ความเชื่อกับความสงสัย
หมิงเต็กตื่นขึ้นด้วยอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและคิดว่าเขาคงเป็นไมเกรนเช่นเคย แต่เมื่อลุกขึ้นจากเตียงเขาก็ทรุดลงบนพื้น เขาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์แจ้งว่าเขาเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หลังพักฟื้นได้สี่เดือน เขาสามารถใช้ความคิดและพูดคุยได้เหมือนเดิมแต่ยังคงเดินโขยกเขยก เขาต้องต่อสู้กับความรู้สึกสิ้นหวังบ่อยๆ แต่เขาก็ได้รับการปลอบประโลมจากพระธรรมโยบอย่างมาก
โยบสูญเสียทรัพย์สมบัติและลูกๆไปในชั่วข้ามคืน แม้จะได้รับข่าวที่ทำให้เจ็บปวดใจ แต่สิ่งแรกที่ท่านทำคือมองดูที่พระเจ้าด้วยความหวัง และสรรเสริญพระองค์ผู้เป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่ง ท่านยอมรับในการทรงครอบครองของพระเจ้าแม้ในช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย (โยบ1:21) เราประหลาดใจในความเชื่ออันเข้มแข็งนี้ แต่โยบก็ต้องต่อสู้กับความสิ้นหวังเช่นกัน เมื่อสุขภาพท่านย่ำแย่ลง (2:7) ท่านก็สาปแช่งวันที่ท่านเกิดมา (3:1) ท่านบอกเพื่อนและพระเจ้าตรงๆถึงความเจ็บปวดของตน แต่ในที่สุดท่านก็ยอมรับว่า ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า (13:15; 19:25-27)
ในความทุกข์ทรมาน เราอาจพบตัวเองเปลี่ยนไปมาระหว่างความรู้สึกสิ้นหวังและความหวัง ความสงสัยและความเชื่อ พระเจ้าไม่ต้องการให้เราแสดงความกล้าหาญขณะเผชิญความทุกข์ยาก แต่ทรงเชื้อเชิญให้เราเข้ามาหาพระองค์พร้อมกับคำถาม แม้บางครั้งความเชื่อเราอาจไม่มากพอ แต่เราวางใจได้ว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อเสมอ
ชายที่พูดไม่ได้
บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในเมืองเบลีซ ชายบนรถเข็นกำลังนั่งฟังเด็กนักเรียนมัธยมชาวอเมริกันขับร้องเพลงเกี่ยวกับพระเยซูอย่างมีความสุข หลังจากนั้นวัยรุ่นบางคนพยายามสื่อสารกับเขา แต่กลับพบว่าชายผู้นี้พูดไม่ได้โรคเส้นเลือดในสมองแตกทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการพูดไป
เมื่อไม่สามารถสนทนากันได้ พวกเด็กๆจึงตัดสินใจร้องเพลงให้เขาฟัง เมื่อพวกเขาเริ่มร้องเพลง สิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น ชายที่พูดไม่ได้เริ่มร้องเพลง เขาร้องเพลง “พระเจ้ายิ่งใหญ่” ด้วยเสียงอันดังพร้อมกับเพื่อนใหม่ของเขา ด้วยความกระตือรือร้น
เป็นช่วงเวลาอันยอดเยี่ยมสำหรับทุกคน ความรักที่ชายผู้นี้มีต่อพระเจ้าได้ทำลายกำแพงและนำมาซึ่งการนมัสการที่มาจากใจและเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดี
เราต่างก็มีอุปสรรคในการนมัสการในบางครั้ง อาจจะเป็นปัญหาด้านความสัมพันธ์หรือการเงิน หรืออาจจะเป็นหัวใจที่เย็นชากับพระเจ้า
สิ่งที่เกิดขึ้นกับชายผู้นี้ย้ำเตือนเราว่า ฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้านั้นสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างได้ “พระองค์เจ้าข้า ข้าเฝ้ามองดูด้วยยำเกรง เพราะพระองค์เองเป็นผู้สร้างจักรวาล!”
คุณกำลังมีปัญหาในการนมัสการหรือไม่ จงใคร่ครวญถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าโดยอ่านข้อพระคำ เช่น สดุดี 96 แล้วคุณจะพบเช่นกันว่าอุปสรรคขัดขวางจะถูกแทนที่ด้วยการสรรเสริญ
คนกลางในการอธิษฐาน
บ่ายวันเสาร์หนึ่ง ฉันและครอบครัวแวะรับประทานกลางวันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ขณะที่บริกรวางมันฝรั่งทอดกรอบและเบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่ลงบนโต๊ะ สามีฉันเหลือบตามองและถามชื่อเขา ก่อนจะพูดต่อว่า “ครอบครัวเราจะอธิษฐานร่วมกันก่อนรับประทานอาหาร คุณมีอะไรอยากให้เราอธิษฐานเผื่อมั้ยครับวันนี้” อัลเลน คือชื่อเขาที่เรารู้แล้ว มองดูเราอย่างประหลาดใจและกังวลเขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกว่า เขาต้องอาศัยนอนบนโซฟาของเพื่อนทุกคืน รถของเขาก็เพิ่งเสีย และเขาไม่มีเงินเลย
ขณะที่สามีฉันทูลขอพระเจ้าอย่างเงียบๆ ให้ทรงจัดเตรียมสำหรับอัลเลนและสำแดงถึงความรักของพระองค์ ฉันคิดว่าการเป็นคนกลางอธิษฐานของเราคล้ายกับเวลาที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรับเรื่องที่เราร้องทูลและนำเราไปเชื่อมต่อกับพระเจ้า เมื่อเราตระหนักว่าไม่อาจจัดการกับชีวิตของเราได้ด้วยตัวเอง หรือเมื่อเราไม่รู้จะพูดอะไรกับพระเจ้า “พระวิญญาณทรงอธิษฐานขอเพื่อธรรมิกชน” (รม.8:27) สิ่งที่พระวิญญาณอธิษฐานนั้นเป็นสิ่งที่ลี้ลับ แต่เรามั่นใจได้ว่าสิ่งนั้นจะสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตเรา
ครั้งต่อไปที่คุณอธิษฐานขอการทรงนำ การจัดเตรียม และการปกป้องของพระเจ้าในชีวิตของผู้อื่น ขอให้การกระทำด้วยใจกรุณานั้นย้ำเตือนให้คุณรู้ว่าความต้องการฝ่ายวิญญาณของคุณเองก็กำลังถูกยกขึ้นต่อพระเจ้า ผู้ทรงรู้จักชื่อและใส่ใจในปัญหาของคุณเช่นกัน
การอภัยที่เป็นไปไม่ได้
ผู้ปลดปล่อยพบคำอธิษฐานนี้ถูกขยำจนยับยู่ยี่อยู่ในซากศพของผู้เสียชีวิตในค่ายกักกันราเวนส์บรูก ซึ่งพวกนาซีได้ฆ่าผู้หญิงเกือบ 50,000 คน: ข้าแต่พระเจ้า โปรดอย่าทรงจดจำเฉพาะชายหญิงที่มีจิตใจดี แต่ระลึกถึงผู้ที่คิดร้ายด้วย โปรดอย่าจดจำความทุกข์ที่พวกเขาทำกับเรา แต่ขอระลึกถึงผลที่เกิดเป็นคำขอบพระคุณจากความทุกข์เหล่านั้น คือมิตรภาพ ความภักดี ความถ่อมใจ ความกล้าหาญ ความเอื้ออาทร และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อพวกเขา เข้าสู่การพิพากษา ขอโปรดให้ผลที่ออกมาทั้งหมดเป็นการให้อภัยกับพวกเขา
ฉันไม่อาจจินตนาการถึงความกลัวและเจ็บปวดที่หญิงผู้ถูกทารุณนี้ได้รับ ฉันนึกไม่ออกว่าเธอต้องมีใจเมตตาเพียงใดถึงเขียนคำอธิษฐานนี้ได้ เธอทำในสิ่งที่เราคิดไม่ถึง คือแสวงหาการอภัยจากพระเจ้าให้กับผู้ที่ข่มเหงเธอ
คำอธิษฐานนี้สะท้อนถึงคำอธิษฐานของพระคริสต์ หลังทรงถูกใส่ร้าย ล้อเลียน ทุบตี และทำให้อับอายต่อหน้าฝูงชน พระเยซูทรงถูก “ตรึง...พร้อมกับผู้ร้ายสองคน” (ลก.23:33) การถูกตรึงในสภาพที่อ่อนแรงหายใจรวยริน ทำให้ฉันคาดหวังว่าพระองค์จะประกาศคำพิพากษาเหนือผู้ที่ทรมานพระองค์ และทูลขอการแก้แค้นและความยุติธรรมจากพระเจ้า แต่พระเยซูกลับอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นซึ่งขัดแย้งกับแรงผลักดันที่อยู่ภายในมนุษย์ทุกคน “โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่าเขาไม่รู้ว่า เขาทำอะไร” (ข้อ 34)
สิ่งที่พระเยซูทำนั้นดูเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ได้ทรงยกโทษให้กับเรา การอภัยที่เป็นไปไม่ได้นั้นไหลล้นออกมาอย่างเสรีโดยพระคุณของพระเจ้า
กำลังสำหรับเดินทางต่อ
ฤดูร้อนวันหนึ่ง ฉันต้องรับมือกับภารกิจที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ เมื่อกำหนดส่งงานเขียนชิ้นสำคัญกำลังใกล้เข้ามาทุกที ฉันพยายามวันแล้ววันเล่าที่จะเค้นตัวหนังสือออกมา ฉันรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้และอยากยอมแพ้ เพื่อนที่ฉลาดคนหนึ่งถามฉันว่า “ครั้งสุดท้ายที่คุณรู้สึกสดชื่นคือเมื่อไหร่ คุณอาจต้องพักและหาอะไรอร่อยๆ ทานบ้าง”
ฉันรู้ทันทีว่าเธอพูดถูก คำแนะนำของเธอทำให้ฉันคิดถึงเอลียาห์และข่าวที่น่ากลัวซึ่งรับจากเยเซเบล (1 พกษ.19:2) แม้งานเขียนของฉันจะเทียบไม่ได้กับประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ของผู้เผยพระวจนะ หลังเอลียาห์เอาชนะผู้เผยพระวจนะเท็จบนภูเขาคารเมล เยเซเบลก็ส่งสารมาว่านางจะไล่ล่าและฆ่าท่าน เอลียาห์สิ้นหวังและรอความตาย จากนั้นท่านหลับสนิทและมีทูตสวรรค์มาเยี่ยมพร้อมนำอาหารมาให้ถึงสองครั้ง หลังจากที่พระเจ้าทรงฟื้นฟูกำลังกายของท่าน ท่านก็มีกำลังเดินทางต่อไปได้
เมื่อ “ทางเดินนั้นจะเกินกำลัง” ของเรา (ข้อ 7) เราอาจต้องหยุดพักและเพลิดเพลินกับอาหารที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อเราหมดแรงหรือหิว เราจะยอมแพ้ต่อความผิดหวังหรือความกลัวได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อพระเจ้าทรงตอบสนองความต้องการทางร่างกายของเราผ่านทางทรัพยากรของพระองค์ในโลกที่หลงหายนี้ เราก็สามารถก้าวต่อไปในการรับใช้พระองค์
สุริยุปราคา
ฉันเตรียมพร้อมสำหรับสุริยุปราคา โดยมีทั้งอุปกรณ์ป้องกันตา ทำเลที่ดูได้ชัด และขนมไหว้พระจันทร์แบบโฮมเมด เช่นเดียวกับผู้คนหลายล้านในสหรัฐ ครอบครัวฉันเฝ้าดูปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยากนี้ เมื่อเงาของดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์จนมิด
สุริยคราสทำให้เกิดความมืดในช่วงบ่ายของฤดูร้อนที่มักมีแดดจ้า แม้สุริยคราสจะเป็นการฉลองที่สนุก และเตือนให้เราระลึกถึงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเหนือสิ่งทรงสร้าง (สดด.135:6-7) แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความมืดที่เกิดขึ้นระหว่างวันถูกมองว่าผิดปกติและเป็นลางไม่ดี (อพย.10:21; มธ.27:45) เป็นสัญญาณบอกถึงสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น
นี่คือความมืดที่อาโมสผู้เผยพระวจนะในยุคการแยกอาณาจักรในอิสราเอลโบราณหมายถึง ท่านเตือนอาณาจักรเหนือว่า จะถูกทำลายหากยังหันหลังให้พระเจ้า ซึ่งหมายสำคัญคือ“เราจะกระทำให้ดวงอาทิตย์ตกในเวลาเที่ยงวัน กระทำให้โลกมืดไปในกลางวันแสกๆ” (อมส.8:9)
แต่พระประสงค์และเป้าหมายสูงสุดของพระเจ้าทั้งอดีตและปัจจุบันคือ การแก้ไขทุกสิ่งให้ถูกต้อง แม้ผู้คนจะถูกเนรเทศ แต่พระเจ้าสัญญาว่าวันหนึ่งจะทรงนำคนที่เหลืออยู่กลับมายังเยรูซาเล็มและจะ “ตั้งขึ้นใหม่และซ่อมช่องชำรุดต่างๆเสียและยกที่ปรักหักพังขึ้น” (9:11)
เมื่อชีวิตมืดมนที่สุดเหมือนอิสราเอล เราอุ่นใจที่รู้ว่าพระเจ้ากำลังทำการเพื่อนำแสงสว่างและความหวังกลับมาสู่ทุกคน (กจ.15:14-18)
ผู้ทรงมองเห็น
โอ้ ไม่นะ!” เสียงภรรยาของผมดังขึ้นเมื่อเธอก้าวเข้าไปในครัว ในเวลาเดียวกันกับที่เจ้า “แม็กซ์” สุนัขพันธ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ น้ำหนัก 90 ปอนด์ กำลังกระโจนออกจากห้อง
ขาแกะชิ้นที่อยู่ใกล้กับขอบของเคาน์เตอร์ ถ้าเจ้าแม็กซ์เขมือบจนเหลือแต่กระทะที่ว่างเปล่า มันพยายามเข้าไปซ่อนใต้เตียง แต่เข้าไปได้แค่หัวกับไหล่ ส่วนสะโพกและหางยังโผล่ออกมา
“โอ้ แม็กซ์” ฉันบ่น “‘บาป’ ของแกจะตามแกจนทัน” ฉันยืมวลีนี้มาจากโมเสสเมื่อท่านเตือนชาวอิสราเอลสองเผ่า ให้เชื่อฟังพระเจ้าและรักษาคำสัญญาของพวกเขาท่านบอกพวกเขาว่า “แต่ถ้าท่านทั้งหลายมิได้กระทำเช่นนี้ ดูเถิด ท่านทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเจ้า จงรู้แน่เถิดว่า บาปของท่านก็ตามทัน” (กดว.32:23)
บาปอาจทำให้รู้สึกดีอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่จะสร้างความเจ็บปวดที่สุดให้ด้วยการถูกแยกขาดจากพระเจ้า โมเสสเตือนประชาชนว่าพระเจ้าไม่เคยมองพลาด ดังที่ผู้เขียนพระคัมภีร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ทุกสิ่งปรากฏแจ้งต่อพระองค์ ผู้ซึ่งเราต้องสัมพันธ์ด้วย” (ฮบ.4:13)
แม้จะทรงมองเห็นทุกสิ่ง แต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ยังทรงนำเราด้วยความรักให้เราสารภาพบาป กลับใจ (หันจากบาป) และเดินกับพระองค์อย่างถูกต้อง (1 ยน.1:9) ขอให้เราติดตามพระองค์ด้วยความรักในวันนี้
ความทรงจำของชุมชน
ในหนังสือศรัทธาที่ไม่หยุดนิ่ง นักศาสนศาสตร์ริชาร์ด มูว์พูดถึงความสำคัญของการจดจำบทเรียนในอดีต เขาอ้างคำพูดของโรเบิร์ต เบลลาห์ นักสังคมวิทยาที่ว่า “ประเทศที่แข็งแรงจะต้องเป็น ‘ชุมชนแห่งความทรงจำ’” เบลลาห์ขยายหลักการนี้ไปยังความสัมพันธ์ทางสังคมในรูปแบบอื่น เช่น ครอบครัว การจดจำเป็นส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตในชุมชน
พระคัมภีร์สอนถึงคุณค่าแห่งความทรงจำของชุมชนเช่นกัน ชนอิสราเอลฉลองเทศกาลปัสกาเพื่อระลึกถึงการช่วยกู้พวกเขาจากการเป็นทาสในอียิปต์ (ดูอพย.12:1-30) จนถึงทุกวันนี้ ชาวยิวทั่วโลกยังคงกลับมาเพื่อทบทวนความทรงจำของชุมชนที่มีคุณค่านี้ในทุกฤดูใบไม้ผลิ
เทศกาลปัสกาก็มีความหมายยิ่งต่อผู้ติดตามพระคริสต์ เพราะชี้ถึงสิ่งที่พระเมสสิยาห์ทำบนกางเขน ในคืนก่อนจะถูกตรึง ซึ่งเป็นช่วงของเทศกาลปัสกา พระเยซูทรงตั้งพิธีรำลึกของพระองค์เองขึ้น ลูกา 22:19 บันทึกว่า “พระองค์ทรงหยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้แก่เขาทั้งหลายตรัสว่า ‘นี่เป็นกายของเราซึ่งได้ให้สำหรับท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา’”
ทุกครั้งที่เรารวมตัวกันที่โต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อเฉลิมฉลองพิธีมหาสนิท เราจะระลึกได้ว่าพระคริสต์ทรงช่วยกู้เราจากการเป็นทาสของบาปและประทานชีวิตนิรันดร์ให้กับเรา ขอให้ความรักของพระเยซูช่วยย้ำเตือนเราว่า กางเขนของพระองค์นั้นมีคุณค่าควรแก่การจดจำร่วมกัน
อยู่บนกิ่ง
ผู้ให้คำปรึกษาตั้งใจฟังขณะฉันเล่าถึงอารมณ์ขึ้นๆลงๆของตัวเองที่เกิดขึ้นหลังสัปดาห์แห่งความเครียด จากนั้นเธอชวนฉันให้มองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อดูต้นไม้สีเขียวปนสีเหลืองทองของฤดูใบไม้ร่วง และกิ่งไม้ที่แกว่งไปมาตามแรงลม
ผู้ให้คำปรึกษาชี้ว่าลำต้นไม่ได้ขยับไปมาตามกระแสลมเลย เธออธิบายว่า “ชีวิตคนเราก็เช่นกัน เมื่อมีมรสุมพัดมาจากทุกทิศทาง แน่นอนว่าอารมณ์เราจะขึ้นลงและเหวี่ยงไปมา แต่บางครั้งเราก็ใช้ชีวิตราวกับว่าเรามีแต่กิ่ง เป้าหมายของเราคือช่วยคุณค้นหาลำต้นของตัวเอง ซึ่งเมื่อคุณได้พบแล้ว คุณจะไม่ต้องมีชีวิตอยู่บนกิ่ง แต่จะรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง
ภาพนั้นติดอยู่ในใจฉัน คล้ายภาพที่เปาโลให้ผู้เชื่อใหม่ในเอเฟซัส เพื่อย้ำเตือนถึงของขวัญที่เหลือเชื่อจากพระเจ้า คือชีวิตใหม่ที่มีวัตถุประสงค์และคุณค่าอันยิ่งใหญ่ (อฟ.2:6-10) และท่านพูดถึงความปรารถนาที่จะเห็นพวกเขา “วางรากลงมั่นคง” ในความรักของพระคริสต์ (3:17) ไม่ “ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง” (4:14)
เป็นเรื่องง่ายที่เราจะรู้สึกเปราะบางและหวั่นไหวจากความกลัวและความไม่มั่นคงภายใน แต่เมื่อเติบโตในอัตลักษณ์แท้ในพระคริสต์ (ข้อ 22-24) เราจะมีสันติสุขลึกๆภายในกับพระเจ้าและผู้อื่น (ข้อ 3) ได้รับการบำรุงเลี้ยงและค้ำจุนด้วยฤทธิ์อำนาจและความงามของพระคริสต์ (ข้อ 15-16)