Category  |  ODB

เชื่อวางใจในเวลาแห่งความโศกเศร้า

เมื่อชายที่รู้จักกันในนาม “คุณพ่อยอห์น” รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เขาและแครอลผู้เป็นภรรยาสัมผัสได้ว่าพระเจ้าอยากให้เขาเล่าเรื่องการป่วยนี้บนสื่อออนไลน์ พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงทำงานผ่านความอ่อนแอนี้ พวกเขาจึงโพสต์เล่าถึงช่วงเวลาแห่งความยินดี และความโศกเศร้า ความเจ็บปวดเป็นเวลาสองปี

เมื่อแครอลเขียนว่าสามีของเธอ “จากไปสู่อ้อมกอดของพระเยซู” มีคนนับร้อยเข้ามาแสดงความคิดเห็น หลายคนขอบคุณแครอลที่เปิดเผยเรื่องราว คนหนึ่งบอกว่าการได้ยินเรื่องความตายจากมุมมองของคริสเตียนเป็นเรื่องที่ดี เพราะ “เราทุกคนต่างต้องตาย” ในสักวัน อีกคนบอกว่าแม้ไม่เคยพบกันเธอก็ได้รับกำลังใจอย่างมากผ่านคำพยานเรื่องการวางใจพระเจ้าของพวกเขา

แม้บางครั้งคุณพ่อยอห์นรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่สุด แต่เขาและแครอลก็เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงค้ำชูพวกเขา พวกเขารู้ว่าคำพยานนี้จะเกิดผลเพื่อพระเจ้า และสะท้อนถึงสิ่งที่เปาโลเขียนถึงทิโมธีเมื่อท่านต้องทนทุกข์ว่า “ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้เชื่อและข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า พระองค์ทรงสามารถรักษาซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์จนถึงวันพิพากษาได้​” (2 ทธ.1:12)

พระเจ้าทรงสามารถใช้ความตายของคนที่เรารักเพื่อทำให้ความเชื่อของเรา (และของคนอื่น) เข้มแข็งยิ่งขึ้นได้ ผ่านทางพระคุณที่เราได้รับในพระเยซูคริสต์ (ข้อ 9) หากคุณกำลังพบกับความทุกข์และปัญหา จงรู้ไว้ว่าพระเจ้าสามารถนำการปลอบประโลมและสันติสุขมาให้คุณได้

ดูแลโลกของพระเจ้า

“พ่อคะ ทำไมพ่อต้องไปทำงาน” ลูกสาวตัวน้อยถามผมเพราะแรงจูงใจที่อยากจะเล่นกับผม ผมอยากจะลางานแล้วอยู่เล่นกับเธอ แต่ผมมีงานที่ต้องสะสางหลายอย่าง แต่คำถามนั้นเป็นคำถามที่ดี ทำไมเราจึงทำงาน เพื่อจะเลี้ยงดูตนเองและคนที่เรารักเท่านั้นหรือ แล้วงานที่ทำโดยไม่ได้ค่าจ้างล่ะ ทำไมเราถึงทำ

ปฐมกาล 2 บอกเราว่าพระเจ้าทรงให้มนุษย์คนแรกอยู่ในสวนเพื่อ “ทำและรักษาสวน” (ข้อ 15) พ่อตาของผมเป็นเกษตรกร และเขามักจะบอกผมว่าเขาทำการเกษตรก็เพราะรักในผืนดินและปศุสัตว์ นั่นเป็นความคิดที่น่าประทับใจต่ก็ทิ้งคำถามไว้สำหรับคนที่ไม่รักงานของตน เหตุใดพระเจ้าจึงให้เราอยู่ในที่ใดที่หนึ่งเพื่อทำงานที่เฉพาะเจาะจงบางอย่าง

ปฐมกาล 1 ให้คำตอบกับเรา เราถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้าเพื่อดูแลรักษาโลกที่พระองค์ทรงสร้าง (ข้อ 26) เรื่องการกำเนิดของโลกโดยคนนอกศาสนานั้นบอกว่าบรรดา “เทพเจ้า” สร้างมนุษย์เพื่อเป็นทาสของพวกเขา ปฐมกาลยืนยันว่าพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ทรงสร้างมนุษย์เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ เพื่ออารักขาสิ่งทรงสร้างแทนพระองค์ ขอให้เราสะท้อนถึงระบบระเบียบอันเปี่ยมด้วยปัญญาและความรักของพระองค์ให้โลกได้เห็น งานของเราก็คือการทรงเรียกให้เราดูแลโลกของพระเจ้าเพื่อพระเกียรติของพระองค์

ถูกทรยศ

ในปี 2019 งานแสดงศิลปะทั่วโลกต่างฉลองครบรอบห้าร้อยปีแห่งการเสียชีวิตของลีโอนาโด ดาวินชี ในขณะที่มีการจัดแสดงภาพวาดและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์มากมายของเขา แต่กลับมีภาพเขียนเพียงห้าภาพซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าเขียนโดยดาวินชี รวมถึงภาพอาหารมื้อสุดท้าย

ภาพนี้แสดงถึงการร่วมรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับเหล่าสาวกจากพระธรรมยอห์น โดยจับภาพความงุนงงของสาวกเมื่อพระเยซูตรัสว่า “คนหนึ่งในพวกท่านจะอายัดเราไว้” (ยน.13:21) เหล่าสาวกต่างสงสัยว่าคนทรยศนั้นคือใคร ขณะที่ยูดาสลอบออกไปเพื่อบอกทหารว่าพระอาจารย์และเพื่อนของเขาอยู่ที่ไหน

ความเจ็บปวดจากการทรยศปรากฏในคำตรัสของพระเยซูว่า “ผู้รับประทานอาหารของข้าพระองค์ก็ยกส้นเท้าใส่ข้าพระองค์” (ข้อ 18) เพื่อนที่ใกล้ชิดมากจนร่วมมื้ออาหารกันได้ใช้ความสัมพันธ์นั้นทำร้ายพระองค์

เราอาจเคยถูกเพื่อนหักหลัง เราทำอย่างไรกับความเจ็บปวดนั้น สดุดี 41:9 ซึ่งพระเยซูตรัสถึงในระหว่างรับประทานอาหาร (ยน.13:18) ทำให้เรามีความหวัง หลังจากดาวิดระบายความเจ็บปวดจากการถูกเพื่อนสนิทหลอกลวง ท่านได้รับการปลอบโยนในความรักและการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า ซึ่งค้ำชูและวางท่านไว้ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์เป็นนิตย์ (สดด.41:11-12)

เมื่อเพื่อนทำให้เราผิดหวัง เราพบการปลอบประโลมได้เมื่อรู้ว่าความรักมั่นคงและการทรงสถิตของพระเจ้าจะช่วยเราให้ทนต่อความทุกข์แสนสาหัสได้

ทำต่อไป

พระเจ้าทรงชอบใช้คนที่โลกนี้มองข้าม วิลเลี่ยม แครีย์เติบโตขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆในช่วงทศวรรษ 1700 และเรียนไม่สูงนัก เขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการค้าขายและใช้ชีวิตอย่างยากจน แต่พระเจ้าให้เขามีภาระใจในการประกาศข่าวประเสริฐ และทรงเรียกเขาให้เป็นมิชชันนารี แครีย์เรียนภาษากรีก ฮีบรู และละติน และต่อมาได้แปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเบงกาลี ในปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งพันธกิจยุคใหม่” แต่ในจดหมายที่เขียนถึงหลานชาย เขาเล่าอย่างถ่อมใจว่า “ลุงยังทำต่อไปได้ ลุงพยายามต่อได้”

เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เราทำภารกิจ พระองค์จะทรงประทานกำลังให้เราสามารถทำได้ไม่ว่าเราจะมีข้อจำกัดใด ในผู้วินิจฉัย 6:12 ทูตของพระเจ้าปรากฏแก่กิเดโอนและกล่าวว่า “เจ้าบุรุษผู้กล้าหาญเอ๋ย พระเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” ทูตนั้นบอกให้ท่านไปกอบกู้อิสราเอลจากคนมีเดียนที่มาโจมตีเมืองและพืชผล แต่กิเดโอนซึ่งยังไม่ได้มีสถานะเป็น “บุรุษผู้กล้าหาญ” กล่าวอย่างถ่อมตนว่า “ข้าพระองค์จะช่วยอิสราเอลได้อย่างไร...ข้าพระองค์ก็เป็นคนเล็กน้อยที่สุดในครอบครัวของข้าพระองค์” (ข้อ 15) กระนั้น พระเจ้าก็ยังทรงใช้กิเดโอนเพื่อปลดปล่อยประชากรของพระองค์

กุญแจสำคัญในความสำเร็จของกิเดโอนอยู่ตรงประโยคที่ว่า “พระเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 12) เมื่อเราดำเนินกับองค์พระผู้ช่วยให้รอดด้วยใจถ่อมและพึ่งพาในพระกำลังของพระองค์ พระองค์จะให้กำลังเราในการทำให้สำเร็จในงานซึ่งมีแต่พระองค์เท่านั้นที่ทำได้

รอยแผลของพระองค์

หลังจากพูดคุยกับเกรดี้ ผมก็เข้าใจว่าทำไมเขาจึงชอบทักทายด้วยการ “ชนหมัด” แทนการจับมือ การจับมือทำให้เห็นแผลเป็นบนข้อมือที่เกิดจากการทำร้ายตัวเองหลายครั้งของเขา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะซ่อนแผลเป็นของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ ทั้งที่เกิดโดยคนอื่นหรือจากตัวเราเอง

หลังจากได้คุยกับเกรดี้ผมคิดถึงแผลเป็นบนพระกายของพระเยซู รอยแผลที่เกิดจากการตอกตะปูเข้าไปในมือและเท้า และรอยแผลที่ถูกหอกแทงที่สีข้าง แทนที่จะทรงซ่อนแผลเป็นนั้น พระเยซูกลับให้ความสำคัญกับมัน

ในตอนแรกโธมัสยังสงสัยในการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู พระองค์ตรัสกับเขาว่า “จงยื่นนิ้วมาที่นี่และดูมือของเรา จงยื่นมือออกคลำที่สีข้างของเรา อย่าขาดความเชื่อเลยจงเชื่อเถิด” (ยน.20:27) เมื่อโธมัสเห็นรอยแผลด้วยตาตนเองและได้ยินพระสุรเสียงของพระเยซู เขาจึงเชื่อว่าเป็นพระเยซูจริงและร้องว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์” (ข้อ 28) พระเยซูจึงทรงอวยพรผู้ที่ไม่ได้เห็นพระองค์แต่ยังคงเชื่อว่า “ผู้ที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” (ข้อ 29)

ข่าวที่ดีที่สุดคือ รอยแผลของพระองค์นั้นก็เพื่อบาปของเรา บาปที่เราทำต่อผู้อื่นหรือต่อตัวเราเอง การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูก็เพื่อที่จะยกโทษบาปให้กับบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์และยอมรับเหมือนกับโธมัสว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์”

แสงริบหรี่ในทะเล

“ผมนอนจมกองเหล้าอยู่บนเตียงอย่างสิ้นหวัง” มัลคอล์ม มักเกอริดจ์ เขียนบันทึกถึงวันที่หดหู่ระหว่างทำภารกิจสายลับในสงครามโลกครั้งที่ 2 “อยู่ตัวคนเดียวในจักรวาล ในนิรันดร์กาล ไม่มีแม้แสงเพียงริบหรี่”

ในภาวะนั้น สิ่งเดียวที่เขาคิดออกคือเขาจะไปกระโดดน้ำตาย เขาขับรถไปที่ชายฝั่งมาดากัสการ์ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วว่ายออกไปในทะเลจนหมดแรง เมื่อหันกลับมา เขาเหลือบเห็นแสงริบหรี่บนชายฝั่ง ไม่รู้ด้วยเหตุอันใดเขาเริ่มว่ายกลับมาทางแสงไฟนั้น แม้จะอ่อนแรง แต่เขายังจำได้ถึง “ความยินดีที่เต็มล้น”

มักเกอริดจ์ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่พระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาหาเขาในเวลาที่มืดมนนั้น เติมความหวังให้กับเขาอย่างอัศจรรย์ อัครทูตเปาโลเองก็มักเขียนถึงความหวังเช่นนี้ ในพระธรรมเอเฟซัส ท่านบันทึกว่าก่อนมารู้จักพระเยซู เราแต่ละคน “​ตายแล้วโดยการละเมิดและการบาป...ไม่มีที่หวังและอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า” (ข้อ 2:1,12) แต่ “พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา...แม้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาปพระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์” (ข้อ 4-5)

โลกนี้พยายามดึงเราลงสู่ความตกต่ำ แต่ไม่มีเหตุผลที่เราต้องยอมก้มหัวให้กับความสิ้นหวัง ดังที่มักเกอริดจ์พูดถึงการว่ายน้ำในทะเลวันนั้นว่า “ผมได้คิดว่าความมืดนั้นไม่มีอยู่จริง แต่เป็นเพียงการที่เราละสายตาจากแสงสว่างที่ฉายอยู่เป็นนิตย์”

พระคุณแห่งการลบล้าง

อเล็กซ่า อุปกรณ์สั่งการด้วยเสียงของอเมซอนมีคุณสมบัติที่น่าสนใจ มันสามารถลบทุกอย่างที่คุณพูด ทุกอย่างที่คุณเคยบอกให้มันทำหรือหาข้อมูล แค่สั่งว่า “ลบทุกอย่างที่ฉันพูดไปในวันนี้” อเล็กซ่าจะกำจัดทุกอย่างจนเกลี้ยงเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน น่าเสียดายที่ชีวิตของเราไม่มีคุณสมบัตินี้ ทุกคำที่พูดผิด ทุกการกระทำที่ไม่ดี ทุกช่วงเวลาที่เราอยากจะลบทิ้ง เราแค่ออกคำสั่ง ความผิดพลาดทุกอย่างก็จะหายไป

แต่ยังมีข่าวดี พระเจ้าประทานการเริ่มต้นใหม่ให้เราทุกคน เพียงแต่พระองค์ทรงกระทำมากกว่าการลบล้างความผิดพลาดหรือนิสัยไม่ดีของเรา พระเจ้าประทานการทรงไถ่ การเยียวยาภายในที่เปลี่ยนแปลงให้เรากลายเป็นคนใหม่ พระองค์ตรัสว่า “จง​กลับมา​หา​เรา เพราะ​เรา​ได้​ไถ่​เจ้า​แล้ว​” (อสย.44:22) แม้อิสราเอลจะกบฎและไม่เชื่อฟัง พระเจ้ายังทรงฉวยเขาได้ด้วยพระกรุณาอันอุดม พระองค์ “ลบล้างการทรยศของเจ้าเสียเหมือนเมฆ และลบล้างบาปของเจ้าเหมือนหมอก” (ข้อ 22) พระองค์รวบรวมความละอายและความล้มเหลวทั้งหมดของพวกเขาไว้ด้วยกันและทรงชำระล้างออกไปด้วยพระคุณอันอุดมของพระองค์

พระเจ้าจะทรงทำเช่นนั้นกับความบาปและความผิดพลาดของเราเช่นกัน ไม่มีความผิดใดที่พระองค์แก้ไขไม่ได้ ไม่มีบาดแผลใดที่พระองค์รักษาไม่ได้ พระกรุณาของพระเจ้าเยียวยาและกอบกู้จิตวิญญาณที่เจ็บปวดของเรา แม้เราจะเก็บซ่อนสิ่งนั้นมานาน พระกรุณาของพระองค์ลบล้างความผิดทั้งสิ้น และชำระล้างความเสียใจทั้งหมดของเรา

ราชวงศ์ของพระเจ้า

สมาชิกราชวงศ์ที่อยู่ในลำดับต้นๆของการสืบทอดบัลลังก์มักจะมีข่าวคราวให้สาธารณชนได้รับรู้มากกว่า ส่วนคนอื่นก็แทบจะถูกลืม ในราชวงศ์อังกฤษมีผู้สืบสันตติวงศ์เกือบหกสิบคน หนึ่งในนั้นคือลอร์ดเฟรเดอริก วินเซอร์ ผู้สืบสันตติวงศ์ลำดับที่สี่สิบเก้า แทนที่จะเป็นที่สนใจของใครๆ ท่านกลับใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ แม้ท่านจะทำงานเป็นนักวิเคราะห์ทางการเงิน แต่ก็ไม่ได้เป็น “ราชวงศ์ที่ทรงงาน” คือไม่ได้เป็นสมาชิกคนสำคัญที่ได้ออกงานในฐานะตัวแทนของราชวงศ์ ซึ่งจะได้รับเบี้ยหวัดเป็นค่าตอบแทน

นาธานโอรสของดาวิด (2 ซมอ.5:14) เป็นเชื้อพระวงศ์อีกคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่เหนือความสนใจ เรารู้เรื่องท่านน้อยมาก ขณะที่ลำดับพงศ์พันธุ์ของพระเยซูในพระธรรมมัทธิวกล่าวถึงบุตรของดาวิดที่ชื่อซาโลมอน (ตามเชื้อสายของโยเซฟ ใน มธ.1:6) แต่ลำดับพงศ์พันธุ์ในพระธรรมลูกาซึ่งนักวิชาการหลายคนเชื่อว่าเป็นเชื้อสายฝ่ายมารีย์ได้กล่าวถึงนาธาน (ลก.3:31) แม้นาธานไม่ได้สืบทอดราชบัลลังก์ แต่ท่านก็มีบทบาทในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า

ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราเป็นสมาชิกของราชวงศ์เช่นกัน อัครทูตยอห์นบันทึกไว้ว่าพระเจ้าประทาน “สิทธิให้เราเป็นบุตรของพระเจ้า” (ยน.1:12) แม้เราจะไม่ได้เป็นที่สนใจของใคร แต่เราเป็นบุตรขององค์กษัตริย์ พระเจ้าทรงเห็นเราแต่ละคนสำคัญมากพอที่จะเป็นตัวแทนของพระองค์ในโลกนี้และวันหนึ่งจะได้ครอบครองร่วมกับพระองค์ (2 ทธ.2:11-13) เช่นเดียวกับนาธานเราอาจไม่ได้สวมมงกุฎของโลกนี้ แต่เรายังคงมีบทบาทในอาณาจักรของพระเจ้า

วิธีรอคอย

ด้วยความโกรธและผิดหวังกับคริสตจักร เทรเวอร์วัย 17 ปี จึงเริ่มทำการค้นหาคำตอบ แต่สิ่งที่เขาค้นพบไม่มีอะไรทำให้เขาพึงพอใจหรือตอบคำถามของเขาได้

การค้นหานี้ทำให้เขาใกล้ชิดกับพ่อแม่มากขึ้น แต่เขาก็ยังมีปัญหากับความเป็นคริสเตียน ครั้งหนึ่งในระหว่างการพูดคุย เขากล่าวอย่างขมขื่นว่า “พระคัมภีร์เต็มไปด้วยคำสัญญาลมๆแล้งๆ”

มีชายอีกคนหนึ่งที่เผชิญกับความผิดหวังและความยากลำบากจนทำให้เกิดความสงสัย แต่ขณะที่ดาวิดหนีจากศัตรูที่ไล่ล่าชีวิตท่าน ท่านไม่ได้ตอบสนองโดยการหนีจากพระเจ้าแต่เป็นการสรรเสริญพระองค์ ท่านร้องว่า “แม้ข้าพเจ้าจะได้รับภัยสงครามข้าพเจ้ายังไว้ใจได้อยู่” (สดด.27:3)

กระนั้นบทกวีของดาวิดยังคงแฝงไว้ซึ่งความสงสัย คำร้องทูลของท่านที่ว่า “ขอทรงกรุณาและตรัสตอบข้าพระองค์” (ข้อ 7) ฟังดูเหมือนชายที่มีความกลัวและคำถาม ดาวิดคร่ำครวญว่า “ขออย่าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากข้าพระองค์...ขออย่าทรงทิ้งข้าพระองค์หรือสละข้าพระองค์เสีย” (ข้อ 9)

แต่ดาวิดไม่ได้ปล่อยให้ความสงสัยหยุดท่าน แม้ในความสงสัยนั้นท่านยังประกาศว่า “ข้าพเจ้าจะเห็นพระคุณของพระเจ้าที่ในแผ่นดินของคนเป็น” (ข้อ 13) แล้วท่านก็พูดกับผู้อ่านคือ คุณ ผม และคนที่เป็นเหมือนเทรเวอร์ ว่า “จงรอคอยพระเจ้า จงเข้มแข็งและให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด” (ข้อ 14)

เราจะไม่ได้พบคำตอบที่เร็วและง่ายสำหรับคำถามมากมายที่เรามี แต่เราจะได้พบเมื่อเรารอคอยพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่เราไว้วางใจได้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา