ความกรุณาที่มองไม่เห็น
ใบหน้านั้นปรากฏอยู่ที่นั่นตลอดเวลาแต่ไม่มีใครรู้ เมื่อเซอร์โจชัว เรย์โนลด์วาดภาพ การเสียชีวิตของพระคาร์ดินัลแห่งโบฟอร์ต ในปี ค.ศ. 1789 เขาได้ใส่ใบหน้าของปีศาจไว้ในความมืดด้านหลังชายที่กำลังจะตาย เรย์โนลด์วาดภาพจากฉากที่บรรยายไว้ในบทละครของเชกสเปียร์ที่กล่าวถึงการปรากฏตัวของ “ปีศาจจอมยุ่ง” ได้อย่างแม่นยำ แต่บางคนไม่ชอบที่เขาตีความตามตัวอักษร หลังจากเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1792 ใบหน้าของปีศาจก็ถูกวาดทับและถูกลืมไป การอนุรักษ์งานศิลป์เมื่อไม่นานมานี้ได้เผยให้เห็นใบหน้าของปีศาจภายใต้การวาดทับและการเคลือบเงาไว้หลายชั้น
พระคัมภีร์กล่าวถึงความเป็นจริงฝ่ายวิญญาณรอบตัวที่ตาเรามองไม่เห็น อันเป็นที่ซึ่งพระเจ้าทรงปกครองด้วยอำนาจสูงสุด เมื่อเอลีชาถูกปิดล้อมด้วย “กองทัพพร้อมกับม้าและรถรบ” ของศัตรู คนรับใช้ของเอลีชาก็ตกใจกลัว และถามว่า “เราจะทำอย่างไรดี” เอลีชาตอบว่า “ฝ่ายเรามีมากกว่าฝ่ายเขา” แล้วท่าน “อธิษฐานว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้เห็น’” ทันใดนั้นคนรับใช้ “ก็ได้เห็นและดูเถิด ที่ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิงอยู่รอบเอลีชา” (2 พกษ.6:14-17)
เหล่าม้าและรถรบเพลิงทำให้รู้ว่ามีทูตสวรรค์อยู่ที่นั่นเพื่อปกป้องเอลีชา นี่เป็นหนึ่งในพระวจนะหลายตอนซึ่งยืนยันถึงความจริงที่ปลอบประโลมใจว่าพระเจ้าทรงเฝ้าคุ้มกันเราในโลกที่อันตรายคอยดักซุ่มอยู่และสงครามฝ่ายวิญญาณที่โหมกระหน่ำ ไม่ว่าเราจะเผชิญกับสิ่งใด ช่างเป็นการดีเหลือเกินที่รู้ว่าไม่มีสิ่งใด “กระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า”ได้ (รม.8:39)
การชูใจจากพระเจ้า
ฉันกับสามีเพิ่งกลับจากร้านค้า ในขณะที่เราเอาของลง ฉันอดใจรอไม่ไหวจึงรีบค้นดูอย่างร้อนใจแต่ก็ไม่พบถุงโดนัท ฉันจึงตรวจสอบใบเสร็จ ไม่มีโดนัท ฉันร้องออกมาด้วยความหงุดหงิด “ของอย่างเดียวที่ฉันต้องการจากร้านคือโดนัท!” สิบห้านาทีต่อมาสามีของฉันก็ยื่นถุงโดนัทให้ เขาฝ่าหิมะอีกรอบเพื่อแอบออกไปซื้อโดนัท หลังจากสวมกอดเขาอย่างแนบแน่น ฉันก็พูดด้วยความละอายใจว่า “ฉันดีใจที่คุณไม่เกิดอุบัติเหตุ เพียงเพราะว่าจะสนองความอยากของฉัน!”
ปกติแล้วฉันไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นกับโดนัทสักเท่าไหร่! แต่นี่เป็นสัปดาห์ที่ต้องใช้พลังใจอย่างมาก ฉันจึงเสาะหาการปลอบใจจากโดนัท และฉันได้สัมผัสความสุขที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านความรักและความเห็นอกเห็นใจของสามี
ความสบายใจที่เราอาจได้รับจากการสนองความอยากของเรามักอยู่ไม่นาน ในเรื่องนี้อัครทูตเปาโลแบ่งปันกับชาวโครินธ์ว่า การชูใจที่แท้จริงและยั่งยืนนั้นมาจาก “พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง” (2 คร.1:3)
เปาโลเข้าใจถึงการต่อสู้และความต้องการอันลึกซึ้งของผู้อ่าน ท่านเผชิญการทดลองทุกวันเหมือนกับพวกเขา รวมทั้งการข่มเหงเพราะความเชื่อของท่าน และเพราะว่าพระเจ้าได้ทรงชูใจท่าน ท่านจึงสามารถชูใจพวกเขาได้ (ข้อ 4)
เมื่อเราเจ็บปวด เราหันมาหาพระเยซูผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและการชูใจได้ (ข้อ 5) ที่นั่นเราจะได้พบการปลอบประโลมใจ และเมื่อเราสัมผัสความชูใจของพระองค์แล้ว เราจึงจะส่งต่อความชูใจนั้นไปยังผู้อื่นได้
ยึดพระเจ้าไว้
ในการแข่งขันมวยปล้ำชิงแชมป์โรงเรียนในเขตของเรา เด็กๆที่อายุเพียงแปดขวบจะต่อสู้กันบนเบาะในโรงยิม โดยใช้ท่าจับล็อกที่ว่องไวเพื่อล้มคู่ต่อสู้และเอาชนะ มวยปล้ำเป็นกีฬาโบราณที่ต้องการการผสมผสานอย่างชาญฉลาดในการล้มคู่ต่อสู้ การหลบ การกดและวิธีการอื่นๆ เพื่อที่จะคว้าชัยชนะ เด็กหญิงชั้นประถม 3 คนหนึ่งเป็นขวัญใจผู้ชม เธอว่องไวกว่าคู่ต่อสู้ทุกคน และใช้การเคลื่อนไหวอันรวดเร็วที่ดูเหมือนจะหลอกล่อคู่ต่อสู้จนพ่ายแพ้ได้
ยาโคบใช้การกระทำอันเป็นอุบายเพื่อเอาชนะเอซาวพี่ชายฝาแฝดของท่านโดย “ปล้ำสู้” จนเอซาวเสียสิทธิบุตรหัวปีของตนในการรับมรดกจากพ่อ (ปฐก. 25:33) และพระพรในชีวิตไป (27:27-40) แต่การขโมยพระพรนั้นทำให้ยาโคบต้องหลบหนี โดยต้องหนีออกจากบ้านของพ่อ ไปพึ่งพาพ่อตาที่ฉลาดแกมโกง และต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวการแก้แค้นจากพี่ชาย
ต่อมาเมื่อยาโคบอยู่ลำพัง ท่านได้ปล้ำสู้กับบุรุษผู้หนึ่งคือพระเจ้าตลอดทั้งคืน บุรุษนั้นกล่าวแก่ยาโคบว่า “ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว” (32:26) แต่ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า” (ข้อ 26) ในที่สุดยาโคบก็ได้แสวงหาพระพรสำหรับตัวเอง โดยยึดพระเจ้าไว้มั่น กระทั่งชื่อของท่านก็ถูกเปลี่ยนเพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงจิตใจนี้
การรับพระพรอันไพบูลย์นี้จากพระเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้อุบาย เพียงแค่บากบั่น ยาโคบกำลังเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับพระเจ้า คือที่จะยึดพระองค์ไว้ด้วยความบากบั่นและไม่ยอมปล่อย อันเป็นการกระทำซึ่งนำไปสู่ชัยชนะ ที่จะได้รับรางวัลจากพระเจ้า
พระเนตรที่รู้ทุกสิ่ง
เจสันกับปิแอร์ทำงานติดตั้งผนังบ้านร่วมกันมานานนับสิบปี พวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแต่ทั้งคู่ไม่ค่อยพูด ขณะทำงานพวกเขาแทบจะไม่พูดอะไรเลย แต่พวกเขารู้จักกันเป็นอย่างดีจนแทบไม่มีปัญหา ทั้งคู่พึ่งพาการสื่อสารเพียงแค่พยักหน้าหรือเหลือบมองกัน ท่าทางเล็กๆน้อยๆก็สามารถสื่อความหมายได้มากมาย
สดุดีบทที่ 32 ทำให้เห็นสิ่งที่คล้ายกันนี้ระหว่างพระเจ้ากับผู้เขียนสดุดี พระคัมภีร์บางฉบับได้แปลข้อ 8 ไว้ดังนี้ “เราจะนำเจ้าด้วยสายตาของเรา” (NKJV) พระเจ้าไม่ได้ทรงมองดูจากระยะไกล พระองค์ทรงเป็นพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักซึ่งทรงทำงานร่วมกับลูกของพระองค์ ขณะที่เพลงสดุดีบทนี้เริ่มต้นด้วยการสารภาพบาป (ข้อ 1-5) แต่จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การลงโทษ แต่เป็นการทรงนำในทิศทางใหม่ด้วยความรักเมื่อพระเจ้าทรงสอนลูกของพระองค์ให้รู้จักทางที่ถูกต้อง (ข้อ 6-7)
อีกทางเลือกหนึ่งคือเป็นเหมือนม้าหรือล่อ ซึ่ง “ต้องติดสายผ่าปากและบังเหียน มิฉะนั้นมันก็ไม่ไปกับเจ้า” (ข้อ 9) ภาพนี้แสดงถึงการตั้งใจขัดขืนและไม่รู้จักหนทางของพระเจ้า ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้องพัฒนาความสนิทสนมอย่างลึกซึ้งกับพระเจ้าเพื่อเราจะไวต่อการทรงนำอันอ่อนโยนของพระองค์ วิธีหนึ่งที่เราจะพัฒนาความสนิทสนมนี้คือการอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งจะช่วยให้เรา “ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ” (กท.5:25) เพื่อที่เราจะรักในสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก แล้วเราจึงจะ “ยินดีในพระเจ้าและเปรมปรีดิ์” ได้ (สดด.32:11)
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญ
ชายชราใช้เวลาเลือกกระเป๋าเป้เด็กในร้านอยู่นาน เขาบอกฉันว่า “วันนี้เป็นวันเกิดของหลานสาวผม ผมหวังว่าเธอจะชอบของขวัญนี้” ที่จุดชำระเงิน เขาถือกระเป๋าเป้สีชมพูลายการ์ตูน เขาดูตื่นเต้นมาก
ต่อมาในร้านอาหาร ฉันเห็นเขาอีกครั้งกับเด็กผู้หญิงตัวน้อยและพ่อแม่ของเธอ เมื่อเด็กหญิงแกะของขวัญ เธอพูดว่า “หนูไม่ชอบการ์ตูนตัวนี้! และหนูเกลียดสีชมพู!” พ่อแม่บอกให้เธอขอโทษ แต่เธอก็ยังคงบ่น ฉันใจสลายแทนคุณปู่ของเธอ
ฉันหวนคิดถึงวิธีที่ฉันตอบสนองต่อของขวัญของพระเจ้าในบางครั้ง ฉันบ่นเพราะต้องการอย่างอื่น โดยมองไม่เห็นการอัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้า นั่นก็คือพระเจ้า พระองค์เองได้ประทานบางสิ่งให้ฉันด้วยความรัก ประชากรอิสราเอลได้ประพฤติตนในทำนองเดียวกัน พระเจ้าทรงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพวกเขา “เราจะให้อาหารตกลงมาจากท้องฟ้าดุจฝนสำหรับพวกเจ้า” (อพย.16:4) พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาหารในถิ่นทุรกันดารอย่างสัตย์ซื่อ “กลางคืนเมื่อน้ำค้างตกมาเหนือค่าย มานาก็ตกลงมาด้วย” (กดว.11:9)
แต่แทนที่จะขอบพระคุณ คนอิสราเอลกลับพร่ำบ่นในของขวัญที่แสดงถึงความรักของพระเจ้านี้ “ไม่มีอะไรให้เราดูเลยนอกจากมานานี้” (ข้อ 6) แทนที่จะทูลขออาหารอื่นจากพระเจ้าด้วยใจถ่อม พวกเขากลับโอดครวญในเรื่องของขวัญของพระองค์
ฉันยังคงจำแววตาที่เจ็บปวดของคุณปู่ในวันนั้นได้ ซึ่งทำให้ฉันนึกถึงพระบิดาบนสวรรค์ของเราว่าพระองค์จะทรงรู้สึกอย่างไรเมื่อเราบ่น ขอให้เรามาแสดงความขอบคุณสำหรับของขวัญที่พระองค์ประทานให้เราด้วยกัน
วันนี้มีค่า
นักสะสมชาวเวียดนามที่ชื่อ ฟาม ได้ช่วยคืนชีวิตให้กับนาฬิกาประจำคริสตจักรยี่สิบเรือนจากทั่วทวีปยุโรป ซึ่งหลายเรือนได้ถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีเรือนหนึ่งทำในอิตาลีในปี ค.ศ. 1750 และที่น่าทึ่งคือมันยังคงเดินอย่างเที่ยงตรง ฟามชอบซ่อมแซมและอนุรักษ์นาฬิกาเหล่านี้ไว้ โดยบอกว่านาฬิกาเหล่านี้ช่วยเตือนใจเขา ว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่าและทำให้เขารู้จักใช้เวลาทุกขณะอย่างมีคุณค่า
ในยากอบบทที่ 4 ผู้เขียนหนุนใจผู้อ่านให้ตระหนักถึงคุณค่าของเวลา โดยเตือนว่าชีวิตนั้นเปรียบเสมือน “หมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่” ก่อนที่จะสลายหายไป (ยก.4:14) ยากอบเตือนถึงเรื่องการวางแผน “ไปในเมืองนี้เมืองนั้น และจะอยู่ที่นั่นปีหนึ่ง และจะค้าขายได้กำไร” (ข้อ 13) โดยไม่ปรึกษาพระเจ้าก่อน แทนที่จะทึกทักเอาเองในเรื่องกำหนดเวลาของพระเจ้าและความสำเร็จในกิจการของตน ยากอบเตือนว่า “แต่ว่าท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้” (ข้อ 14) การวางแผนความสำเร็จของตนเองนั้นแท้จริงแล้วเป็นการโอ้อวดและเย่อหยิ่ง ถ้างานนั้นพระเจ้าไม่ได้ทรงมีส่วนร่วม
เมื่อเราตระหนักว่าชีวิตนั้นแสนสั้น เราก็จะวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นและโอบกอดช่วงเวลาปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น เราจะใช้ชีวิตและทำงานตามแบบแผนและพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงการที่เรายอมมอบอนาคตของเราไว้กับพระองค์ด้วยใจถ่อม และชื่นชมในแต่ละวันว่าเป็นของขวัญจากพระองค์ ไม่ว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
อนาคตที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม
เราอาศัยอยู่ในโลกที่อินเทอร์เน็ตบันทึกทุกอย่างเอาไว้ ทั้งรูปภาพ ข้อความ และบันทึกส่วนบุคคลที่ส่งเข้าไปดูเหมือนจะถูกเก็บไว้ตลอดไป แต่เครื่องมือค้นหาหลักรายหนึ่งได้เปิดตัวรูปแบบความเป็นส่วนตัวที่ให้ผู้ใช้ร้องขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลได้ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่และอื่นๆ แม้ว่าการดำเนินการนี้จะไม่ได้ลบข้อมูลทั้งหมดจากอินเทอร์เน็ต แต่ก็ลดการมองเห็นลงอย่างมาก ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าควบคุมร่องรอยทางดิจิตอลของตนเองบนโลกออนไลน์ได้
แนวคิดเรื่องการ “ล้าง” อดีตนี้สะท้อนคำพูดของผู้เผยพระวจนะในอิสยาห์ 43:18-19 พระเจ้าตรัสว่า “อย่าจดจำสิ่งที่ล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน ดูเถิด เรากำลังทำสิ่งใหม่” ถ้อยคำเหล่านี้ตรัสกับคนอิสราเอลในช่วงที่ถูกเนรเทศไปยังกรุงบาบิโลน ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังและความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรับการฟื้นฟู พระเจ้าบัญชาประชากรของพระองค์ว่า อย่าหมกมุ่นอยู่กับความล้มเหลวในอดีตหรือความเจ็บปวดจากการตกเป็นเชลย แต่ให้เฝ้ารอสิ่งใหม่ที่พระองค์จะทรงกระทำ คือการอพยพครั้งใหม่ที่สำคัญกว่า คือการปลดปล่อยพวกเขาจากบาบิโลนและกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน พระองค์ไม่ได้แค่ลบอดีตเท่านั้น แต่ทรง“ทำทาง” (ข้อ 19) ไปสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยความหวังและจุดมุ่งหมาย
แทนที่จะจมอยู่กับความล้มเหลวหรือความเศร้าโศก ให้เราเชื่อวางใจว่าพระเจ้าได้ทรง“ลบล้าง” บาป ความเศร้าโศกและความอับอายในอดีตของเราแล้ว โดยผ่านการสละชีวิตของพระเยซู (ฮบ.10:10) และ “จะไม่จดจำบรรดาบาปของ [เรา]ไว้” (อสย.43:25) พระเจ้าจะทรงผลักดันเราไปสู่อนาคตที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้
คนเล็กน้อยที่ทรงพลัง
ในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1987 กระรอกตัวหนึ่งกัดสายส่งไฟฟ้าในรัฐคอนเนคติคัทขาด และระบบขนาดมหึมาของตลาดหุ้นแนสแด็ก เกิดไฟกระพริบ ส่งเสียงผิดปกติและดับลง บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่งต้องหยุดชะงัก เป็นเวลาเกือบชั่วโมงครึ่งที่เศรษฐกิจทั่วโลกจับตาเฝ้าดูอย่างวิตกกังวล ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสัตว์ฟันแทะขนฟูที่มุ่งมั่นตัวหนึ่ง
พระคัมภีร์เล่าถึงเรื่องราวมากมายของสิ่งเล็กน้อยหรือคนเล็กน้อยบางคนที่สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนสิ่งเล็กน้อยให้กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ยอห์นเล่าเรื่องพระเยซูทรงเลี้ยงฝูงชนที่กำลังหิว (ผู้ชายห้าพันคนถ้ารวมผู้หญิงและเด็กอาจถึงหนึ่งหมื่นห้าพันคน) เมื่อ “มีเด็กคนหนึ่งมีขนมปังบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว” ได้หยิบยื่นอาหารกลางวันเล็กๆของเขาให้ (ยน.6:9) ในพันธสัญญาเดิม เราจำได้ว่าเด็กเลี้ยงแกะชื่อดาวิดได้วางใจในพระเจ้าและสังหารคนรูปร่างใหญ่โตเหมือนยักษ์ (1 ซมอ.17) และพระคริสต์ทรงกล่าวย้ำว่าอาณาจักรของพระเจ้าเปรียบเหมือนเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง ซึ่ง “เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง” (มธ.13:32)
เมื่อเราพิจารณาถึงวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ซับซ้อนมากมาย รวมไปถึงความห่วงกังวลต่างๆในชุมชนและครอบครัวของเราเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้ลวงให้เราเชื่อว่าความพยายามที่ดูเหมือนเล็กน้อยของเรานั้นไม่มีพลังพอ แต่พระคัมภีร์บอกเราให้ทำด้วยการเชื่อฟังและไว้วางใจในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเรา ด้วยความมั่นใจว่าโดยพระองค์นั้นสิ่งเล็กน้อยจะกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ (ยน.6:10-12)
สงครามแย่งชิงกระดูก
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 ในพื้นที่ทางตะวันตกของอเมริกา การค้นหากระดูกไดโนเสาร์ได้ก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงกระดูกขึ้น ซึ่งนักชีววิทยาด้านสิ่งมีชีวิตโบราณสองคนต่อสู้กันเพื่อแสวงหาการค้นพบที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุด นักเขียนคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสองคน “ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อพยายามเอาชนะอีกฝ่ายในงานภาคสนาม โดยหันไปใช้การติดสินบน การขโมยและการทำลายกระดูก” เขาตั้งข้อสังเกตว่าในการพยายามทำลายผลงานของกันและกันนั้น ทั้งคู่ยังได้ทำลายชื่อเสียงของตนเองไปด้วย
ความขัดแย้งและการแข่งขันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกที่แตกสลายนี้ วิธีที่เราเลือกใช้เพื่อจัดการกับความขัดแย้งเหล่านั้นจะเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ในใจของเรา เปาโลได้เรียนรู้ถึงความขัดแย้งระหว่างสตรีสองคนในคริสตจักรที่เมืองฟีลิปปี และกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเคให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า” ท่านขอร้องบรรดาผู้เชื่อ “ให้ช่วยผู้หญิงเหล่านั้น ผู้ซึ่งได้ทำงานในข่าวประเสริฐด้วยกันกับข้าพเจ้า” (ฟป.4:2-3)
เมื่อเราพบว่าตัวเองขัดแย้งกับผู้เชื่อในพระเยซู เราจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระวิญญาณ เมื่อเรายอมจำนนต่อการทำงานของพระองค์ในใจของเรา พระองค์จะทรงช่วยให้เราสำแดงถึงผลของพระวิญญาณ (กท.5:22-23) แล้วเราจะได้มีประสบการณ์ถึงการเยียวยาและสันติสุข หากแต่ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงของเราเอง แต่เพื่อชื่อเสียงของพระคริสต์และข่าวประเสริฐ