บทเพลงยามค่ำคืน
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้วเมื่อตอนที่เกิดไฟดับ ผมอยู่บ้านกับลูกน้อยอีกสองคนและนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเจอไฟดับ หลังจากมั่นใจว่าการไฟฟ้ารู้ปัญหานี้แล้ว ผมจึงไปหาเทียนมาจุดและนั่งล้อมรอบแสงเทียนที่ริบหรี่กับลูกๆในห้องครัว พวกเขาดูตื่นกลัวและเสียขวัญ เราจึงเริ่มร้องเพลง ไม่นานสีหน้าที่หวาดหวั่นก็ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้ม บางครั้งในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดนั้นเราต้องการบทเพลง
สดุดี 103 อาจเป็นหนึ่งในบทสดุดีที่ใช้ร้องหรืออธิษฐานหลังจากคนของพระเจ้ากลับจากการเป็นเชลยสู่บ้านเกิดที่ปรักหักพัง พวกเขาต้องการร้องเพลง ในช่วงเวลาวิกฤติ แต่ไม่ใช่เพลงอะไรก็ได้ พวกเขาต้องการร้องถึงพระลักษณะของพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ สดุดี 103 ยังช่วยให้เราไม่ลืมว่าพระเจ้าทรงพระกรุณา มีพระคุณ อดทนและอุดมด้วยความรักมั่นคง (ข้อ 8) และหากเรายังสงสัยว่าเราจะยังถูกพิพากษาเพราะความบาปหรือไม่ เพลงสดุดีประกาศว่าพระเจ้าไม่ทรงกริ้ว ทรงให้อภัยแล้วและพระองค์รู้สึกเมตตาสงสาร นี่คือสิ่งดีที่เราควรจะเปล่งเสียงร้องถึงในท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดของชีวิต
บางทีคุณอาจกำลังอยู่ที่นั่น ในที่ที่มืดและยากลำบาก กำลังสงสัยว่าพระเจ้าดีจริงหรือไม่ และตั้งคำถามเกี่ยวกับความรักของพระองค์ที่มีต่อคุณ หากเป็นเช่นนั้น ขอให้อธิษฐานและร้องเพลงถึงพระองค์ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยความรัก!
ใครต้องการฉัน
ขณะอยู่บนเที่ยวบินกลางคืนไปวอชิงตันดีซี อาเธอร์ บรูคส์นักเขียนคอลัมน์วิจารณ์แอบได้ยินหญิงชราคนหนึ่งกระซิบกับสามีว่า “ไม่จริงเลยที่ว่าไม่มีใครต้องการคุณ” สามีพึมพำว่าเขาน่าจะตายได้แล้วและภรรยาตอบว่า “หยุดพูดอย่างนั้นได้แล้ว” เมื่อเครื่องบินลงจอด บรูคส์หันไปและจำชายคนนั้นได้ทันที เขาเป็นวีรบุรุษที่ดังไปทั่วโลก ผู้โดยสารคนอื่นจับมือเขาและนักบินประกาศขอบคุณที่เขาได้แสดงความกล้าหาญเมื่อหลายสิบปีก่อน บุรุษผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้จมอยู่ในความสิ้นหวังได้อย่างไร
ผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ปราบผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล 450 คนอย่างกล้าหาญด้วยตัวคนเดียว ซึ่งท่านคิดว่าอย่างนั้น (1 พกษ.18) แต่แท้จริงท่านไม่ได้ทำตามลำพัง พระเจ้าทรงอยู่ด้วยตลอด! แต่ต่อมาเมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว ท่านขอให้พระเจ้าพรากชีวิตท่านไปเสีย
พระเจ้าทรงชูใจเอลียาห์ด้วยการนำท่านไปอยู่ต่อหน้าพระองค์และประทานประชาชนกลุ่มใหม่ให้ท่านรับใช้ ท่านต้องไป “เจิมฮาซาเอลไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนือประเทศซีเรีย” เยฮูให้เป็น “กษัตริย์เหนืออิสราเอล” และเอลีชา “ให้เป็นผู้เผยพระวจนะแทนเจ้า” (19:15-16) เอลียาห์มีกำลังขึ้นด้วยเป้าหมายใหม่ ท่านพบและสั่งสอนผู้ที่จะมารับช่วงต่อจากท่าน
ชัยชนะยิ่งใหญ่ของคุณอาจอยู่ในอดีต คุณอาจรู้สึกว่าชีวิตผ่านจุดสูงสุดมาแล้วหรือไม่เคยถึงจุดนั้นเลย นั่นไม่เป็นไร ลองมองไปรอบๆ สนามรบอาจดูเล็กลง ผลที่ได้อาจไม่ยิ่งใหญ่แต่ก็ยังมีคนที่ต้องการคุณ ขอให้รับใช้พวกเขาอย่างดีเพื่อพระเยซูและมันจะมีความหมาย นั่นคือเป้าหมายของคุณและเหตุผลที่คุณยังอยู่ที่นี่
ความสุขเปรมปรีดิ์มีแก่ชาวโลก
คริสต์มาสทุกปีเราจะตกแต่งบ้านด้วยฉากวันประสูติจากทั่วโลก เรามีพีระมิดวันประสูติจากเยอรมัน ฉากในรางหญ้าที่ทำด้วยไม้มะกอกจากเบธเลเฮม และฉากชนบทในเม็กซิโกที่สีสันสดใส ชิ้นโปรดของครอบครัวเราเป็นฉากทางเข้าแปลกๆจากแอฟริกา แทนที่จะมีแกะและอูฐตามแบบฉบับเดิม กลับมีฮิปโปที่จ้องมองพระกุมารเยซูอย่างสุขใจ
มุมมองทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันซึ่งสะท้อนในฉากวันประสูติเหล่านี้ ทำให้ฉันอบอุ่นหัวใจเมื่อได้พินิจพิจารณาเครื่องเตือนใจอันงดงามแต่ละชิ้น ว่าการประสูติของพระเยซูไม่ใช่เพื่อชนชาติใดชนชาติหนึ่ง แต่เป็นข่าวดีสำหรับคนทั้งโลก เป็นเหตุผลให้ทุกคนจากทุกประเทศและทุกชาติพันธุ์ชื่นชมยินดี
ทารกน้อยที่ปรากฏในแต่ละฉากวันประสูติแสดงให้เห็นพระทัยของพระเจ้าที่ทรงมีต่อทั้งโลกนี้ ดังที่ยอห์นบันทึกไว้ในบทสนทนาของพระคริสต์กับฟาริสีช่างถามชื่อนิโคเดมัสว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.3:16)
พระเยซูเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเรียกที่ใดในโลกนี้ว่าบ้าน การประสูติของพระเยซูคือความรักและสันติสุขที่พระเจ้าทรงหยิบยื่นให้คุณ และทุกคนที่พบชีวิตใหม่ในพระคริสต์ “จากทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกชาติและทุกประเทศ” ในวันหนึ่งจะได้สรรเสริญพระสิริของพระเจ้าไปตลอดนิรันดร์ (วว.5:9)
เมื่อเกิดสันติสุข
ในคืนก่อนคริสต์มาสอันหนาวเย็นที่เบลเยียมในปี 1914 เสียงร้องเพลงดังมาจากสนามเพลาะที่ทหารอยู่ เนื้อร้อง “ราตรีสงัด” ดังออกมาเป็นภาษาเยอรมันสลับกับภาษาอังกฤษ ทหารที่ยิงต่อสู้กันเมื่อตอนกลางวันวางอาวุธลงและออกมาจากสนามเพลาะเพื่อจับมือกันใน “เขตแดนไร้เจ้าของ” ที่อยู่ระหว่างพวกเขา แลกเปลี่ยนคำอวยพรคริสต์มาสและของขวัญเท่าที่มีซึ่งไม่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า การหยุดยิงดำเนินต่อไปถึงวันรุ่งขึ้น ทหารได้พูดคุยและหัวเราะด้วยกัน จนถึงขั้นจัดการแข่งขันฟุตบอลกัน
การหยุดยิงในวันคริสต์มาสปี 1914 ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นตลอดแนวรบที่เรียกว่าเวสเทิร์นฟรอนต์ แสดงให้เห็นสันติสุขที่ทูตสวรรค์กล่าวถึงในคืนก่อนคริสต์มาสแรกเมื่อนานมาแล้ว ทูตสวรรค์องค์หนึ่งกล่าวกับคนเลี้ยงแกะที่หวาดกลัวว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสตเจ้ามาบังเกิดที่เมืองดาวิด” (ลก.2:10-11) จากนั้นทูตสวรรค์อีกหมู่หนึ่งปรากฏขึ้น “สรรเสริญพระเจ้าว่า ‘พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น’” (ข้อ 13-14)
พระเยซูคือ “องค์สันติราช” ที่ช่วยเราให้รอดจากบาปของเรา (อสย.9:6) ด้วยการเสียสละบนกางเขน พระองค์หยิบยื่นการอภัยโทษและสันติสุขร่วมกับพระเจ้าให้แก่ทุกคนที่วางใจในพระองค์
ไม่วาววับ แค่รุ่งโรจน์
เมื่อมองดูของตกแต่งคริสต์มาสที่เซเวียร์ลูกชายของฉันทำขึ้นปีแล้วปีเล่า กับของประดับเล็กๆที่ไม่เข้ากันซึ่งยายส่งมาให้เขาทุกปี ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่พอใจกับการตกแต่งของเรา ฉันให้คุณค่ากับการสร้างสรรค์และความทรงจำที่ผูกกับของตกแต่งทุกชิ้นเสมอมา แต่ทำไมของโชว์ในร้านค้าจึงดึงดูดให้ฉันอยากได้ต้นคริสต์มาสที่มีไฟประดับ ลูกบอลเงาวับและโบว์ผ้าซาตินที่เข้าชุดกัน
เมื่อฉันละสายตาจากต้นคริสต์มาสในบ้าน ฉันเหลือบไปเห็นของประดับสีแดงรูปหัวใจที่มีคำเรียบๆ เขียนไว้ว่า พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน ฉันลืมไปได้อย่างไรว่าครอบครัวกับความหวังในพระคริสต์คือสาเหตุที่ฉันรักการฉลองวันคริสต์มาส ต้นคริสต์มาสที่เรียบง่ายของเราอาจดูไม่เหมือนต้นคริสต์มาสในร้าน แต่ความรักที่อยู่เบื้องหลังของประดับทุกชิ้นทำให้มันสวยงาม
เช่นเดียวกับต้นคริสต์มาสเล็กๆของเรา พระเมสสิยาห์ไม่ได้ทรงเป็นไปตามที่โลกคาดหวังไว้เลย (อสย.53:2) พระเยซู “ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง” (ข้อ 3) แต่ในการแสดงความรักอันยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงเลือกที่จะ “ถูกบาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย” (ข้อ 5) พระองค์อดทนกับการถูกลงโทษเพื่อให้เรามีสันติสุข (ข้อ 5) ไม่มีสิ่งใดงดงามกว่านี้อีกแล้ว
ด้วยใจขอบคุณสำหรับของประดับของเราที่ไม่สมบูรณ์แบบ และองค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงสมบูรณ์พร้อมทั้งสิ้น ฉันเลิกปรารถนาในสิ่งแวววับและสรรเสริญพระเจ้าสำหรับความรักอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ ของประดับแวววาวไม่อาจเทียบได้กับความงดงามของพระเยซูผู้เป็นของขวัญแห่งการเสียสละพระองค์เอง
เอนกายอ่านหนังสือดีๆ
ประเทศเล็กๆอย่างไอซ์แลนด์เป็นประเทศของนักอ่าน มีรายงานว่าในแต่ละปีที่นี่มีการตีพิมพ์และมีอัตราการอ่านหนังสือต่อคนมากกว่าประเทศอื่นๆ ในคืนก่อนวันคริสต์มาสเป็นธรรมเนียมที่ชาวไอซ์แลนด์จะให้หนังสือแก่ครอบครัวและเพื่อนฝูงและอ่านกันจนดึกดื่น ธรรมเนียมนี้มีที่มาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีการจำกัดสินค้านำเข้าและกระดาษมีราคาถูก สำนักพิมพ์ในไอซ์แลนด์เริ่มปล่อยหนังสือใหม่จำนวนมากออกสู่ตลาดในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ปัจจุบันแคตตาล็อกหนังสือออกใหม่ในประเทศจะถูกส่งไปถึงทุกบ้านในไอซ์แลนด์ราวกลางเดือนพฤศจิกายน ธรรมเนียมนี้เรียกกันว่า คริสต์มาสที่ท่วมท้นไปด้วยหนังสือ
เราควรขอบคุณพระเจ้าที่ทรงอวยพรให้หลายคนมีของประทานในการแต่งเรื่องราวดีๆ และให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจหรือแรงกระตุ้นให้ผู้อื่นผ่านถ้อยคำ ไม่มีอะไรเทียบได้กับหนังสือดีๆสักเล่ม! หนังสือที่ขายดีที่สุดคือพระคัมภีร์นั้นเขียนโดยผู้เขียนจำนวนมากในรูปความเรียงและบทกวี บางเรื่องก็ยอดเยี่ยม บางเรื่องก็ไม่ดีนัก แต่ทุกเรื่องล้วนให้แรงดลใจ ตามที่อัครทูตเปาโลย้ำเตือนทิโมธี “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม” และเตรียมคนของพระเจ้าให้พร้อม “ที่จะกระทำการดีทุกอย่าง” (2 ทธ.3:16-17) การอ่านพระคัมภีร์นั้นเปลี่ยนจิตใจ ดลใจและช่วยเราให้มีชีวิตเพื่อพระองค์และนำเราสู่ความจริง (2:15)
เมื่อเราอ่านหนังสือ ขออย่าให้เราลืมหาเวลาเอนกายอ่านหนังสือที่ดีที่สุดในโลก นั่นคือพระคัมภีร์
จะตั้งชื่อลูกว่าอะไร
บทสนทนาหนึ่งที่นางมารีย์ไม่ต้องคุยกับโยเซฟขณะที่รอคลอดทารกในครรภ์คือ “โยเซฟ เราจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรดี” ไม่เหมือนกับคนส่วนมากขณะรอลูกคลอด พวกเขาไม่มีคำถามว่าจะเรียกลูกด้วยชื่ออะไร
ทูตสวรรค์ที่มาปรากฏกับนางมารีย์และจากนั้นกับโยเซฟได้บอกพวกเขาว่าทารกจะชื่อเยซู (มธ.1:20-21; ลก.1:30-31) ทูตสวรรค์ที่ปรากฏแก่โยเซฟอธิบายว่าชื่อนี้บ่งบอกว่าทารกจะ “ช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา”
ทารกจะถูกเรียกด้วยว่า “อิมมานูเอล” (อสย.7:14) ซึ่งแปลว่า “พระเจ้าทรงสถิตกับเราทั้งหลาย” เพราะพระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์ที่ถูกพันผ้าอ้อมไว้ ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้เปิดเผยพระนามอื่นอีกว่า “ที่ปรึกษามหัศจรรย์” “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” “พระบิดานิรันดร์” และ “องค์สันติราช” (9:6) เพราะพระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งที่ได้กล่าวมา
การตั้งชื่อทารกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเสมอ แต่ไม่มีทารกคนไหนมีชื่อที่ทรงฤทธิ์อำนาจ น่าตื่นเต้น และเปลี่ยนแปลงโลกได้เหมือน “พระเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์” (มธ.1:16) ช่างน่าตื่นเต้นที่เราสามารถ “ออกพระนามพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (1 คร.1:2) ได้! ไม่มีนามอื่นใดที่ช่วยให้รอดได้ (กจ.4:12)
ให้เราสรรเสริญพระเยซูและใคร่ครวญถึงความหมายทั้งหมดที่พระองค์มีต่อเราในเทศกาลคริสต์มาสนี้!
สร้างเพื่อพระสิริ
หลังอาหารเย็นวันคริสต์มาส อานาลูกสะใภ้ของฉันเสิร์ฟขนมตังหยวน บัวลอยหลากสีในน้ำเชื่อมร้อนๆ ที่รับประทานในวันเหมายันตามธรรมเนียมจีน ซึ่งมักตรงกับช่วงคริสต์มาส พีทลูกชายวัยสามขวบของเธอชี้อย่างภูมิใจว่า “ผมปั้นลูกนี้และลูกนั้น!” ฉันหัวเราะ แม้บัวลอยของพีทจะบู้บี้และผิดขนาด สำหรับเขานั่นคือผลงานชิ้นเอก
นี่สะท้อนให้ฉันเห็นว่าพระเจ้าทรงมองเราอย่างไร เมื่อพระองค์สร้างมนุษย์ในวันสุดท้ายของการสร้างโลก พระองค์ “ทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก” (ปฐก.1:31) แม้ต่อมามนุษย์จะทำบาป แต่ผู้เขียนสดุดีระลึกว่าเราถูกสร้างมา “อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม” (สดด.139:14 TNCV) เรายังคงเป็นผลงานชิ้นเอกของพระเจ้าแม้จะตกอยู่ในบาป และพระเจ้าไม่ได้ทรงปล่อยเราไว้ในบาปนั้น พระองค์ทรงไถ่เราในพระคริสต์เพื่อเราจะเป็นฝีพระหัตถ์ที่เหมาะกับการดีเพื่อพระสิริของพระองค์ (อฟ.2:10)
บางครั้งฉันก็ลืมไปว่า ฉันไม่เพียงถูกสร้างมาด้วยความรักแต่ยังถูกสร้างขึ้นใหม่ในพระคริสต์ด้วยความรักด้วย เมื่อลืมความจริงข้อนี้ ฉันก็รู้สึกด้อยค่าหรือหมกมุ่นอยู่กับการสงสารตัวเอง แล้วคุณล่ะ การมองดูหลานชายชื่นชมยินดีกับเม็ดบัวลอยที่บู้บี้ ย้ำเตือนฉันว่าเราจะต้องถูกขัดเกลาให้เป็นเหมือนที่พระเจ้าทรงมองเห็นเรา คือเป็นผลงานชิ้นเอกที่พระองค์ทรงรัก ได้รับการไถ่ในพระคริสต์ ดังนั้น ให้เราใช้ชีวิตอย่างชื่นชมยินดีที่ได้เป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า
คุณสวมใครอยู่
ทีมบาสเก็ตบอลหญิงของอาร์เจนตินามาร่วมการแข่งขันโดยใส่ชุดลงแข่งผิด ชุดทีมของพวกเขาสีกรมท่าคล้ายกับชุดสีน้ำเงินเข้มของทีมโคลัมเบียมากเกินไป และในฐานะทีมเยือนพวกเขาควรต้องใส่ชุดสีขาว พวกเขาไม่มีเวลาหาชุดมาเปลี่ยนได้ทันจึงต้องสละสิทธิ์ในการแข่งขัน ต่อจากนี้ไปอาร์เจนตินาจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขากำลังสวมชุดอะไร
ในสมัยผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์ พระเจ้าทรงให้ท่านเห็นนิมิตที่มหาปุโรหิตโยชูวาเข้าเฝ้าพระเจ้าในชุดที่เหม็นและสกปรก ซาตานชี้และเย้ยหยัน ท่านถูกตัดสิทธิ์! จบเกม! แต่ยังมีเวลาให้เปลี่ยน พระเจ้าตำหนิซาตานและสั่งให้ทูตสวรรค์เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเก่าๆของท่าน พระองค์ตรัสกับโยชูวาว่า “ดูเถิด เราได้เอาความผิดบาปออกไปเสียจากเจ้าแล้ว และเราจะประดับตัวเจ้าด้วยเสื้อผ้าอันสะอาด” (ศคย.3:4)
เราเข้ามาในโลกพร้อมด้วยกลิ่นเหม็นจากความบาปของอาดัม ซึ่งเราสวมทับด้วยความบาปของเราเอง หากเรายังสวมชุดสกปรกของเราอยู่ เราจะต้องพ่ายแพ้เกมแห่งชีวิต แต่ถ้าเรารังเกียจบาปของเราและหันมาหาพระเยซู พระองค์จะทรงสวมพระองค์เองและความชอบธรรมของพระองค์ให้เราตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงเวลาสำรวจแล้วว่า เรากำลังสวมใครอยู่
ท่อนสุดท้ายของเพลงนมัสการ “ความหวังของข้า” อธิบายว่าเราจะมีชัยชนะได้อย่างไร “เมื่อพระเยซูเสด็จลงมา แตรลั่นท้องฟ้า ข้าแสนยินดี สวมเสื้อชอบธรรม สง่าราศี ข้าคอยต้อนรับองค์พระภูมี”