ออกจากความมืด
เรือลากจูงล่มห่างจากชายฝั่งไนจีเรียไปยี่สิบไมล์ โดยพลิกคว่ำขณะจมลงสู่ก้นทะเล ลูกเรือสิบเอ็ดคนจมน้ำเสียชีวิต แต่แฮร์ริสัน โอเคเน พ่อครัวประจำเรือเจอโพรงอากาศและรออยู่ที่นั่น เขามีโค้กเพียงขวดเดียวเป็นเสบียง ไฟฉายทั้งสองอันของเขาดับลงหลังยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก เป็นเวลาสามวันอันน่าสะพรึงกลัวที่โอเคเนต้องติดอยู่ในความมืดมิดที่ก้นมหาสมุทรเพียงลำพัง เขาเริ่มหมดหวังตอนทีมนักดำน้ำที่ปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ร่างมาพบเขานั่งขดตัวสั่นเทาอยู่ลึกเข้าไปในตัวเรือ
ภาพของโอเคเนที่อยู่ลำพังในความมืดเป็นเวลาหกสิบชั่วโมงนั้นชวนสั่นประสาท เขาบอกกับนักข่าวว่าเขายังคงฝันร้ายจากประสบการณ์สะเทือนขวัญครั้งนั้น แต่คุณจินตนาการออกไหมว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นไฟฉายแรงสูงของนักดำน้ำที่สาดทะลุความมืดมิดเข้ามา ช่างเป็นความสุข ความปีติยินดี และความหวัง ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้พยากรณ์ล่วงหน้าไว้ว่าเมื่อพระเมสสิยาห์เสด็จมา “ชนชาติที่ดำเนินในความมืด” ทั้งสิ้นจะได้เห็น “ความสว่างยิ่งใหญ่” (9:2) หากเราถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตตามอำเภอใจ เราก็จะอาศัยอยู่ใน “แผ่นดินแห่งเงามัจจุราช” แต่ในพระเยซู “สว่างจะได้ส่องมา” (ข้อ 2)
พระคริสต์ทรงเป็น “ความสว่างของโลก” และในพระองค์ เราไม่ต้องกลัวความมืดอีกต่อไป เพราะเรามี “ความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) เราอาจรู้สึกเหมือนติดกับดักหรือหมดหวัง โดดเดี่ยวหรือท้อแท้ แต่พระเจ้าทรงนำข่าวดีมาให้ พระเยซูทรงพาเราออกจากความมืด และเข้าสู่ความสว่างอันอัศจรรย์ของพระองค์
ความเชื่อแบบก้าวกระโดด
นักเดินเรือชาวฝรั่งเศสกับแมวของเขา ล่องเรือจากท่าเรือดัตช์ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะทางตอนใต้ของรัฐอลาสก้า เพื่อไปยังซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเรือยอร์ชของเขาพลิกคว่ำเพราะคลื่นลูกใหญ่ เรือพลิกกลับขึ้นมาลอยตัวได้ แต่นักเดินเรือสูญเสียหางเสือและระบบเชือกที่บังคับเสากระโดงเรือเนื่องจากคลื่นที่รุนแรง เขารายงานสถานการณ์เลวร้ายนี้ต่อหน่วยยามชายฝั่ง โดยแจ้งว่าเขาติดอยู่ ควบคุมอะไรไม่ได้และเรือของเขา “เหมือนตายแล้ว” ในที่สุดหน่วยยามชายฝั่งได้ติดต่อกับเรือขุดเจาะน้ำมันที่อยู่ใกล้ๆ พวกเขาจึงได้เข้ามาช่วยเหลือนักเดินเรือรายนี้ แต่เขายังต้องก้าวกระโดดด้วยความเชื่อจริงๆพร้อมกับแมวที่ในเสื้อแจ็กเก็ต โดยการก้าวออกจากเรือของเขาไปยังเรือกู้ภัย
ในเอเฟซัสบทที่ 2 เปาโลบรรยายถึงสภาพความบาปและความสิ้นหวังของมนุษย์ว่าเหมือนตายแล้วฝ่ายวิญญาณและแยกขาดจากพระเจ้า (ข้อ 1) ยิ่งกว่านั้นเรายังเป็นคนที่ไม่เชื่อฟังในทุกเรื่องที่เป็นความประสงค์ของพระองค์ (ข้อ 2) และเป็นคนเสื่อมทราม ไม่อาจทำอะไรได้เพื่อจะได้รับความรอด (ข้อ 3) แต่ “โดยพระคุณ” พระเยซูทรงทำให้เรา “รอดเพราะความเชื่อ” และความรอดนี้ “พระเจ้าทรงประทานให้” (ข้อ 8)
เราทุกคนติดอยู่ในทะเลแห่งความบาปและความตายที่โหมกระหน่ำ แต่สรรเสริญพระเจ้าที่เรามีพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ซึ่งทำให้เราสามารถกระโดดเข้าสู่อ้อมแขนซึ่งช่วยให้รอดโดยความเชื่อ พระคริสต์ผู้เดียวทรงช่วยกู้เราและนำพาเราไปสู่ที่ปลอดภัยได้
ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์
ระหว่างการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในเดือนมกราคม ปี 2023 แฟนอเมริกันฟุตบอลต้องตกตะลึงเมื่อเดมาร์ แฮมลินแห่งทีมบัฟฟาโลบิลส์ ล้มลงในสนามหลังจากเข้าสกัดบอลที่ดูเหมือนเป็นการเล่นตามปกติ นักเตะวัยยี่สิบสี่ปีรายนี้อยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน แต่ได้รับการกู้ชีพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญขณะอยู่ในสนาม ที่น่าทึ่งคือสามเดือนหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้วและได้รับการกู้ชีพในสนาม แฮมลินก็กลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง
แฮมลินกล่าวว่า เขารู้สึกขอบคุณพระเจ้าและทีมแพทย์ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาวางแผนที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นต่อไป ในยอห์นบทที่ 11 ลาซารัสได้ฟื้นขึ้นอย่างน่าทึ่งเช่นกัน
ในเวลาที่พระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธานี ลาซารัสตายไปสี่วันแล้ว พี่สาวของเขาคือมารีย์และมารธาผู้ซึ่งว้าวุ่นใจได้เห็นถึงฤทธิ์อำนาจเหนือความตายของพระเยซู และเป็นประจักษ์พยานว่าพระองค์ “ทรงเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต” (ยน.11:25) “[พระเยซู] จึงเปล่งพระสุรเสียง ตรัสว่า ‘ลาซารัสเอ๋ยออกมาเถิด’ ผู้ตายนั้นก็ออกมา มีผ้าพันมือและเท้า และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย” (ข้อ 43-44)
พวกเราก็เป็นตัวอย่างถึงฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์ด้วยเช่นกัน ครั้งหนึ่งเราตายแล้วในบาปของเรา แต่บัดนี้เรามีชีวิตอยู่ในพระคริสต์ (รม.6:1-11) ในฐานะผู้เชื่อ พระวิญญาณองค์เดียวกันที่ทำให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายก็สถิตอยู่ภายในเรา (8:10-11) จงรับการหนุนใจเถิด แม้เราทุกคนต้องตายในกายนี้ แต่นั่นไม่ใช่จุดจบในเรื่องราวของเรา เราได้รับพระสัญญาว่าจะมีชีวิตนิรันดร์ร่วมกับพระเยซู
หนทางกลับบ้านของพระเจ้า
ขณะที่ฉันขับรถลงทางลาดชันไปยังลานจอดรถ ความวิตกกังวลก็ครอบงำฉัน ก่อนหน้านั้นฉันเคยมาที่นี่และในตอนนั้นฉันหลงทาง แต่ตอนนี้ขณะเดินไปที่ประตูใกล้กับลิฟต์ ความสงบก็เข้ามาในใจ ฉันจำทางได้แล้ว! ฉันเดินเข้าประตูไปและเจอลิฟต์ที่ฉันต้องการ และไม่นานก็มาถึงที่ที่ฉันควรจะอยู่
ประสบการณ์ของฉันในการหาเส้นทางผ่านความวกวนของอาคารจอดรถนั้น ทำให้ฉันหวนคิดว่าการหลงทางบางครั้งอาจช่วยให้เราหาทางได้ เนื่องจากฉันหลงทางระหว่างการมาเยือนครั้งแรก ฉันจึงนึกถึงจุดที่ผิดพลาดและจำได้ว่าประตูใดที่นำไปสู่จุดหมายปลายทาง
มีความยินดีใหญ่ยิ่งในการได้พบหนทางของเรา นี่คือสิ่งที่ “บุตรหลงหาย” ในคำอุปมาวันนี้พบว่าเป็นความจริง (ลก.15:24) “เมื่อเขารู้สำนึกตัวแล้ว” (ข้อ 17) ชายหนุ่มที่เอาแต่ใจรู้จักหนทางกลับบ้านหลังจากหลงหายไปกับโลกนี้ เขาจำได้ถึงทุกสิ่งที่เขาทิ้งไว้ข้างหลัง และกลับมาบ้านที่เขาได้รับ “ความเมตตา” จากบิดา (ข้อ 20) เรื่องราวเล่าว่าบิดาดีใจอย่างล้นเหลือที่ได้ลูกชายที่หลงหายไปคืนมาและได้ต้อนรับเขากลับบ้าน โดยกล่าวว่า “ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้ว แต่ได้พบกันอีก” (ข้อ 24)
หากเราหลงหายในฝ่ายวิญญาณ ขอให้เรามองหาทางที่คุ้นเคยและกลับบ้านที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ พระองค์ทรงนำเราไปสู่ความสว่างอันเปี่ยมด้วยความรักของพระองค์และไปยังที่ที่เราควรจะอยู่
พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา
ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น เราชอบเดินไปตามทางที่พระเยซูทรงดำเนิน เวลานี้ฉันจินตนาการได้ง่ายขึ้นถึงทิวทัศน์และเสียงต่างๆ เมื่อครั้งพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ในโลก แต่การปีนขึ้นลงบนพื้นหินขรุขระตามคริสตจักรต่างๆ และตามชนบทก็ฝากร่องรอยไว้ นั่นคือฉันกลับบ้านด้วยอาการปวดเข่า แต่ความไม่สบายกายของฉันนั้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการเดินทางเมื่อหลายศตวรรษก่อน คนเหล่านั้นไม่เพียงปวดเมื่อยร่างกายเท่านั้น แต่ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส กระทั่งถึงแก่ความตาย แต่พระเจ้าสถิตกับพวกเขา
พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้ติดตามพระองค์และเชื้อเชิญให้อาศัยอยู่ใน “แผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง...ที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์” (อพย. 3:8) ทรงรู้ว่าเมื่อพวกเขาเข้าไปในแผ่นดินที่ทรงสัญญาไว้ พวกเขาจะพบกับอันตรายจากกองทัพศัตรู และอุปสรรค เช่น เมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ พระเจ้าสถิตกับพวกเขามาแล้วสี่สิบปีในถิ่นทุรกันดาร และจะไม่ทรงทอดทิ้งพวกเขาในเวลานี้ พระองค์สัญญากับโยชูวาผู้นำคนใหม่ว่า “เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย” (ยชว.1:5) โยชูวาอาจจะเผชิญอุปสรรคและความยากลำบากต่างๆ ท่านจึงจำเป็นต้องเข้มแข็งและกล้าหาญ แต่พระเจ้าจะทรงช่วยให้ท่านเป็นดังนั้น
พวกเราที่เชื่อในพระเยซู ไม่ว่าเราจะถูกเรียกให้อยู่หรือไปที่ใด เราก็จะเผชิญกับอันตราย อุปสรรคและความทุกข์ยากในชีวิตนี้ แต่เรายึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าผู้ไม่มีวันทอดทิ้งเราได้ เพราะพระองค์เราจึงเข้มแข็งและกล้าหาญได้เช่นกัน
ความงดงามจากโศกนาฏกรรม
ทะเลสาบคอนิสตันที่อยู่ในเขตเลคดิสตริกต์อันงดงามของอังกฤษ เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของครอบครัว ผืนน้ำนี้เหมาะสำหรับการล่องเรือว่ายน้ำและกีฬาทางน้ำอื่นๆ แต่สถานที่อันงดงามนี้ก็เป็นสถานที่แห่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เช่นกัน ในปีค.ศ. 1967 โดนัลด์ แคมป์เบลล์กำลังขับเครื่องบินน้ำบลูเบิร์ด เค7 ของเขาเพื่อพยายามทำลายสถิติเครื่องบินน้ำที่เร็วที่สุดในโลก เขาไปถึงความเร็วสูงสุดที่ 328 ไมล์ต่อชั่วโมง (528 กม./ชม.) แต่กลับไม่ได้อยู่เพื่อฉลองความสำเร็จ เมื่อ บลูเบิร์ด พลิกคว่ำ เป็นเหตุให้แคมป์เบลล์เสียชีวิต
ช่วงเวลาอันน่าเศร้าอาจเกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งงดงามได้ ในปฐมกาลบทที่ 2 พระผู้สร้าง “จึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน” (ข้อ 15) สวนคือผลงานชิ้นเอกเมื่อวางไว้ในสวรรค์แห่งนี้ แต่ชายและหญิงนั้นไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยนำบาปและความตายมาสู่การทรงสร้างของพระองค์ (3:6-7) ทุกวันนี้เรายังคงเห็นผลลัพธ์ซึ่งเป็นอันตรายจากการเลือกอันน่าเศร้าของพวกเขา
แต่พระเยซูเสด็จมาเพื่อประทานชีวิตแก่เรา ซึ่งเป็นผู้ที่ตายแล้วในการบาปของเรา อัครทูตเปาโลกล่าวถึงเรื่องนั้นว่า “เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาป เพราะคนคนเดียว[อาดัม]ที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ [พระเยซูคริสต์] ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น” (รม.5:19) เพราะพระเยซู บ้านที่งดงามที่สุดจึงรอเราอยู่
จากความงดงามกลายเป็นโศกนาฏกรรม และโดยพระคุณของพระเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมคือความงดงามนิรันดร์
ที่ลี้ภัยที่ไว้วางใจได้
หนึ่งในความทรงจำวัยเด็กที่ชัดเจนที่สุดของลูกสาวฉันคือ วันที่พ่อของเธอสอนให้ขี่จักรยานโดยไม่มีล้อเสริม มีช่วงหนึ่งที่สามีของฉันทรงตัวโดยวางเท้าไว้ที่ดุมล้อหลัง (ขณะที่เธอวางเท้าบนแป้นถีบและทั้งคู่จับแฮนด์จักรยานด้วยกัน) เพื่อที่พวกเขาจะไหลลงเนินเล็กๆได้อย่างราบรื่น เธอจำได้ว่าพ่อหัวเราะอย่างมีความสุข ซึ่งตรงข้ามกับเธออย่างสิ้นเชิงที่เวลานั้นเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวมากสำหรับเธอ ช่วงเวลานั้นสั้นมาก เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วจนพ่อไม่ทันที่จะหยุดและเข้าใจความรู้สึกของเธอ วันนี้เมื่อพวกเขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามีฉันจึงตอบสนองต่อความทรงจำของเธออย่างอ่อนโยนด้วยการให้ความมั่นใจกับเธอว่า เขารู้ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
เรื่องราวของพวกเขาเป็นภาพเปรียบเทียบที่เหมาะสมในยามที่เราเองประสบกับความกลัวในชีวิต “เนินเขา” อาจดูใหญ่และน่ากลัวเมื่อมองจากตำแหน่งของเรา และความเสี่ยงที่เราจะบาดเจ็บก็ดูเหมือนจริงมาก แต่พระคัมภีร์รับรองกับเราว่าเพราะ “พระเจ้าอยู่ฝ่าย[เรา]” เราจึงไม่จำเป็นต้อง “กลัว” (สดด.118:6) แม้ว่าความช่วยเหลือจากมนุษย์อาจทำให้เราผิดหวัง แต่พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยที่ไว้วางใจได้ในยามเมื่อเรารู้สึกว่าปัญหานั้นท่วมท้น (ข้อ 8-9)
พระเจ้าทรงเป็น “ผู้ทรงช่วย” ของเรา (ข้อ 7) ซึ่งหมายความว่าเราไว้วางใจให้พระองค์ดูแลเราได้ในเวลาที่ยากลำบากและน่ากลัวที่สุดในชีวิต แม้ว่าเราอาจต้องทนต่อการล้มพลาด รอยแผลเป็นและความเจ็บปวด แต่การทรงสถิตที่ช่วยให้รอดของพระองค์เป็น “กำลัง” ของเรา (ข้อ 14) และปกป้องเรา
เรื่องบังเอิญและการดูแลของพระเจ้า
ละแวกบ้านของดันเต้ในกรุงมะนิลามีแนวโน้มที่จะเกิดน้ำท่วม ในวันฝนตกเด็กชายตัวน้อยไปโรงเรียนโดยข้ามสะพานไม้ชั่วคราวที่เพื่อนบ้านทำเอาไว้ “มิสเตอร์โทมัสช่วยให้คนในชุมชนไปไหนมาไหนได้” ดันเต้เล่า “เขาเดินนำผมบนสะพาน และช่วยบังฝนให้”
หลายปีต่อมา ดันเต้ไปร่วมกับคริสตจักรแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา ลีโอผู้นำชั้นเรียนพระคัมภีร์เป็นพี่เลี้ยงของเขา ในการพูดคุยกันถึงวัยเด็กของพวกเขา ดันเต้พบว่าลีโอเป็นลูกชายของมิสเตอร์โทมัส! “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ดันเต้กล่าว “พระเจ้าทรงใช้ลูกชายของชายผู้เป็นพระพรให้ผม เพื่อมาช่วยผมเรื่องความเชื่อ”
หญิงคนหนึ่งจากเมืองชูเนมก็ได้พบกับการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน เธอทำตามคำแนะนำของผู้เผยพระวจนะเอลีชาด้วยความเชื่อ โดยออกจากบ้านเพื่อหนีการกันดารอาหาร (2 พกษ.8:1-2) การทำเช่นนั้น ทำให้เธอสูญเสียสิทธิ์ในบ้านและที่ดินของเธอ ขณะที่เธอกำลังไปร้องอุทธรณ์ต่อพระราชาในเรื่องนี้ พระราชาก็กำลังตรัสถามเกหะซีคนใช้ของเอลีชาเกี่ยวกับตัวเธอพอดี
หลายปีก่อน เกหะซีได้เห็นบุตรชายของหญิงคนนี้กลับฟื้นคืนชีวิต และเกหะซีทูลว่า “ข้าแต่พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท นี่เป็นนางคนนั้น และคนนี้แหละเป็นบุตรของนาง ซึ่งเอลีชาได้ให้กลับคืนชีวิตมา” (ข้อ 5) จากนั้นพระราชาจึง “ทรงตั้งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้แก่นาง” (ข้อ 6) และให้จัดการคืนทุกสิ่งที่เป็นของนาง
เราไว้วางใจในพระเจ้าและในการดูแลของพระองค์ได้เสมอ แม้ในยามที่สิ่งต่างๆ อาจไม่เป็นไปตามที่เราวางแผนไว้
ชีวิตที่รับการช่วยให้รอด
อดอลโฟ คามินสกี้รู้วิธีขจัดหมึกที่ลบไม่ได้ออกจากกระดาษ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มต่อต้านนาซีในฝรั่งเศส เขาได้แก้ไขบัตรประจำตัวเพื่อช่วยหลายร้อยคนจากค่ายกักกัน ครั้งหนึ่งเขามีเวลาสามวันที่จะแก้ไขสูติบัตรและใบการรับบัพติศมาจำนวนเก้าร้อยใบ และบัตรซื้อสินค้าให้กับเด็กชาวยิวสามร้อยคน เขาทำงานสองวันติดต่อกันโดยไม่ได้นอน โดยบอกตัวเองว่า “ในหนึ่งชั่วโมง ผมลบเอกสารได้สามสิบใบ ถ้าผมหลับไปหนึ่งชั่วโมง จะมีสามสิบคนที่เสียชีวิต”
อัครทูตเปาโลรู้สึกถึงความเร่งด่วนแบบเดียวกัน ท่านเตือนคริสตจักรในเมืองเอเฟซัสถึงวิธีที่ท่าน “ได้ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ ด้วยน้ำตาไหล และด้วยถูกการทดลอง” (กจ.20:19) และกล่าวอีกว่า “สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นคุณประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิได้ปิดซ่อนไว้” (ข้อ 20) ความเร่งด่วนนี้ทำให้ท่านต้องแบ่งปันกับทุกคนถึงความจำเป็นที่ต้องกลับใจใหม่และเชื่อวางใจในพระเยซู (ข้อ 21) เวลานี้ท่านเดินเรือกลับสู่กรุงเยรูซาเล็ม ด้วยความร้อนรนที่จะทำ “หน้าที่ให้สำเร็จ...และทำการปรนนิบัติที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้า คือที่จะเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ ซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้านั้น” (ข้อ 24)
เปาโลไม่อาจช่วยคนทั้งหลายให้รอดได้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ แต่ท่านเล่าข่าวดีของพระเจ้าเรื่องพระเยซูแก่พวกเขาได้ พระองค์คือผู้เดียวเท่านั้น “ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กจ.4:12)
วันนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำใครเข้ามาในความคิดคุณ คุณสามารถแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเจ้าให้พวกเขาฟังได้