อธิษฐานบนชายหาดลาพลาย่า
ในระหว่างการท่องเที่ยวเพื่อฉลองการแต่งงานครบรอบ 25 ปี ฉันและสามีอ่านพระคัมภีร์อยู่ที่ชายหาด พ่อค้าแม่ค้าเดินตะโกนขายของผ่านไปมาหลายคน เราขอบคุณพวกเขาแต่ไม่ได้ซื้ออะไร เฟอร์นันโด้พ่อค้าคนหนึ่งยิ้มกว้างให้เมื่อฉันปฏิเสธและพยายามชักชวนให้เราซื้อของขวัญให้เพื่อน หลังจากที่ฉันปฏิเสธ เฟอร์นันโด้เก็บของและกำลังจะลุกจากไปพร้อมรอยยิ้ม ฉันบอกกับเขาว่า “ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าอวยพระพรคุณในวันนี้”
เฟอร์นันโด้หันกลับมาและพูดว่า “พระองค์อวยพรผมแล้ว! พระเยซูทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของผม” เฟอร์นันโด้คุกเข่าลงระหว่างเก้าอี้ของเรา “ผมรู้สึกว่าพระเจ้าทรงสถิตที่นี่” จากนั้นเขาแบ่งปันถึงการที่พระเจ้าปลดปล่อยเขาจากการติดยาและติดเหล้าเมื่อ 14 ปีก่อน
ฉันน้ำตาไหลเมื่อเขาท่องบทกลอนจากพระธรรมสดุดีและอธิษฐานเผื่อเรา พวกเราร่วมกันสรรเสริญพระเจ้าและชื่นชมยินดีที่ทรงสถิตกับเราที่ลาพลาย่า
สดุดีบทที่ 148 เป็นคำอธิษฐานแห่งการสรรเสริญ ผู้เขียนสดุดีหนุนใจทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง “ให้สิ่งเหล่านั้นสรรเสริญพระนามพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงบัญชา สิ่งเหล่านั้นก็ถูกเนรมิตขึ้นมา” (ข้อ 5) “เพราะพระนามของพระองค์เท่านั้นที่ควรเยินยอ พระสิริของพระองค์อยู่เหนือแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์” (ข้อ 13)
แม้พระเจ้าทรงเรียกให้เรามอบความต้องการของเราไว้ต่อพระองค์ และวางใจว่าพระองค์ทรงฟังและห่วงใยเรา แต่พระองค์ก็ทรงยินดีในคำอธิษฐานที่เราสรรเสริญพระองค์ด้วยความขอบพระคุณไม่ว่าจะอยู่ที่ใด แม้กระทั่งที่ชายหาด
เข้มแข็งและกล้าหาญ
แต่ละคืนเมื่อคาเลบน้อยหลับตาลง เขารู้สึกว่าความมืดห่อหุ้มตัวเขาไว้ ความเงียบในห้องของเขาถูกรบกวนเสมอจากเสียงลั่นของบ้านไม้ในคอสตาริก้า จากนั้นค้างคาวในห้องใต้หลังคาก็จะเริ่มตื่นตัว แม่ของเขาเปิดไฟหรี่ไว้ให้ในห้องแต่เขาก็ยังคงกลัวความมืด คืนหนึ่งพ่อของคาเลบติดข้อพระคัมภีร์ไว้ที่ปลายเตียงของเขาว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย...เพราะพระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (ยชว.1:9) คาเลบเริ่มอ่านพระคำนั้นทุกคืน และเขาติดพระสัญญาของพระเจ้าข้อนี้ไว้ปลายเตียงจนเขาย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัย
ในพระธรรมโยชูวาบทที่ 1 เราอ่านเรื่องการสืบทอดตำแหน่งผู้นำของโยชูวาหลังจากโมเสสเสียชีวิต คำสั่ง “จงเข้มแข็งและกล้าหาญ” ถูกย้ำเตือนหลายครั้งเพื่อเน้นถึงความสำคัญต่อโยชูวาและชนชาติอิสราเอล (ข้อ 6-7, 9) แน่นอนว่าพวกเขารู้สึกหวั่นใจที่ต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน แต่พระเจ้าตรัสเพื่อให้เขามั่นใจว่า “เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย” (ข้อ 5)
เป็นเรื่องปกติที่จะกลัว แต่มันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพและจิตวิญญาณหากเราต้องอยู่กับมันเสมอๆ เหมือนกับที่พระเจ้าทรงหนุนใจผู้รับใช้ของพระองค์ในอดีต เราทุกคนสามารถเข้มแข็งและกล้าหาญได้ เพราะพระเจ้าสัญญาว่าจะทรงสถิตกับเราเสมอ
รอดจากความแห้งแล้ง
ในเดือนเมษายนปี 2019 ย่านชานเมืองในวิกเตอร์วิลล์รัฐแคลิฟอร์เนียถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืช สายลมแรงพัดพาเมล็ดของต้นทิเซิ้ลซึ่งมีหนามแหลมจากทะเลทรายโมฮาวีที่อยู่ติดกันให้มาเจริญเติบโตที่นี่ เมื่อโตเต็มที่วัชพืชที่น่ารังเกียจอาจสูงถึงหกฟุต เป็นขนาดที่น่ากลัวเมื่อมันหลุดจากรากและ “ล้มกลิ้ง” ไปตามลมเพื่อกระจายเมล็ดของมัน
ฉันเห็นภาพของวัชพืชเมื่ออ่านคำจำกัดความของเยเรมีย์ถึงบุคคลที่ “ใจของเขาหันออกจากพระเจ้า” (ยรม.17:5) ท่านกล่าวว่าผู้ที่พึ่งพาในกำลังของ “เนื้อหนัง” จะเป็นเหมือน “พุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย” และไม่สามารถ “เห็นความดีอันใดมาถึงเลย” (ข้อ 5-6) ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้ที่มอบความวางใจของเขาไว้ในพระเจ้าแทนที่จะเป็นมนุษย์ พวกเขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่รากอันแข็งแรงและหยั่งลึกได้รับกำลังจากพระเจ้า ทำให้พวกเขายังคงเต็มไปด้วยชีวิตแม้อยู่ในสถานการณ์ที่แห้งแล้ง
ทั้งวัชพืชและต้นไม้ต่างก็มีราก แต่วัชพืชไม่ยึดติดอยู่กับรากที่ให้ชีวิต มันจึงแห้งและตายไป ในทางตรงกันข้าม ต้นไม้ยึดติดอยู่กับรากของมันอย่างมั่นคงซึ่งช่วยให้มันเติบโต เบ่งบานและหล่อเลี้ยงมันในเวลายากลำบาก เมื่อเรายึดมั่นในพระเจ้า รับกำลังและการหนุนใจจากพระปัญญาที่พบได้ในพระคัมภีร์ และพูดคุยกับพระองค์ในคำอธิฐาน เราจะได้รับชีวิตและการบำรุงเลี้ยงที่พระองค์ทรงจัดเตรียมเพื่อเรา
ยิงได้เยี่ยมจริงหรือ
เมื่อการ์ตูนแบมบี้ของวอลท์ดิสนีย์ออกฉายอีกครั้ง บรรดาพ่อแม่ต่างได้รำลึกถึงความทรงจำในวัยเด็กกับลูกๆ คุณแม่วัยสาวซึ่งสามีเป็นนักเดินป่าตัวยงพร้อมห้องถ้วยรางวัลที่น่าประทับใจเป็นหนึ่งในนั้น เธอและลูกน้อยที่อยู่ข้างๆได้สัมผัสถึงช่วงเวลาที่บีบคั้นและเศร้าโศกเมื่อแบมบี้สูญเสียแม่ให้กับนายพราน จนถึงวันนี้ ในการสังสรรค์ของครอบครัวเธอมักจะระลึกถึงความอับอายเมื่อลูกชายตัวน้อยตะโกนอย่างไร้เดียงสาในโรงภาพยนต์ว่า “ยิงได้เยี่ยม!”
เราหัวเราะได้กับเรื่องอับอายที่ลูกๆของเราพูดภายหลังเหตุการณ์ แต่เราจะพูดอะไรได้เมื่อคนในสดุดี 136 ทำสิ่งที่คล้ายคลึงกัน อิสราเอลซึ่งเป็นผู้ที่ถูกเลือกสรรและได้รับการช่วยกู้จากพระเจ้า ได้เฉลิมฉลองความรักมั่นคงที่ทรงมีต่อสิ่งทรงสร้างและตัวพวกเขาเอง แต่ไม่รวมถึงศัตรูของพวกเขา พระธรรมสดุดีร้องเพลงสรรเสริญถวาย “พระองค์ผู้ทรงตีอียิปต์ทางบรรดาลูกหัวปี” (ข้อ 10 และดูอพย.12:29-30)
นี่ฟังดูคล้ายกับการตะโกนว่า “ยิงได้เยี่ยม” ให้กับการสูญเสียของแม่ พี่สาว พ่อ หรือพี่ชายของใครบางคนไหม
นั่นคือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องรู้เรื่องราวที่เหลือ โดยแสงแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเท่านั้นที่ทำให้โลกได้รับเชิญให้เป็นครอบครัวเดียวกัน และชื่นชมยินดีไปกับเรื่องราว น้ำตาและเสียงหัวเราะร่วมกัน เมื่อเรายอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและมีชีวิตในพระองค์เท่านั้น ที่เราจะสามารถแบ่งปันความอัศจรรย์ของพระเจ้าผู้ทรงรักมนุษย์ทุกคน โดยยอมสละพระชนม์ของพระองค์เองเพื่อเรา
วันซักผ้า
ขณะขับรถผ่านชุมชนผู้มีรายได้น้อยใกล้ๆคริสตจักร แชด เกรแฮมศิษยาภิบาลในรัฐโคโลราโดเริ่มต้นอธิษฐานเผื่อ “เพื่อนบ้าน” เขาสังเกตเห็นร้านซักผ้าเล็กๆแห่งหนึ่ง เขาจึงเข้าไปดูในร้านและพบว่ามีลูกค้ามากมายมาใช้บริการ มีคนหนึ่งมาขอเศษเหรียญจากเกรแฮมเพื่อหยอดเครื่องอบผ้า คำขอเล็กๆนั้นจุดประกายให้เกิด “วันซักผ้า” ประจำสัปดาห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักรของเกรแฮม สมาชิกมอบเหรียญและผงซักฟอกให้กับร้านซักผ้า อธิษฐานกับลูกค้าและช่วยเหลือเจ้าของร้าน
พันธกิจการประกาศในชุมชนใกล้เคียงของพวกเขาซึ่งรวมถึงร้านซักผ้า สะท้อนให้เห็นถึงพระมหาบัญชาของพระเยซูที่มีต่อเหล่าสาวก พระองค์ตรัสว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติสมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์” (มธ.28:18-19)
การทรงสถิตที่ทรงพลานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ช่วยเราในการทำพันธกิจ “ทุกแห่ง” แม้แต่ในร้านซักผ้า ที่จริงแล้วเราไม่เคยออกไปโดยลำพัง เพราะพระเยซูทรงสัญญาว่า “เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค” (ข้อ 20)
อาจารย์แชดสัมผัสถึงความจริงนั้นที่ห้องซักผ้าหลังจากอธิษฐานเผื่อลูกค้าชื่อเจฟซึ่งต่อสู้กับโรคมะเร็ง แชดเล่าว่า ”เมื่อลืมตาขึ้น ลูกค้าที่อยู่ในร้านทุกคนอธิษฐานร่วมกับเรา ทุกมือยื่นมาทางเจฟ มันเป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดช่วงหนึ่งที่ผมเคยประสบในฐานะศิษยาภิบาล” บทเรียนคือ ให้เราออกไปทุกแห่งเพื่อประกาศพระคริสต์
เกิดปัญหาอะไรกับโลกใบนี้
มีเรื่องราวที่ได้ยินบ่อยครั้งว่าหนังสือพิมพ์ลอนดอนไทม์ส ตั้งคำถามให้ผู้อ่านได้คิดในช่วงเปลี่ยนศตวรรษที่ยี่สิบว่า เกิดปัญหาอะไรกับโลกใบนี้นั่นเป็นคำถามที่ค่อนข้างแปลกใช่ไหม บางคนอาจตอบอย่างรวดเร็วว่า “แล้วคุณมีเวลาฟังคำตอบของผมนานแค่ไหนล่ะ” และนั่นดูเหมือนจะสมเหตุสมผล เพราะมีปัญหามากมายเกิดขึ้นในโลกของเรา เมื่อเวลาผ่านไป ไทม์ส ได้รับคำตอบมากมาย แต่มีคำตอบหนึ่งที่สั้นแต่หลักแหลม จี. เค. เชสเตอร์ตั้นผู้เป็นนักเขียนกวีและปราชญ์ชาวอังกฤษ เขียนคำตอบสี่คำนี้ซึ่งสร้างความประหลาดใจที่แปลกใหม่สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนยุค “ท่านครับ ผมเอง (ที่เป็นปัญหา)”
เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกัน แต่คำตอบนั้นเป็นความจริงแท้ นานมาแล้วก่อนเชสเตอร์ตั้นเกิด มีอัครสาวกคนหนึ่งชื่อเปาโล ผู้ห่างไกลจากการเป็นแบบอย่างของพลเมืองดี เปาโลสารภาพความบกพร่องของตนเองในอดีตว่า “เมื่อก่อนนั้นข้าพเจ้าเป็นคนหลู่พระเกียรติ ข่มเหงและทำการหมิ่นประมาท” (ข้อ13) หลังจากที่ท่านยอมรับว่าพระเยซูเสด็จมาเพื่อช่วย (คนบาป) ท่านยอมรับเหมือนกับเชสเตอร์ตั้นว่า “ในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก” (ข้อ 15) เปาโลรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับโลก และท่านก็รู้ถึงความหวังเดียวในการแก้ไขให้ถูกต้อง นั่นคือ “พระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (ข้อ 14) ช่างเป็นความจริงที่อัศจรรย์! ความจริงอันถาวรนี้นำเราให้มองไปยังแสงสว่างแห่งความรักที่ช่วยให้รอดของพระคริสต์
แผลเป็นสีทอง
ในประเทศเนเธอร์แลนด์ กลุ่มนักออกแบบแฟชั่นจัดงานสัมมนาปฏิบัติการเรื่อง “รอยประสานสีทอง” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทคนิค “คินสุกิ” ของญี่ปุ่น ที่จะซ่อมแซมรอยแตกร้าวของเครื่องกระเบื้องด้วยทองคำ โดยผู้เข้าร่วมงานจะร่วมกันซ่อมแซมเสื้อผ้าโดยเปิดเผยให้เห็นถึงรอยซ่อมนั้นแทนที่จะปกปิดเอาไว้ แขกรับเชิญนำ “เสื้อผ้าที่เขารักแต่มีรอยขาดมารับการซ่อมแซมด้วยด้ายสีทอง” เมื่อซ่อมเสร็จ รอยซ่อมแซมบนเสื้อผ้าทำให้เกิดลวดลายใหม่ที่เรียกว่า “แผลเป็นสีทอง”
เสื้อผ้าที่เสียหายได้รับการซ่อมแซมโดยเน้นให้เห็นตำแหน่งที่ขาดหรือหลุดลุ่ย นี่อาจคล้ายกับสิ่งที่เปาโลหมายความถึงกล่าวว่าท่านจะ “อวด” สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของท่าน แม้ว่าท่านจะได้รับ “นิมิตและการสำแดงที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” ท่านก็ไม่ได้อวดเกี่ยวกับสิ่งนั้น (2 คร.12:6) ท่านถูกดึงไว้ไม่ให้เย่อหยิ่งหรือมั่นใจเกินตัวโดย “หนามใหญ่” ในเนื้อของท่าน (ข้อ 7) ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าท่านหมายถึงอะไร อาจเป็นความกดดัน ไข้ป่า การถูกข่มหง หรือสิ่งอื่น ไม่ว่ามันคืออะไร ท่านได้ทูลขอพระเจ้าให้เอาออกไป แต่พระเจ้าตรัสว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (ข้อ 9)
เช่นเดียวกับรอยฉีกขาดบนเสื้อผ้าเก่าที่สามารถกลายเป็นความงดงามด้วยมือของนักออกแบบ บาดแผลและความอ่อนแอในชีวิตของเราก็สามารถกลายเป็นที่ซึ่งฤทธานุภาพและสง่าราศีของพระเจ้าจะส่องประกาย พระองค์ทรงยึดเราเข้าด้วยกัน ทรงเปลี่ยนแปลงเราและทำให้ความอ่อนแอของเรางดงาม
แข็งแกร่งกว่าความเกลียด
คริสพบว่าตัวเองพึมพำประโยคที่เปี่ยมด้วยพลังและพระคุณว่า “ความรักนั้นแข็งแกร่งกว่าความเกลียดชัง” ในช่วง 24 ชั่วโมงของการเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าของชารอนด้าแม่ของเขา เธอถูกฆ่าพร้อมกับอีก 8 คนในชั้นเรียนพระคัมภีร์คืนวันพุธ ที่เมืองชาลส์ตันรัฐเซาท์แคโรไลน่า ชีวิตของวัยรุ่นคนนี้ได้รับการปลูกฝังอะไรที่ทำให้ถ้อยคำเหล่านี้ออกมาจากปากและใจของเขาได้ คริสเป็นผู้ที่เชื่อในพระเยซู โดยมีคุณแม่ที่ “รักทุกคนอย่างสุดใจ”
ในพระธรรมลูกา 23:26-49 เราได้นั่งแถวหน้าเพื่อดูฉากการประหารชีวิตอาชญากร 2 คน และพระเยซูผู้บริสุทธิ์ (ข้อ 32) ทั้ง 3 คนถูกตรึงบนกางเขน (ข้อ 33) ท่ามกลางความตกตะลึง เสียงถอนหายใจ และเสียงครวญครางของผู้ที่ถูกตรึงบนกางเขน เราได้ยินพระเยซูตรัสว่า “โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร” (ข้อ 34) ความมุ่งมั่นที่เต็มด้วยความเกลียดชังของเหล่าผู้นำทางศาสนาเป็นเหตุให้เกิดการถูกตรึงกางเขนของพระองค์ผู้ทรงเป็นสุดยอดในเรื่องความรัก แม้ในความเจ็บปวดรวดร้าว ความรักของพระเยซูยังคงได้รับชัยชนะ
คุณหรือคนที่คุณรักเป็นเป้าหมายของความเกลียดชัง ความมุ่งร้าย ความขมขื่น หรือความรังเกียจอย่างไร ขอความเจ็บปวดนั้นจะกระตุ้นให้คุณอธิษฐาน และขอแบบอย่างของพระเยซูและคริสหนุนใจคุณด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้เลือกที่จะรักแทนการเกลียดชัง
ฟังเสียงข้ามดวงดาว
ลองจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ สัญญาณอินเตอร์เน็ต จีพีเอส บลูทูธ หรือเตาไมโครเวฟ นี่คือวิถีชีวิตในเมืองเล็กชื่อว่ากรีนแบงก์ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็น ”เมืองที่เงียบที่สุดในอเมริกา” นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของหอดูดาวกรีนแบงก์ ซึ่งมีกล้องโทรทรรศน์วิทยุนำทางที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล้องนี้ต้องการความ ”เงียบ” เพื่อจะ “ฟัง” คลื่นวิทยุที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ที่มาจากการเคลื่อนที่ของกลุ่มวัตถุและหมู่ดาวในอวกาศ มันมีพื้นผิวรับสัญญาณใหญ่กว่าสนามฟุตบอล และตั้งอยู่ใจกลางเขตปลอดสัญญาณวิทยุแห่งชาติบนพื้นที่ 34,000 ตารางกิโลเมตร ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันกล้องโทรทรรศน์ที่มีความไวสูงไม่ให้ถูกรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์
ความเงียบที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้ยิน “ดนตรีของหมู่ดาวในอวกาศ” สิ่งนี้ยังช่วยเตือนผมถึงความจำเป็นที่เราต้องเงียบเสียงลงเพื่อจะฟังเสียงขององค์ผู้สร้างจักรวาล พระเจ้าทรงสื่อสารกับประชากรที่หลงหาย และถูกรบกวนผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “เอียงหูของเจ้าและมาหาเรา จงฟังเพื่อจิตวิญญาณของเจ้าจะมีชีวิต และเราจะทำพันธสัญญานิรันดร์กับเจ้า” (อสย.55:3) พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะมอบความรักอันสัตย์ซื่อของพระองค์ แก่ผู้ที่เสาะหาและหันกลับมาหาพระเจ้าเพื่อรับการอภัยโทษบาป
เราตั้งใจฟังเสียงของพระเจ้าได้โดยหันจากสิ่งรบกวนมาพบพระองค์ในการอ่านพระคัมภีร์และการอธิษฐาน พระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ห่างไกล พระองค์ปรารถนาให้เราจัดสรรเวลาให้กับพระองค์ เพื่อพระองค์จะเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในชีวิตประจำวันของเรา และในตลอดนิรันดร์