซลเซียส ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม ทำให้โดยปกติแล้วเครื่องบินจะไม่เสี่ยงบินไปยังสถานีนั้นในช่วงฤดูหนาว แต่บรรดานักบินต่างมุ่งมั่นที่จะช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่ และพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ แม้ต้องต่อสู้กับการบินที่ท้าทายเป็นเวลาถึงสองวันก็ตาม

เรื่องราวของการช่วยชีวิตนั้นสร้างแรงบันดาลใจ การช่วยชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่พระเยซูช่วยเรารอดพ้นจากบาป อัครทูตเปโตรบันทึกว่า “พระ​องค์​เอง​ได้​ทรง​รับ​แบก​บาป​ของ​เรา​ไว้​ใน​พระ​กาย​ของ​พระ​องค์ ที่​ต้นไม้​นั้น เพื่อ​ว่า​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​ตาย​จาก​บาป​ได้ และ​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​คลอง​ธรรม” (1 ปต.2:24) พระองค์ทรงช่วยชีวิตเราโดยรับบาปของเราไว้ที่พระกายของพระองค์ พระองค์ทรงแบกบาปนั้นและเป็นเครื่องบูชาที่ “ทรง​ทน​ทุกข์​ทรมาน​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย” และเพื่อผม (ข้อ 21) บนไม้กางเขนนั้นพระคริสต์ทรงแบก “ความ​แช่ง​สาป​แห่งธรรมบัญญัติ” (กท.3:13) และทรงทนทุกข์เพราะความละอายของเรา พระองค์ทรงบาดเจ็บเพื่อให้เราหายดี และพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อให้เราพ้นจากโทษทัณฑ์และอำนาจของบาป (1 ปต.2:24; อสย.53:5)

ช่างน่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งที่รู้ว่าเราได้รับการช่วยชีวิตจากสภาพอันสิ้นหวังโดยผู้ที่เต็มใจทนทุกข์กับสภาพอันเลวร้ายที่สุดเพื่อเรา!

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา