พระคริสต์สำคัญที่สุด
“ขอเรียนเชิญให้คุณมาเป็นวิทยากรหลักในงานประชุมผู้นำคริสตจักรทั่วประเทศ” หลังอ่านคำเชิญจากองค์กรที่มีชื่อเสียง โจเซ่ตอบว่า “ขอผมอธิษฐานดูก่อน” ต่อมาเขาบอกกับเพื่อนเมื่อปฏิเสธคำเชิญไปว่า “ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ผมทำงานบรรณาธิการในโครงการพันธกิจ การเป็นวิทยากรจะดึงเวลาและพลังงานไปจากงานนั้น ผมจึงปฏิเสธเพื่อจะสามารถทำสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ”
สิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ คือสิ่งที่โจเซ่ให้ความสำคัญอันดับแรกและเป็นสิ่งที่กำหนดการตัดสินใจของเขา พระเยซูก็ทรงให้พระประสงค์ของพระเจ้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากรักษาคนเจ็บป่วยและคนที่มีผีสิงเป็นอันมากในเมืองคาเปอรนาอุม พระเยซูเสด็จไปที่เปลี่ยวเพื่ออธิษฐาน (มก.1:32-35) พวกสาวกมาทูลว่า “คนทั้งปวงแสวงหาพระองค์” (ข้อ 37) บางคนที่ตามหาพระองค์อาจมาขอให้รักษาโรค แต่พระคริสต์ไม่ยอมให้ความเร่งด่วนหรือการเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วมากำหนดสิ่งที่พระองค์จะทำต่อไป “ให้เราทั้งหลายไปในตำบลบ้านใกล้เคียง” พระองค์ตรัส “เพื่อเราจะได้ประกาศที่นั่นด้วย ที่เรามาก็เพื่อการนั้นเอง” (ข้อ 38) พระเยซูทรงทำตามลำดับความสำคัญของพระองค์ คือทำพระราชกิจในแถบที่เหลือของแคว้นกาลิลี รวมถึงการประกาศด้วย (ข้อ 39)
เราจะทราบพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเราได้อย่างไร เราสามารถเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยการอธิษฐาน ให้พระปัญญาของพระองค์ในพระคัมภีร์นำเรา และขอคำปรึกษาจากผู้ที่ยึดมั่นในทางของพระองค์ ขอให้เราใช้ชีวิตในการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราทำ
ยกความดีให้ผู้ที่สมควรได้รับ
แขกหลายร้อยคนมาเต็มห้องจัดเลี้ยงสีทอง เพื่อร่วมฉลองงานครบรอบห้าสิบปีขององค์กรไม่แสวงหากำไรและเชิดชูเกียรติผู้ที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนร่วมมานานหลายทศวรรษ สมาชิกผู้ก่อตั้งคนหนึ่งกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า แม้จะมีอาสาสมัครทำงานนับพันชั่วโมงและมีเงินบริจาคหลายล้านดอลล่าร์ แต่พวกเขาคงไม่ประสบความสำเร็จหากปราศจากพระเจ้า เขาย้ำว่าที่องค์กรเติบโตไม่ใช่เพราะความพยายามของมนุษย์ แม้จะพยายามกันอย่างมากก็ตาม แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อพวกเขา
ดาเนียลตระหนักถึงความสำคัญของการยกความดีให้พระเจ้า เมื่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์มีความฝันที่เกี่ยวกับอนาคต พระองค์เรียกนักปราชญ์ทุกคนของบาบิโลนให้มาเล่าและตีความฝันนั้น พวกเขาตกใจและท้วงติงว่าไม่มีใครในโลกสามารถทำสิ่งที่พระราชาสั่งได้ และคงต้องใช้พลังที่เหนือธรรมชาติ (ดนล.2:10-11) ดาเนียลเห็นด้วย “ไม่มีนักปราชญ์ หรือหมอดู หรือโหร หรือหมอดูฤกษ์ยามสำแดงความลับลึกซึ่งพระราชาไต่ถามแด่พระองค์ได้ แต่มีพระเจ้าองค์หนึ่งในฟ้าสวรรค์ผู้ทรงเผยความลึกลับทั้งหลาย” (ข้อ 27-28) ท่านทูลขอให้พระเจ้าทรงเผยความฝันแก่ท่านด้วยความเชื่อ เมื่อคำอธิษฐานของท่านได้รับคำตอบ ดาเนียลถ่อมใจและบอกทันทีว่าการตีความนั้นไม่ได้มาจากสติปัญญาของท่านเอง แต่มาจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ (ข้อ 30, 45)
การฉลองความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ควรถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วย สิ่งที่น่ายกย่องชื่นชมในชีวิตของเรานั้น เมื่อมองย้อนกลับไปล้วนมาจากพระองค์
พระเจ้าผู้ช่วยกู้
ใต้ผาหินอันขรุขระในหมู่บ้านโบรร่า ประเทศสก็อตแลนด์ มีแกะตัวหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ มันติดอยู่ในหุบเขาที่ฝั่งหนึ่งรายล้อมด้วยหินสูงชัน และอีกฝั่งเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ แกะตัวนี้ต้องอยู่ลำพังมานานถึงสองปี แม้จะมีความพยายามช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครเข้าถึงมันได้ จนกระทั่งมีชาวนาผู้มุ่งมั่นชื่อแคมมี่ วิลสันและเพื่อนอีกสามคน ทำภารกิจกู้ภัยที่อันตรายนี้ได้สำเร็จ สมาชิกสามคนในทีมค่อยๆไต่ผาลงไป 250 เมตรเพื่อจับตัวมัน พวกเขาใช้รอกและความกล้าหาญอย่างมากที่จะดึงมันออกจากสถานการณ์อันเลวร้าย
ชาวนากับเพื่อนที่มุ่งมั่นและมีใจเมตตานี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาของพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักของเรา ตามที่เยเรมีย์ 23:1-3 บรรยายไว้ ผู้เผยพระวจนะตำหนิผู้นำยูดาห์ที่ทำบาปว่าเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ “ทำลายและกระจายแกะของลานหญ้าของ[พระเจ้า]” (ข้อ 1) พระเจ้าตรัสผ่านเยเรมีย์ว่า เพราะพวกเขาปฏิบัติต่อประชากรของพระองค์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างโหดร้าย พระองค์จะทรง “ลงโทษ” พวกเขา (ข้อ 2 TNCV) พระองค์ทรงเห็นความทุกข์ยากของฝูงแกะของพระองค์ที่กระจัดกระจายไป และทรงเป็นห่วงพวกเขาอย่างยิ่ง พระเจ้าไม่เพียงทรงห่วงใยแต่ยังตรัสด้วยว่า พระองค์จะทรงรวบรวมฝูงแกะของพระองค์ ด้วยความรักจากที่ที่พวกเขาถูกขับไล่ไป และนำพวกเขามายังที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์ (ข้อ 3)
เมื่อเรารู้สึกหลงทาง ติดกับ หรือโดดเดี่ยว พระบิดาในสวรรค์ทรงเห็นความทุกข์ยากของเราและจะไม่ละทิ้งเราไว้เช่นนั้น พระองค์ทรงกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือและฟื้นฟูเรา
เกาะแน่น
เถาแตงโมแผ่ขยายไปทั่วสวนของฉัน มันเลื้อยข้ามทางเดินหิน ไต่รั้ว และที่เลวร้ายที่สุดคือมันพยายามเกาะเกี่ยวและรัดพืชผักที่ฉันชอบ ฉันรู้ว่าสวนจะไม่เจริญงอกงามหากฉันไม่ทำอะไรสักอย่าง ดังนั้นในเย็นวันหนึ่งฉันจึงลงมือคลายเถาพวกนั้นออกจากลำต้นและใบ เมื่อมันเลื้อยมาเกาะอีก ฉันก็คอยดึงมันออกจนกระทั่งในที่สุดพืชผักก็เติบโตและออกผลมะเขือเทศอวบๆ และพริกมันวาว
ความบาปอย่างเช่น ความโลภ ตัณหา และความเกลียดชัง สามารถครอบงำชีวิตของเราเหมือนเถาวัลย์ที่พยายามยึดครองสวนของฉัน หากปล่อยทิ้งไว้ เมล็ดพันธุ์แห่งความคิดผิดๆ อาจเติบโตจนควบคุมความปรารถนาและการประพฤติของเราเหมือน “บาปที่เกาะแน่น” (ฮบ.12:1) และขัดขวางการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรา
ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูหนุนใจเราให้ “ละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่” เพื่อเราจะสามารถ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) การจะหลุดพ้นจากบาปได้นั้น เราจำเป็นต้องยอมรับว่า เราต้องการความช่วยเหลือในการจัดการกับบาป ซึ่งนี่อาจจะเป็นเรื่องยากหากเราบอกตัวเองและผู้อื่นให้เชื่อว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรง
เมื่อเรายอมรับว่ามีปัญหาจากใจจริง พระเยซูทรงยินดีรับคำอธิษฐานสารภาพบาปและยกโทษบาปของเราในทันที (1 ยน.1:9) พระองค์จะทรงสำแดงวิธีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแก่เรา และฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เราเอาชนะสิ่งผูกมัดที่ขัดขวางเราจากการเจริญเติบโต
ฝากไว้กับพระเจ้า
ขณะเกาะอยู่สูงบนหน้าผาจำลองซาราห์รู้สึกตื่นตระหนกเมื่อนิ้วมือที่อ่อนแรงเริ่มจับที่ยึดไม่อยู่ ฉันจะตกกระแทกพื้นแรงแค่ไหนนะ เธอสงสัย
แต่ครูฝึกยังคงตะโกนให้ความมั่นใจจากด้านล่าง ในฐานะ “ผู้ควบคุมเชือกป้องกันตก” ซึ่งคอยดึงปลายเชือกที่ผูกไว้กับเข็มขัดโรยตัวของซาราห์ผ่านรอก น้ำหนักของเขาจะคอยรั้งเธอไว้ถ้าเธอตก “ผมหนักกว่าคุณเยอะ!” เขาตะโกน “แค่ปล่อยมือ”
เธอจึงปล่อยมือแล้วค่อยๆเหวี่ยงตัวออกจากผา และห้อยตัวอยู่กลางอากาศอย่างปลอดภัย
เหตุการณ์นี้ทำให้ซาราห์มีมุมมองใหม่ต่อภาพของพระเจ้าในสดุดี 18:2 “พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์ เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ เป็นพระศิลา...เป็นที่กำบังเข้มแข็งของข้าพระองค์” ซาราห์ได้รู้ว่า “พระเจ้าทรงหนักกว่าปัญหาทั้งหมดของฉันมาก ฉันสามารถปล่อยมือจากความกังวลและความกลัว แล้วพระองค์จะทรงรับฉันไว้”
กษัตริย์ดาวิดร้องบทเพลงจากสดุดี 18 หลังจากที่พระเจ้าทรงช่วยกู้พระองค์จาก “น้ำอันมากหลาย” ซึ่งก็คือ “ศัตรูเข้มแข็ง” ที่กำลังมองหาช่องทางทำให้พระองค์เจอ “วันที่...เกิดภัยพิบัติ (ข้อ 16-18) แม้ปัญหาของพระองค์จะไม่หายไป แต่พระองค์รู้ว่าสามารถไว้วางใจองค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น และพระเจ้าทรงยึดพระองค์ไว้อย่างมั่นคง
มั่นคงในพระประสงค์ของพระเจ้า
ภาพยนตร์สงครามเรื่อง สะพานข้ามแม่น้ำแคว ในปี ค.ศ. 1957 โด่งดังจนแฟนภาพยนตร์พากันไปจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย เพื่อดูสะพานเหล็กของจริง พวกเขาพบสะพานแต่มันไม่ได้ตั้งอยู่บนแม่น้ำแคว ภาพยนตร์เรื่องนี้ใส่ชื่อแม่น้ำผิด! แต่ไม่นานลำน้ำช่วงนั้นของแม่น้ำแม่กลองก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นแควใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้คน
พระเยซูไม่เคยปล่อยให้ความคาดหวังของผู้อื่นทำให้พระราชกิจของพระองค์สั่นคลอน ฝูงชนพากันมาเฝ้าพระองค์เพราะได้ยินว่าพระองค์ทรงสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ (ยน.6:2) เมื่อพวกเขาพบพระองค์และเชื่อว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญา พวกเขาต้องการให้พระองค์เป็นผู้นำกองทัพเพื่อช่วยพวกเขาจากการปกครองของโรมัน ยอห์นบอกว่า “เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง” (ข้อ 15)
แม้จะถูกกดดันให้ช่วยเหลือผู้คนด้วยวิธีการที่พวกเขาต้องการ แต่พระคริสต์ยังทรงมุ่งมั่นทำตามแผนการของพระเจ้าเพื่อช่วยพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ (คส.1:13) ไม่ใช่จากปัญหาในโลกแต่จากอำนาจของ “บาปและความตาย” (รม.8:2)
พระประสงค์ที่ไม่สั่นคลอนของพระเยซูในการจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นแก่เราคือเหตุผลที่เราสามารถวางใจพระองค์ได้ทุกสถานการณ์ เมื่อวิธีการของพระเจ้าไม่ตรงกับความคาดหวังของเรา เราสามารถมั่นใจได้ว่าแผนการของพระองค์ดีกว่าเสมอ เพราะพระประสงค์ของพระองค์ที่จะช่วยเรานั้นจะไม่สั่นคลอน
และพระเจ้าทรงส่ง...ผีเสื้อกลางคืน?
“อ๊ากกกกก!” ลูกสาวของผมกรีดร้อง “พ่ออออออคะ! ขึ้นมานี่เร็ว!”ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันคือผีเสื้อกลางคืน ทุกฤดูใบไม้ผลิ ฝูงแมลงจำนวนมากราวกับฝุ่นจะอพยพจากที่ราบเนแบรสกาไปยังเทือกเขาโคโลราโด และอยู่ที่นั่นในฤดูร้อน เราต้องเตรียมรับมือกับการมาของพวกมันทุกปี และปีนี้ก็เลวร้ายเป็นพิเศษ
สำหรับมนุษย์แล้ว ผีเสื้อกลางคืนถือเป็นศัตรูพืชที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งมักจะบินมาชนหน้าคุณ แต่สำหรับนกมันคืองานเลี้ยง เมื่อลองค้นคว้าข้อมูลดู ผมก็พบว่าผีเสื้อกลางคืนให้สารอาหารชั้นเยี่ยมแก่นกนางแอ่นในภูมิภาคนี้ แม้จะน่ารำคาญเพียงไร แต่ผีเสื้อกลางคืนเหล่านี้ก็เปรียบเสมือน “มานา” สำหรับพวกนก
ผมไม่รู้ว่าที่อิสราเอลในสมัยของพระเยซูมีการอพยพของผีเสื้อกลางคืนหรือไม่ แต่พระคริสต์ตรัสถึงการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูนกที่นั่นในคำเทศนาบนภูเขา “จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” (มธ.6:26)
ฉะนั้นในทุกวันนี้ผมจึงมองผีเสื้อกลางคืนต่างไปจากเดิม คือไม่ใช่ศัตรูพืชที่สกปรก แต่เป็นเครื่องเตือนใจที่มีปีกให้นึกถึงการเลี้ยงดูของพระเจ้าต่อสิ่งทรงสร้างของพระองค์ และเป็นเครื่องหมายที่มีชีวิตซึ่งแสดงถึงการเลี้ยงดูของพระองค์ที่มีต่อผมด้วย ถ้าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูนกนางแอ่นอย่างอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ พระองค์จะทรงดูแลคุณและผมมากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด
เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์
ฟิลลิส วีทลี่ย์ เป็นกวีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ได้ตีพิมพ์ผลงาน เธอใช้หลักการของพระคัมภีร์เพื่อโน้มน้าวผู้เชื่อในพระเยซูให้เลิกทาส วีทล่ีย์เกิดปี ค.ศ. 1753 ในแอฟริกาตะวันตก เธอถูกขายให้พ่อค้าทาสเมื่ออายุเพียงเจ็ดขวบ เธอโดดเด่นอย่างรวดเร็วในฐานะนักเรียนดีเด่น ในที่สุดเธอได้รับอิสระจากการเป็นทาสในปี ค.ศ. 1773 บทกวีและจดหมายของวีทลี่ย์โน้มนำผู้อ่านให้ยอมรับถึงการยืนยันจากพระคัมภีร์เรื่องความเสมอภาคกันของทุกคน เธอเขียนว่า “พระเจ้าทรงปลูกฝังกฎข้อหนึ่งไว้ในอกมนุษย์ทุกคน เราเรียกสิ่งนั้นว่าความรักในอิสรภาพ คือการไม่ทนต่อการกดขี่ และปรารถนาการปลดปล่อย และ...กฎข้อเดียวกันนี้อยู่ในตัวเราด้วย”
ความเสมอภาคต่อพระพักตร์พระเจ้านี้เป็นความจริงที่เปาโลเน้นเมื่อเขียนว่า “จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์” (กท.3:28) เพราะเรา “ทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า...โดยความเชื่อ” (ข้อ 26) ความแตกต่าง เช่น เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ เพศ หรือสถานะทางสังคม ไม่ควรนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในคริสตจักร
แม้เราจะได้รับความรักของพระเจ้าอย่างเสมอภาคกัน เราก็ยังคงต้องต่อสู้ที่จะดำเนินชีวิตในความเสมอภาคนี้ แต่พระคัมภีร์สอนว่าผู้คนที่หลากหลายซึ่งรวมกันเป็นหนึ่งโดยความเชื่อในพระคริสต์นี้จะสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าได้ดีที่สุด และเป็นแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตนิรันดร์ ความเป็นจริงนี้จะช่วยให้เราเฉลิมฉลองในความแตกต่างที่หลากหลายในชุมชนแห่งความเชื่อของเราได้ในเวลานี้
ไม่มีคนธรรมดา
คำแถลงที่ติดอยู่บนผนังธนาคารเพื่อประกาศค่านิยมขององค์กรนั้น สามารถสรุปได้ด้วยคำเดียวว่า ความสุภาพ และเป็นเรื่องน่าชื่นใจที่ผมได้พบกับพนักงานธนาคารที่สุภาพซึ่งช่วยเหลือผมในการทำธุรกรรมที่นั่น!
ในโลกที่โหดร้ายและไร้ความเมตตานี้ การขับเคลื่อนด้วยความสุภาพถือเป็นแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ เราพบแนวคิดนี้ในจดหมายของอัครทูตเปาโลที่เขียนไปถึงทิตัสเพื่อนของท่าน ท่านกำชับทิตัสให้เตือนผู้เชื่อว่า “อย่าว่าร้ายใคร อย่าทะเลาะวิวาท แต่ให้ผ่อนหนักผ่อนเบาและแสดงความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน” (ทต.3:2 THSV11) แนวคิดเรื่องความสุภาพนี้ยังถูกแปลออกมาว่า “รักสงบ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น” (TNCV) หรือ “แสดงอัธยาศัยไมตรีอันดีงาม” (1971)
วิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นจะเผยให้เห็นว่าเรามองพวกเขาเป็นพระฉายของพระเจ้าหรือไม่ ซี.เอส.ลูอิส เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือน้ำหนักแห่งศักดิ์ศรีนิรันดร์ (The Weight of Glory) ว่า “ไม่มีคนธรรมดา” เขาบอก “คุณไม่เคยคุยกับคนธรรมดาเลย” ลูอิสตั้งตารอคอยชีวิตนิรันดร์ ที่ซึ่งเราจะชื่นชมยินดีกับการทรงสถิตของพระเจ้าหรือถูกเนรเทศจากพระองค์เป็นนิจ ดังนั้นเขาจึงเตือนเราว่า “ผู้คนที่เราพูดเล่นด้วย ทำงานหรือแต่งงานด้วย ดูหมิ่นหรือเอาเปรียบ ล้วนต้องพบกับชีวิตอมตะ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตอมตะที่น่ากลัวไปตลอดกาลหรือชีวิตอมตะที่รุ่งโรจน์ชั่วนิรันดร์”
ขอให้เรายอมต่อพระวิญญาณที่จะทรงช่วยให้เราปฏิบัติต่อผู้คนรอบข้างตามที่พวกเขาเป็นจริงๆ คือเป็นพระฉายของพระเจ้า