ขุดหาความหมาย
เรามีลูกสุนัขตัวใหม่ชื่อวินสตัน มันชอบกัด นอน แล้วก็กิน (และทำอย่างอื่นอีกหนึ่งหรือสองอย่าง) อ้อ มันชอบขุดด้วย วินสตันไม่ได้แค่ขุดดินแบบเล่นๆ แต่มันขุดจนเป็นอุโมงค์เหมือนมันกำลังจะหนีออกจากคุก มันควบคุมตัวเองไม่ได้ ดุร้าย และสกปรก
เมื่อไม่นานมานี้ผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมสุนัขตัวนี้ถึงชอบขุดมากมายขนาดนั้น แล้วผมก็นึกได้ว่าผมก็เป็นนักขุดเช่นกัน ผมมีแนวโน้มที่จะ “ขุด” สิ่งต่างๆ มากมายที่ผมหวังว่าจะทำให้ผมมีความสุข มันอาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป การที่ผมหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาความพึงพอใจในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าทำให้ผมกลายเป็นนักขุด การขุดค้นหาความหมายในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าทำให้ตัวผมเลอะเทอะไปด้วยฝุ่นและปรารถนาสิ่งที่มากกว่านั้น
เยเรมีย์ตำหนิอิสราเอลที่เป็นนักขุด โดยพระเจ้าตรัสผ่านท่านว่า “เขาได้ทอดทิ้งเราเสีย...แล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตาย ซึ่งขังน้ำไม่ได้” (ยรม.2:13) พระเจ้าทรงตีสอนประชากรของพระองค์ที่ไม่สนใจจะแสวงหาพระองค์ พวกเขาขุดบ่อน้ำของตัวเองเพื่อดับความกระหายที่ลึกที่สุด แต่พระเจ้าเตือนพวกเขาว่าพระองค์เท่านั้นที่เป็น “แหล่งน้ำเป็น” (ข้อ 13) ในยอห์นบทที่ 4 พระเยซูทรงมอบน้ำธำรงชีวิตนี้ให้กับผู้หญิงที่บ่อน้ำ ซึ่งเธอก็ได้ไปขุดหาน้ำจากแหล่งอื่นมาก่อนหน้านี้แล้ว (ข้อ 10-26)
เราทุกคนล้วนเป็นนักขุดในบางครั้ง แต่ด้วยพระทัยกรุณาของพระเจ้า พระองค์ประสงค์จะแทนที่การขุดที่ไร้ผลของเรา โดยการเติมเต็มเราด้วยน้ำของพระองค์ ซึ่งเป็นแหล่งเดียวที่จะดับความกระหายที่ลึกที่สุดในจิตวิญญาณของเราได้
วิ่งแข่งไปกับพระคริสต์
ทอมวัยเจ็ดขวบ รู้สึกชื่นชมกับถ้วยรางวัลแวววาวมากมายของพ่อที่วางอยู่บนหิ้ง ซึ่งได้มาจากการวิ่งแข่งต่างๆของโรงเรียน เขาคิดว่าผมอยากได้ถ้วยแบบนี้สักอันไว้ในห้องนอนของผม จึงถามว่า “พ่อครับ ผมขอถ้วยรางวัลของพ่อสักอันได้มั้ยครับ” ผู้เป็นพ่อตอบด้วยความประหลาดใจว่า “ไม่ได้หรอกทอม นั่นเป็นถ้วยของพ่อ พ่อได้รับมันมา ลูกต้องได้มันมาด้วยตัวเอง” จากนั้นพวกเขาก็วางแผนด้วยกันว่า หากทอมสามารถวิ่งไปรอบตึกได้ภายในเวลาที่กำหนด (เขารู้ว่าลูกชายของเขาทำได้) พ่อจะเป็นคนมอบถ้วยรางวัลให้เอง ทอมฝึกซ้อมตามคำแนะนำของพ่อ และหนึ่งสัปดาห์ต่อมาพ่อของเขาก็ส่งเสียงเชียร์ในขณะที่เขาวิ่งมาถึงจุดหมายได้ภายในเวลาที่กำหนด ทอมเรียนรู้บทเรียนในเรื่องการมีวินัยในตนเองและการฝึกอย่างหนัก และพ่อของเขาแสดงความยินดีกับเขาด้วยการให้รางวัล
สุภาษิต 1:8 หนุนใจให้เด็กๆ “ฟังคำเตือนของพ่อเจ้า” พ่อของทอมยังสอนถึงการวิ่งแข่งของชีวิตไปกับพระเยซูและฟังการทรงนำของพระองค์ เขาสอนทอมให้เลือก “ความชอบธรรม ความยุติธรรมและความเที่ยงธรรม” (ข้อ 3) ตามที่ผู้เป็นบิดาในสุภาษิตสอนไว้ คำสอนของพ่อนั้นเป็น “มงคลงามสวมศีรษะ...เป็นจี้ห้อยคอ” (ข้อ 9) ที่ล้ำค่า
คุณอาจไม่มีพ่อฝ่ายโลกที่คอยสั่งสอนคุณเรื่องการวิ่งแข่งไปด้วยกันกับพระคริสต์ แต่พระเจ้าสามารถนำคุณไปหาพี่เลี้ยงที่สามารถส่งต่อสติปัญญาของพวกเขาให้กับคุณได้ หรือบางทีพระเจ้าอาจจะกำลังเรียกคุณให้เลี้ยงดูใครสักคน พระองค์จะนำทางคุณเมื่อคุณมีใจกระตือรือร้นต่อผู้อื่นในการวิ่งแข่งของชีวิต
การปรนนิบัติพระเจ้าในแต่ละฤดูกาล
หลังจากใช้เวลาในการดูแลคาเลบอยู่หลายปี มาร์ครู้สึกผิดหวังเมื่อทราบว่าผู้นำคริสตจักรได้มอบหมายอีกคนหนึ่งให้มาเป็นพี่เลี้ยงของชายหนุ่มคนนี้ ผู้นำกล่าวว่า “ในที่สุด คาเลบก็มีพี่เลี้ยง”
พวกเขาคิดว่าผมทำอะไรตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ มาร์คสงสัย แม้ว่าเขาจะไม่ได้คาดหวังรางวัลหรือการยอมรับ แต่เขาก็อดรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมาคาเลบบอกว่ามาร์คได้เข้ามาในชีวิตของเขาในเวลาที่เขาต้องการการทรงนำฝ่ายวิญญาณมากที่สุด เมื่อได้ยินคำพูดหนุนใจนี้มาร์คจึงตระหนักในทันทีว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานของประทานที่เฉพาะเจาะจงให้กับผู้เชื่อในพระเยซูเพื่อรับใช้พระองค์ในแบบที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น และพระองค์เป็นผู้กำหนดเวลา
ใน 1 โครินธ์ 12:4-31 เปาโลเน้นย้ำถึงคุณค่าของอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ คือ คริสตจักร ซึ่งมีของประทาน บทบาท และหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแตกต่างกัน และในบทที่ 3 ท่านได้เตือนเราให้ระลึกถึงพระองค์ผู้เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของผลลัพธ์ทั้งปวงว่า “ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต” (ข้อ 6)
เราแต่ละคนอาจได้รับโอกาสและฤดูกาลที่พิเศษในการทำงานของพระเจ้า พระเจ้าไม่เหมือนกับมนุษย์ พระองค์ไม่เคยเปรียบเทียบสิ่งที่เราทำกับคนอื่นเพราะทรงรักเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว ขอให้เราจับตาและมุ่งความสนใจไปยังการทำสิ่งที่ดีที่สุดในฤดูกาลที่พระเจ้าประทานแก่เรา โดยพึ่งพาในกำลังและฤทธิ์อำนาจที่พระองค์ประทานให้เราอย่างเต็มที่ และไม่ต้องกังวลว่าผู้อื่นจะประสบความสำเร็จอย่างไรในเวลาและวิธีการของพวกเขา
ชีวิตในพระคริสต์
ครอบครัวหนึ่งซึ่งขาดการติดต่อกับไทเลอร์ผู้เป็นทั้งลูกชายและน้องชายของพวกเขา ได้รับโกศที่บรรจุเถ้ากระดูกของเขา เขาเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดด้วยวัยเพียงยี่สิบสองปี เป็นเวลาหลายปีที่ไทเลอร์ต้องรับมือกับผลเสียจากการเสพยาและการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ก่อนที่จะมีรายงานว่าเขาใช้ยาเกินขนาดนั้น เขาเลิกยาได้หลังจากใช้เวลาอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวและเข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พบสิ่งที่น่าตกใจว่า แท้จริงแล้วไทเลอร์ยังมีชีวิตอยู่! พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่า ชายหนุ่มอีกคนที่เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดเป็นไทเลอร์ หลังจากที่กลับมาอยู่กับครอบครัวและครุ่นคิดถึงการเสียชีวิตของชายหนุ่มคนนั้น ไทเลอร์ก็กล่าวว่า “นั่นอาจจะเป็นตัวผมเอง”
ครั้งหนึ่งคนอิสราเอลก็ได้รู้ถึงความตายของตัวเอง แม้ว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ ในบทเพลงแห่งการคร่ำครวญ ผู้เผยพระวจนะอาโมสได้ร้องเพลงบทนี้ให้ประชากรที่กบฏของพระเจ้าฟัง “พรหมจารีอิสราเอล ล้มลงแล้ว และจะไม่ลุกขึ้นอีก” (อมส.5:2) ถ้อยคำเหล่านี้กระตุกความสนใจของพวกเขา พวกเขาตายแล้วหรือ! แต่ผู้เผยพระวจนะพูดถ้อยคำแห่งการหนุนน้ำใจที่พระเจ้าพระองค์เองตรัสว่า “จงแสวงหาเราและดำรงชีวิตอยู่” และ “จงแสวงหาความดี...พระเจ้าจอมโยธาจึงทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 4, 14) แม้ว่าอิสราเอลจะตายแล้วในการบาป แต่พระองค์ทรงเชื้อเชิญพวกเขาให้หันกลับมาหาพระองค์และพบชีวิต
ขณะเมื่อเราจัดการกับบาปของตัวเองนั้น ให้เราสารภาพและนำมันไปมอบให้กับพระองค์ผู้ทรงรักและให้อภัยเรา พระเจ้าจะทรงนำเราด้วยความรัก ให้พ้นจากความตายไปสู่ชีวิต (ยน.5:24)
พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่น
เมื่อมีคนมาแจ้งกับย่าของฉันว่าปู่น่าจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราแอบกังวลว่าเธอจะว้าวุ่นใจและเป็นกังวล “คุณรู้สึกกังวลมั้ย” มีคนถามเธอโดยคิดว่าเธออาจจะอยากถามถึงอาการของสามี หรืออาจมีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยอาการที่สงบว่า “ไม่เลย ฉันรู้ว่าเขากำลังจะไปไหน และพระเจ้าจะสถิตอยู่กับเขาที่นั่น”
คำพูดของเธอที่ว่าพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับสามีของเธอนั้นสะท้อนถึงสิ่งที่กษัตริย์ดาวิดประพันธ์ไว้ในสดุดี 139 ที่บอกว่า “ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตที่นั่น” (ข้อ 8)
แม้การทรงสถิตอยู่ด้วยอย่างแน่นอนของพระเจ้าที่บรรยายไว้ในสดุดี 139 จะแฝงคำเตือนที่ว่า เราไม่สามารถรอดพ้นจากพระวิญญาณของพระองค์ได้ไม่ว่าเราจะหนีไปที่ใดก็ตาม แต่พระธรรมตอนนี้ยังนำการปลอบประโลมอย่างมากมายังผู้ที่รักพระองค์และแสวงหาความมั่นใจในการทรงสถิตของพระองค์ “ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์” (ข้อ 7) ในฐานะประชากรที่ได้รับการไถ่ของพระเจ้า เราวางใจได้ว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด พระองค์จะทรงอยู่ที่นั่นเพื่อนำทางเราและโอบอุ้มเราไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ (ข้อ 10)
เมื่อเราเดินผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากและน่าวิตก และรู้สึกว่าพระเจ้าไม่สถิตอยู่ด้วย เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่กับคนที่พระองค์ทรงรักและรักพระองค์ ขอให้ความรู้ในเรื่องการทรงสถิตอันแน่นอนของพระเจ้านี้ นำการปลอบประโลมและความหวังที่คุณต้องการมาให้กับคุณในวันนี้
ตื่นตระหนกอยู่ในถ้ำ
มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นสามคนที่ต่อมอะดรีนาลีนกำลังพลุ่งพล่านถูกนำมาปล่อยในระบบใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อกับถ้ำของช้างแมมมอธ โดยมีลุงแฟรงค์นักสำรวจถ้ำผู้มากด้วยประสบการณ์และคุ้นเคยกับส่วนต่างๆของถ้ำเป็นอย่างดี ไปกับพวกเขาด้วย เขารู้จุดที่ถูกนำมาหย่อนและจุดที่อันตราย และจะคอยเรียกเด็กทั้งสามคนตลอดเวลาว่า “เด็กๆตามฉันมาทางนี้!” กระนั้นเด็กหนุ่มยิ่งเดินห่างออกไปเรื่อยๆ
ลุงแฟรงค์หรี่ไฟที่อยู่บนศีรษะลงและตัดสินใจที่จะเงียบ ในไม่ช้าเด็กๆก็ตระหนักว่าพวกเขาพลัดหลงกับคนนำทางแน่แล้ว พวกเขาตะโกนเรียกชื่อลุงแฟรงค์ด้วยความตื่นตระหนก ไม่มีเสียงตอบ ในที่สุดพวกเขาก็มองเห็นแสงไฟบนศีรษะของลุงที่กะพริบอยู่แต่ไกล พวกเขารู้สึกโล่งอกและสงบลงทันที! ตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะเดินตามคนนำทาง
เรื่องที่เกิดขึ้นจริงนี้เปรียบได้กับวิธีที่เราปฏิบัติต่อของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เส้นทางที่วกวนลวงเราให้ออกห่างจากเสียงเรียกให้ติดตามพระองค์ผู้ที่ตรัสว่า “จงตามเรามา” (มธ.16:24) เสียงนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ในบุตรแต่ละคนของพระเจ้า (กจ.2:38-39)
พระวิญญาณของพระเจ้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเรา แต่เราอาจเพิกเฉยต่อพระองค์ เปาโลเตือนว่า “อย่าดับพระวิญญาณ” (1ธส.5:19) แต่ “จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” และ “ขอบพระคุณในทุกกรณี” (ข้อ 16-18) โดยการทำเช่นนั้น เราจะอยู่ใกล้กับผู้นำทางของเราคือ “พระเจ้าแห่งสันติสุข” ผู้ทรงทำให้เรา “หมดจด” (ข้อ 23) ไม่ใช่ตัวเราทำเอง แต่เป็นการงานของพระองค์ ดังที่เปาโลย้ำเตือนว่า “พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นสัตย์ซื่อ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ” (ข้อ 24)
คำอธิษฐานที่สิ้นหวัง
ในปี 2011 แครี่ แพ็คการ์ดและลูกสาวของเธอกำลังเก็บของเพื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ จู่ๆแครี่ก็ล้มลงและหัวใจหยุดเต้น แพทย์ช่วยแครี่ให้ฟื้นขึ้นมาแต่เธอก็มีอาการแย่ลงตลอดทั้งคืน เคร็กสามีของเธอได้รับแจ้งให้โทรหาคนในครอบครัวเพื่อกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาอธิษฐานแบบที่เคร็กเรียกว่า “คำอธิษฐานที่สิ้นหวัง”
เราอธิษฐานด้วยความสิ้นหวังในช่วงวิกฤติบ่อยแค่ไหน มารธากับมารีย์ทำเช่นนั้น พวกเธอส่งสารถึงพระเยซูด้วยความสิ้นหวัง บอกว่าลาซารัสน้องชายของพวกเธอ “ผู้ที่พระองค์ทรงรัก” กำลังป่วยหนัก (ยน.11:3) ในที่สุดเมื่อพระคริสต์เสด็จมาถึงลาซารัสเสียชีวิตไปสี่วันแล้ว มารธาบอกพระเยซูด้วยความปวดร้าวว่า “ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย” (ข้อ 21) เธอรู้ว่าพระคริสต์ทรงรักษาคนป่วยให้หายได้ แต่ไม่นึกว่าพระองค์จะมีอำนาจเหนือความตาย แน่นอนว่าพระเยซูเรียกลาซารัสให้ฟื้นขึ้นจากความตาย ซึ่งเป็นภาพที่เล็งถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์เองในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
แครี่เสียชีวิตแล้วอย่างเป็นทางการ แต่พระเจ้าทรงทำให้เธอกลับมีชีวิตอีกครั้งอย่างอัศจรรย์ จากเรื่องราวของทั้งแครี่และลาซารัส เป็นเรื่องง่ายที่เราจะพลาดประเด็นสำคัญที่ว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่เราไม่อาจรู้ได้ พระองค์ไม่ได้รักษาทุกคนหรือทำให้คนตายทุกคนกลับมีชีวิต แต่พระองค์ให้คำยืนยันที่เกินความเข้าใจแก่เราว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก” (ข้อ 25) ในฐานะผู้เชื่อ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเรารู้ว่าเราจะได้อยู่กับพระเยซู นั่นอาจจะช่วยให้คำอธิษฐานที่สิ้นหวังของเราสิ้นหวังน้อยลง
การเติบโตในพระเจ้า
ในช่วงปีแรกๆของการเป็นนักเขียนคริสเตียน เกลมักจะได้รับของขวัญจากสำนักพิมพ์ของเธอบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นช่อดอกไม้ ช็อกโกแลต หรือกล่องชาสมุนไพร ซึ่งล้วนแต่เป็นของดีๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสำนักพิมพ์ของเธอเริ่มส่งของขวัญซึ่งมีคุณค่าที่เป็นนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นพระคัมภีร์ หนังสือเฝ้าเดี่ยว หรือสมุดบันทึกคำอธิษฐานสำหรับหนึ่งปี เมื่อเธอใช้สิ่งเหล่านี้ เกลก็เริ่มเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณมากขึ้นและไม่ถูกทำให้ไขว้เขวด้วยของขวัญที่มีราคา และเธอเริ่มมีความมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะใช้ชีวิตเพื่อนำผู้อื่นมาหาพระคริสต์
วิธีการนี้ทำให้นึกถึงการเติบโตของทิโมธีภายใต้การเลี้ยงดูของอัครทูตเปาโล ผู้ซึ่งเน้นย้ำถึงความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ โดยบอกว่า “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (2 ทธ.2:15)
เปาโลกล่าวต่อไปว่า “จงหลีกเสียจากคำสอนที่ไร้คุณธรรม เพราะคำอย่างนั้นจะนำคนไปสู่อธรรมมากยิ่งขึ้น” (ข้อ 16) และกล่าวอีกว่า “จงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม...อย่าข้องแวะกับปัญหาอันโง่เขลาและไม่เป็นสาระ...ผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน เป็นครูที่เหมาะสมและมีความอดทน” (ข้อ 22-24)
คำแนะนำอันชาญฉลาดของเปาโลทำให้ผู้เชื่อได้รับประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง แม้แต่ฝ่ายตรงข้ามกับพระคริสต์เมื่อได้เห็นความเป็นผู้ใหญ่ของเรา พวกเขาก็อาจจะ “มาถึงซึ่งความจริงและหลุดพ้นบ่วงของมาร ผู้ซึ่งดักจับเขาไว้” (ข้อ 26) ดังนั้น การ “เติบโต” ในพระเจ้าจึงมีผลนิรันดร์ที่ไม่ได้จบแค่ตัวเราเอง ขออย่ารอช้าที่จะเติบโตในความเชื่อ เพื่อผู้อื่นจะได้รับประโยชน์จากเราด้วย
การเลือกกับผลที่ตามมา
ในปีค.ศ. 1890 ยูจีน ชิฟเฟลิน ผู้ศึกษาเรื่องนกสมัครเล่น ตัดสินใจปล่อยนกกิ้งโครงพันธุ์ยุโรปจำนวนหกสิบตัวเข้าไปในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค นครนิวยอร์ค แม้จะมีคนเคยนำนกชนิดนี้มาปล่อยหลายสายพันธุ์แล้ว แต่นกกิ้งโครงที่ชิฟเฟลินปล่อย เป็นสายพันธุ์ที่มีการบันทึกว่าสามารถทำรังได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมีนกกิ้งโครงประมาณ 85 ล้านตัวบินว่อนไปทั่วยุโรป น่าเสียดายที่พวกมันได้รุกรานและขับไล่ประชากรนกพื้นเมืองออกไป แล้วยังแพร่โรคไปยังวัว และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึงแปดร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี ชิฟเฟลินไม่คิดว่าการตัดสินใจของตนจะสร้างความเสียหายสูงถึงเพียงนี้
การตัดสินใจเลือกสามารถส่งผลเสียร้ายแรงตามมา แม้จะได้รับคำเตือนแล้ว แต่อาดัมกับเอวาคิดไม่ถึงว่าการเลือกของพวกเขาจะนำหายนะมาถึงสิ่งทรงสร้างทั้งหมด พระเจ้าบอกพวกเขาว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด” (ปฐก.2:16) ยกเว้นผลของต้นไม้ที่อยู่ “กลางสวน” (3:3) แต่เมื่อถูกงูล่อลวง “[เอวา]จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน” (ข้อ 6) จากนั้นอาดัมก็ทำตามโดยตัดสินใจกินผลไม้ต้องห้ามนั้น การทำลายล้าง ใจที่แตกสลาย และหายนะมากมายเกิดขึ้นเพราะการเลือกเพียงครั้งเดียว
ทุกครั้งที่เราเพิกเฉยต่อสติปัญญาของพระเจ้าและเลือกเส้นทางอื่น เราก็เชื้อเชิญความหายนะเข้ามา การเลือกของเราอาจดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญ หรือส่งผลเฉพาะเราเท่านั้น แต่ความเข้าใจอันจำกัดหรือความปรารถนาเพียงชั่วครู่สามารถนำเราเข้าสู่โลกแห่งปัญหาได้อย่างง่ายดาย ส่วนการเลือกทางของพระเจ้าจะนำเราไปสู่ชีวิตและความเจริญรุ่งเรือง