ชำระอย่างหมดจด
ไม่นานมานี้ผมกับภรรยาทำความสะอาดบ้านก่อนที่จะมีแขกเข้ามาพัก ผมสังเกตเห็นคราบดำบนพื้นกระเบื้องสีขาวในห้องครัวแบบที่ต้องคุกเข่าลงไปเพื่อขัดออก
แต่ไม่นานผมก็รู้สึกตัวว่า ยิ่งขัดไปผมก็ยิ่งสังเกตเห็นคราบอื่นๆอีก แต่ละคราบที่ขัดออกไปมีแต่จะทำให้คราบอื่นเห็นชัดขึ้น ทันใดนั้นดูเหมือนว่าพื้นครัวของเราช่างสกปรกอย่างเหลือเชื่อ และในการขัดแต่ละครั้งผมก็ตระหนักว่า ไม่ว่าผมจะทำงานหนักเพียงใด ก็ไม่มีทางทำให้พื้นนี้สะอาดได้อย่างหมดจด
พระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องที่คล้ายกันของการชำระตน ความพยายามอย่างเต็มที่ในการจัดการกับความบาปด้วยตัวเราเองมักล้มเหลวเสมอ แม้จะเคยประสบกับการช่วยกู้ของพระองค์ แต่ดูเหมือนผู้เผยพระวจนะอิสยาห์จะสิ้นหวังกับชนชาติอิสราเอลประชากรของพระเจ้าแล้ว (อสย.64:5) ท่านเขียนว่า “ข้าพระองค์ทุกคนได้กลายเป็นเหมือนคนที่ไม่สะอาด และการกระทำอันชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งสิ้น เหมือนเสื้อผ้าที่สกปรก” (ข้อ 6)
แต่อิสยาห์รู้ว่ายังมีหวังในความชอบธรรมของพระเจ้าเสมอ ท่านจึงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นดินเหนียว และพระองค์ทรงเป็นช่างปั้น” (ข้อ 8) ท่านรู้ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถชำระล้างในสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ จนกว่าคราบฝังแน่นที่สุดจะ “ขาวอย่างหิมะ” (1:18)
เราไม่สามารถขจัดคราบและรอยเปื้อนของความบาปบนจิตวิญญาณของเราได้ แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เราสามารถรับเอาความรอดในพระองค์ผู้ทรงเสียสละ เพื่อทำให้เราได้รับการชำระอย่างหมดจด (1 ยน.1:7)
สะท้อนความสว่างของพระองค์
เพื่อจะถ่ายทอดความงดงามของแสงสะท้อนในภาพวาดทิวทัศน์สีน้ำมัน จิตรกรอาร์มันด์ คาเบรร่านำหลักการสำคัญของศิลปะมาใช้คือ “แสงสะท้อนจะต้องไม่สว่างกว่าแหล่งกำเนิดแสง” เขาสังเกตว่าจิตรกรมือใหม่มักจะวาดแสงสะท้อนเกินจริง เขาบอกว่า “แสงสะท้อนอยู่ในส่วนของเงา ดังนั้นมันจะต้องส่งเสริมไม่ใช่เด่นกว่าพื้นที่ที่มีแสงสว่างในภาพวาดของคุณ”
เราได้ยินถึงสติปัญญาที่คล้ายกันนี้ในพระคัมภีร์ ที่บอกว่าพระเยซูทรงเป็น “ความสว่างของมนุษย์” (ยน.1:4) ยอห์นผู้ให้บัพติศมา “มาเพื่อเป็นสักขีพยาน เพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น เพื่อคนทั้งปวงจะได้มีความเชื่อเพราะท่าน” (ข้อ 7) ผู้เขียนพระกิตติคุณบอกเราว่า “ท่าน [ยอห์น] ไม่ใช่ความสว่างนั้น แต่ท่านมาเพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น” (ข้อ 8)
เช่นเดียวกับยอห์น พระเจ้าทรงเลือกเราให้สะท้อนถึงความสว่างของพระคริสต์แก่ผู้ที่ดำเนินชีวิตในเงามืดของโลกที่ไม่เชื่อนี้ นี่คือบทบาทของเรา ดังที่มีผู้กล่าวไว้ว่า “อาจเป็นเพราะผู้ที่ไม่เชื่อไม่สามารถทนต่อรัศมีอันเจิดจ้าในความสว่างของพระองค์ได้โดยตรง”
คาเบรร่าสอนนักเรียนศิลปะของเขาว่า “สิ่งใดก็ตามที่โดนแสงตกกระทบโดยตรงในภาพจะกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงด้วยตัวของมันเอง” เช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงเป็น “ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริง” (ข้อ 9) เราก็สามารถส่องสว่างในฐานะพยาน เมื่อเราสะท้อนพระองค์ ขอให้โลกนี้อัศจรรย์ใจที่ได้เห็นพระสิริของพระองค์ส่องผ่านทางเรา
ลูกขุนหมายเลข 8
“ชายคนหนึ่งเสียชีวิต ส่วนชายอีกคนชีวิตก็อยู่บนเส้นด้าย” ผู้พิพากษากล่าวอย่างเคร่งขรึมในภาพยนตร์คลาสสิคปี 1957 เรื่อง 12 คนพิพากษา พยานหลักฐานมากมายชี้ไปยังผู้ต้องสงสัยอายุน้อย แต่ระหว่างพิจารณาคดี ความไม่ลงรอยกันในคณะลูกขุนก็ปะทุขึ้น ลูกขุนหมายเลข 8 ซึ่งเป็นหนึ่งใน 12 คนตัดสินว่า “ไร้ความผิด” ตามมาด้วยการโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อน ลูกขุนเพียงหนึ่งเดียวถูกล้อเลียนเมื่อเขาชี้ให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนของคำให้การ เมื่อความตึงเครียดพุ่งทะยาน สมาชิกคณะลูกขุนหลายคนก็ได้เผยให้เห็นทัศนคติที่มีอคติและความรุนแรงออกมา คณะลูกขุนจึงได้ทยอยเปลี่ยนคำตัดสินทีละคนเป็นไร้ความผิด
เมื่อพระเจ้าประทานคำแนะนำแก่ชนชาติอิสราเอลใหม่ พระองค์เน้นย้ำให้กล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง “เมื่อเจ้าเป็นพยานในคดีความ” พระเจ้าตรัส “อย่าบิดเบือนความยุติธรรมโดยเข้าข้างคนหมู่มาก” (อพย.23:2 TNCV) ที่น่าสนใจคือศาลก็ต้องไม่ “ลำเอียงเข้าข้างคนจน” (ข้อ 3) หรือ “บิดเบือนคำพิพากษาให้ผิดไปจากความยุติธรรมที่คนจนควรได้รับ” (ข้อ 6) พระเจ้าองค์พิพากษาผู้เที่ยงธรรมทรงปรารถนาให้เรากระทำทุกอย่างด้วยความซื่อตรง
ในภาพยนตร์ 12 คนพิพากษา ลูกขุนคนที่สองที่ตัดสินว่าไร้ความผิดกล่าวกับคนแรกว่า “ไม่ง่ายเลยที่จะยืนหยัดเพียงลำพังต่อการเย้ยหยันของผู้อื่น” แต่นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าปรารถนา ลูกขุนหมายเลข 8 มองเห็นหลักฐานที่แท้จริงเช่นเดียวกับที่เห็นความเป็นมนุษย์ปุถุชนในตัวผู้พิจารณาคดีแต่ละคน ด้วยการทรงนำอย่างอ่อนสุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราก็สามารถยืนหยัดเพื่อความจริงของพระเจ้าและพูดแทนผู้ที่ไร้อำนาจได้เช่นกัน
ความรักอันเปรมปรีดิ์
เบร็นแดนและเคธี่ยิ้มกว้างให้แก่กัน เมื่อมองดูความปลื้มปีติบนใบหน้าของพวกเขาแล้ว คุณจะคาดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาต้องปรับเปลี่ยนแผนการแต่งงานมากมายด้วยความยากลำบากเพราะข้อบังคับของโรคโควิด 19 แม้จะมีสมาชิกครอบครัวเข้าร่วมเพียง 25 คน แต่สันติสุขและความชื่นชมยินดีกลับเปล่งประกายจากทั้งคู่ขณะที่พวกเขากล่าวคำปฏิญาณเพราะความรักที่พวกเขามีให้กัน และแสดงออกถึงความชื่นชมยินดีต่อความรักของพระเจ้าที่ค้ำจุนพวกเขา
ภาพของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่ปีติยินดีในกันและกันเป็นภาพที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ใช้ เพื่ออธิบายความยินดีและความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ ในบทกวีอันไพเราะที่อธิบายการช่วยกู้ที่พระเจ้าทรงสัญญานั้นอิสยาห์ย้ำเตือนผู้อ่านว่า การช่วยกู้ที่พระเจ้ามอบให้พวกเขานั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงของการอาศัยอยู่ในโลกที่แตกสลายนี้ เพื่อเล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ นำความชื่นชมยินดีมาสู่ผู้ไว้ทุกข์ และการจัดเตรียมสำหรับผู้ขาดแคลน (อสย.61:1-3) เจ้าบ่าวและเจ้าสาวยินดีในความรักซึ่งกันและกันฉันใด พระเจ้าทรงเสนอความช่วยเหลือแก่คนของพระองค์เพราะ “พระเจ้าของเจ้าจะเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าฉันนั้น” (62:5)
ความจริงอันอัศจรรย์คือพระเจ้าทรงชื่นชมยินดีในพวกเราและต้องการมีความสัมพันธ์กับเรา แม้ในยามที่เราลำบากเพราะผลจากการอาศัยอยู่ในโลกที่แตกสลาย เรายังคงมีพระเจ้าที่รักเรา ไม่ใช่ด้วยความขมขื่นใจ แต่ด้วยความชื่นชมยินดี ด้วยความรักมั่นคงที่ “ดำรงเป็นนิตย์” (สดด.136:1)
ในยามที่คับแค้นใจ
หลายปีที่แล้วเพื่อนคนหนึ่งบอกผมว่า เธอรู้สึกกลัวมากขณะพยายามจะข้ามถนนที่ตัดกันหลายสาย “ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลย ทุกอย่างที่ฉันถูกสอนมาเกี่ยวกับการข้ามถนนดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์เลย ฉันกลัวมากจนต้องยืนรอรถโดยสารอยู่ตรงหัวมุมถนน และขอคนขับที่จะกรุณาให้ฉันนั่งไปลงที่อีกฝั่งหนึ่งของถนน ฉันใช้เวลานานมากกว่าจะเรียนรู้วิธีข้ามทางแยกนี้ได้สำเร็จ ทั้งในฐานะคนเดินถนนและคนขับรถในเวลาต่อมา”
เช่นเดียวกับความซับซ้อนของแยกถนนที่อันตราย การหาวิธีจัดการกับชีวิตที่มีความซับซ้อนอาจเป็นเรื่องอันตรายยิ่งกว่า แม้สถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงของผู้เขียนพระธรรมสดุดีในบทที่ 118 จะมีความไม่แน่นอน แต่เราก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องยากและควรจะต้องอธิษฐาน ผู้เขียนสดุดีร้องทูลว่า “ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเจ้า จากที่คับแค้นใจของข้าพเจ้า” (ข้อ 5) และความมั่นใจในพระเจ้าของท่านไม่ได้ผิดไป “มีพระเจ้าอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัว...พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า เป็นผู้ทรงช่วยข้าพเจ้า” (ข้อ 6-7)
ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่เราจะรู้สึกกลัวเมื่อต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนโรงเรียนหรือย้ายบ้าน ความวิตกกังวลเกิดขึ้นเมื่อสุขภาพย่ำแย่ ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป หรือสูญเสียทรัพย์สิน แต่ความท้าทายเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งเรา ในยามที่คับแค้นใจ ขอให้เรายิ่งเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระองค์ด้วยคำอธิษฐาน
ข้อมูลและหลักฐาน
เมื่อดอริส เคินส์ กู๊ดวินตัดสินใจเขียนหนังสือเกี่ยวกับอับราฮัม ลินคอล์นความจริงที่ว่ามีหนังสือกว่า 14,000 เล่มถูกเขียนขึ้นเกี่ยวกับประธานาธิบดีคนที่ 16 ของอเมริกาอยู่แล้วทำให้เธอรู้สึกกลัว จะมีอะไรเหลือให้เขียนเกี่ยวกับผู้นำอันเป็นที่รักคนนี้อีกล่ะ ด้วยความไม่ลดละ การทำงานของกู๊ดวินกลายมาเป็นหนังสือ ทีมคู่แข่ง: อัจฉริยะทางการเมืองของอับราฮัม ลินคอล์น แง่มุมใหม่ของเธอเกี่ยวกับรูปแบบการเป็นผู้นำของลินคอล์นทำให้หนังสือมียอดรีวิวและติดอันดับต้นๆ
อัครสาวกยอห์นเจอกับความท้าทายที่ต่างออกไปขณะที่ท่านบันทึกพระราชกิจและความรักอันร้อนรนของพระเยซู ประโยคสุดท้ายในพระธรรมยอห์นกล่าวว่า “มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคาดว่าแม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้หนังสือที่จะเขียนนั้น” (ยน.21:25) ยอห์นมีข้อมูลมากเกินกว่าที่ท่านจะใช้หมด!
ดังนั้นยอห์นจึงใช้ยุทธวิธีที่เน้นแค่การอัศจรรย์ (หมายสำคัญ) เพียงไม่กี่อย่างซึ่งสนับสนุนสิ่งที่พระเยซูทรงบอกว่า “เราเป็น” ในตลอดหนังสือของท่าน แต่เบื้องหลังยุทธวิธีนี้ก็คือเป้าหมายนิรันดร์ที่ว่า “การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์” (ข้อ 31) ด้วยหลักฐานจำนวนมากที่กองสูงเท่าภูเขา ยอห์นได้ให้เหตุผลเอาไว้มากมายที่จะเชื่อในพระเยซู แล้วคุณจะบอกใครถึงเรื่องราวของพระองค์ได้บ้างในวันนี้
ของขวัญที่ไม่สมควรได้รับ
ฉันรู้สึกประหลาดใจที่เพื่อนมอบของขวัญให้เมื่อไม่นานมานี้ ฉันไม่คิดว่าตัวเองสมควรได้รับของขวัญที่ดีแบบนั้นจากเธอ เธอส่งมาให้หลังจากได้ยินว่าฉันกำลังเครียดในเรื่องงาน แต่เธอก็กำลังเผชิญกับความเครียดไม่แพ้กันหรืออาจมากกว่าฉันด้วยซำ้ จากพ่อแม่วัยชรา ลูกๆที่ท้าทาย ความวุ่นวายที่ทำงาน และความตึงเครียดในชีวิตแต่งงาน ฉันไม่อยากเชื่อว่าเธอนึกถึงฉันก่อนตัวเธอเอง และของขวัญธรรมดาของเธอนั้นทำให้ฉันน้ำตาไหล
ในความจริงแล้วเราล้วนเป็นผู้ที่ได้รับของขวัญซึ่งเราไม่มีวันจะคู่ควร เปาโลกล่าวว่า “พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลกเพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก” (1 ทธ.1:15) แม้ว่าท่านจะ “เคยเป็นคนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง และทำการหมิ่นประมาท...พระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้น มีมากเหลือล้นสำหรับข้าพเจ้า” (ข้อ13-14) การคืนพระชนม์ของพระเยซูทำให้เปาโลเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงของขวัญแห่งพระคุณที่ไม่ต้องจ่ายราคา ผลก็คือ ท่านเรียนรู้ความหมายของการเป็นผู้รับของขวัญที่ไม่คู่ควรนั้น และท่านกลายมาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังแห่งความรักของพระเจ้า และบอกคนมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าได้ทำเพื่อท่าน
เราได้รับความรักแทนการกล่าวโทษและพระเมตตาแทนการตัดสินโดยผ่านทางพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น ในวันนี้ให้เราเฉลิมฉลองพระคุณที่เราไม่สมควรได้รับซึ่งพระเจ้าทรงมอบให้ และคอยมองหาหนทางที่จะสำแดงพระคุณนั้นต่อผู้อื่น
กลับบ้านมาหาพระเจ้า
เย็นวันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังวิ่งออกกำลังอยู่ใกล้กับไซต์ก่อสร้างในละแวกบ้าน ลูกแมวตัวผอมสกปรกร้องเหมียวอย่างเศร้าๆให้ฉัน และตามฉันกลับบ้าน ในวันนี้มิคกี้เป็นแมวโตเต็มวัยที่มีสุขภาพดีหน้าตาหล่อเหลา มีความสุขกับชีวิตอันแสนสบายในบ้านของเราและเป็นที่รักอย่างมากของครอบครัวฉัน ทุกครั้งที่ฉันไปวิ่งบนถนนเส้นนั้นที่ฉันเจอมัน ฉันมักนึกในใจว่า ขอบคุณพระเจ้า มิคกี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนแล้ว มันมีบ้านแล้วตอนนี้
สดุดีบทที่ 91 กล่าวถึงคนเหล่านั้นที่ “อาศัยอยู่ ณ ที่กำบังขององค์ผู้สูงสุด” (ข้อ 1) ได้อยู่ในบ้านของพระเจ้า คำฮีบรูว่า อาศัย ในที่นี้มีความหมายว่า “คงอยู่ อาศัยอยู่ถาวร” เมื่อเราอยู่ในพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยให้เราใช้ชีวิตด้วยสติปัญญาของพระองค์และรักพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด (ข้อ 14; ยน.15:10) พระเจ้าทรงสัญญากับเราถึงความสุขของการได้อยู่กับพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์ และสัญญาถึงความมั่นคงปลอดภัยภายใต้การทรงสถิตอยู่ของพระองค์ในท่ามกลางความยากลำบากของโลกนี้ แม้จะมีปัญหาผ่านเข้ามา แต่เราสามารถพักสงบในการครอบครอง ในสติปัญญา ความรัก และพระสัญญาของพระองค์ที่จะปกป้องและช่วยกู้เราได้
เมื่อเราให้พระเจ้าเป็นที่ลี้ภัยของเรา เราก็ได้อาศัยอยู่ “ในร่มเงาของผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” (สดด.91:1) ไม่มีปัญหาใดจะเข้ามาใกล้เราได้นอกจากที่พระปัญญาและความรักของพระองค์จะอนุญาต นี่คือความปลอดภัยเมื่อพระเจ้าทรงเป็นบ้านของเรา
มองเห็นพระเยซู
ในวัยสี่เดือนลีโอไม่เคยมองเห็นพ่อแม่ เขาเกิดมาพร้อมกับอาการซึ่งพบได้น้อยมากที่ทำให้สายตาของเขาพร่ามัว สำหรับลีโอแล้วมันเหมือนกับการมีชีวิตอยู่ในหมอกหนาทึบ แต่ภายหลังจักษุแพทย์ได้ทำแว่นตาพิเศษให้กับเขา
พ่อของลีโอโพสต์วิดีโอตอนที่แม่ของเขาสวมแว่นตาให้เขาครั้งแรก เรามองดูตาของลีโอค่อยๆโฟกัส รอยยิ้มฉีกกว้างบนใบหน้าของเขาเมื่อเขามองเห็นแม่อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก ช่างเป็นอะไรที่มีค่านัก ณ ช่วงเวลานั้นที่ลีโอได้มองเห็นอย่างชัดเจน
ยอห์นบันทึกบทสนทนาของพระเยซูกับพวกสาวก ฟีลิปทูลพระองค์ว่า “ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เห็น” (ยน.14:8) แม้จะผ่านช่วงเวลาทั้งหมดมาด้วยกัน สาวกของพระเยซูก็ยังจำผู้ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาไม่ได้ พระองค์ตรัสตอบว่า “ท่านไม่เชื่อหรือว่า เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา” (ข้อ10) ก่อนหน้านั้นพระองค์ได้ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” (ข้อ 6) นี่คือคำตรัสครั้งที่หกจากเจ็ดครั้งที่พระเยซูตรัสว่า “เราเป็น” พระองค์กำลังบอกให้เรามองผ่านแว่นตาของคำว่า “เราเป็น” เหล่านี้เพื่อจะเห็นผู้ที่พระองค์ทรงเป็นอย่างแท้จริง นั่นคือพระเจ้าพระองค์เอง
พวกเราก็เหมือนกับเหล่าสาวก ในเวลายากลำบาก เราล้มลุกคลุกคลานและเริ่มมีสายตาพร่าเลือน เราไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำและสามารถกระทำได้ เมื่อลีโอตัวน้อยสวมแว่นตาพิเศษนั้น เขามองเห็นพ่อแม่ได้ชัดเจน บางทีเราอาจต้องสวมแว่นตาของพระเจ้าเพื่อที่เราจะเห็นว่าพระเยซูเป็นใครได้อย่างชัดเจน