ชื่อที่สมบูรณ์แบบ
ในวันที่อากาศร้อนชื้นของเดือนสิงหาคม ภรรยาของผมได้ให้กำเนิดลูกชายคนที่สอง แต่เขายังไม่มีชื่อเพราะเรายังตัดสินใจเลือกไม่ได้ หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงในร้านไอศกรีมและไปขับรถเล่น เราก็ยังคงตัดสินใจไม่ได้ เขาจึงถูกเรียกว่า “เจ้าหนูวิลเลี่ยม” อยู่สามวันก่อนจะได้ชื่อว่าไมคาห์ในที่สุด
การเลือกชื่อที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องน่าปวดหัว นอกจากว่าคุณคือพระเจ้าผู้ทรงคิดชื่อที่สมบูรณ์แบบให้กับผู้เดียวซึ่งจะเปลี่ยนสิ่งต่างๆไปตลอดกาล พระเจ้าทรงสั่งผ่านอิสยาห์ให้กษัตริย์อาหัสทูลขอ “หมายสำคัญ” จากพระองค์เพื่อให้ความเชื่อของอาหัสเข้มแข็งขึ้น (อสย.7:10-11) แม้อาหัสปฏิเสธที่จะทูลขอหมายสำคัญ พระเจ้าก็ยังทรงประทานให้คือ “ดูเถิด หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่าอิมมานูเอล” (ข้อ 14) พระเจ้าทรงตั้งชื่อให้ทารกนั้น และเขาจะเป็นหมายสำคัญแห่งความหวังให้กับผู้คนที่กำลังสิ้นหวัง ชื่อนั้นถูกใช้เรื่อยมาและมัทธิวได้ให้ความหมายใหม่แก่ชื่อนั้นเมื่อท่านเขียนถึงการประสูติของพระเยซู (มธ.1:23) พระเยซูจะทรงเป็น “อิมมานูเอล” พระองค์ไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของพระเจ้า แต่ทรงเป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์ ทรงมาเพื่อช่วยคนของพระองค์จากความสิ้นหวังในความบาป
พระเจ้าได้ประทานหมายสำคัญแก่เราคือองค์พระบุตรซึ่งมีพระนามว่า อิม-มานูเอล คือพระเจ้าทรงอยู่กับเรา เป็นชื่อที่สะท้อนถึงการสถิตอยู่ด้วยและความรักของพระองค์ ในวันนี้พระองค์ทรงเชิญให้เราต้อนรับองค์อิมมานูเอลและรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่กับเรา
ผู้ให้ด้วยใจยินดี
นิโคลัสเกิดในช่วงศตวรรษที่ 3 เขาไม่รู้เลยว่าในอีกหลายร้อยปีหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปนั้น เขาจะเป็นที่รู้จักในชื่อ ซานตาคลอส เขาเป็นเพียงชายที่รักพระเจ้าและห่วงใยผู้อื่นอย่างแท้จริง และเขาเป็นที่รู้จักเพราะการทำความดีและแบ่งปันทรัพย์สิ่งของของเขาด้วยใจยินดี มีเรื่องเล่าว่าหลังจากนิโคลัสรู้เรื่องของครอบครัวหนึ่งที่กำลังลำบากเรื่องเงิน เขาไปที่บ้านของครอบครัวนั้นในตอนกลางคืนและโยนถุงใส่ทองคำเข้าไปทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ถุงนั้นตกลงไปในรองเท้าหรือถุงเท้าข้างเตาผิง
นานมาแล้วก่อนสมัยของนิโคลัส อัครทูตเปาโลได้หนุนใจผู้เชื่อในเมืองโครินธ์ที่จะเป็นผู้ให้ด้วยใจยินดี ท่านเขียนถึงพวกเขาเรื่องความเดือดร้อนทางการเงินของพี่น้องในกรุงเยรูซาเล็ม และหนุนใจให้พวกเขาแบ่งปันด้วยใจกว้างขวาง เปาโลอธิบายให้พวกเขาฟังถึงประโยชน์และพระพรจากการแบ่งปันทรัพย์สิ่งของของตน และย้ำพวกเขาว่า “คนที่หว่านเพียงเล็กน้อยก็จะเกี่ยวเก็บได้เพียงเล็กน้อย คนที่หว่านมากก็จะเกี่ยวเก็บได้มาก” (2 คร.9:6) และผลของการแบ่งปันด้วยใจยินดีนั้นคือพวกเขาจะ “มีสิ่งสารพัดมั่งคั่งบริบูรณ์ขึ้น” (ข้อ 11) และพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ
พระบิดา โปรดช่วยให้เราเป็นผู้ให้ด้วยใจยินดีไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสเท่านั้น แต่ในตลอดทั้งปี ขอบพระคุณสำหรับพระทัยอันกว้างขวางอย่างเหลือล้นที่ได้ประทาน “ของขวัญอัศจรรย์” คือพระเยซูองค์พระบุตรให้แก่เรา EPE
การอธิบายพระคัมภีร์
แผ่นกระเบื้องตกแต่งสีน้ำเงินและสีขาวที่มักพบเห็นได้ตามบ้านของชาวดัตช์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากเมืองเดลฟ์ พวกเขามักตกแต่งเป็นภาพวิวของเนเธอร์แลนด์ ทั้งทิวทัศน์ที่สวยงาม กังหันลมที่เห็นทั่วไปและผู้คนที่กำลังทำงานและสนุกสนาน
ในศตวรรษที่ 19 ชาร์ลส์ ดิกเกนส์เขียนไว้ในหนังสือมหัศจรรย์วันคริสต์มาส ถึงการที่แผ่นกระเบื้องถูกใช้เพื่ออธิบายพระคัมภีร์ เขาบรรยายถึงเตาผิงเก่าที่สร้างโดยคนดัตช์ ปูด้วยกระเบื้องเมืองเดลฟ์ที่ดูแปลกตาว่า “มีภาพคาอินและ
อาเบล พระธิดาของฟาโรห์ ราชินีแห่งชีบา...และอัครทูตกำลังออกทะเล” หลายบ้านใช้กระเบื้องเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการสอนเมื่อครอบครัวมารวมตัวกันหน้าเตาผิงอันอบอุ่นและแบ่งปันเรื่องราวในพระคัมภีร์ พวกเขาเรียนรู้ถึงพระลักษณะของพระเจ้า ทั้งความยุติธรรมและพระเมตตากรุณาของพระองค์
ความจริงแห่งพระคัมภีร์ยังคงนำมาปรับใช้ได้ในปัจจุบัน สดุดี 78 หนุนใจให้เราสอน “คำลับลึกของโบราณกาล ถึงสิ่งที่เราทั้งหลายได้ยินได้ทราบ ที่บรรพบุรุษของเราได้บอกเรา” (ข้อ 2-3) และบอกเราให้ “บอกแก่ชาติพันธุ์ที่กำลังเกิดมา ถึงพระราชกิจอันควรสรรเสริญของพระเจ้า และฤทธานุภาพของพระองค์และการอัศจรรย์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ” และพวกเขา “จะลุกขึ้นบอกลูกหลานของเขา” (ข้อ 4, 6)
ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า เราจะพบวิธีที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพในการอธิบายความจริงแห่งพระคัมภีร์ต่อคนในแต่ละรุ่น เมื่อเรามุ่งมั่นในการถวายพระเกียรติสูงสุดและคำสรรเสริญตามที่พระเจ้าทรงสมควรได้รับต่อพระองค์
คนในรุ่นปัจจุบัน
“อย่าเชื่อใครที่อายุเกิน 30 ปี” แจ็ค ไวน์เบิร์ก นักสิ่งแวดล้อมหนุ่มกล่าวไว้ในปี 1964 คำพูดของเขานั้นเหมารวมคนทั้งรุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเสียใจในเวลาต่อมา เมื่อมองย้อนกลับไปเขากล่าวว่า “บางอย่างที่ผมพูดโดยไม่ทันคิด... ถูกบิดเบือนและเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง”
คุณเคยได้ยินคำสบประมาทเกี่ยวกับคนรุ่นมิลเลนเนียล (Gen Y) หรือในทางกลับกันไหม ความคิดไม่ดีที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งสามารถทำร้ายทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่ามีวิธีที่ดีกว่านี้
แม้เฮเซคียาห์จะเป็นกษัตริย์ที่ดี แต่ทรงขาดความห่วงใยต่อคนอีกรุ่นหนึ่ง เมื่อยังหนุ่มเฮเซคียาห์ประชวรใกล้จะสิ้นพระชนม์ (2 พกษ.20:1) พระองค์ได้ทรงร้องขอชีวิตจากพระเจ้า (ข้อ 2-3) และพระเจ้าทรงต่อชีวิตให้พระองค์อีก 15 ปี (ข้อ 6)
แต่เมื่อเฮเซคียาห์ได้รับข่าวร้ายว่าลูกๆของพระองค์จะต้องถูกจับไปเป็นเชลยในวันข้างหน้า พระองค์กลับทรงไร้ซึ่งน้ำตา (ข้อ 16-18) พระองค์คิดว่า “ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา” (ข้อ 19) อาจเป็นเพราะเฮเซคียาห์ไม่ใส่พระทัยต่อความเป็นอยู่ดีของคนรุ่นหลังเหมือนกับของพระองค์เอง
พระเจ้าทรงเรียกให้เรารักในแบบที่กล้าจะก้าวข้ามเส้นที่แบ่งแยกเรา คนรุ่นเก่าต้องการอุดมการณ์ที่สดใหม่และความคิดสร้างสรรค์ของคนที่เด็กกว่า ผู้ซึ่งในทางเดียวกันจะได้รับประโยชน์จากสติปัญญาและประสบการณ์ของคนรุ่นเก่า นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับคำพูดหรือสโลแกนประชดประชัน แต่เป็นเวลาสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดที่มีค่า พวกเราต่างอยู่ในเรือลำเดียวกัน
อัตลักษณ์ที่แท้จริง
เมื่อเพื่อนดูรูปที่ฉันถ่ายให้เธอ เธอพูดถึงลักษณะภายนอกที่เธอเห็นว่าบกพร่อง ฉันขอให้เธอมองลึกลงไป “ฉันเห็นลูกสาวที่งดงามและเป็นที่รักขององค์จอมกษัตริย์ผู้ทรงฤทธิ์สูงสุด” ฉันบอก “ฉันเห็นคนที่เปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อพระเจ้าและผู้อื่น ผู้ซึ่งความเมตตา ความมีน้ำใจและความสัตย์ซื่อได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตผู้คนมากมาย” เมื่อฉันสังเกตเห็นน้ำตาที่เอ่ออยู่ในดวงตาของเธอ ฉันกล่าวว่า “ฉันคิดว่าเธอต้องมีมงกุฎ!” บ่ายวันนั้น เราเลือกได้มงกุฎที่เหมาะกับเธอเพื่อเธอจะไม่มีวันลืมอัตลักษณ์ที่แท้จริงไป
เมื่อเรามารู้จักพระเยซูเป็นการส่วนตัว พระองค์ได้ทรงสวมมงกุฎให้เราด้วยความรักและเรียกเราว่าเป็นบุตรของพระองค์ (1 ยน.3:1) พระองค์ประทานกำลังให้เรายืนหยัดในความเชื่อเพื่อ “เราจะมีใจกล้าและไม่หลบพระพักตร์พระองค์ด้วยความละอายเมื่อพระองค์เสด็จมา” (2:28) แม้พระองค์จะทรงยอมรับเราอย่างที่เราเป็น แต่ความรักของพระองค์ก็ชำระและเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นเหมือนพระองค์ด้วย (3:2-3) พระองค์ทรงช่วยให้รู้ว่าเราต้องการพระองค์และกลับใจใหม่ในขณะเมื่อเราชื่นชมยินดีในฤทธิ์อำนาจที่ช่วยให้หันจากบาป (ข้อ 7-9) เราสามารถมีชีวิตที่เชื่อฟังอย่างสัตย์ซื่อและด้วยความรัก (ข้อ 10) โดยมีความจริงของพระองค์อยู่ในใจและมีพระวิญญาณของพระองค์ปรากฏอยู่ในชีวิตของเรา
เพื่อนของฉันไม่จำเป็นต้องมีมงกุฎหรือเครื่องประดับใดในวันนั้น แต่เราทั้งคู่ต้องการเครื่องเตือนใจถึงคุณค่าของเราในฐานะบุตรที่รักของพระเจ้า
เฉลิมฉลองในความแตกต่าง
ในพิธีจบการศึกษาประจำปี 2019 ของโรงเรียนมัธยมท้องถิ่นแห่งหนึ่ง นักเรียน 608 คนเตรียมตัวเพื่อรับประกาศนียบัตร อาจารย์ใหญ่เริ่มพิธีโดยขอให้นักเรียนยืนขึ้นเมื่อท่านอ่านรายชื่อประเทศบ้านเกิดของพวกเขาที่อัฟกานิสถาน โบลิเวีย บอสเนียและอื่นๆ อาจารย์ใหญ่พูดจนครบ 60 ประเทศและนักเรียนทุกคนยืนขึ้นและยินดีร่วมกัน 60 ประเทศภายในโรงเรียนเดียวกัน
ความงดงามของการเป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลางความแตกต่างเป็นภาพอันทรงพลังที่แสดงถึงสิ่งที่พระเจ้าให้ความสำคัญ คือทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี
เราพบคำหนุนใจที่ให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกันในท่ามกลางคนของพระเจ้าในสดุดี 133 เป็นบทเพลงสดุดีที่ขับขานเมื่อประชาชนเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อการเฉลิมฉลองประจำปี บทเพลงนี้เตือนประชาชนให้ระลึกถึงข้อดีของการอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี (ข้อ 1) แม้จะมีความแตกต่างที่อาจก่อให้เกิดการแบ่งแยกก็ตาม ในภาพจำลองนั้นความเป็นหนึ่งเดียวกันถูกเปรียบเป็นน้ำค้าง (ข้อ 3) และน้ำมันที่ใช้ในการเจิมปุโรหิต (อพย.29:7) ที่ “ไหลอาบลงมา” บนศีรษะ หนวดเคราและเสื้อผ้าของปุโรหิต (ข้อ 2) ทุกภาพชี้ถึงความจริงว่า ในความเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นพระพรของพระเจ้าหลั่งไหลอย่างท่วมท้นจนไม่มีสิ่งใดรองรับไว้ได้
สำหรับผู้เชื่อในพระเยซู แม้จะมีความแตกต่างมากมาย เช่นในเรื่องชาติพันธุ์ สัญชาติ หรืออายุ แต่ยังมีความเป็นหนึ่งเดียวกันซึ่งลึกซึ้งยิ่งกว่าในพระวิญญาณ (อฟ.4:3) เมื่อเรายืนร่วมกันและเฉลิมฉลองสายสัมพันธ์นั้นโดยการทรงนำของพระเยซู เราก็สามารถเปิดรับความแตกต่างที่พระเจ้าประทานให้ และเฉลิมฉลองที่มาของความเป็นหนึ่งเดียวกันที่แท้จริง
เราต้องการชุมชนคริสตจักร
ผมโตมาในฐานะลูกชายคนโตของนักเทศน์คณะแบ๊บติสต์ใต้ มีความคาดหวังอย่างชัดเจนว่าทุกวันอาทิตย์ผมต้องไปโบสถ์ ซึ่งอาจยกเว้นได้หากผมมีไข้สูงจริงๆ แต่ความจริงคือผมรักการไปโบสถ์และหลายครั้งผมไปทั้งที่ยังมีไข้ แต่โลกเปลี่ยนไปแล้วและจำนวนคนที่มาโบสถ์เป็นประจำก็ไม่เหมือนที่เคยเป็น แน่นอนว่าเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า ทำไม คำตอบนั้นมีหลากหลายแตกต่างกันไป นักเขียนแคธลีน นอร์ริสโต้แย้งคำตอบเหล่านั้นด้วยคำตอบที่ได้รับจากศิษยาภิ-บาลเมื่อเธอถามว่า “ทำไมเราต้องไปโบสถ์” เขาตอบว่า “เราไปโบสถ์เพื่อคนอื่น เพราะอาจมีบางคนต้องการคุณที่นั่น”
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เราไปโบสถ์ แต่คำตอบของเขาสะท้อนถึงหัวใจของผู้เขียนฮีบรูที่หนุนใจผู้เชื่อให้รักษาความเชื่อไว้ และการจะทำเช่นนั้นได้ ท่านย้ำว่า “อย่าขาดการประชุม” (ฮบ.10:25) ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะสิ่งสำคัญบางอย่างจะขาดหายไปหากเราไม่อยู่ที่นั่นคือ “การหนุนใจกัน” (ข้อ 25) เราต้องการการหนุนใจกันเพื่อ “ปลุกใจซึ่งกันและกัน ให้มีความรักและทำความดี” (ข้อ 24)
พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย ให้เราร่วมสามัคคีธรรมกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะอาจมีบางคนต้องการคุณที่นั่น และความจริงที่ไม่ต่างกันคือ คุณอาจต้องการพวกเขาเช่นกัน
ความสว่างยิ่งใหญ่
ปี 2018 เด็กชายชาวไทยสิบสองคนกับครูฝึกฟุตบอลเข้าไปในถ้ำที่เหมือนเขาวงกตเพื่อสนุกกับการผจญภัยยามบ่าย แต่ด้วยกระแสน้ำที่สูงขึ้นกะทันหันบีบให้พวกเขาต้องเข้าไปในถ้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลาสองสัปดาห์ครึ่งกว่าที่หน่วยกู้ภัยจะช่วยพวกเขาออกมาได้ น้ำที่ขึ้นสูงขัดขวางทีมนักดำน้ำที่พยายามช่วยเหลือเด็กๆซึ่งนั่งอยู่บนชั้นหินเล็กๆ และมีไฟฉายริบหรี่แค่หกอัน พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในความมืด เฝ้าหวังว่าความสว่างและความช่วยเหลือจะมาถึง
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บรรยายถึงโลกที่ปกคลุมด้วยความมืดซึ่งถูกครอบงำด้วยความรุนแรงและความโลภ ถูกทำลายด้วยการกบฏและความกลัดกลุ้ม (อสย.8:22) ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากความพินาศ เทียนแห่งความหวังริบหรี่ลงเรื่อยๆ ก่อนจะยอมแพ้แก่ความว่างเปล่าอันมืดมิด กระนั้น อิสยาห์ยืนยันว่าความสิ้นหวังอันริบหรี่นี้ไม่ใช่จุดจบ ด้วยพระเมตตาของพระเจ้า ในไม่ช้า “เมืองนั้นซึ่งอยู่ในความแสนระทมจะไม่กลัดกลุ้ม” (9:1) พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งประชากรของพระองค์ในเงาของความพินาศ ผู้เผยพระวจนะประกาศความหวังแก่ผู้คนและบอกถึงเวลาที่พระเยซูจะเสด็จมาขจัดสิ่งที่เกิดจากความบาปอันมืดมิด
พระเยซูเสด็จมาแล้ว และตอนนี้เราได้ยินถ้อยคำของอิสยาห์ในความหมายใหม่ “ชนชาติที่ดำเนินในความมืดจะได้ เห็นความสว่างยิ่งใหญ่” อิสยาห์กล่าว “บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินแห่งเงามัจจุราช สว่างจะได้ส่องมาบนเขา” (ข้อ 2)
ไม่ว่าค่ำคืนจะมืดมิดแค่ไหน ไม่ว่าสถานการณ์จะสิ้นหวังเพียงใด เราจะไม่มีวันถูกทอดทิ้งในความมืด พระเยซูทรงอยู่ที่นี่ ความสว่างยิ่งใหญ่ส่องแสงอยู่
วางใจพระเจ้าเมื่อถูกต่อต้าน
เอสเธอร์เติบโตมาในชนเผ่าหนึ่งในฟิลิปปินส์ที่ต่อต้านความเชื่อในพระคริสต์ เธอได้รับความรอดในพระเยซูหลังจากที่ป้าของเธออธิษฐานเผื่อระหว่างที่เธอต่อสู้กับโรคร้ายแรงถึงชีวิต ทุกวันนี้เอสเธอร์เป็นผู้นำการศึกษาพระคัมภีร์ในชุมชนแม้จะถูกคุกคามอย่างรุนแรงกระทั่งขู่ฆ่า เธอรับใช้ด้วยความชื่นชมยินดีโดยบอกว่า “ฉันไม่สามารถหยุดบอกผู้อื่นถึงเรื่องพระเยซู เพราะฉันได้สัมผัสถึงฤทธิ์อำนาจ ความรัก ความประเสริฐ และความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในชีวิตฉัน”
การรับใช้พระเจ้าโดยต้องเผชิญกับการต่อต้านเป็นสิ่งที่หลายคนเผชิญในวันนี้ เช่นเดียวกับชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก ชายหนุ่มชาวอิสราเอลสามคนซึ่งเป็นเชลยในบาบิโลน ในพระธรรมดาเนียลเราทราบว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะอธิษฐานต่อปฏิมากรทองคำขนาดใหญ่ของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ แม้จะถูกข่มขู่ถึงชีวิต ชายเหล่านี้ยืนยันว่าพระเจ้าทรงสามารถปกป้องพวกเขา พวกเขายังเลือกที่จะปรนนิบัติพระองค์ “ถึงแม้” พระองค์จะไม่ช่วยกู้พวกเขา (ดนล.3:18) เมื่อถูกโยนเข้าไปในเตาไฟ พระเจ้าทรงเข้ามาร่วมในการทนทุกข์กับพวกเขา (ข้อ 25) ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน พวกเขารอดชีวิตโดย “ผมที่ศีรษะของเขาก็ไม่งอ” (ข้อ 27)
หากเราต้องเผชิญกับการทนทุกข์หรือถูกข่มเหงเพราะการสำแดงความเชื่อ ตัวอย่างทั้งในอดีตและปัจจุบันเตือนเราว่าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตกับเราเพื่อเสริมกำลังและค้ำจุนเราเมื่อเราเลือกเชื่อฟังพระองค์ “ถึงแม้” สิ่งต่างๆจะไม่เป็นอย่างที่เราหวัง