Category  |  ODB

มุมมองของพระเจ้า

ในปี 2018 ศิษยาภิบาลแทน ฟลิปปินประสบอุบัติเหตุระหว่างปั่นจักรยาน จนต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลด้วยอาการสะโพกหัก เมื่อแพทย์สั่งให้ทำซีทีสแกนเพื่อตรวจดูว่าสมองได้รับความกระทบกระเทือนหรือไม่ พวกเขาก็พบเนื้อร้ายขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าสมองของเขา การตรวจพบนี้นำไปสู่เส้นทางอันยาวนานในกระบวนการรักษา ด้วยการพบก้อนเนื้อตามมาอีกหลายก้อนทำให้ต้องมีการรักษาที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมไปถึงการปลูกถ่ายไขกระดูก ฟลิปปินเชื่อว่า “พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นเพื่อจะตรวจพบเนื้องอกในสมองของผม”

เปาโลบอกชาวเมืองฟีลิปปีว่า พระเจ้าทรงใช้อุบัติเหตุและความทุกข์ยากต่างๆเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ ท่านถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านของชาวโรมัน เพื่อรอการไต่สวนในข้อหาร้ายแรงต่อหน้าจักรพรรดิเนโร แทนที่จะรู้สึกโศกเศร้า เปาโลกลับชื่นชมยินดี ท่านมีความชื่นชมยินดีได้อย่างไร ก็เพราะท่านถือว่าการถูก “จำจอง...เพื่อพระคริสต์” (ฟป.1:13) นั้นเป็นสิทธิพิเศษ (ข้อ 29) จากนั้นเมื่อท่านมองดูความทุกข์ยากของท่านจากมุมมองของพระเจ้า เปาโลกล่าวว่า “การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป” (ข้อ 12) ท่านใช้การคุมขังเป็นโอกาสในการแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้คุมที่อยู่กับท่าน ในท้ายที่สุด เมื่อเปาโลเทศนาข่าวประเสริฐของพระเยซูขณะที่ถูกจองจำ ชีวิตที่เป็นแบบอย่างของท่านหนุนใจผู้เชื่อคนอื่นๆให้ “กล่าวพระวจนะของพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว” (ข้อ 14)

เมื่อเกิดความทุกข์ยาก จงวางใจในมุมมองของพระเจ้าและเชื่อว่าพระองค์สามารถทำให้เกิดสิ่งที่ดีจากความยากลำบากนั้นได้

คำตอบที่ปรุงด้วยเกลือ

เบิร์ตวางบัตรเดบิตของเขาไว้บนบิลร้านอาหาร พนักงานเสิร์ฟหยิบมันขึ้นมา แล้วหยุดชะงักก่อนจะถามว่า “เดี๋ยวก่อนนะครับ ชายผู้นี้ที่บอกว่า ‘เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต’ เป็นใครกัน เขากล้าดียังไงถึงพูดเช่นนั้น!” เบิร์ตรู้ได้ว่าพนักงานเสิร์ฟมีปฏิกิริยาจากประโยคที่บริษัทด้านการเงินซึ่งเป็นคริสเตียนพิมพ์ลงบนบัตรเดบิตใบนั้น นั่นคือพระดำรัสของพระเยซูจากยอห์น 14:6 เบิร์ตรู้สึกขบขันต่อปฏิกิริยาของพนักงานเสิร์ฟและได้อธิบายให้เขาฟังถึงอัตลักษณ์ของ “ชายผู้นี้” และการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาเพื่อนำเราไปถึงพระเจ้า

เมื่อเราพบกับผู้คนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความเชื่อของเรา เราอาจตอบโต้ด้วยการเยาะเย้ยหรือแม้กระทั่งตัดสินพวกเขา แต่อัครสาวกเปโตรท้าทายเราว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด” (1 ปต.3:15) แล้วท่านก็เตือนว่า “จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ” (ข้อ 15) ในโคโลสี 4:6 เปาโลอธิบายถึงพลังของคำตอบเช่นนั้นว่า “จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน” เช่นเดียวกับที่เกลือช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร คำตอบที่ปรุงด้วยเกลือก็มีรสเชื้อเชิญให้ผู้อื่นอยากเข้ามาชิมความเชื่อของเราได้เช่นกัน

อาจมีคำถามเกิดขึ้นในระหว่างเหตุการณ์ที่เราคาดไม่ถึงจากผู้คนที่ไม่คุ้นเคยกับพระเยซูเลย เมื่อเราตอบด้วยความสุภาพและใจเมตตา คำตอบของเราก็จะมีรสชาติที่ดึงดูดให้ผู้ถามอยากฟังเรามากขึ้น

ฟังเสียงพระเจ้า

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มหานครนิวยอร์กได้กลายเป็นสถานที่ที่จอแจ จากเสียงของรถไฟที่อยู่เหนือศีรษะ รถยนต์ รถเข็น เสียงของเด็กที่ตะโกนขายหนังสือพิมพ์ และผู้คนที่พลุกพล่าน ชีวิตจึงหนวกหู! แต่วันหนึ่งที่บรอดเวย์ บนถนนสาย 34 ชายคนหนึ่งชื่อ ชาร์ลส์ เคลล็อกก์พูดกับเพื่อนของเขาว่า “ฟังสิ ผมได้ยินเสียงจิ้งหรีด”

“เป็นไปไม่ได้” เพื่อนของเขาตอบ “ด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมขนาดนี้ คุณไม่มีทางได้ยินเสียงเล็กๆแบบนั้นได้” แต่เคลล็อกก์ยังคงยืนกราน และในที่สุดเขาก็พบจิ้งหรีดกำลังส่งเสียงร้องอยู่ที่หน้าต่างของร้านเบเกอรี่ “ความสามารถในการได้ยินของคุณนี่ช่างน่าทึ่งจริงๆ”เพื่อนของเขากล่าว“เปล่าเลย”เคลล็อกก์ตอบ “มันอยู่ที่ว่าคุณมุ่งความสนใจไปที่จุดไหน”

เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่เพิ่งได้เห็นพระเจ้าสำแดงฤทธิ์อำนาจอันอัศจรรย์ของพระองค์ แต่ตอนนี้ท่านกลับไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเพราะกลัวราชินีนอกรีต (1พกษ.19:1-9) ในครั้งนี้พระเจ้าไม่ต้องการสื่อสารกับท่านด้วยวิธีที่ทรงพลัง แม้พระองค์จะบันดาลให้เกิดลมพายุ แผ่นดินไหว และแม้กระทั่งไฟก็ตาม (ข้อ 11-12) ถึงเวลาแล้วที่เอลียาห์จะพูดคุยกับพระเจ้าเป็นการส่วนตัวแบบเงียบๆ พระเจ้าต้องการตรัสกับผู้เผยพระวจนะด้วย “เสียงเบาๆ” (ข้อ 12)

ทุกวันนี้มีเสียงรบกวนมากมายในชีวิตของเรา แต่พระเจ้ายังคงตรัสด้วยเสียงแผ่วเบาผ่านทางพระคัมภีร์และพระวิญญาณของพระองค์ การใช้เวลาจดจ่อกับพระเจ้าด้วยใจอธิษฐานจะช่วยเราในการปรับจูนจนได้พบกับเสียงแห่งการปลอบประโลมและการทรงนำของพระองค์

วางใจพระเจ้าด้วยสุดใจ

แมวจรจัดที่ร้องอย่างน่าสงสารทำให้ผมหยุดเดิน ผมเพิ่งจะเดินผ่านกองอาหารที่มีคนทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ ผมคิดว่า ว้าว พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาหารให้แมวที่หิวโหยตัวนี้ อาหารถูกทิ้งไว้หลังเสาใกล้ๆ ผมจึงพยายามล่อให้เจ้าแมวผอมแห้งไปที่นั่น มันขยับเข้ามาหาผมอย่างไว้ใจ จากนั้นก็หยุดและไม่ตามผมอีก ผมอยากจะถามว่า ทำไมเจ้าไม่ไว้ใจในทางที่ฉันบอก มีอาหารทั้งมื้อรอเจ้าอยู่!

นั่นทำให้ผมฉุกคิด ผมไม่ได้ทำอย่างเดียวกันในความสัมพันธ์ของผมกับพระเจ้าหรอกหรือ บ่อยแค่ไหนที่ผมตอบสนองการทรงนำของพระองค์โดยคิดว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่คิดว่าคำแนะนำของพระองค์จะไว้ใจได้ โดยที่ไม่รู้ว่าการจัดเตรียมอันยอดเยี่ยมของพระองค์อาจจะรออยู่ตรงมุมถนน

วิถีของพระเจ้านั้นคู่ควรที่เราจะไว้วางใจ เพราะพระองค์ทรงรักเราและคิดถึงประโยชน์สูงสุดของเรา พระองค์ตรัสกับเราว่า “เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่” (สดด.32:8) แต่พระองค์ไม่ทรงปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นสัตว์ที่ต้องถูกควบคุม (ข้อ 9) ทรงปรารถนาให้เราติดตามพระองค์ด้วยความเต็มใจ และทรงสัญญาถึงการสถิตอยู่ด้วยตลอดเป็นนิตย์เมื่อเรากระทำดังนั้น “ความรักมั่นคงจะล้อมบุคคลที่วางใจในพระเจ้า” (ข้อ 10) สิ่งที่เราต้องทำคือเพียงแค่ติดตามพระองค์ต่อไป โดยรู้ว่าพระองค์จะทรงอยู่กับเราทุกย่างก้าว

หมดหวังหรือมีความหวัง

ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี พืชจำพวกหญ้าแร็กวีดจะกระตุ้นให้ลูกชายฉันเกิดไซนัสอักเสบ คืนหนึ่งอาการของเขารุนแรงมากจนคิดว่าเขาควรไปพบแพทย์ ครอบครัวของเราเพิ่งหายดีจากปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่เป็นมาหลายเดือน และฉันรู้สึกท้อใจมากจนไม่อยากแม้แต่จะอธิษฐาน แต่สามีของฉันมีความหวังในทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงช่วยให้เราผ่านพ้นมาแล้ว เขาอธิษฐานขอการทรงนำ หลังจากนั้นไม่นานยาก็ช่วยให้ลูกชายเราอาการดีขึ้น

ถึงแม้เพื่อนบางคนจะรู้สึกท้อแท้ แต่คาเลบและโยชูวายังแสดงถึงความหวังและการมองโลกในแง่ดีหลังจากสำรวจตลอดทั่วแผ่นดินคานาอันแล้ว (กดว.14:6-9) พระเจ้าทรงให้สัญญาถึงดินแดนนี้กับคนอิสราเอล คาเลบจึงกล่าวว่า “ให้เรา
ขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้” (13:30) คนอื่นๆรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะคนคานาอันมีกำลังมาก และเมืองของพวกเขามีกำแพงล้อมรอบ (ข้อ 28, 31-33)

สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ความเชื่อของคาเลบตั้งอยู่บนความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในการต่อสู้ของพวกเขาในอดีต ในที่สุดประชากรของพระเจ้าก็พิชิตคานาอันได้ และคาเลบได้รับส่วนแบ่งของตนเพราะท่านได้ติดตามพระองค์ “อย่างสุดใจ” (ยชว.14:9)

สถานการณ์หลายอย่างทำให้รู้สึกสิ้นหวัง แต่สำหรับผู้ที่รู้จักพระเจ้าและเชื่อในความสัตย์ซื่อของพระองค์นั้นมีเหตุผลที่จะมีความหวังเสมอ เมื่อเราวางใจในฤทธิ์อำนาจและพระคุณของพระองค์ที่จะพาเราผ่านพ้นไป

จงเลียนแบบข้าพเจ้า

ขณะที่ผู้เป็นพ่อเหวี่ยงสายเบ็ดลงไปในทะเลสาบ โทมัสวัยสองขวบก็เลียนแบบสิ่งที่พ่อทำโดยใช้คันเบ็ดของเล่นของเขาเอง ต่อมาขณะยืนอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลสาบที่น้ำตื้น โธมัสก็พยายามเลียนแบบพ่อในการเหวี่ยงปลากลับลงไปในน้ำด้วยการจุ่มคันเบ็ดลงในน้ำแล้วก็ “เกี่ยว” วัชพืชขึ้นมา เมื่อ “เกี่ยวได้” แต่ละครั้ง โทมัสก็หยิบวัชพืชขึ้นมาให้พ่อของเขาชื่นชมก่อนจะปล่อยมันกลับลงทะเลสาบ

เรามักชอบเรียนรู้ทั้งสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ตลอดจนสิ่งที่ไม่ดีผ่านการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในพันธสัญญาใหม่ ผู้ติดตามพระเยซูมักได้รับการหนุนใจให้มองดูผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อต่อพระกิตติคุณเป็นตัวอย่าง (ดู 2 ธส.3:9; ฮบ.13:7; 3 ยน.1:11)

ใน 2 เธสะโลนิกา 3 เปาโลยกตัวอย่างความประพฤติที่ไม่ควรเลียนแบบ (อยู่อย่างเกียจคร้าน ไม่อยู่ในโอวาทและชอบยุ่งกับธุระของคนอื่น ข้อ 6, 11) และบอกผู้อ่านให้เอาอย่างความซื่อสัตย์ที่พบในตัวท่านและผู้นำคนอื่นๆ (ข้อ 7-10) และเปาโลได้หนุนใจพวกเขาว่า “ท่านอย่าอ่อนใจที่จะกระทำการดีเลย” (ข้อ 13)

แต่เปาโลรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว แบบอย่างชีวิตของท่านจะควรค่าแก่การเลียนแบบก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นนำไปสู่การพึ่งพาในพระคริสต์ (1 คร.11:1) มีเพียงชีวิตที่หยั่งรากลงในความเชื่อและฤทธานุภาพของพระคริสต์เท่านั้น ที่จะนำพาให้เราเติบโตขึ้นในพระคุณและพระปัญญาได้

ความรักของพระเจ้าไม่มีวันหมดสิ้น

เมื่อพ่อของโจซีที่ป่วยและชราย้ายมาอยู่กับเธอ เธอรู้สึกหนักใจกับสิ่งจำเป็นที่ต้องทำในแต่ละวันในการดูแลท่าน ยาที่เธอต้องการซื้อมีราคาแพง ทักษะในการดูแลผู้ป่วยและสติปัญญาที่เธอต้องการเพื่อช่วยในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพของพ่อที่แย่ลง และยังมีงาน “เต็มเวลา” ของเธออีก ทั้งหมดนี้กำลังทำให้เธอหมดแรง เธอพูดว่า “ฉันจะรวบรวมพละกำลัง ทรัพยากรที่มีประโยชน์ สติปัญญาและความรักเอาไว้ และแจกจ่ายออกไปได้อย่างไร”

โจซีพบความหวังในพระธรรมเพลงคร่ำครวญซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความโศกเศร้าที่เยเรมีย์และประชากรของพระเจ้ารู้สึก กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายโดยพวกบาบิโลน และชาวยิวต้องเผชิญกับการเนรเทศที่ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ ความทุกข์ทรมานนั้นท่วมท้นแต่พระเจ้าทรงสัญญาว่า “ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง” (พคค.3:22) แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญาอีกต่อไป แต่ความรักตามพันธสัญญาของพระองค์จะคงอยู่กับพวกเขาเพราะ “พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด” (ข้อ 22)

ความรักที่พระเจ้ามีต่อลูกๆของพระองค์ไม่มีขีดจำกัด โจซีตระหนักเช่นเดียวกับข้อ 24 ว่า “พระเจ้าทรงเป็นส่วนของฉัน ทรงเป็นทรัพยากรทั้งหมดของฉัน” และ “ทุกวันฉันสามารถรวบรวมและให้สิ่งที่จำเป็นได้ เพราะฉันได้รับกำลังมาจากพระองค์ผู้ซึ่งความรักของพระองค์ไม่มีวันหมดสิ้น”

เมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า เรามีความหวังได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้าก็ตาม ในพระปัญญาอันสมบูรณ์แบบนั้น พระองค์ทรงรู้ว่าเราต้องการอะไรและจะประทานแก่เราตามที่ทรงเห็นว่าดีที่สุด

ลงมือทำโดยไม่วอกแวก

คนขับรถโรงเรียนหมดสติขณะอยู่หลังพวงมาลัย และยานพาหนะขนาดใหญ่ของเขาที่มีนักเรียนหกสิบคนก็กำลังออกนอกเส้นทางอย่างไร้การควบคุม ดิลลอน รีฟส์นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 พุ่งตัวออกจากที่นั่งไปยังด้านหน้ารถแล้วค่อยๆเหยียบเบรกอย่างทันเวลา ในขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ยุ่งอยู่กับการส่งข้อความหรือเล่นเกมบนโทรศัพท์ ดิลลอนซึ่งไม่มีโทรศัพท์ ศีรษะตั้งตรงและตอบสนองต่อสถานการณ์ เขารู้ว่าต้องเหยียบเบรกช้าๆเหมือนที่เคยเห็นคนขับทำอยู่หลายครั้ง การคงความตื่นตัวและไม่วอกแวกทำให้เขาช่วยชีวิตทุกคนบนรถได้ รวมถึงคนขับที่ได้สติในภายหลังด้วย

โยชูวาต้องก้าวขึ้นมาอย่างกล้าหาญหลังจากที่โมเสสผู้นำของเขาไม่ได้ “อยู่ในที่นั่งคนขับ” หรือเป็นผู้นำคนอิสราเอลอีกต่อไป พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “โมเสสผู้รับใช้ของเราสิ้นชีวิตแล้ว ฉะนั้นบัดนี้จงลุกขึ้น...” (ยชว.1:2) ยิ่งกว่านั้นพระองค์ตรัสสั่งว่า “เพียงแต่จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวัง...อย่าหลีกเลี่ยงจากธรรมบัญญัตินั้นไปทางขวามือหรือทางซ้าย” (ข้อ 7) พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่าอย่าวอกแวกและให้จดจ่อและจับจ้องไปที่คำแนะนำสั่งสอนที่พระองค์ประทานให้ โดยตรึกตรองตามนั้น “ทั้งกลางวันและกลางคืน” (ข้อ 8)

เราอาจถูกดึงความสนใจให้หันไปดูหน้าจอและสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้เราละสายตาจากพระเจ้าและสติปัญญาที่พบในพระคัมภีร์ (2 ทธ.3:16-17) แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราคอยตื่นตัวโดย “เพ่งมองที่พระเยซู” (ฮบ.12:2 TNCV) เราก็จะตอบสนองได้ในทันทีเมื่อพระเจ้าทรงเรียกเรา

ก้าวแห่งความเชื่อ

พวกเราสี่คนเดินป่าผ่านเข้าไปในช่องเขาวัตกิ้นส์ เกล็นอันงดงามในนิวยอร์ก บางครั้งเราหยุดยืนด้วยความตกตะลึงขณะจ้องมองน้ำตกและหน้าผาสูงหกสิบเมตรด้วยความอัศจรรย์ใจ และบางเวลาเราต้องหยุดพักหายใจและพักขาที่เมื่อยล้าขณะปีนขึ้นไปบนหินที่เปียกและขั้นบันไดที่ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเราใกล้ถึงยอดเขา นักปีนเขาคนหนึ่งที่กำลังเดินลงมาพูดว่า “อีกเพียง 10 ขั้นเท่านั้นก็จะครบ 832 ขั้น” บางทีอาจเป็นการดีที่สุดที่เราไม่รู้ว่าการเดินทางจะยากแค่ไหน เพราะเราอาจถอยกลับและพลาดความงดงามทั้งหมดของมันไป

การเดินทางชีวิตก็มีก้าวที่ยากลำบากเช่นกัน พระเยซูและเปาโลเตือนผู้เชื่อถึงอุปสรรคและการข่มเหง (ยน.16:33; 2 ทธ.3:12) และเราต้องมีมุมมองที่ถูกต้อง ยากอบกล่าวว่า “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี” (ยก.1:2) เหตุใดจึงเกิดความยินดีแทนที่ความทุกข์ทรมาน พระเจ้าทรงทราบและเรา “รู้ว่าการทดลองความเชื่อของ[เรา]นั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” (ข้อ 3) แต่จุดประสงค์คืออะไร ก็เพื่อเราจะได้ “เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ข้อ 4)

ถ้าหากเราจะหยุดและมองดู แม้ในความเจ็บปวดนั้นเราก็อาจได้เห็นคุณ-ลักษณะนิสัยที่เข้มแข็งงดงามซึ่งพระเจ้าทรงสร้างในเราและในผู้คนรอบข้าง และเราจะเรียนรู้ในการซาบซึ้งถึงความจริงที่ว่าวันหนึ่งเราจะ “ได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์” (ข้อ 12) ขอให้เรายังคงก้าวต่อไปด้วยกัน

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา