Category  |  ODB

จดจ่อที่พระเจ้า

ตอนที่เลือกซื้อแหวนหมั้น ผมใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค้นหาเพชรที่ใช่ ผมถูกรบกวนด้วยความคิดที่ว่า ถ้าผมพลาดสิ่งดีที่สุดไปล่ะตามที่นักจิตวิทยาเศรษฐศาสตร์แบรี่ ชวาตซ์กล่าวไว้ ความลังเลเป็นประจำบ่งบอกว่าผมเป็นคนที่เขาเรียกว่า “สรรหาแต่สิ่งดีที่สุด” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “คนที่เลือกความพอใจ” คนที่เลือกความพอใจจะตัดสินใจโดยพิจารณาเลือกสิ่งที่เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนคนที่สรรหาแต่สิ่งดีที่สุดล่ะ คนเรามีความต้องการที่จะเลือกสิ่งดีที่สุดเสมอ (ผมก็ด้วย!) ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่ใจในการเผชิญกับทางเลือกมากมายคืออะไร คือความวิตกกังวล ซึมเศร้าและไม่พอใจ อันที่จริงนักสังคมวิทยาได้สร้างอีกวลีหนึ่งสำหรับปรากฏการณ์นี้ นั่นคือ กลัวที่จะพลาด

แน่นอนที่ในพระคัมภีร์เราจะไม่พบคำว่า คนที่สรรหาแต่สิ่งดีที่สุด หรือ คนที่เลือกความพอใจ แต่พบแนวคิดที่คล้ายกันใน 1 ทิโมธี เปาโลท้าทายทิโมธีให้ค้นหาคุณค่าในพระเจ้าแทนที่จะเป็นสิ่งของในโลกนี้ คำสัญญาของโลกในเรื่องการเติมเต็มจะไม่มีวันเกิดขึ้น เปาโลต้องการให้ทิโมธีหยั่งรากอัตลักษณ์ตัวตนของเขาในพระเจ้า “เราได้รับประโยชน์มากมายจากทางของพระเจ้า พร้อมทั้งความสุขใจ” (6:6) เปาโลดูเหมือนเป็นคนที่เลือกความพอใจเมื่อท่านเสริมว่า “แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด” (ข้อ 8)

เมื่อผมยึดติดอยู่กับหนทางมากมายที่โลกนี้สัญญาว่าจะเติมเต็มชีวิตเรา ผมมักจะจบลงด้วยความหงุดหงิดและไม่พึงใจ แต่เมื่อผมจดจ่อที่พระเจ้าและละทิ้งแรงกระตุ้นที่บังคับให้สรรหาแต่สิ่งที่ดีที่สุด จิตวิญญาณของผมก็เคลื่อนไปสู่ความพึงพอใจและการหยุดพักอย่างแท้จริง

มองเห็นสายรุ้งแห่งความหวัง

ในช่วงวันหยุดเดือนตุลาคม ฉันต่อสู้กับอาการปวดเรื้อรังอีกครั้ง ซึ่งทำให้ฉันต้องใช้เวลาสองสามวันแรกพักฟื้นอยู่ที่ห้อง อารมณ์ของฉันมืดมัวเหมือนกับท้องฟ้า ในที่สุดเมื่อฉันกับสามีได้ออกไปเที่ยวชมประภาคารใกล้ๆ เมฆสีเทาบดบังทัศนวิสัยของเรา แต่ฉันก็ถ่ายภาพภูเขาที่มืดสลัวและขอบฟ้าที่หม่นหมองได้บ้าง

ในเวลาต่อมา ฉันรู้สึกผิดหวังเพราะฝนห่าใหญ่กักตัวเราไว้ในคืนนั้น ฉันดูภาพที่ถ่ายไว้ผ่านๆ แล้วส่งกล้องให้สามี “รุ้งกินน้ำ!” เพราะจดจ่อที่ความเศร้าหมองฉันจึงพลาดจากการที่พระเจ้าทรงฟื้นชื่นจิตวิญญาณที่อ่อนล้าของฉันด้วยภาพแห่งความหวังที่คาดไม่ถึงนี้ (ปฐก.9:13-16)

ความทุกข์ทางกายหรือทางอารมณ์มักจะฉุดเราลงไปยังห้วงลึกแห่งความสิ้นหวัง เรากระหายหาการฟื้นใจ เราจึงกระหายหาการย้ำเตือนให้ระลึกถึงการทรงสถิตที่ไม่แปรเปลี่ยนและฤทธิ์เดชอันไม่สิ้นสุดของพระเจ้า (สดด.42:1-3) เมื่อหวนคิดถึงช่วงเวลานับครั้งไม่ถ้วนที่พระเจ้าปรากฏเพื่อเราและผู้อื่นในอดีต เราก็วางใจได้ว่าความหวังของเรามั่นคงในพระองค์ ไม่ว่าเราจะรู้สึกหดหู่เพียงใดในขณะนั้น (ข้อ 4-6)

เมื่อทัศนคติเลวร้ายหรือสถานการณ์ยากลำบากทำให้การมองเห็นของเรามืดมัวลง พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้เราร้องเรียกพระองค์ อ่านพระคัมภีร์ และวางใจในความสัตย์ซื่อของพระองค์ (ข้อ 7-11) ในขณะที่เราแสวงหาพระเจ้า เราพึ่งพาพระองค์ได้ที่จะทรงช่วยให้เราเห็นสายรุ้งแห่งความหวังที่ทอดโค้งเหนือวันอันมืดมนที่สุด

แยกเราไว้

ในเดือนพฤศจิกายนปี 1742 เกิดจลาจลขึ้นที่สแตฟฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ เพื่อคัดค้านข่าวประเสริฐที่ชาร์ลส์ เวสลีย์กำลังประกาศ ดูเหมือนว่าชาร์ลส์และจอห์นพี่ชายกำลังเปลี่ยนประเพณีบางอย่างของคริสตจักรที่มีมาช้านาน และนั่นมากเกินกว่าที่ชาวเมืองส่วนใหญ่จะรับได้

เมื่อจอห์นได้ยินเรื่องการจลาจล เขารีบไปสแตฟฟอร์ดเชียร์เพื่อจะช่วยน้องชาย ไม่นานนักฝูงชนที่คุมไม่อยู่ก็ได้ล้อมที่พักของจอห์น เขาเผชิญหน้ากับพวกผู้นำอย่างกล้าหาญ โดยเจรจากับพวกเขาอย่างสงบจนแต่ละคนคลายความโกรธลง

จิตวิญญาณที่อ่อนน้อมและสงบของจอห์นทำให้ฝูงชนที่มีแนวโน้มรุนแรงสงบลง แต่นั่นไม่ใช่ใจอ่อนน้อมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของเขา แต่เป็นหัวใจของพระผู้ช่วยให้รอดที่เวสลีย์ติดตามอย่างใกล้ชิด พระเยซูตรัสว่า “จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก” (มธ.11:29) แอกแห่งความอ่อนน้อมนี้กลายเป็นพลังที่แท้จริงเบื้องหลังคำท้าทายของอัครทูตเปาโลที่มีต่อเราว่า “จงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก” (อฟ.4:2)

ในความเป็นมนุษย์ของเรานั้นความอดทนเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ แต่โดยผลของพระวิญญาณที่อยู่ภายในเรา ความอ่อนน้อมแห่งพระทัยของพระคริสต์จะแยกเราไว้และเตรียมเราให้เผชิญกับโลกที่เป็นปรปักษ์นี้ได้ เมื่อเราทำเช่นนั้น เราก็ได้ทำให้ถ้อยคำของเปาโลเป็นจริงว่า “จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง” (ฟป.4:5)

ให้จากความรัก

ทุกวันเกล็นจะซื้อกาแฟยามเช้าที่จุดไดร์ฟทรูใกล้ๆ และทุกวันเขาจะจ่ายเงินให้กับคำสั่งซื้อของคนในรถคันหลังที่ตามมาด้วย และขอให้แคชเชียร์อวยพรให้คนนั้นมีความสุข เกล็นไม่รู้จักพวกเขา และไม่รู้ถึงปฏิกิริยาของคนเหล่านั้น เขาเพียงเชื่อว่าการแสดงออกเล็กน้อยนี้เป็น “สิ่งที่อย่างน้อยที่สุดเขาทำได้” แต่มีครั้งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้ถึงอิทธิพลจากการกระทำนี้ เมื่อเขาได้อ่านจดหมายนิรนามที่ส่งถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เขาพบว่าของขวัญที่เป็นน้ำใจจากเขาในวันที่ 18 กรกฎาคม 2017 ทำให้คนที่อยู่ในรถคันหลังซึ่งวางแผนจะจบชีวิตตัวเองในวันนั้น ได้กลับมาคิดทบทวนใหม่

เกล็นหยิบยื่นให้กับผู้คนในรถคันหลังทุกวันโดยไม่ได้รับคำยกย่องชมเชย มีเพียงครั้งเดียวนี้เองที่เขาได้เห็นถึงอิทธิพลจากของขวัญเล็กน้อยของตน เมื่อพระเยซูตรัสว่า “อย่าให้มือซ้าย[ของเรา]รู้การซึ่งมือขวา [ของเรา]กระทำนั้น” (มธ.6:3) พระองค์ทรงหนุนใจเราที่จะให้เหมือนที่เกล็นทำ โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นรับรู้

เมื่อเราได้หยิบยื่นให้จากความรักที่เรามีต่อพระเจ้า โดยไม่กังวลกับการได้รับคำชมจากผู้อื่น เราก็วางใจได้ว่าของขวัญของเราไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กนั้น พระองค์จะทรงใช้เพื่อตอบสนองตามความจำเป็นของผู้ที่ได้รับ

ความหวังที่พาดผ่านเหนือพายุ

ในฤดูใบไม้ผลิปี 2021 นักล่าพายุหลายคนได้บันทึกวิดีโอและถ่ายรูปสายรุ้งที่ปรากฏข้างพายุทอร์นาโดในรัฐเท็กซัส ในวีดีโอหนึ่ง รวงข้าวสาลีในทุ่งโน้มลงอยู่ใต้แรงพายุหมุน มีสายรุ้งอันเจิดจ้าพาดผ่านเส้นขอบฟ้าสีเทาและโค้งไปทางพายุหมุน ในอีกวิดีโอ ผู้คนที่ยืนชมอยู่ข้างถนนมองดูสัญลักษณ์แห่งความหวังตั้งตระหง่านอยู่ข้างเมฆทรงกรวย

ในสดุดี 107 ผู้เขียนส่งมอบความหวังและหนุนใจเราให้หันไปหาพระเจ้าในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ท่านบรรยายถึงคนที่อยู่ท่ามกลางพายุ “และสิ้นปัญญาลง” (ข้อ 27) “เมื่อเขาร้องทูลพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยนำเขาออกจากความทุกข์ใจของเขา” (ข้อ 28)

พระเจ้าทรงเข้าใจที่บางครั้งลูกของพระองค์ก็ไม่อาจรู้สึกมีความหวังได้เมื่อชีวิตเหมือนกับโดนพายุกระหน่ำ เราต้องการการย้ำเตือนถึงความสัตย์ซื่อของพระองค์ โดยเฉพาะในยามที่ขอบฟ้าดูมืดมนและปั่นป่วน

ไม่ว่าพายุของเราจะเป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ในชีวิต ความวุ่นวายทางอารมณ์ หรือความตึงเครียดในจิตใจ พระเจ้าทรงสามารถทำให้พายุ “สงบลง” และนำเราไปยังที่ลี้ภัย (ข้อ 29-30) แม้เราอาจจะยังไม่หลุดพ้นจากพายุด้วยวิธีการและในเวลาที่เราต้องการ แต่เราสามารถไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงรักษาพระสัญญาที่ตรัสไว้ในพระคัมภีร์ ความหวังอันมั่นคงของพระองค์จะพาดผ่านเหนือพายุทุกลูก

การเยียวยาสำหรับคนทั้งโลก

สถานพยาบาลลับ (โรงพยาบาลฟรานย่าพาร์ติซาน) ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาห่างไกลทางตะวันตกของสโลวีเนีย มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากคอยดูแลทหารบาดเจ็บหลายพันคนระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกปิดซ่อนจากนาซีมาตลอด แม้จะเป็นเรื่องน่าจดจำที่สามารถหลบเลี่ยงการพยายามค้นหาของนาซีหลายครั้งได้สำเร็จ แต่ที่น่าจดจำกว่าคือการที่โรงพยาบาลแห่งนี้ (ซึ่งก่อตั้งและดำเนินการโดยกลุ่มต่อต้านสโลวีเนีย) ดูแลทหารจากทั้งฝ่ายพันธมิตรและอักษะ โรงพยาบาลนี้ต้อนรับทุกคน

พระคัมภีร์เรียกให้เราช่วยคนทั้งโลกให้ได้รับการเยียวยาฝ่ายวิญญาณ นั่นหมายความว่าเราต้องมีเมตตาต่อทุกคนไม่ว่าเขาจะมีแนวคิดหรืออุดมการณ์เช่นไร ทุกคนสมควรได้รับความรักและความเมตตาจากพระคริสต์ เปาโลยืนยันว่าความรักที่พระเยซูทรงมีต่อเราทุกคน “ได้ครอบครองเราอยู่ เพราะเราคิดเห็นอย่างนี้ว่ามีผู้หนึ่งได้ตายเพื่อคนทั้งปวง” (2 คร.5:14) เราทุกคนล้วนทนทุกข์จากความเจ็บป่วยเนื่องจากบาป และจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาจากการอภัยของพระเยซู และพระองค์เสด็จมาหาเราเพื่อเยียวยาเราทุกคน

แล้วในกระบวนการอันน่าประหลาดใจนี้ พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราประกาศ “เรื่องการคืนดีกัน” (ข้อ 19) พระเจ้าทรงเชิญให้เรารักษาผู้คนที่บาดเจ็บและแตกสลาย (เช่นเดียวกับเรา) เรามีส่วนร่วมในงานแห่งการเยียวยารักษาในที่ซึ่งคนเจ็บป่วยจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้งผ่านการคืนดีกับพระองค์ และการคืนดีหรือการเยียวยานี้เป็นของทุกคนที่ยอมรับมัน

กดปุ่มหยุดเพื่ออธิษฐาน

น้ำจากหัวดับเพลิงท่วมถนนและผมมองเห็นโอกาสเมื่อหัวดับเพลิงพ่นน้ำใส่ถนน รถข้างหน้าผมหลายคันโดนน้ำกระเด็นใส่ และผมคิดว่านี่เป็นวิธีล้างรถฟรีที่ยอดเยี่ยม! รถของผมไม่ได้ล้างมาเป็นเดือนจนฝุ่นจับหนา ผมจึงหักรถให้โดนน้ำเต็มๆ

แคร็ก!
มันเกิดขึ้นเร็วมาก แดดที่ส่องลงมาบนรถสีดำของผมในเช้านั้นทำให้กระจกและภายในรถร้อน แต่น้ำจากหัวดับเพลิงเย็นจัด ทันทีที่ความเย็นกระทบกระจกหน้ารถที่ร้อนระอุ เกิดรอยร้าวเหมือนสายฟ้าฟาดจากบนลงล่าง การล้างรถ “ฟรี” ของผมจบลงด้วยการเสียเงินจำนวนมาก

ถ้าเพียงแต่ผม “กดปุ่มหยุด” ก่อนเพื่อครุ่นคิดหรืออธิษฐาน เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไหม ชนอิสราเอลเคยทำเช่นนั้นเมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ที่หนักหนายิ่งกว่า พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะช่วยพวกเขาขับไล่ชนชาติอื่นออกไปเมื่อพวกเขาเข้าสู่ดินแดนที่พระองค์จะประทานให้ (ยชว.3:10) เพื่อพวกเขาจะไม่ถูกล่อลวงโดยพวกพระเทียมเท็จ (ฉธบ.20:16-18) แต่หนึ่งในชนชาติเหล่านั้นเห็นชัยชนะของอิสราเอล จึงใช้ขนมปังขึ้นรามาหลอกลวงคนอิสราเอลให้เชื่อว่าพวกเขามาจากประเทศที่ไกลมาก “ฝ่ายคนเหล่านั้นก็รับเสบียงของเขาบ้าง แต่หาได้ทูลขอการแนะนำจากพระเจ้าไม่ และโยชูวาก็กระทำสัญญาศานติภาพกับเขา” (ยชว.9:14-15) โดยไม่รู้ตัวว่าได้ละเลยคำแนะนำของพระเจ้า

เมื่อเราพึ่งพาคำอธิษฐานเป็นสิ่งแรกไม่ใช่สิ่งสุดท้าย เราได้ให้การทรงนำ พระปัญญา และพระพรของพระเจ้ามาอยู่กับเรา ขอพระองค์ทรงช่วยให้เรานึกถึงการ “กดปุ่มหยุด” ในวันนี้

ร้านประตูแคบ

ครัวซองต์ เกี๊ยว แกงหมู และอาหารเลิศรสทุกชนิด รอคอยผู้ที่หาเจอและเข้ามายังร้านประตูแคบนี้ ร้านซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองไถ่หนานของไต้หวันนี้ดูคล้ายกับรูในกำแพง ทางเข้ากว้างเพียงสี่สิบเซนติเมตร (น้อยกว่าสิบหกนิ้ว) พอให้คนรูปร่างปกติแค่คนเดียวแทรกเข้าไป! แม้จะมีความท้าทาย แต่ร้านที่มีเอกลักษณ์พิเศษนี้กลับดึงดูดผู้คนจำนวนมาก

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับประตูคับแคบที่ถูกกล่าวถึงในลูกา 13:22-30 ด้วยหรือไม่ มีคนถามพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า คนที่รอดนั้นน้อยหรือ” (ข้อ 23) พระเยซูทรงตอบด้วยการท้าทายเขาว่า “จงเพียรเข้าไปทางประตูคับแคบ” สู่แผ่นดินของพระเจ้า (ข้อ 24) พระองค์กำลังถามอย่างเจาะจงว่า “คนที่รอดนั้นมีท่านด้วยหรือไม่” พระเยซูทรงใช้คำอุปมานี้เพื่อเตือนชาวยิวไม่ให้ทะนงตน พวกเขาหลายคนเชื่อว่าตนจะได้เข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้าเพราะเป็นเชื้อสายของอับราฮัม หรือเพราะพวกเขารักษากฎบัญญัติ แต่พระเยซูทรงท้าทายพวกเขาให้ตอบสนองพระองค์ก่อนที่ “เจ้าบ้าน...ปิดประตู” (ข้อ 25)

ภูมิหลังทางครอบครัวหรือการกระทำของเราไม่สามารถทำให้เราชอบธรรมในสายพระเนตรพระเจ้าได้ มีเพียงความเชื่อในพระเยซูที่สามารถช่วยเราจากความบาปและความตาย (อฟ.2:8-9; ทต.3:5-7) ประตูนั้นคับแคบ แต่มันเปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ยินดีจะเชื่อวางใจในพระเยซู วันนี้พระองค์ทรงเชิญเราให้คว้าโอกาสที่จะเข้าประตูคับแคบไปสู่แผ่นดินของพระองค์

ความผิดพลาดของผู้พยากรณ์

เที่ยงของวันที่ 21 กันยายน 1938 ชาร์ล เพียร์ซนักอุตุนิยมวิทยาหนุ่มเตือนถึงแนวปะทะอากาศที่จะก่อให้เกิดเฮอร์ริเคนขึ้นใกล้นิวอิงแลนด์ แต่หัวหน้าหัวเราะเยาะการพยากรณ์นั้น พายุโซนร้อนจะไม่เกิดขึ้นทางตอนเหนือ

สองชั่วโมงต่อมาพายุเฮอร์ริเคนขึ้นฝั่งที่เกาะลองไอร์แลนด์ และมาถึงนิวอิงแลนด์ตอนสี่โมงเย็น ซัดเรือเข้าฝั่งและหอบบ้านเรือนลงในทะเล มีผู้เสียชีวิตมากกว่าหกร้อยคน หากพวกเขาได้รับคำเตือนจากเพียร์ซ ซึ่งมาจากฐานข้อมูลที่ชัดเจนและแผนที่อันละเอียด พวกเขาคงรอดชีวิต

แนวคิดของการเรียนรู้ว่าต้องฟังเสียงของใครนั้นมีความสำคัญในพระคัมภีร์ ในสมัยเยเรมีย์พระเจ้าเตือนให้ระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ โดยตรัสว่า “อย่าฟังถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ ผู้เผยให้ท่านฟัง กระทำให้ท่านเต็มด้วยความหวังลมๆแล้งๆเขากล่าวถึงนิมิตแห่งใจของเขาเองมิใช่จากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (ยรม.23:16) พระองค์ตรัสถึงคนเหล่านั้นว่า “แต่ถ้าเขาทั้งหลายได้ยืนอยู่ในการประชุมของเราแล้ว เขาคงจะได้ป่าวร้องถ้อยคำของเราต่อประชากรของเรา” (ข้อ 22)

“ผู้พยากรณ์เท็จ” ยังคงมีอยู่ คือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่แนะนำโดยละเลยพระเจ้าหรือบิดเบือนพระวจนะให้เข้ากับจุดประสงค์ของตนเอง แต่โดยพระคำและพระวิญญาณของพระเจ้า พระองค์ได้ประทานสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อจะแยกแยะความเท็จออกจากความจริง เมื่อเราประเมินทุกสิ่งด้วยความจริงแห่งพระวจนะแล้ว คำพูดและชีวิตของเราจะสะท้อนความจริงนั้นไปสู่ผู้อื่น

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา