Category  |  ODB

ทำไมต้องเป็นฉัน

หนังสือรวมเรื่องประหลาด (The Book of Odds) บอกว่า หนึ่งในล้านคนเคยถูกฟ้าผ่า และบอกอีกว่า 1 ใน 25,000 คนเคยมีประสบการณ์ที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ภาวะหัวใจสลาย” เมื่อตกใจอย่างรุนแรงหรือเผชิญการสูญเสีย ในแต่ละหน้าของประสบการณ์ประหลาดนี้เต็มไปด้วยปัญหาเฉพาะเจาะจงที่ไม่มีคำตอบว่า ถ้าเราคือคนนั้นล่ะ

โยบฟันฝ่าเรื่องประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นไปได้ พระเจ้าตรัสถึงท่านว่า “ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย” (โยบ 1:8) กระนั้นโยบยังถูกเลือกให้ทนทุกข์จากการสูญเสียอย่างต่อเนื่อง ในบรรดาคนทั้งโลก โยบมีเหตุผลที่จะร้องขอคำตอบ เราอ่านเรื่องราวการต่อสู้สิ้นหวังทั้งหมดของท่านได้เพื่อจะเข้าใจว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน”

เรื่องของโยบมอบหนทางแก่เราในการตอบสนองต่อความเจ็บปวดและความเลวร้ายที่อธิบายไม่ได้ โดยบรรยายถึงความทุกข์และสับสนของคนซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของพระเจ้าในเรื่องความชอบธรรมและเมตตา (บทที่ 25) เราได้รับทางเลือกภายใต้กฎอันเข้มงวดของการหว่านและการเกี่ยว (4:7-8) โดยการรู้เบื้องหลังแผนร้ายของซาตาน (บทที่ 1) และบทสรุป (42:7-17) จากพระเจ้าผู้ซึ่งในวันหนึ่งจะทรงยอมให้พระบุตรของพระองค์มาแบกรับความบาปของเรา เรื่องราวของโยบให้เหตุผลที่เราจะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามที่ตามองเห็น

หวานกว่าน้ำผึ้ง

หัวข้อในการพูดของเขาคือเรื่องความตึงเครียดระหว่างเชื้อชาติ แต่ผู้พูดยังคงสงบนิ่งและผ่อนคลาย เขายืนบนเวทีต่อหน้าผู้ฟังกลุ่มใหญ่ พูดด้วยความกล้าหาญ แต่นุ่มนวล อ่อนน้อม เป็นมิตรและยังมีอารมณ์ขัน ไม่นานผู้ฟังที่เคร่งเครียดก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังหัวเราะไปกับผู้พูดเกี่ยวกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่พวกเขาเผชิญอยู่ จะคลี่คลายประเด็นร้อนแรงด้วยท่าทีสงบทั้งอารมณ์และคำพูดได้อย่างไร จะรับมือกับหัวข้อเจ็บแสบด้วยความสุภาพอ่อนหวานได้อย่างไร

กษัตริย์ซาโลมอนแนะนำวิธีการเดียวกันนี้แก่เราทุกคน “ถ้อยคำแช่มชื่นเหมือนรวงผึ้ง เป็นความหวานแก่วิญญาณจิตและเป็นอนามัยแก่ร่างกาย” (สภษ.16:24) ด้วยวิธีนี้ “ใจของปราชญ์...เพิ่มอำนาจในการสั่งสอนแก่ริมฝีปากของเขา” (ข้อ 23)

เหตุใดกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างซาโลมอนจึงอุทิศเวลาเพื่อบอกเราว่าควรพูดอย่างไร เพราะคำพูดอาจนำไปสู่การทำลาย ในสมัยของซาโลมอน กษัตริย์ต้องอาศัยผู้ส่งสารเพื่อจะทราบข้อมูลในประเทศของตน ผู้ส่งสารที่นิ่งและน่าเชื่อถือมีความสำคัญอย่างมาก พวกเขาใช้คำพูดอย่างระมัดระวังและเหมาะสม ไม่แสดงท่าทีมากเกินไปหรือพูดส่งเดช ไม่ว่าจะเรื่องใด

เราทุกคนจะได้ประโยชน์จากแสดงความคิดเห็นด้วยความเป็นธรรมและสุภาพรอบคอบ ซาโลมอนกล่าวว่า “แผนงานของดวงความคิดเป็นของมนุษย์ แต่คำตอบของลิ้นมาจากพระเจ้า” (ข้อ 1)

ระลึกถึง

ในวันทหารผ่านศึก ฉันนึกถึงอดีตทหารหลายคน โดยเฉพาะพ่อและลุงของฉัน ซึ่งประจำการในกองทัพช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พวกท่านรอดกลับมาบ้าน แต่ครอบครัวนับแสนต้องสูญเสียคนที่รักจากการรับใช้ชาติในสงคราม เมื่อถูกตั้งคำถาม พ่อและทหารส่วนใหญ่ในยุคนั้นบอกว่า พวกเขาเต็มใจสละชีพเพื่อปกป้องคนที่รัก และยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง

เมื่อใครสักคนเสียชีวิตจากการปกป้องประเทศ ยอห์น 15:13 “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่ง ผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” มักถูกกล่าวในพิธีไว้อาลัยเพื่อเป็นเกียรติแก่การเสียสละของพวกเขา แต่อะไรคือเหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหลังพระธรรมข้อนี้

เมื่อพระเยซูตรัสคำเหล่านี้กับสาวกระหว่างอาหารมื้อสุดท้าย ใกล้ถึงเวลาที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ ยูดาสหนึ่งในสาวกของพระองค์ได้ละทิ้งและทรยศพระองค์แล้ว (13:18-30) พระคริสต์ทรงทราบทุกสิ่ง แต่ยังทรงเลือกสละชีวิตเพื่อสหายและศัตรูของพระองค์

พระเยซูทรงเต็มพระทัยและพร้อมจะสิ้นพระชนม์เพื่อผู้ที่วันหนึ่งจะเชื่อในพระองค์ แม้กระทั่งผู้ที่ยังเป็นศัตรูกับพระองค์ (รม.5:10) ทรงขอให้สาวก (ในอดีตและปัจจุบัน) “รักซึ่งกันและกัน” เหมือนที่พระองค์ทรงรักพวกเขา (ยน.15:12) ความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ผลักดันให้เรามอบความรักที่เสียสละแก่ผู้อื่น ไม่ว่าเพื่อนหรือศัตรู

โต๊ะสนทนา

ความเหงาคือหนึ่งในภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเรา ส่งผลต่อสุขภาพโดยผ่านพฤติกรรมการใช้สื่อสังคม การบริโภคอาหาร และอื่นๆในทำนองเดียวกัน งานวิจัยหนึ่งบอกว่า เกือบสองในสามของผู้คนทั้งหมด ไม่ว่าอายุหรือเพศใด ต้องเคยรู้สึกโดดเดี่ยวบ้างในบางครั้ง ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในอังกฤษได้ตั้ง “โต๊ะสนทนา” ไว้ในร้านกาแฟของห้าง เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนเชื่อมโยงถึงกัน ผู้ที่อยากปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพียงนั่งที่โต๊ะซึ่งออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์นี้ ร่วมกลุ่ม หรือเปิดให้ผู้อื่นมาเข้าร่วม การสนทนาจะตามมา ซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกผูกพันและเป็นชุมชน

ผู้คนในคริสตจักรยุคแรกก็มุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์เช่นกัน หากไม่มีกันและกันแล้ว พวกเขาคงจะรู้สึกโดดเดี่ยวในการฝึกฝนความเชื่อซึ่งยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับโลกในยุคนั้น พวกเขาไม่เพียง “ขะมักเขม้นฟังคำสอนของจำพวกอัครทูต” เพื่อเรียนรู้ความหมายของการติดตามพระเยซู แต่ยัง “ร่วมใจกันไปในพระวิหาร” และ “หักขนมปังตามบ้านของเขา” เพื่อหนุนใจและสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน (กจ.2:42,46)

เราจำเป็นต้องติดต่อกับผู้คน พระเจ้าทรงสร้างเราเช่นนั้น ฤดูกาลแห่งความเหงาอันเจ็บปวดบ่งบอกความต้องการนี้ เช่นเดียวกับผู้คนในคริสตจักรยุคแรก เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะมีสายสัมพันธ์กับผู้คน ซึ่งส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของเรา และส่งต่อให้แก่ผู้คนรอบตัวที่ต้องการเช่นกัน

ผู้พิทักษ์ความสว่าง

ผู้พิทักษ์ความสว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกพวกเขา ประภาคารบนเกาะแฮททีรัส นอกชายฝั่งนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา มีอนุสรณ์ระลึกถึงผู้คนที่ดูแลแหล่งกำเนิดแสงแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 1803 ไม่นานหลังจากที่โครงสร้างเดิมถูกย้ายขึ้นบกเพราะชายฝั่งถูกกัดเซาะ ชื่อผู้พิทักษ์เหล่านี้ได้ถูกสลักลงบนก้อนหินซึ่งเป็นฐานเดิมของมัน และนำมาจัดวางเป็นแถวรูปครึ่งวงกลมโดยหันหน้าออก จากคำอธิบายในแผ่นพับ ผู้มาเยี่ยมชมในปัจจุบันสามารถตามรอยเท้าเหล่าผู้พิทักษ์ในประวัติศาสตร์ และ “ดูแล” ประภาคารนี้เช่นกัน

พระเยซูทรงเป็นผู้ประทานความสว่าง พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) นี่เป็นการกล่าวอ้างแบบสุดโต่งสำหรับใครก็ตาม แต่พระเยซูตรัสเพื่อยืนยันสัมพันธภาพของพระองค์กับพระบิดาบนสวรรค์ ผู้สร้างความสว่างและชีวิต และเป็นผู้ที่ส่งพระองค์มา

เมื่อเรามองหาการช่วยกู้จากพระเยซู และทำตามคำสอนของพระองค์ เราก็ได้ฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า และพระองค์ให้กำลังและวัตถุประสงค์ใหม่แก่เรา ชีวิตใหม่และความรักของพระองค์คือ “ความสว่างของมนุษย์” (1:4) ที่ส่องมายังเราและผ่านเราไปสู่โลกที่มืดมิดและอันตราย

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราก็เป็น “ผู้พิทักษ์ความสว่าง” ขอให้ผู้อื่นเห็นแสงสว่างที่ส่องจากเรา และได้พบชีวิตและความหวัง ที่พระองค์ผู้เดียวประทานให้ได้

มอบน้ำตาของคุณแด่พระเจ้า

ฤดูร้อนที่ผ่านมา วาฬเพชฌฆาตชื่อเทลเลควาได้ให้กำเนิดลูก ฝูงวาฬของเทลเลควาเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ลูกวาฬเกิดใหม่จึงเป็นความหวังในอนาคตของฝูง แต่ลูกวาฬตัวนี้กลับอยู่ได้ไม่ถึงชั่วโมง ในการแสดงความโศกเศร้า ซึ่งผู้คนทั่วโลกต่างเฝ้าดู เทลเลควาดันร่างลูกวาฬไปในน้ำเย็นของมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่สิบเจ็ดวัน ก่อนจะปล่อยมันไป

บางครั้งผู้เชื่อในพระเยซูก็มีช่วงเวลายากลำบากที่ต้องจัดการกับความโศกเศร้า เราอาจกลัวว่าความเสียใจทำให้เราดูเหมือนไม่มีหวัง แต่พระคัมภีร์ให้ตัวอย่างมากมายถึงผู้คนที่ร่ำไห้ด้วยความทุกข์ใจกับพระเจ้า ทั้งการคร่ำครวญและความหวังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการตอบสนองอย่างสัตย์ซื่อ

บทเพลงคร่ำครวญเป็นหนึ่งในกวีนิพนธ์ห้าเล่มที่ถ่ายทอดความทุกข์ของผู้คนที่สูญเสียบ้านของตน พวกเขาถูกศัตรูไล่ล่าและเข้าใกล้ความตาย (3:52-54) พวกเขาร้องไห้และขอให้พระเจ้าประทานความยุติธรรม (ข้อ 64) พวกเขาคร่ำครวญกับพระเจ้าไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาสิ้นหวัง แต่เพราะพวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงฟัง และเมื่อพวกเขาทูลขอ พระเจ้าทรงเข้ามาใกล้ (ข้อ 57)

ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะคร่ำครวญเสียใจกับสิ่งที่แตกสลายในโลกของเราหรือในชีวิตของคุณ พระเจ้าทรงรับฟังเสมอ และคุณแน่ใจได้ว่าพระเจ้าทรงทอดพระเนตรจากฟ้าสวรรค์และมองเห็นคุณ

ทูตสวรรค์มีด

เมื่ออาชญากรรมจากมีดพุ่งสูงขึ้นทั่วสหราชอาณาจักร ศูนย์ศิลปะแสดงผลงานจากเหล็กในอังกฤษจึงเกิดแนวคิดในการทำงานร่วมกับตำรวจท้องถิ่น โดยได้จัดทำและวางตู้ฝากของไว้ทั่วประเทศ และดำเนินโครงการนิรโทษกรรม มีดหนึ่งแสนเล่มถูกนำส่งโดยไม่ระบุชื่อ บางเล่มยังมีเลือดติดอยู่ทั้งหมดถูกส่งต่อให้ช่างฝีมือ อัลฟี แบรดลีย์นำไปหลอม บางเล่มสลักชื่อของเหยื่อเยาวชนที่ถูกทำร้ายด้วยมีด พร้อมข้อความแสดงความเสียใจจากอดีตผู้กระทำผิด อาวุธทั้ง 100,000 ชิ้นถูกเชื่อมต่อกันเป็นผลงาน ทูตสวรรค์มีด ประติมากรรมทูตสวรรค์ที่มีปีกส่องประกายนี้สูงกว่าแปดเมตร

ขณะยืนอยู่ต่อหน้าทูตสวรรค์มีด ผมครุ่นคิดว่ามีกี่พันบาดแผลที่ถูกป้องกันไว้เพราะประติมากรรมชิ้นนี้ ผมยังนึกไปถึงนิมิตเรื่องฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ของอิสยาห์ (อสย.65:17) ที่ซึ่งเด็กจะไม่ตายขณะอายุยังน้อย (ข้อ 20) หรือโตขึ้นมาสภาวะที่เสี่ยงต่อการก่ออาชญากรรม (ข้อ 22-23) ที่ซึ่งอาชญากรรมจากมีดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะดาบทั้งหมดจะถูกตีและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่สร้างสรรค์กว่า (2:4)

โลกใหม่นั้นยังมาไม่ถึง แต่เราต้องอธิษฐานและปรนนิบัติรับใช้จนกว่าจะถึงเวลานั้น (มธ.6:10) ทูตสวรรค์มีดทำให้เราได้เห็นบางส่วนของอนาคตที่พระเจ้าสัญญาไว้ ดาบกลายเป็นผาลไถนา อาวุธกลายเป็นงานศิลปะ เราจะคิดโครงการรับคืนสิ่งใดได้อีก เพื่อที่อนาคตตามพระสัญญานั้นจะมาถึงเร็วขึ้น

พระเยซูผู้ยิ้มแย้ม

ถ้าคุณได้รับบทพระเยซูในภาพยนตร์ คุณจะเข้าถึงบทบาทได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ท้าทายบรูซ มาร์เชียโน ผู้รับบทพระเยซูในภาพยนตร์จากพระคัมภีร์เรื่องมัทธิวในปี 1993 เขาตระหนักว่าผู้ชมหลายพันคนจะนึกถึงภาพพระเยซูจากผลงานของเขา ความกดดันที่จะทำให้คนเข้าใจพระคริสต์อย่าง “ถูกต้อง” ท่วมท้น เขาจึงคุกเข่าอธิษฐานทูลขอพระเยซูเพื่อจะเป็นพระเยซู

ฮีบรูบทแรกให้ความกระจ่างแก่บรูซ ผู้เขียนบอกเราถึงวิธีที่พระเจ้าพระบิดาทรงแต่งตั้งพระบุตรโดยการเจิมพระองค์ “ด้วยน้ำมันแห่งความยินดี” (1:9) ความยินดีนี้คือหนึ่งในการเฉลิมฉลอง เป็นความยินดีในความสัมพันธ์กับพระบิดา ซึ่งสำแดงออกอย่างเต็มพระทัย ความยินดีนี้เปี่ยมล้นในพระทัยพระเยซูตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ เช่นที่ฮีบรู 12:2 บรรยายว่า “พระองค์ได้ทรงอดทนต่อกางเขน เพื่อความรื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์ ทรงถือว่าความละอายนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญ และพระองค์ได้ประทับ ณ เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า”

เมื่อใช้แนวทางจากพระธรรมตอนนี้ บรูซจึงนำเสนอองค์พระผู้ช่วยให้รอดในภาพที่เปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีที่ไม่เหมือนใคร ผลคือเขาเป็นที่รู้จักในบท “พระเยซูผู้ยิ้มแย้ม” เราเองก็ควรกล้าที่จะคุกเข่าและ “ทูลขอพระเยซูเพื่อเป็นพระเยซู” ขอพระองค์เติมเราให้มีพระลักษณะของพระองค์ เพื่อผู้คนรอบตัวเราจะได้เห็นการแสดงออกถึงความรักของพระองค์ในเรา

ที่ซึ่งทางเลือกนำไป

ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรือแผนที่บอกเส้นทาง เรามีแค่ความทรงจำจากป้ายแผนที่ตรงจุดเริ่มต้นที่นำทางเรา กว่าหนึ่งชั่วโมงต่อมา เราก็ออกจากป่ามาถึงที่จอดรถได้ในที่สุด เราพลาดทางแยกที่จะช่วยให้เดินแค่ 800 เมตร เราใช้เส้นทางที่ต้องเดินไกลกว่านั้นมาก

ชีวิตก็อาจเป็นเช่นนี้ เราต้องถามว่าเส้นทางนี้จะนำไปสู่ที่ใด ไม่ใช่แค่ถามว่าถูกหรือผิด สดุดี 1 เปรียบเทียบวิถีชีวิตสองแบบ คือคนชอบธรรม (ผู้ที่รักพระเจ้า) และคนอธรรม (ศัตรูของผู้ที่รักพระเจ้า)คนชอบธรรมจำเริญขึ้นเหมือนต้นไม้ แต่คนอธรรมปลิวไปเหมือนแกลบ (ข้อ 3-4) สดุดีบทนี้แสดงให้เห็นว่าการจำเริญขึ้นนั้นเป็นเช่นไร ผู้ที่มีชีวิตเช่นนั้นคือผู้ที่พึ่งพาพระเจ้าในการมีชีวิตและรับกำลังใหม่

เราจะเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร เหนือสิ่งอื่นใด สดุดี 1 แนะนำให้เราละทิ้งความสัมพันธ์ที่เลวร้ายและนิสัยที่ไม่ดี และปีติยินดีในพระธรรมของพระเจ้า (ข้อ 2) สาเหตุสำคัญที่สุดในการจำเริญขึ้นของเราคือ การดูแลเอาใจใส่จากพระเจ้า “พระเจ้าทรงทราบทางของคนชอบธรรม” (ข้อ 6)

จงมอบทางของคุณแก่พระเจ้า ให้พระองค์ทรงนำคุณออกจากเส้นทางเดิมที่ไม่ได้พาคุณไปยังที่ใด และยอมให้พระวจนะคำเป็นดุจธารน้ำที่หล่อเลี้ยงระบบรากในหัวใจของคุณ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา