Category  |  ODB

สงครามแย่งชิงกระดูก

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 ในพื้นที่ทางตะวันตกของอเมริกา การค้นหากระดูกไดโนเสาร์ได้ก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงกระดูกขึ้น ซึ่งนักชีววิทยาด้านสิ่งมีชีวิตโบราณสองคนต่อสู้กันเพื่อแสวงหาการค้นพบที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุด นักเขียนคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสองคน “ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อพยายามเอาชนะอีกฝ่ายในงานภาคสนาม โดยหันไปใช้การติดสินบน การขโมยและการทำลายกระดูก” เขาตั้งข้อสังเกตว่าในการพยายามทำลายผลงานของกันและกันนั้น ทั้งคู่ยังได้ทำลายชื่อเสียงของตนเองไปด้วย

ความขัดแย้งและการแข่งขันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกที่แตกสลายนี้ วิธีที่เราเลือกใช้เพื่อจัดการกับความขัดแย้งเหล่านั้นจะเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ในใจของเรา เปาโลได้เรียนรู้ถึงความขัดแย้งระหว่างสตรีสองคนในคริสตจักรที่เมืองฟีลิปปี และกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเคให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า” ท่านขอร้องบรรดาผู้เชื่อ “ให้ช่วยผู้หญิงเหล่านั้น ผู้ซึ่งได้ทำงานในข่าวประเสริฐด้วยกันกับข้าพเจ้า” (ฟป.4:2-3)

เมื่อเราพบว่าตัวเองขัดแย้งกับผู้เชื่อในพระเยซู เราจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระวิญญาณ เมื่อเรายอมจำนนต่อการทำงานของพระองค์ในใจของเรา พระองค์จะทรงช่วยให้เราสำแดงถึงผลของพระวิญญาณ (กท.5:22-23) แล้วเราจะได้มีประสบการณ์ถึงการเยียวยาและสันติสุข หากแต่ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงของเราเอง แต่เพื่อชื่อเสียงของพระคริสต์และข่าวประเสริฐ

แสวงหากุมารผู้ทรงเป็นพระคริสต์

เมื่อปีเตอร์ เทอร์ชิ ครูสอนด้านการเขียนเห็นแผนที่ฉบับหนึ่ง เขาก็มองหาการผจญภัยในแผนที่นั้น เขากล่าวว่า “การขอแผนที่ก็เหมือนกับการบอกว่า ‘เล่าเรื่องให้ฉันฟังหน่อย’” ผมจับแนวคิดนั้นมาใช้เพื่อเตรียมสอนชั้นเรียนรวีช่วงคริสต์มาสเรื่อง “ความเชื่อของโหราจารย์” ขณะที่ผมศึกษาแผนที่ต่างๆ ผมได้เรียนรู้ว่าเหล่าโหราจารย์เดินทางประมาณ 1,500 กิโลเมตร ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือนเพื่อแสวงหาพระกุมารผู้เป็นพระคริสต์ และในที่สุดก็พบ ไม่ใช่ทารกในรางหญ้าแต่เป็นเด็กวัยกำลังเดินที่อยู่กับพ่อแม่ในบ้าน อะไรคือปฏิกิริยาของพวกเขาหลังจากการเดินทางอันยาวนานเช่นนี้ พวกเขา “กราบถวายนมัสการกุมารนั้น” (มธ.2:11)

การเดินทางของพวกเขาเชิญชวนผมและนักเรียนของผมให้วางแผนด้วยความตั้งใจที่จะแสวงหาพระคริสต์อย่างเต็มที่ ตามที่พระคัมภีร์บอกเราว่า เมื่อโหราจารย์มาถึงกรุงเยรูซาเล็มในที่สุด พวกเขามีคำถามสำคัญเร่งด่วนคือ “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (ข้อ 2) ไม่ว่าระยะทาง อันตรายหรือความล่าช้าล้วนไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางการนมัสการของพวกเขา คำสั่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิตของเฮโรดนั้นฟังดูน่าขัน “จงไปค้นหากุมารนั้นเถิด” (ข้อ 8) ไม่มีใครเสาะแสวงหาพระเยซูด้วยความบากบั่นมากไปกว่าพวกโหราจารย์อีกแล้ว

เราทำตามแบบอย่างของพวกโหราจารย์ได้ โดยการแสวงหาพระคริสต์ด้วยความบากบั่นในแบบเดียวกัน และเมื่อเรานมัสการพระองค์ เราก็คาดหวังได้ว่าพระบิดาในสวรรค์จะตรัสในใจของเรา และทรงนำเราจากวิถีชีวิตแบบเก่าไปสู่หนทางใหม่ในการร่วมเดินทางไปกับพระองค์

คำอธิษฐานแห่งความห่วงใย

ผู้หญิงคนหนึ่งดูกระวนกระวายผิดปกติขณะนั่งบนเก้าอี้ทำฟัน ภาระในครอบครัวทำให้เธอวิตกกังวลอย่างมากจนเห็นได้ชัด หมอฟันรับรู้ถึงความวิตกของเธอและถามเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่องราวของเธอทำให้เขาถามว่า “ผมขออธิษฐานเผื่อคุณได้ไหม” เมื่อผู้ดูแลด้านอนามัยในช่องปากเข้ามาในห้อง เธอก็อธิษฐานเผื่อหญิงผู้นี้ด้วย การอธิษฐานสองครั้งและอีกครั้งหนึ่งหลังจากทำฟันเสร็จ ผู้หญิงคนนี้ก็ออกจากห้องไปโดยรู้ว่าเธอได้รับความห่วงใยจริงๆ 

การอธิษฐานเผื่อผู้อื่นเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเราในการแสดงให้เห็นว่าเราห่วงใย เพราะการอธิษฐานเป็นการร้องขอต่อผู้ที่ทรงเป็นแหล่งแห่งทรัพยากรยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรารู้จัก นั่นคือ พระบิดาของเราในสวรรค์ โดยเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตของผู้อื่น ใน 1 ซามูเอล 12 ซามูเอลผู้เผยพระวจนะต้องเผชิญกับความกังวลของกลุ่มคนที่วิตกอย่างมาก (ข้อ 19) คนอิสราเอลร้องขอ ที่จะมีกษัตริย์ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และพวกเขาก็กลัวว่าผลจะเป็นอย่างไร ผู้เผยพระวจนะกล่าวแก่ประชาชนว่า “อย่ากลัวเลย” (ข้อ 20) และยืนยันถึงความประเสริฐของพระเจ้าตามที่เห็นได้จากคำพูดนี้ “ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้าด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย” (ข้อ 23)

เราเองก็มีสิทธิพิเศษและได้รับการทรงเรียกให้อธิษฐานเผื่อผู้อื่นเช่นกัน บางครั้งก็เป็นแบบเงียบๆและบางครั้งก็อธิษฐานออกเสียง เมื่อเราทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเพื่อผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือนั่นก็คือการที่เราถวายเกียรติแด่พระองค์

สิ่งทรงสร้างอันงดงามของพระเจ้า

สำหรับพ่อแม่แล้ว การเสียชีวิตของลูกทำให้หัวใจแหลกสลาย แต่การสูญเสียลูกสองคนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจจินตนาการได้! นั่นคือประสบการณ์ของนิค เคฟ ผู้เป็นนักดนตรี นักเขียน และนักแสดงชาวออสเตรเลีย ในปี 2015 ลูกชายวัยสิบห้าปีของเขาตกจากหน้าผาและเสียชีวิต ไม่กี่ปีต่อมาลูกคนโตของเคฟก็เสียชีวิตลงอีก ในท่ามกลางความโศกเศร้าที่ท่วมท้น เคฟและภรรยาจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร แล้วคุณล่ะ

เคฟพยายามหาการปลอบประโลมใจจากโลกรอบตัว “โลกนี้ช่างกล้าหาญที่จะยังคงความงดงามต่อไป…แม้ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์แสนสาหัส นั่นคือโลกที่ผมเห็น” เขากล่าว “มันก็เพียงแต่ดำเนินต่อไปอย่างงดงามตามแบบแผน”

พระเยซูตรัสถึงความงดงามเช่นเดียวกันนี้ และทรงมองเห็นอย่างแท้จริงว่าความงามนั้นคือการทรงสร้างของพระเจ้า พระดำรัสของพระองค์ที่มักอ้างถึงในลูกา 12 “จงพิจารณาดูดอกไม้” (ข้อ 27) นั้นไม่ใช่เป็นการมองข้ามความทุกข์ยากในชีวิตของเรา แต่เป็นการให้เกียรติถึงโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เราเผชิญด้วยการมอบยาถอนพิษให้กับสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น โดยให้เราหยุดและพิจารณาดอกไม้หรือนกในอากาศ (ข้อ 24) หรือพระอาทิตย์ขึ้น พระคริสต์ทรงสอนเราว่า “แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าในทุ่งนาอย่างนั้น...พระองค์จะทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้น” (ข้อ 28)

เมื่อเผชิญกับความโศกเศร้าและการสูญเสีย มุมมองของโลกนี้ไม่อาจช่วยได้พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ระลึกถึงพระเจ้าองค์พระผู้สร้าง ผู้ทรงค้ำจุนสรรพสิ่งที่ทรงสร้างซึ่งยืนหยัดอย่างกล้าหาญเข้าไว้ด้วยกัน และพระองค์ทรงห่วงใยเราอย่างลึกซึ้ง

ม้านั่งมิตรภาพ

ผู้ป่วยที่อายุน้อยคนหนึ่งฆ่าตัวตายเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารถโดยสารไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาสุขภาพจิต ดร.ชิบันดารู้สึกทุกข์ใจ จึงทดลองวิธีต่างๆเพื่อให้การรักษาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โครงการม้านั่งมิตรภาพ จึงเกิดขึ้นมา โดยเป็นโครงการที่นักบำบัดจะนั่งบนม้านั่งที่จัดไว้อย่างมิดชิดเพื่อให้คำปรึกษากับผู้ที่มีความต้องการ และผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมให้เป็นนักบำบัดก็คือ คุณยาย! ในการให้สัมภาษณ์ ดร.ชิบันดาเล่าว่า “คุณยายมีรากฐานอยู่ในชุมชน...พวกเขามีความสามารถที่น่าทึ่งในการ...ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าได้รับการเคารพและความเข้าใจ”

ในเนหะมีย์บทที่ 3 เราได้อ่านถึงอีกโครงการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่ไม่ธรรมดา พวกเขาเข้าใจว่าจะต้องสร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่เพื่อพวกเขา “จะไม่ต้องอับอายขายหน้าอีก” (2:17) เมื่อเยรูซาเล็มเป็นสถานที่ปรักหักพัง นานาประเทศรายล้อมต่างก็เย้ยหยันในการพ่ายแพ้นี้ นอกเหนือจากช่างฝีมือผู้ชำนาญการอย่างอุซซีเอล ซึ่งเป็นช่างทอง (3:8) ยังมีคนอื่นที่อาจมีความสามารถพิเศษอื่นๆ เช่น ชัลลูม ผู้ปกครองแขวงต่างก็เข้ามาช่วยในโครงการนี้ (ข้อ 12)

เช่นเดียวกับที่ดร.ชิบันดาเห็นถึงอิทธิพลและความเห็นอกเห็นใจของบรรดาคุณยาย ที่จะสร้างความแตกต่างให้กับการดูแลสุขภาพจิตในประเทศซิมบับเว ขอพระเจ้าทรงโปรดเปิดตาของเราให้เห็นจุดแข็งของแต่ละคน พระเจ้าประทานประสบการณ์ ทรัพยากร และความสามารถพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะให้กับเราแต่ละคน (รม.12:6) ขอให้เรายอมต่อพระองค์ ที่จะทรงใช้เราในการเสริมสร้างคริสตจักรให้เข้มแข็งและรับใช้ชุมชนของเรา

ไม่มีหนี้อีกต่อไป

แพทย์คนหนึ่งตัดสินใจเกษียณอายุหลังจากรักษาผู้ป่วยมะเร็งมานานเกือบสามสิบปี ขณะประสานงานกับบริษัทเรียกเก็บเงินเพื่อแก้ปัญหาการเงินในคลินิก เขาเลือกที่จะยกหนี้ประมาณ 6.5 แสนดอลลาร์ให้กับคนที่ยังติดหนี้เขาอยู่ “ผมรู้สึกไม่สบายใจมาตลอดเมื่อผู้ป่วยต้องกังวลไม่เพียงแต่เรื่องสุขภาพของตัวเองเท่านั้น” แพทย์ท่านนี้อธิบายในการให้สัมภาษณ์ว่า “[แต่ยังรวมถึง] ครอบครัวของพวกเขา งานของพวกเขา [และ]เงินด้วย เรื่องนี้กดดันผมอยู่เสมอ”

แม้ว่าเราจะไม่เคยมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่เราทุกคนต่างก็เคยประสบกับสิ่งที่คล้ายกันในแง่ฝ่ายวิญญาณ พระคัมภีร์เปรียบเทียบบาปว่าเหมือนกับ “หนี้” (มธ.6:12 TNCV) และยังบอกอีกว่า ไม่มีทางที่เราจะชดใช้สิ่งที่เราเป็นหนี้พระเจ้าได้ เราไม่อาจบริจาคเงินเพื่อการกุศล รับใช้ผู้อื่น หรือทำข้อตกลงกับพระองค์เพื่อชดใช้สิ่งที่เราเป็นหนี้อยู่ พระเยซูคือความหวังเดียวของเรา โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์ พระคริสต์ “ทรงฉีกกรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยด้วยบัญญัติต่างๆซึ่งขัดขวางเรา และได้ทรงหยิบเอาไปเสียให้พ้นโดยทรงตรึงไว้ที่กางเขน” (คส.2:14)

การยอมรับเครื่องบูชาของพระเยซูเพื่อชดใช้ความผิดที่เราได้กระทำนั้น หมายถึงการที่เราได้ตื่นขึ้นสู่วันใหม่ที่ปราศจากภาระบาปโดยสิ้นเชิง ขอให้พระเมตตาและการอภัยของพระเจ้าส่องประกายมาสู่โลก ขณะเมื่อพระองค์ทรงช่วยให้เราจัดการกับผู้คนและสถานการณ์ต่างๆในชีวิตของเราด้วยความรัก

เรามีชีวิตอยู่ตลอดไปได้หรือไม่

การเข้าไปดูข่าวในโลกออนไลน์ในส่วนที่มีการแสดงความคิดเห็นนั้นมีความเสี่ยง เสี่ยงแต่ก็น่าสนใจ ผู้อ่านคนหนึ่งแสดงความเห็นเกี่ยวกับการสัมภาษณ์เศรษฐีที่มุ่งมั่นจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป โดยโพสต์ข้อความจากมัทธิว 16:25 ว่า “‘เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด’-พระเยซู” ผู้อ่านอีกคนตอบกลับความเห็นนี้ว่า “มีหนังสือเล่มหนึ่งเขียนเรื่องพระองค์ไม่ใช่หรือ” ผู้อ่านคนที่สามตอบว่า “ใช่ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น”

มักจะมีคนที่ล้อเลียนความเชื่อในพระเยซูอยู่เสมอ เมื่ออัครทูตเปาโลยืนขึ้นกลางสภาชุมชนแห่งหนึ่ง เพื่อบอกเล่าเรื่องของพระคริสต์ให้ชาวเอเธนส์จำนวนมากฟัง ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีปะปนกัน “ครั้นคนทั้งหลายได้ยินถึงเรื่องการซึ่งเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว บางคนก็เยาะเย้ย” (กจ.17:32) แต่บางคนว่า “ข้าพเจ้าจะคอยฟังท่านกล่าวเรื่องนี้อีกต่อไป” (ข้อ 32) และบางคนก็เชื่อ (ข้อ 34)

การที่คนอื่นจะตอบสนองต่อความจริงในพระคัมภีร์อย่างไรก็เป็นเรื่องระหว่างพวกเขากับพระเจ้า แต่การอ้างว่าเรามีชีวิตอยู่ได้ตลอดไปในโลกนี้นั้นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ร่างกายของเราถูกกำหนดให้ตาย แต่ในทางตรงข้าม พระคัมภีร์บอกเราถึงผู้ซึ่งเป็น “ทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” (ยน.14:6) เช่นเดียวกับเปาโล หน้าที่ของเราคือการแบ่งปันกับทุกคนที่รับฟังว่าพระองค์ผู้นี้ทรงทำอะไรเพื่อเรา และเราไว้วางใจในพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ทรงทำส่วนที่เหลือได้

ตั้งใจที่จะทำให้น้อยลง

เมื่อพูดถึงปณิธานหรือความมุ่งมั่นตั้งใจในวันปีใหม่ สิ่งที่เรามักจะคิดถึงคือ รายการความทะเยอทะยานอันสูงส่งที่เรามักจะทำไม่สำเร็จ (80 เปอร์เซ็นต์ของปณิธานปีใหม่จะถูกลืมภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์) นักเขียนเอมี่ วิลสัน แนะนำไอเดียที่ดีกว่านั้นคือให้เราล้มเลิก “ความคิดที่ว่าเราต้องปรับเปลี่ยนตัวเองก่อน ชีวิตของเราจึงจะดีขึ้น” วิลสันแนะนำว่าแทนที่จะเพิ่มรายการของความมุ่งมั่นตั้งใจ เราควรมองว่าปีใหม่เป็นโอกาสที่เราจะทำให้น้อยลง และ “เริ่มปฏิเสธความมุ่งมั่นตั้งใจที่มากเกินไปและที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นกลับไม่คุ้มกับเวลาและพลังงานที่เสียไป”

ในโลกที่เต็มไปด้วยแรงกดดันให้เราทำและเป็นมากยิ่งขึ้นกว่าที่เราควรจะเป็นอยู่ตลอดเวลานี้ อาจทำให้เราพลาดไปจากจังหวะการดำเนินชีวิตที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงตามที่พระเยซูทรงบอกเหล่าสาวก คือให้เข้าสนิทอยู่ในพระองค์ ในยอห์น 15 พระเยซูทรงอธิบายถึงพระองค์เองว่าพระองค์ทรงเป็น “เถาองุ่นแท้” (ข้อ 1) และสาวกของพระองค์เป็น “แขนง” (ข้อ 5)

แขนงที่ติดอยู่กับเถาองุ่นไม่ได้เติบโตผ่านการทำงานหนัก แต่เติบโตจากการหล่อเลี้ยงที่ได้รับจากเถาองุ่น การเติบโตที่เรามุ่งหวังนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราละทิ้งการพึ่งพาตนเอง เพื่อแลกกับการพักสงบและการหล่อเลี้ยงที่พบได้ในพระคริสต์ เพราะ “ถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ข้อ 5)

โดยทางพระเยซูเราจึงมีความหวังสำหรับชีวิตที่วิตกกังวลน้อยลง ดิ้นรนน้อยลง และพักสงบมากขึ้นในความรักของพระเจ้า และปล่อยให้ความรักนั้นหลั่งไหลไปสู่คนรอบข้างเรา (ข้อ 12, 17)

ความรักมั่นคงของพระเจ้า

ในระหว่างที่เราไปทำพันธกิจคริสตจักรที่บ้านพักคนชรา ผู้สูงอายุคนหนึ่งเล่าให้ฉันฟังว่าลูกสาวของเขาขับรถพาเขามาที่นี่เมื่อหลายปีก่อนและทิ้งเขาไว้บนทางเท้า เอ๊ดซึ่งอยู่บนรถวีลแชร์ไม่สามารถลุกขึ้นวิ่งตามเธอไปได้ เธอกลับไปที่รถโดยไม่หันหลังกลับมามองและขับรถออกไป ก่อนหน้านั้นเธอบอกเขาว่า “หนูจะพาพ่อไปโรงแรมดีๆ” และนั่นเป็นวันสุดท้ายที่เขาได้เห็นเธอ

การกระทำที่โหดร้ายนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประสบการณ์การดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวที่มีความรัก และสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับเอ๊ด เขายังคงฝันร้ายถึงเหตุการณ์ในวันนั้นอยู่จนทุกวันนี้

เมื่อหลายศตวรรษก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ต้องทนทุกข์จากบาดแผลทางจิตใจเช่นกัน (ปฐก.37:12-36) พี่ชายของโยเซฟโยนท่านลงไปในบ่อน้ำและขายท่านให้กับพ่อค้าที่กำลังเดินทางไปอียิปต์ แต่ “พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ” (39:2)ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เมื่อท่านทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้าอย่างกล้าหาญทั้งในบ้านของเจ้านาย (ข้อ 7-10) และในคุกโยเซฟตระหนักว่าพระเจ้า “ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา” (ข้อ 21) แม้จะมีบาดแผลในอดีต แต่โยเซฟก็ประสบความสำเร็จได้ในทุกสิ่งที่กระทำเพราะพระเจ้าทรงช่วยท่าน (ข้อ 23) ในที่สุดท่านได้กลายเป็นผู้มีอำนาจรองจากฟาโรห์และยังได้สร้างครอบครัวของตัวเอง (41:41-52) ต่อมาท่านยังได้คืนดีกับพี่น้องของท่านด้วย (45:12-15)

ผู้คนอาจทำร้ายเราแต่พระเจ้าจะไม่มีวันทำเช่นนั้น แม้พระองค์อาจไม่ได้ช่วยเยียวยารักษาเราด้วยวิธีเดียวกันกับโยเซฟ แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะรักเราด้วยความรักที่มั่นคงเช่นกัน ขอให้เราเดินตามการทรงนำของพระองค์ และวางใจว่าพระองค์จะทรงเยียวยารักษาใจของเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา