ไร้ขีดจำกัด
ผมนั่งอยู่ที่ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้า ร่างกายตึงเครียดและท้องปั่นป่วนเพราะกำหนดส่งงานที่ใกล้เข้ามา ขณะที่ผมแกะเบอร์เกอร์รับประทาน ผู้คนรอบตัววิ่งวุ่นกับงานของตน ผมคิดในใจว่าเราทุกคนมีขีดจำกัด จำกัดทั้งเวลา พลังงาน และความสามารถ
ผมคิดว่าจะเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำใหม่และให้ความสำคัญกับสิ่งเร่งด่วนก่อน แต่ในขณะที่ผมหยิบปากกาออกมา ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสมอง ผมคิดถึงพระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์ ไร้ขีดจำกัด ผู้ทรงสามารถกระทำสิ่งที่ทรงปรารถนาให้บรรลุได้อย่างง่ายดาย
อิสยาห์บอกว่า พระเจ้าองค์นี้ทรงตวงน้ำทั้งสิ้นด้วยอุ้งพระหัตถ์ และบรรจุผงคลีของแผ่นดินโลกไว้ในถังเดียว (อสย.40:12) พระองค์ตั้งชื่อดวงดาวและกำหนดเส้นทางของพวกมัน (ข้อ 26) ทรงรู้จักผู้ครอบครองแผ่นดินโลกและดูแลการงานของพวกเขา (ข้อ 23) ทรงเห็นเกาะทั้งหลายเป็นเหมือนผงคลีและประชาชาติเป็นเหมือนหยดน้ำ (ข้อ 15) ทรงตรัสถามว่า “เจ้าจะเปรียบเรากับผู้ใดเล่า” (ข้อ 25) อิสยาห์ตอบว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์...พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย” (ข้อ 28)
ความเครียดและความกดดันไม่เคยส่งผลดีต่อเรา แต่ในวันนี้มันสอนบทเรียนที่ทรงพลัง พระเจ้าผู้ทรงไร้ขีดจำกัดไม่เหมือนกับผม พระองค์ทรงบรรลุทุกสิ่งที่ทรงปรารถนา ผมรับประทานเบอร์เกอร์เสร็จแล้วก็หยุดนิ่งอีกครั้ง และนมัสการพระเจ้าอย่างเงียบๆ
หยุดพัก
นาฬิกาบอกเวลา 1:55 น. บทสนทนาทางแชทข้อความเมื่อตอนดึกทำให้ฉันหนักใจและนอนไม่หลับ ฉันปลดผ้าปูที่นอนที่พันรอบตัวออกแล้วค่อยๆเดินไปที่โซฟา ฉันค้นหาในกูเกิ้ลว่าทำอย่างไรจึงจะหลับได้ แต่กลับเจอสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น อย่างีบหลับ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือทำงานจนดึก ฉันเช็คผ่านทุกข้อ เมื่ออ่านต่อ มีคำแนะนำไม่ให้ดู “หน้าจอ” จนดึก อุ้ย การส่งข้อความไม่น่าใช่ความคิดที่ดี เมื่อพูดถึงการพักผ่อน มีหลายอย่างที่เราไม่ควรทำ
ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงมอบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิ่งที่ห้ามทำในวันสะบาโตเพื่อจะได้หยุดพัก ในพันธสัญญาใหม่พระเยซูทรงให้แนวทางใหม่ คือ แทนที่จะเน้นกฎระเบียบ พระองค์ทรงเรียกให้เหล่าสาวกเข้ามาสู่ความสัมพันธ์ “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข” (มธ.11:28) ในข้อก่อนหน้านั้น พระเยซูทรงชี้ถึงความสัมพันธ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกันมาตลอดของพระองค์กับพระบิดาผู้ซึ่งพระองค์ทรงสำแดงแก่เรา ความช่วยเหลือที่พระบิดาทรงจัดเตรียมให้พระองค์อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่เราสามารถมีได้เช่นกัน
เราอาจรู้วิธิีหลีกเลี่ยงงานอดิเรกที่จะรบกวนการนอนหลับของเรา แต่การหยุดพักในพระคริสต์เป็นเรื่องของความสัมพันธ์มากกว่ากฎระเบียบ ฉันปิดหน้าจอที่อ่านแล้ววางหัวใจที่แบกภาระหนักลงบนหมอนแห่งคำเชื้อเชิญของพระเยซูที่ตรัสว่า “จงมาหาเรา”
พระเจ้ารู้ว่าเรารู้สึก
เซียร์ร่าท่วมท้นไปด้วยความทุกข์ใจที่ลูกชายต้องต่อสู้กับการติดยาเสพติด “ฉันรู้สึกแย่” เธอบอก “เวลาอธิษฐานฉันหยุดร้องไห้ไม่ได้เลย พระเจ้าจะคิดว่าฉันไม่มีความเชื่อไหม”
“ฉันไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงคิดอย่างไร” ฉันตอบ “แต่ฉันรู้ว่าพระองค์รับมือกับอารมณ์ที่แท้จริงได้ พระองค์รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร” ฉันอธิษฐานและหลั่งน้ำตากับเซียร์ร่าเมื่อเราวิงวอนขอการปลดปล่อยให้แก่ลูกชายของเธอ
พระคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายของคนที่ปล้ำสู้กับพระเจ้าในยามที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ ผู้เขียนสดุดี 42 แสดงถึงความปรารถนาที่จะได้สัมผัสกับสันติสุขแห่งการทรงสถิตด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ท่านรับรู้ถึงน้ำตาและความกดดันจากความทุกข์ใจที่มีความว้าวุ่นภายในคลี่คลายลงด้วยเสียงสรรเสริญด้วยความวางใจ เมื่อท่านเตือนตนเองถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านให้กำลัง “จิตวิญญาณ” ของตนว่า “จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 11) ท่านต่อสู้ระหว่างความจริงที่ท่านรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และอารมณ์อันท้วมท้นที่ไม่อาจปฏิเสธได้
พระเจ้าทรงสร้างเราตามพระฉายาของพระองค์ให้มีความรู้สึก หยดน้ำตาที่ไหลเพื่อผู้อื่นแสดงถึงความรักและความเมตตา ไม่ใช่การขาดความเชื่อ เราเข้าหาพระเจ้าได้ทั้งที่แผลยังใหม่อยู่หรือกลายเป็นแผลเป็นไปแล้วเพราะพระองค์รู้ว่าเรารู้สึกเช่นไร คำอธิษฐาน ความเงียบ ไม่ว่าจะไร้เสียง มีเสียงสะอื้น หรือด้วยเสียงตะโกนอย่างมั่นใจ ล้วนแสดงว่าเราเชื่อวางใจในพระสัญญาว่าพระองค์จะทรงฟังและดูแลเรา
สิ่งใดๆ
ทุกเย็นวันศุกร์ รายการข่าวที่ครอบครัวของเราดูจะสรุปท้ายรายการด้วยเรื่องราวดีๆที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ตรงกันข้ามกับข่าวที่ผ่านมาทั้งหมด ข่าว “ดี” ของวันศุกร์เมื่อไม่นานมานี้เป็นเรื่องของนักข่าวที่เคยทุกข์ทรมานจากโควิด 19 และได้รับการรักษาจนหายดี จากนั้นเธอตัดสินใจบริจาคพลาสม่าเพื่อจะมีโอกาสได้ช่วยคนอื่นที่ต่อสู้กับไวรัสนี้ ในเวลานั้นยังไม่มีใครรู้ว่าแอนติบอดี้จะมีประสิทธิภาพแค่ไหน แต่ในขณะที่คนมากมายรู้สึกหมดหนทางและแม้จะไม่ค่อยสบายใจกับการบริจาคพลาสม่า (ด้วยเข็มฉีดยา) เธอรู้สึกว่ามันเป็น “การลงทุนเพียงเล็กน้อยเพื่อผลตอบแทนที่อาจจะคุ้มค่า”
หลังจบรายการในวันศุกร์นั้น ผมและครอบครัวรู้สึกมีกำลังใจ พูดได้เลยว่ามีความหวังเต็มเปี่ยม นั่นคือพลังของคำว่า “สิ่งใด” ที่เปาโลอธิบายไว้ในฟีลิปปี 4 ว่า “สิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ” (ข้อ 8) เปาโลคิดถึงเรื่องการบริจาคพลาสม่าอยู่หรือไม่ ไม่ใช่เลย ท่านคิดถึงการเสียสละเพื่อผู้ที่ขัดสน หรือเรียกว่าการทำตามอย่างพระคริสต์อยู่ใช่ไหมผมมั่นใจว่าใช่
แต่ข่าวที่ให้ความหวังนั้นจะไม่ส่งผลอย่างเต็มที่หากไม่ถูกนำมาออกอากาศ เราได้รับสิทธิพิเศษในฐานะพยานถึงความดีเลิศของพระเจ้า ที่ได้เห็นและได้ยินถึง “สิ่งใด” รอบตัวเรา แล้วให้เราแบ่งปันข่าวดีนั้นแก่คนอื่นเพื่อพวกเขาจะได้รับการหนุนใจ
เต้นโลดในเสรีภาพ
จิมเป็นชาวไร่ในรุ่นที่ 3 ของครอบครัว เขาตื้นตันใจเมื่อได้อ่าน “คนเหล่านั้นที่ยำเกรงนามของเรา...จะกระโดดโลดเต้นออกไปเหมือนลูกวัวออกไปจากคอก” (มลค.4:2) เขาจึงอธิษฐานรับชีวิตนิรันดร์จากพระเยซู เขาจำได้ชัดเจนว่าลูกวัวของเขากระโดดด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้ออกมาจากคอก ในที่สุดจิมก็เข้าใจถึงพระสัญญาแห่งเสรีภาพที่แท้จริงของพระเจ้า
ลูกสาวของจิมเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังเมื่อเราคุยกันถึงภาพเปรียบเทียบในมาลาคี 4 เรื่องที่ผู้เผยพระวจนะพูดถึงความแตกต่างของผู้ที่ยำเกรงพระนามของพระเจ้าและยังคงสัตย์ซื่อต่อพระองค์ กับผู้ที่เชื่อมั่นในตนเอง (4:1-2) ผู้เผยพระวจนะหนุนใจคนอิสราเอลให้ติดตามพระเจ้าในยามที่คนมากมายรวมถึงผู้นำทางศาสนาละเลยพระเจ้าและมาตรฐานของพระองค์ในการดำเนินชีวิตที่สัตย์ซื่อ (1:12-14; 3:5-9) มาลาคีขอให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างสัตย์ซื่อเพราะอีกไม่นานพระเจ้าจะแยกคนสองกลุ่มนี้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด ในบริบทนี้มาลาคีใช้ภาพการกระโดดโลดเต้นของลูกวัว เพื่ออธิบายถึงความสุขที่เกินบรร-ยายที่กลุ่มคนผู้สัตย์ซื่อจะได้พบเมื่อ “ดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมซึ่งมีปีกรักษาโรคภัยได้จะขึ้นมา” (4:2)
พระเยซูคือความสำเร็จสูงสุดแห่งพระสัญญานี้ โดยทรงนำข่าวดีมาบอกว่าเสรีภาพที่แท้จริงนั้นมีสำหรับทุกคน (ลก.4:16-21) และวันหนึ่ง เมื่อพระองค์เจ้าทรงรื้อฟื้นและฟื้นฟูสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นใหม่ เราจะได้สัมผัสกับเสรีภาพแท้อย่างเต็มที่ จะมีความชื่นชมยินดีที่ไม่อาจบรรยายได้เพียงใดที่ได้กระโดดโลดเต้น ณ ที่แห่งนั้น!
ไม่มีความเข้าใจผิด
อเล็กซ่า สิริ หรือผู้ช่วยที่รับคำสั่งด้วยเสียงซึ่งอยู่ในเครื่องใช้อัจฉริยะในบ้านของเราบางครั้งก็เข้าใจผิดในสิ่งที่เราพูด เด็กหญิงวัยหกขวบคุยกับเครื่องใช้อัจฉริยะใหม่ในบ้านของเธอเรื่องคุกกี้และบ้านตุ๊กตา ต่อมาแม่ของเธอได้รับอีเมลว่าคำสั่งซื้อคุกกี้ 3 กิโลกรัมและบ้านตุ๊กตาราคา 5,400 บาทกำลังจะมาส่งที่บ้าน แม้แต่นกแก้วพูดได้ในลอนดอนที่เจ้าของไม่เคยซื้อของออนไลน์ ยังสามารถสั่งซื้อชุดกล่องของขวัญสีทองได้โดยที่เจ้าของไม่รู้ มีคนหนึ่งบอกให้อุปกรณ์ “เปิดไฟในห้องนั่งเล่น” แต่มันตอบว่า “ไม่มีห้องพุดดิ้ง”
การเข้าใจผิดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับพระเจ้าเมื่อเราทูลต่อพระองค์ พระองค์ไม่เคยสับสนเพราะทรงรู้จักใจของเราดีกว่าตัวเราเอง พระวิญญาณทรงชันสูตรใจเราและทรงทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า อัครทูตเปาโลบอกกับคริสตจักรในกรุงโรมว่า พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะทรงกระทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ คือการทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นเหมือนพระบุตรมากยิ่งขึ้น (รม.8:28-29) แม้ในขณะที่ “เราอ่อนกำลัง” เราไม่รู้ว่าเราต้องการสิ่งใดเพื่อจะเติบโต พระวิญญาณก็ทรงอธิษฐานแทนเราตามน้ำพระทัยของพระเจ้า (ข้อ 26-27)
คุณมีปัญหาในการแสดงความรู้สึกต่อพระเจ้าอยู่หรือไม่ ไม่รู้ว่าควรจะอธิษฐานขออะไรและอย่างไรใช่ไหม จงพูดสิ่งที่อยู่ในใจคุณ พระวิญญาณทรงเข้าใจและจะทรงทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จ
ความจริง คำโกหก และการตัดสินผู้อื่น
ในฤดูกาลแข่งขันเบสบอลปี 2018 โค้ชทีมชิคาโก คับส์อยากจะให้ลูกเบสบอลแก่เด็กชายคนหนึ่งที่นั่งติดกับที่นั่งนักกีฬา แต่เมื่อโค้ชโยนลูกบอลไปทางเด็กคนนั้น ชายคนหนึ่งคว้าลูกบอลนั้นไปแทน คลิปเหตุการณ์นี้ถูกส่งต่ออย่างกว้างขวาง สำนักข่าวและสื่อโซเชียลรุมโจมตีชายคนนั้น แต่คนที่เห็นคลิปไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมด ก่อนหน้านั้นชายคนนี้ได้ช่วยเด็กชายเก็บลูกบอลที่ตีเสียและพวกเขาตกลงกันว่าจะแบ่งลูกบอลกัน น่าเศร้าที่กว่าเรื่องจริงจะปรากฏในอีก24 ชั่วโมงต่อมา ฝูงชนก็ได้สร้างความเสียหายโดยปรักปรำชายผู้บริสุทธิ์ให้กลายเป็นคนชั่วไปเสียแล้ว
บ่อยครั้งที่เราคิดว่าเรารู้ความจริงทั้งหมดทั้งที่เรารู้แค่เพียงบางส่วน ในวัฒนธรรมยุคใหม่ที่ชอบจับผิด คลิปภาพสั้นๆกับข้อความยั่วยุในทวิตเตอร์ทำให้คนเราประณามกันได้ง่ายๆโดยไม่ต้องฟังความให้ครบถ้วน แต่พระวจนะเตือนเราว่า “อย่านำเรื่องเท็จไปเล่าต่อๆกัน” (อพย.23:1) เราต้องทำทุกทางเพื่อยืนยันความจริงก่อนจะกล่าวหาอะไร เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่มีส่วนในการโกหก เราควรระมัดระวังเวลาที่วิญญาณแห่งการตัดสินผู้อื่นเข้าครอบงำ หรือเมื่อใดก็ตามที่โทสะปะทุขึ้นและคลื่นแห่งการตัดสินผู้อื่นถาโถม เราต้องป้องกันตนเองจากการ “ทำชั่วตามอย่างคนจำนวนมาก” (ข้อ 2)
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู ขอพระเจ้าทรงช่วยเราไม่ให้เผยแพร่ความเท็จ ขอพระองค์ประทานสิ่งจำเป็นเพื่อเราจะแสดงออกถึงสติปัญญาและทำให้แน่ใจว่าคำพูดของเราเป็นความจริง
แขกผู้ไม่คาดคิด
แซคเป็นคนไม่มีเพื่อน เวลาเดินไปในเมืองเขาสัมผัสได้ถึงการจ้องมองที่ไม่เป็นมิตร แต่แล้วชีวิตของเขาก็มาถึงจุดเปลี่ยน เคลเมนต์แห่งอเล็กซานเดรีย ผู้นำคริสตจักรในยุคแรกๆกล่าวว่า แซคได้กลายเป็นผู้นำและศิษยาภิบาลผู้มีชื่อเสียงในเมืองซีซารียา ใช่แล้ว แซคที่เราพูดถึงนี้คือศักเคียส หัวหน้าคนเก็บภาษีที่ปีนต้นมะเดื่อเพื่อดูพระเยซู (ลก.19:1-10)
แล้วอะไรที่กระตุ้นให้เขาปีนต้นไม้ คนเก็บภาษีถูกมองว่าเป็นคนทรยศเพราะขูดรีดภาษีจากคนชาติเดียวกันเพื่อรับใช้พวกโรมัน แต่พระเยซูทรงมีชื่อในด้านที่ยอมรับคนเช่นนี้ ศักเคียสคงอยากรู้ว่าพระเยซูจะทรงยอมรับเขาด้วยไหม เขาเป็นคนตัวเตี้ย จึงมองพระองค์ผ่านฝูงชนไม่เห็น (ข้อ 3) เขาคงจะปีนขึ้นไปเพื่อมองหาพระเยซู
พระเยซูก็ทรงมองหาศักเคียสเช่นกัน เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงต้นไม้ที่เขาเกาะอยู่ ทรงมองขึ้นไปและตรัสว่า “ศักเคียสเอ๋ยจงรีบลงมาเพราะว่าเราจะต้องพักอยู่ในตึกของท่านวันนี้” (ข้อ 5) พระเยซูทรงเห็นว่าการไปเป็นแขกในบ้านของชายที่สังคมไม่ยอมรับคนนี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ลองคิดดูสิว่า พระผู้ช่วยให้รอดของโลกต้องการใช้เวลากับคนที่สังคมต่อต้าน
ไม่ว่าเราจะต้องการความช่วยเหลือในด้านจิตใจ ความสัมพันธ์ หรือชีวิตของเรา เรามีความหวังเช่นเดียวกับศักเคียสได้ พระเยซูจะไม่มีวันปฏิเสธเราเมื่อเราหันกลับมาหาพระองค์ พระองค์ทรงสามารถฟื้นฟูสิ่งที่เคยแตกหักหรือหายไป และประทานความหมายและเป้าหมายใหม่ให้กับชีวิตของเรา
คนแกร่งหัวใจไม่แพ้ในพระเยซู
เครื่องบินรบของหลุยส์ แซมเปอรินี่ตกในทะเลระหว่างสงคราม มีผู้เสียชีวิตแปดคนจากสิบเอ็ดคน หลุยส์หรือลูอี้และอีกสองคนตะเกียกตะกายขึ้นใปในเรือชูชีพ พวกเขาลอยลำอยู่สองเดือน คอยไล่ฉลาม ฝ่าลมพายุ หลบกระสุนจากเครื่องบินของศัตรู และจับปลากับนกกินดิบๆ ในที่สุดพวกเขาก็ลอยไปขึ้นเกาะแห่งหนึ่งและถูกจับทันที เป็นเวลาสองปีที่ลูอี้ในฐานะเชลยสงครามถูกทุบตี ถูกทรมาน และต้องทำงานหนักอย่างไร้ความปราณี เรื่องราวสุดอัศจรรย์ของเขาถูกเล่าไว้ในหนังสือชื่อ คนแกร่งหัวใจไม่ยอมแพ้
เยเรมีย์เป็นหนึ่งในคนแกร่งหัวใจไม่ยอมแพ้ในพระคัมภีร์ ท่านถูกศัตรูปองร้าย (ยรม.11:18) ถูกทุบตีและจับใส่ขื่อคา (20:2) ถูกเฆี่ยนและขังในคุกมืด (37:15-16) ถูกหย่อนให้จมลงในบ่อโคลน (38:6) ท่านรอดชีวิตเพราะพระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่ด้วยและช่วยกู้ท่าน (1:8) พระเจ้าทรงสัญญากับเราเช่นกันว่า “เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย” (ฮบ.13:5) พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าเยเรมีย์หรือเราจะไม่ต้องพบกับปัญหา แต่ทรงสัญญาว่าจะช่วยให้เราผ่านปัญหาไปได้
ลูอี้เห็นถึงการปกป้องของพระเจ้า ภายหลังสงครามเขาจึงถวายชีวิตแด่พระเยซู เขาให้อภัยคนที่จับเขาและได้นำบางคนมาถึงพระคริสต์ ลูอี้รู้ว่าแม้เราจะหลีกเลี่ยงปัญหาทุกอย่างไม่ได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องทนทุกข์อย่างเดียวดาย เมื่อเราเผชิญปัญหาพร้อมกับพระเยซู เราจะเป็นคนแกร่งที่หัวใจไม่ยอมแพ้