คิดต่าง
ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ผมใช้เวลาช่วงปิดภาคฤดูร้อนในเวเนซุเอลามากพอสมควร อาหารน่าประทับใจ ผู้คนเบิกบาน อากาศและการต้อนรับช่างสวยงาม อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันแรกๆผมเริ่มสังเกตว่ามุมมองเรื่องการบริหารเวลาของผมไม่เหมือนกับเหล่าเพื่อนใหม่ ถ้าเราวางแผนกินอาหารกลางวันตอนเที่ยง นั่นหมายถึงช่วงเวลาเที่ยงถึงบ่ายโมง เช่นเดียวกับการนัดหมายเพื่อการท่องเที่ยว คือกรอบของเวลาจะวางแบบหลวมๆไม่กำหนดอย่างตายตัว ผมเริ่มเรียนรู้ว่าความคิดเรื่อง “ตรงต่อเวลา” ของผมนั้นถูกกำหนดขึ้นตามวัฒนธรรมมากกว่าที่ผมตระหนัก
เราทุกคนถูกหล่อหลอมโดยค่านิยมทางวัฒนธรรมรอบตัวเรา ซึ่งเรามักจะไม่สังเกต เปาโลเรียกแรงกดดันทางวัฒนธรรมนี้ว่า “ยุค” (รม.12:2) ณ จุดนี้“ยุค” ไม่ได้หมายถึงสภาพทางกายภาพ แต่หมายถึงวิธีคิดที่แพร่กระจายอยู่ในการดำรงชีวิตของเรา คือความคิดหรือความเชื่อในเรื่องใดโดยไม่เคยตั้งคำถาม และแนวคิดชี้นำที่ถ่ายทอดมาให้กับเรา เพียงเพราะเราอยู่ในสถานที่และช่วงเวลานั้นๆ
เปาโลเตือนให้เราระวังว่า “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้” แต่เราจะต้อง “รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ” (ข้อ 2) แทนที่จะยอมรับเอาแนวคิดและความเชื่อที่ปกคลุมเราอยู่อย่างง่ายดาย เราถูกเรียกให้กระตือรือร้นที่จะทำตามวิธีคิดของพระเจ้า และเรียนรู้ที่จะเข้าใจ “น้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม” (ข้อ 2) ให้เราเรียนรู้ที่จะติดตามพระเจ้าแทนที่จะติดตามเสียงอื่นๆ
ภาพเหมือน
ระหว่างออกไปเที่ยว เราพบผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้จักกับครอบครัวของสามีฉันตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก เธอมองดูอลันแล้วก็ลูกชายของเราซาเวียร์ “เขาเป็นภาพเหมือนของพ่อเขา” เธอพูด “ทั้งดวงตา รอยยิ้ม ใช่แล้ว เหมือนเขาทุกอย่าง” ขณะที่เธอยินดีในความเหมือนที่เห็นได้ชัดระหว่างพ่อกับลูกชาย เธอยังเห็นบุคลิกที่คล้ายคลึงกันอีกด้วย ถึงแม้พวกเขาจะมีหลายสิ่งที่เหมือนกัน แต่ลูกชายของฉันก็ยังไม่สามารถสะท้อนภาพพ่อของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
มีบุตรชายคนเดียวเท่านั้นคือพระเยซู ที่สามารถสะท้อนภาพพระบิดาของพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์ พระคริสต์ทรงเป็น “พระฉายของพระเจ้าผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา” (คส.1:15) ในพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์ ทุกอย่างได้ถูกสร้างขึ้น (ข้อ 16) “พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวงและสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์” (ข้อ 17)
เราสามารถใช้เวลาในการอธิษฐาน ศึกษาพระคำ เพื่อค้นหาพระลักษณะของพระบิดาโดยการมองที่พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่มีเลือดเนื้อ พระองค์เชื้อเชิญเราให้เป็นพยานถึงความรักของพระองค์ ที่ทรงสำแดงออกต่อผู้คนในพระคัมภีร์และในการดำเนินชีวิตของเราแต่ละวัน หลังจากที่เรายอมมอบชีวิตของเราให้กับพระคริสต์ และได้รับของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราก็สามารถเติบโตในการรู้จักและวางใจในพระบิดาที่รักของเรา พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเราเพื่อให้เราสะท้อนพระลักษณะของพระองค์ ดังนั้นเราจึงสามารถมีชีวิตเพื่อพระองค์
จะน่าชื่นชมยินดีเพียงไร หากผู้อื่นสามารถพูดได้ว่าเราเหมือนพระเยซู
ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
เมื่อกระท่อมของชายผู้ตั้งรกรากอยู่ในเขตเทือกเขาของรัฐอลาสก้าถูกไฟไหม้ เขาถูกทอดทิ้งให้อยู่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บไม่มีที่พักพิง โดยมีอาหารเครื่องนุ่งห่มเพียงเล็กน้อยท่ามกลางฤดูหนาวที่รุนแรงในรัฐที่หนาวที่สุดของอเมริกา สามสัปดาห์ต่อมา ชายผู้นั้นก็ได้รับการช่วยชีวิตเมื่อเครื่องบินลำหนึ่งบินผ่านมาและเห็นรหัสขอความช่วยเหลือ ขนาดใหญ่ที่เขาเขียนลงบนหิมะด้วยเขม่าสีดำ
ดาวิดผู้เขียนพระธรรมสดุดีก็อยู่ในภาวะคับขัน ท่านถูกกษัตริย์ซาอูลผู้มีใจอิจฉาตามล่าและหาทางที่จะฆ่าท่าน ท่านจึงหนีไปยังเมืองกัทและแสร้งทำเป็นคนบ้าเพื่อจะมีชีวิตรอด (ดู 1 ซมอ.21) เหตุการณ์นั้นได้กลายเป็นที่มาของพระธรรมสดุดี 34 ซึ่งดาวิดได้อธิษฐานต่อพระเจ้าและพบกับสันติสุข (ข้อ 4, 6) พระเจ้าทรงฟังคำวิงวอนและช่วยท่านให้รอด
คุณกำลังสิ้นหวังและร้องขอความช่วยเหลืออยู่หรือไม่ จงมั่นใจเถิดว่าพระเจ้ายังคงฟังและตอบสนองต่อคำอธิษฐานที่สิ้นหวังของเราในวันนี้ เช่นเดียวกับดาวิด พระเจ้าทรงเอาใจใส่ต่อเสียงร้องทูลของเราและขจัดความกลัวออกไปจากใจเรา (ข้อ 4) และทรงช่วยเราให้ “พ้นจากความยากลำบากทั้งสิ้น” (ข้อ 6)
พระคัมภีร์เชิญชวนให้เรา “มอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน” (สดด.55:22) เมื่อเรามอบสถานการณ์ที่ยากลำบากไว้กับพระเจ้า เราสามารถวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงช่วยในยามที่เราต้องการ และเราจะปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์
สิ่งใหม่
การทำเกษตรเป็นเรื่องยากในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำจืด เพื่อแก้ปัญหานี้ บริษัทซีวอเตอร์ กรีนเฮาส์จึงได้พัฒนาสิ่งใหม่ที่เรียกว่า “บ้านหล่อเย็น” ขึ้นในโซมาลิแลนด์ ทวีปแอฟริกา และในประเทศอื่นๆที่มีสภาพอากาศคล้ายกัน บ้านหล่อเย็นนี้ใช้ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อฉีดน้ำทะเลลงบนฝาผนังที่ทำจากกระดาษแข็งลูกฟูก เมื่อน้ำไหลลงมาตามผนังเกลือจะไปเกาะอยู่ด้านหลัง ขณะที่น้ำจืดส่วนใหญ่จะระเหยอยู่ภายในโครงสร้าง ทำให้เกิดความชื้นซึ่งพืชผลสามารถงอกงามได้
พระเจ้าทรงสัญญาผ่านอิสยาห์ว่าจะทำ “สิ่งใหม่” เมื่อพระองค์ทรงจัดเตรียม “แม่น้ำในที่แห้งแล้ง” สำหรับคนอิสราเอลในสมัยโบราณ (อสย.43:19) สิ่งใหม่นี้ตรงข้ามกับสิ่งเก่าที่พระองค์เคยทำเพื่อช่วยกู้ประชากรของพระองค์จากกองทัพของอียิปต์ ยังจำเรื่องทะเลแดงได้ไหม พระเจ้าต้องการให้ประชากรของพระองค์ระลึกถึงอดีต แต่อย่าให้อดีตมาบดบังการที่พระองค์จะเข้ามามีส่วนในชีวิตปัจจุบันของพวกเขา (ข้อ 18) พระองค์ตรัสว่า “ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ เราจะทำทางในถิ่นทุรกันดาร” (ข้อ 19)
การมองย้อนกลับไปในอดีตอาจช่วยเสริมความเชื่อเราถึงการจัดเตรียมของพระเจ้า แต่การมีชีวิตที่จมอยู่กับอดีตอาจทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งใหม่ๆที่พระวิญญาณกำลังทำในวันนี้ เราทูลขอพระเจ้าให้สำแดงกับเราได้ว่าในปัจจุบันทรงเคลื่อนไหวเช่นไร ทั้งในการช่วยเหลือ การสร้างใหม่ และการค้ำจุนประชากรของพระองค์ ขอให้การตระหนักรู้นี้กระตุ้นให้เราร่วมมือกับพระองค์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อื่นทั้งไกลและใกล้
เฉลิมฉลองด้วยความยินดี
ช ารอนเพื่อนของฉันเสียชีวิตไปแล้วปีหนึ่ง ก่อนที่เมลิสสาลูกสาววัยรุ่นของเดฟซึ่งเป็นเพื่อนฉันจะจากไป ทั้งสองคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ คืนหนึ่งฉันฝันเห็นชารอนและเมลิสสา พวกเขาหัวเราะคิกคักและพูดคุยกันขณะที่แขวนสายรุ้งในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่โดยไม่สนใจตอนที่ฉันก้าวเข้ามาในห้อง บนโต๊ะยาวที่ปูด้วยผ้าขาว มีจานชามและแก้วน้ำที่ทำด้วยทองคำจัดวางไว้ ฉันถามพวกเขาว่าให้ฉันช่วยอะไรมั้ย แต่พวกเขาดูเหมือนจะไม่ได้ยินฉันและยังคงทำงานต่อไป แต่แล้วชารอนก็พูดว่า “นี่เป็นงานแต่งงานของเมลิสสา”
“เจ้าบ่าวคือใคร” ฉันถาม ทั้งสองไม่ตอบ แต่ยิ้มและสบตากันอย่างรู้ใจ ในที่สุดฉันก็มาถึงบางอ้อ คือพระเยซูนั่นเอง! “พระเยซูคือเจ้าบ่าว” ฉันกระซิบเบาๆ ขณะตื่นขึ้น
ความฝันนี้ทำให้ฉันนึกถึงการเฉลิมฉลองที่น่ายินดีซึ่งผู้เชื่อในพระเยซูจะได้เข้าร่วมเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา พระธรรมวิวรณ์ได้บรรยายให้เห็นภาพของงานเลี้ยงที่เรียกว่า “การมงคลสมรสของพระเมษโปดก” (19: 9) ยอห์นผู้ให้บัพติศมาผู้ซึ่งเตรียมคนสำหรับการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซู ได้เรียกพระองค์ว่า “พระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยน.1:29) ท่านยังเรียกพระเยซูว่า “เจ้าบ่าว” และเรียกตัวเองว่า “สหายของเจ้าบ่าว” (เหมือนกับเพื่อนเจ้าบ่าว) ที่กำลังรอคอยพระองค์ (3:29)
ในวันที่มีงานเลี้ยงและในตลอดตราบชั่วนิรันดร์ เราจะได้สามัคคีธรรมกับพระเยซูองค์เจ้าบ่าวของเรา กับชารอนและเมลิสสา และกับประชากรทั้งหมดของพระเจ้า
เสียงเดินของนาฬิกา
ขณะที่กลุ่มคนงานกำลังตัดน้ำแข็งในทะเลสาบและนำไปเก็บในโรงน้ำแข็ง มีคนหนึ่งพบว่านาฬิกาข้อมือของเขาหายไปในอาคารที่ไม่มีหน้าต่าง เขาและเพื่อนๆพยายามค้นหาแต่ก็ไม่พบ
หลังจากที่พวกเขายอมแพ้ ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเห็นพวกเขาเดินออกไปก็เข้าไปในอาคาร หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ออกมาพร้อมกับนาฬิกา เมื่อเขาถูกถามว่าพบมันได้อย่างไร เขาตอบว่า “ผมแค่นั่งลงเงียบๆ และไม่นานผมก็ได้ยินเสียงเดินของนาฬิกา”
พระคัมภีร์พูดถึงคุณค่าของการสงบนิ่งอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะบางครั้งพระเจ้าก็ทรงตรัสด้วยเสียงกระซิบ (1 พกษ.19:12) ในช่วงที่ชีวิตวุ่นวาย การได้ยินพระองค์นั้นเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราหยุดเร่งรีบและใช้เวลาเงียบๆกับพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ เราอาจจะได้ยินเสียงอันอ่อนโยนของพระองค์ในความคิดของเรา
สดุดี 37:1-7 ยืนยันว่า เราสามารถวางใจในพระเจ้าให้ทรงช่วยเรารอดพ้นจาก “อุบาย” ของคนชั่ว ประทานที่ลี้ภัยให้กับเรา และช่วยเราให้ดำรงไว้ซึ่งความสัตย์ซื่อ แต่เราจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไรในเมื่อชีวิตมีแต่ความวุ่นวาย
ข้อ 7 แนะนำว่า “จงสงบอยู่ต่อพระเจ้าและเพียรรอคอยพระองค์อยู่” เราสามารถเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ที่จะสงบนิ่งสักครู่หลังจากอธิษฐาน หรืออาจจะอ่านพระคัมภีร์อย่างเงียบๆ และปล่อยให้พระคำซึมซาบเข้ามาในใจ บางทีเราอาจได้ยินเสียงแห่งสติปัญญาจากพระองค์ตรัสกับเรา เบาๆและสม่ำเสมอเหมือนกับเสียงเดินของนาฬิกา
ใครควบคุมอยู่
ขณะกำลังฝึกหัดขับรถในเมืองเชนไนประเทศอินเดีย ผมต้องฝ่าการจราจรยามเช้า ซึ่งเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก เมื่อถึงจุดหนึ่งผมเกิดอาการตื่นตระหนกและเผลอไปเหยียบคันเร่งแทนที่จะแตะเบรก ผมตกใจมากขณะที่รถพุ่งไปข้างหน้า จากนั้นก็กระตุกและหยุดลง ครูสอนขับรถจึงเหยียบเบรกจากที่นั่งข้างคนขับที่เขานั่งอยู่ ขณะที่ผมมีอาการตื่นตระหนก ครูของผมกลับสงบนิ่ง
มาระโก 4:35-41 บรรยายภาพเหล่าสาวกที่ตื่นตระหนกท่ามกลางพายุขณะที่พระเยซูทรงนอนหลับ จนกระทั่งพวกสาวกมาปลุกพระองค์จึงทรงลุกขึ้นห้ามพายุ พระเยซูทรงสงบอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อเหล่าสาวกซึ่งเป็นชาวประมงที่ช่ำชอง และน่าจะเคยเจอพายุที่มาอย่างฉับพลันกลับเต็มไปด้วยความวิตก
พระเยซูทรงสงบนิ่งได้ก็เพราะพระองค์ทรงควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดเอาไว้ได้ พระเจ้าของเรานั้นทรงฤทธานุภาพสูงสุดและมีอำนาจเหนือสิ่งทรงสร้างและสรรพสิ่งที่อยู่ในนั้น รวมถึงสถานการณ์ที่เราเผชิญ ไม่มีสถานการณ์ใดที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพระองค์ พระเยซูสามารถทำให้พายุสงบลงได้ฉันใด (ข้อ 39) พระองค์ก็สามารถนำเราฝ่าวิกฤติปัญหาไปได้ฉันนั้น
วันนี้หากคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัว จงจำไว้ว่าพระเยซูทรงควบคุมทุกสิ่ง พระองค์ไม่เพียงแต่นำสันติสุขและความสงบมาสู่จิตใจคุณ แต่ยังช่วยให้คุณรอดพ้นจากพายุได้
มองขึ้นข้างบน
เจ้าหมึกตาโปนอาศัยอยู่ใน “แดนสนธยา” ของมหาสมุทร ซึ่งแสงแดดแทบจะส่องทะลุระดับน้ำที่ลึกมากลงไปไม่ถึง ชื่อเล่นของปลาหมึกตัวนี้มาจากดวงตาทั้งสองข้างของมันที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยตาซ้ายของมันค่อยๆโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปจนมีขนาดใหญ่กว่าตาขวาเกือบสองเท่า นักวิทยาศาสตร์สรุปว่าปลาหมึกใช้ตาขวาซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเพื่อมองฝ่าความมืดในน้ำลึก ขณะที่ตาซ้ายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าจะใช้มองขึ้นไปด้านบนที่มีแสงแดดส่องมา
เจ้าปลาหมึกนี้เป็นภาพที่ดูไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เหมือนกับการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ของเราและอนาคตอันแน่นอนที่เรารอคอยอยู่ในฐานะผู้ที่ถูก “ชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์” (คส.3:1) ในจดหมายของเปาโลถึงชาวเมืองโคโลสี ท่านยืนยันว่าเราควร “เอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน” เพราะชีวิตของเราถูก “ซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า” (ข้อ 2-3)
ในฐานะผู้ที่อาศัยอยู่ในโลกซึ่งกำลังรอคอยชีวิตในสวรรค์ เราฝึกฝนที่จะจับตาดูความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน แต่เช่นเดียวกับตาซ้ายของปลาหมึกที่โตขึ้นตามกาลเวลาจนมีขนาดใหญ่และไวต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเหนือตัวมัน เราก็สามารถรับรู้ได้มากขึ้นถึงวิธีการที่พระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์ในมิติฝ่ายวิญญาณ เราอาจจะยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ในพระเยซู แต่เมื่อเรามอง “ขึ้นข้างบน” ดวงตาของเราจะเริ่มมองเห็นความหมายนั้นชัดขึ้นเรื่อยๆ
วางใจในความสว่าง
พยากรณ์อากาศบอกว่าจะเกิดพายุไซโคลนระเบิด ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อพายุฤดูหนาวทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่ความกดอากาศลดลง พอตกกลางคืนพายุหิมะทำให้ทัศนวิสัยบนทางหลวงที่ไปยังสนามบินเดนเวอร์แย่ลงจนเกือบจะมองไม่เห็นทาง แต่เมื่อคนที่บินกลับมาเยี่ยมบ้านเป็นลูกสาวคุณเอง คุณจะทำทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้ เช่น สำรองเสื้อผ้าและน้ำเผื่อไว้ (ในกรณีที่คุณต้องติดอยู่บนทางหลวง) ขับรถให้ช้าที่สุด อธิษฐานไปตลอดทาง และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญไม่น้อยคือ วางใจในไฟหน้ารถของคุณ และบางครั้งคุณจะสามารถทำในสิ่งที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้
พระเยซูทรงพยากรณ์ถึงพายุที่กำลังจะมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ (ยน.12:31-33) และอีกลูกหนึ่งเป็นการท้าทายสาวกของพระองค์ให้คงไว้ซึ่งความสัตย์ซื่อและปรนนิบัติพระองค์ต่อไป (ข้อ 26) สถานการณ์กำลังมืดมนลงจนเกือบจะมองไม่เห็น พระเยซูบอกให้พวกเขาทำอะไร ทรงบอกว่าจงเชื่อหรือวางใจในความสว่าง (ข้อ 36) นั่นเป็นทางเดียวที่พวกเขาจะสามารถเดินหน้าต่อไปและคงไว้ซึ่งความสัตย์ซื่อ
พระเยซูจะอยู่กับพวกเขาอีกเพียงไม่นาน แต่ผู้เชื่อมีองค์พระวิญญาณผู้ทรงเป็นแสงส่องนำทางเราไปตลอด เราเองก็จะเผชิญกับช่วงเวลาที่มืดมิดจนเกือบจะมองไม่เห็นหนทางข้างหน้า แต่โดยการเชื่อหรือไว้วางใจในความสว่าง เราจะเดินหน้าต่อไปได้