Category  |  ODB

นี่เป็นหมายสำคัญหรือเปล่า

ข้อเสนอฟังดูดีและตรงกับความต้องการของปีเตอร์ หลังจากถูกเลิกจ้างผู้หาเลี้ยงครอบครัวเล็กๆเพียงคนเดียวนี้ก็อธิษฐานของานอย่างสิ้นหวัง “นี่ต้องเป็นการตอบคำอธิษฐานจากพระเจ้าอย่างแน่นอน” เพื่อนของเขาออกความเห็น

แต่เมื่อได้อ่านเกี่ยวกับนายจ้างใหม่ ปีเตอร์กลับรู้สึกกังวล บริษัทนี้เคยลงทุนในธุรกิจน่าสงสัยและเคยถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริต ในที่สุดปีเตอร์ก็ปฏิเสธข้อเสนอแม้จะรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องทำเช่นนั้น “ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงต้องการให้ผมทำสิ่งที่ถูกต้อง” เขาบอกกับผม “เพียงแต่ผมต้องวางใจว่าพระองค์จะทรงจัดเตรียมเพื่อผม”

เรื่องของปีเตอร์ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ดาวิดพบกับซาอูลในถ้ำ ดูเหมือนท่านจะได้รับโอกาสอันยอดเยี่ยมในการฆ่าชายที่ไล่ล่าท่าน แต่ดาวิดปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า “พระเจ้าทรงห้ามไม่ให้ข้าพเจ้ากระทำสิ่งนี้ต่อ...ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมตั้งไว้” (1 ซมอ.24:6) ดาวิดระมัดระวังในการแยกแยะระหว่างการตีความสถานการณ์ด้วยตนเอง กับพระบัญชาของพระเจ้าที่ให้เชื่อฟังพระดำรัสของพระองค์และทำสิ่งที่ถูกต้อง

แทนที่จะพยายามมองหา “หมายสำคัญ” ในสถานการณ์ใดๆอยู่เสมอ ขอให้มองไปที่พระเจ้าและความจริงของพระองค์ เพื่อจะมีสติปัญญาและคำชี้แนะในการแยกแยะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา พระองค์จะทรงช่วยเราให้ทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระองค์

จงพูดเรื่องพระเยซูต่อไป!

นักดนตรีที่เชื่อในพระคริสต์คนหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ถึงช่วงเวลาที่เขามักถูกกดดันให้ “หยุดพูดเรื่องพระเยซู” เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น มีการให้ความเห็นว่าวงของเขาจะยิ่งโด่งดังและหาเงินได้มากขึ้นเพื่อนำมาเลี้ยงดูคนยากจน หากเขาเลิกพูดว่างานของเขาล้วนเกี่ยวข้องกับพระเยซู หลังไตร่ตรองดีแล้วเขาตัดสินใจว่า “วัตถุประสงค์ทั้งสิ้นในงานเพลงของผมก็คือการแบ่งปันความเชื่อในพระคริสต์...ไม่มีทาง(ที่ผม)จะเงียบ” เขาบอกว่า “ภาระใจอันร้อนรนของผม(คือ)การแบ่งปันเรื่องราวของพระเยซู”

ในสถานการณ์การข่มเหงที่ร้ายแรงยิ่งกว่า พวกอัครทูตได้รับข้อความเช่นเดียวกัน พวกเขาถูกจำคุกและได้รับการช่วยเหลืออย่างอัศจรรย์โดยทูตองค์หนึ่งซึ่งบอกพวกเขาให้ประกาศข้อความแห่งชีวิตใหม่ในพระคริสต์แก่ผู้อื่นต่อไป (กจ.5:19-20) เมื่อพวกผู้นำศาสนาทราบว่าพวกอัครทูตออกจากคุกไปได้และพวกเขายังคงประกาศข่าวประเสริฐอยู่ จึงต่อว่าพวกเขาว่า “เราได้กำชับพวกเจ้าอย่างแข็งแรงมิให้สอนออกชื่อ [พระเยซู] นี้” (ข้อ 28)

พวกเขาจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์” (ข้อ 29) ด้วยเหตุนี้พวกผู้นำจึงเฆี่ยนพวกอัครทูตและ “กำชับไม่ให้ออกพระนามของพระเยซู” (ข้อ 40) พวกอัครทูตยินดีที่เห็นว่าตนสมควรจะได้รับการทนทุกข์เพราะพระนามพระเยซู และ “ได้สั่งสอนและประกาศข่าวประเสริฐทุกๆวันมิได้ขาด” (ข้อ 42) ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เรายังคงทำตามแบบอย่างของพวกเขาต่อไป!

อธิษฐานในยามยากลำบาก

นักเขียนและนักศาสนศาสตร์รัสเซล มัวร์ บรรยายข้อสังเกตถึงความเงียบอันน่าขนลุกในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ารัสเซียที่เขาไปรับอุปการะพวกลูกชายของเขา ต่อมามีคนอธิบายว่าพวกเด็กทารกหยุดร้องไห้เพราะเรียนรู้ว่าไม่มีใครตอบสนองเสียงร้องของพวกเขา

เมื่อเราเผชิญกับช่วงเวลายากลำบาก เราอาจรู้สึกว่าไม่มีใครได้ยินเช่นกัน และที่เลวร้ายที่สุดเราอาจรู้สึกว่าพระเจ้าเองก็ไม่ได้ยินเสียงร้องและไม่เห็นน้ำตาของเรา แต่พระองค์ทรงเห็นและได้ยิน! ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องการถ้อยคำวิงวอนและร้องทุกข์ซึ่งพบบ่อยครั้งในพระธรรมสดุดี ผู้เขียนสดุดีวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และร้องทุกข์ถึงสถานการณ์ของพวกเขาต่อพระองค์ด้วย ในสดุดี 61 ดาวิดนำคำวิงวอนและร้องทุกข์มายังองค์พระผู้สร้างของท่านว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์...เมื่อจิตใจของข้าพระองค์อ่อนระอาไป ขอทรงนำข้าพระองค์ มาถึงศิลาที่สูงกว่าข้าพระองค์” (ข้อ 2) ดาวิดร้องทูลต่อพระเจ้าเพราะท่านทราบว่ามีเพียงพระองค์ที่ทรงเป็น “ที่ลี้ภัย” และ “หอคอยเข้มแข็ง” ของท่าน (ข้อ 3)

การอธิษฐานวิงวอนและร้องทุกข์ในพระธรรมสดุดีเป็นวิธียืนยันถึงฤทธานุภาพของพระเจ้า และเป็นการร้องทูลต่อความดีและความสัตย์ซื่อของพระองค์ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดที่เราสามารถมีต่อพระเจ้าได้ ในช่วงเวลายากลำบาก เราทุกคนอาจถูกทดลองให้เชื่อคำโกหกว่าพระองค์ไม่สนพระทัย แต่พระองค์สนพระทัย พระองค์ทรงฟังและทรงอยู่กับเรา

น้ำแห่งชีวิต

ชีวิตในบ้านของแอนเดรียง่อนแง่นเต็มที เธอจึงออกจากบ้านตอนอายุ 14 ปีหางานทำและอาศัยกับเพื่อนๆ เพราะโหยหาความรักและการยอมรับ เธอจึงย้ายไปอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งแนะนำให้เธอใช้ยาเสพติดเพิ่มจากการดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเธอดื่มประจำอยู่แล้ว แต่ความสัมพันธ์และการยอมรับไม่ได้เติมเต็มความปรารถนาของเธอ เธอยังคงแสวงหา จนกระทั่งหลายปีต่อมาเธอได้พบกับผู้เชื่อพระเยซูบางคนที่หยิบยื่นความช่วยเหลือและเสนอตัวที่จะอธิษฐานกับเธอ ผ่านไปไม่กี่เดือน ในที่สุดเธอก็ได้พบกับพระเยซูผู้ทรงดับความกระหายหาความรักของเธอ

หญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำซึ่งพระเยซูทรงขอน้ำจากนางได้พบผู้ที่เติมเต็มความกระหายของนางเช่นกัน นางอยู่ที่นั่นในช่วงเวลาร้อนจัดของวัน (ยน.4:5-7) อาจเพราะต้องการหลีกเลี่ยงสายตาและคำนินทาจากผู้หญิงคนอื่นที่รู้ประวัติว่านางมีสามีหลายคนและคบชู้ในปัจจุบัน (ข้อ 17-18) เมื่อพระเยซูทรงเข้ามาหาและขอน้ำดื่มจากนาง พระองค์ทรงทำสิ่งที่ขัดต่อแบบแผนสังคมในเวลานั้น เพราะปกติแล้วพระองค์ซึ่งเป็นอาจารย์ชาวยิว ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับหญิงชาวสะมาเรีย แต่พระองค์ปรารถนาจะประทานน้ำธำรงชีวิตซึ่งนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์เป็นของขวัญแก่นาง (ข้อ 10) พระองค์ประสงค์จะดับความกระหายของนาง

เมื่อเราต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราก็ได้ดื่มน้ำธำรงชีวิตนี้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงสามารถแบ่งปันถ้วยนี้กับผู้อื่นเมื่อเราเชื้อเชิญพวกเขาให้มาติดตามพระองค์

วันแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตน

ผมมักจะขบขันกับวันหยุดอย่างไม่เป็นทางการที่ผู้คนคิดขึ้น เดือนกุมภาพันธ์แค่เดือนเดียวมีวันขนมปังสติ๊กกี้บัน วันนักกลืนดาบ และแม้กระทั่งวันยกย่องขนมสุนัข! วันนี้ถูกกำหนดไว้ว่าเป็นวันแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งนับเป็นคุณธรรมที่ยอมรับกันทั่วไปและสมควรแก่การเฉลิมฉลองอย่างยิ่งแต่ที่น่าสนใจคือมันไม่เคยเป็นเช่นนี้

ในโลกยุคโบราณซึ่งให้คุณค่ากับเกียรติยศ ความอ่อนน้อมถ่อมตนถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอไม่ใช่คุณธรรม ผู้คนคาดหวังถึงการโอ้อวดความสำเร็จ และคุณจะต้องพยายามยกสถานะของตนและห้ามลดมันลง ความอ่อนน้อมถ่อมตนหมายถึงสถานะอันต่ำต้อยเหมือนทาสที่ต่ำกว่านาย แต่นักประวัติศาสตร์กล่าวว่ามันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อพระเยซูถูกตรึงที่กางเขน ที่นั่นองค์ผู้ทรง “สภาพของพระเจ้า” ทรงสละสถานะพระเจ้าเพื่อรับสภาพ “ทาส” และถ่อมพระองค์ลงสิ้นพระชนม์เพื่อผู้อื่น (ฟป.2:6-8) การกระทำอันน่ายกย่องเช่นนี้นิยามความถ่อมตนขึ้นใหม่ เมื่อถึงปลายศตวรรษแรก แม้แต่นักเขียนเรื่องทางโลกก็ยังนับความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งเพราะสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงกระทำ

ทุกครั้งที่มีใครสักคนได้รับการยกย่องเรื่องความถ่อมตนในวันนี้ พระกิตติคุณก็ได้ถูกประกาศออกไปแล้วอย่างแยบยล เพราะหากปราศจากพระเยซูความอ่อนน้อมถ่อมตนก็จะไม่ใช่ “ความดี” หรือคงจะไม่มีใครคิดถึงวันแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตน พระคริสต์ทรงสละสถานะของพระองค์เพื่อเรา ทรงเผยให้เห็นพระลักษณะแห่งความถ่อมพระทัยของพระเจ้ามาในตลอดประวัติศาสตร์

ปกป้องใจของคุณ

หลังจากที่อับราฮัม วัลด์ นักคณิตศาสตร์ชาวฮังการีมาถึงสหรัฐในปีค.ศ.1938 เขาได้ทุ่มเทความสามารถให้กับการรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพกำลังหาวิธีปกป้องอากาศยานจากการยิงของศัตรู วัลด์และเพื่อนร่วมงานในกลุ่มวิจัยทางสถิติถูกขอให้หาวิธีที่ดีกว่าเดิมในการป้องกันอากาศยานจากการโจมตี พวกเขาเริ่มจากตรวจสอบเครื่องบินที่บินกลับมาเพื่อดูว่าจุดใดเสียหายมากที่สุด แต่ผลงานอันเป็นที่ยอมรับของวัลด์คือการวิเคราะห์อันเฉียบคมว่าความเสียหายบนตัวเครื่องบินที่บินกลับมานั้นบ่งบอกได้เพียงว่าเครื่องบินถูกโจมตีที่จุดใดและยังคงรอดกลับมาได้ เขาพบว่าจุดที่จำเป็นต้องเสริมเกราะมากที่สุดจะพบได้บนเครื่องบินที่ตก ซึ่งถูกโจมตีตรงส่วนที่เปราะบางที่สุดคือเครื่องยนต์ ก็จะตกและไม่สามารถนำมาตรวจสอบได้

ซาโลมอนสอนเราถึงการปกป้องส่วนที่เปราะบางที่สุด นั่นคือหัวใจของเรา พระองค์สอนบุตรชายของพระองค์ให้ “รักษาใจ [ของเขา]” เพราะทุกสิ่งก็ออกมาจากใจ (สภษ.4:23) คำแนะนำของพระเจ้าจะนำทางชีวิตเราหันเราออกจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด และสอนเราว่าควรจะมุ่งความสนใจไปที่ใด

หากเราสวมเกราะให้กับใจของเราด้วยการเอาใจใส่ในคำสอนของพระองค์ เราก็จะ “กลับ [เท้าของเรา] เสียจากความชั่วร้าย” และยังคงดำเนินไปกับพระเจ้าอย่างมั่นคง (ข้อ 27) เราเสี่ยงภัยในดินแดนของศัตรูอยู่ทุกวัน แต่ด้วยพระปัญญาของพระเจ้าที่ปกป้องหัวใจของเรา เราจึงสามารถจดจ่อกับภารกิจในการดำเนินชีวิตให้ดีเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

สิ่งจำเป็นที่แท้จริง

ขณะเตรียมอาหาร คุณแม่ยังสาวคนหนึ่งหั่นครึ่งเนื้อสำหรับตุ๋นออกเป็นสองส่วนก่อนใส่ลงในหม้อใบใหญ่ สามีถามเธอว่าทำไมจึงหั่นเนื้อเป็นสองส่วน เธอตอบว่า “เพราะเป็นวิธีที่แม่ของฉันทำ”

คำถามของสามีกระตุ้นความสงสัยของเธอ เธอจึงถามแม่เกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัตินี้ เธอตกใจเมื่อรู้ว่าที่แม่หั่นเนื้อก็เพื่อให้พอดีกับหม้อใบเล็กใบเดียวที่เธอใช้ และเพราะลูกสาวมีหม้อใบใหญ่หลายใบ การหั่นเนื้อจึงไม่จำเป็น

ธรรมเนียมปฏิบัติมากมายเริ่มขึ้นจากความจำเป็นแต่สืบทอดต่อกันมาโดยปราศจากคำถาม มันจึงกลายเป็น “วิธีที่เราทำ” เป็นเรื่องตามธรรมชาติที่เราต้องการจะยึดธรรมเนียมปฏิบัติของมนุษย์ไว้ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟาริสีทำกันในสมัยนั้น พวกเขาจึงวุ่นวายใจด้วยสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ทางศาสนาข้อหนึ่งของพวกเขา (มก.7:1-5)

เมื่อพระเยซูตรัสกับพวกฟาริสีว่า “เจ้าทั้งหลายละธรรมบัญญัติของพระเจ้า และกลับไปถือตามถ้อยคำของมนุษย์ที่เขาสอนต่อๆกันมานั้น” (ข้อ 8) พระองค์ได้สำแดงให้เห็นว่าธรรมเนียมปฏิบัติไม่ควรจะมาแทนที่สติปัญญาจากพระคัมภีร์ ความปรารถนาที่จะติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง (ข้อ 6-7) จะเน้นไปที่ทัศนคติในใจมากกว่าการกระทำภายนอก

เป็นความคิดที่ดีที่จะคอยประเมินธรรมเนียมปฏิบัติหรือทุกสิ่งที่เรายึดถืออย่างเคร่งครัดและทำตามอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยว่าจำเป็นอย่างแท้จริงควรจะนำมาใช้แทนที่ธรรมเนียมปฏิบัติเสมอ

การฟื้นฟูมาถึง

อารุคุนเป็นเมืองเล็กๆทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ประชากรเป็นชาวอะบอริจินจากเจ็ดเผ่า แม้ข่าวประเสริฐจะมาถึงอารุคุนตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว แต่บางครั้งการแก้แค้นแบบตาต่อตาก็ยังมีอยู่ ในปี 2015 ความขัดแย้งระหว่างเผ่ารุนแรงขึ้น และเมื่อเกิดการฆาตกรรมก็จะต้องชดใช้ด้วยการตายของใครสักคนจากครอบครัวผู้ก่อเหตุ

แต่สิ่งที่น่าทึ่งเกิดขึ้นตอนต้นปี 2016 ชาวอารุคุนเริ่มแสวงหาพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน ตามด้วยการกลับใจ และการรับบัพติศมาครั้งใหญ่ ในขณะที่การฟื้นฟูเริ่มกระจายไปทั่วเมืองแห่งนี้ ผู้คนต่างชื่นชมยินดี พวกเขาเต้นรำบนถนน ครอบครัวของชายที่ถูกฆ่าให้อภัยเผ่าที่ก่อเหตุแทนการชดใช้ด้วยความตาย ไม่นานก็มี 1,000 คนมาคริสตจักรทุกอาทิตย์ในเมืองที่มีประชากรเพียง 1,300 คน!

เราเห็นการฟื้นฟูเช่นเดียวกันนี้ในพระคัมภีร์ ในสมัยของเฮเซคียาห์เมื่อประชากรกลับมาหาพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดี (2 พศด.30) และในวันเพ็นเทคอสต์ที่มีหลายพันคนกลับใจ (กจ.2:38-47) ขณะที่การฟื้นฟูคืองานของพระเจ้า ซึ่งสำเร็จในเวลาของพระองค์ แต่ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่ามันเริ่มจากการอธิษฐาน “ถ้าประชากรของเรา...จะถ่อมตัวลง และอธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา และหันเสียจากทางชั่วของเขา” พระเจ้าตรัสแก่ซาโลมอน “เรา...จะให้อภัยแก่บาปของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย” (2 พศด.7:14)

เช่นที่ชาวอารุคุนพบว่าการฟื้นฟูได้นำความสุขและการคืนดีมาสู่เมืองเมืองของเราก็ต้องการการพลิกฟื้นนี้เช่นกัน! พระบิดา โปรดนำการฟื้นฟูมายังเราด้วยเถิด

การ์ดคำอธิษฐาน

ระหว่างงานประชุมด้านการเขียนซึ่งฉันรับหน้าที่เป็นหนึ่งในวิทยากร แทมมี่ยื่นโปสการ์ดซึ่งเขียนคำอธิษฐานด้วยลายมือไว้ด้านหลังให้กับฉัน เธออธิบายว่าได้อ่านประวัติวิทยากรทุกคนแล้วจึงเขียนคำอธิษฐานที่เจาะจงลงบนการ์ดแต่ละใบ เธออธิษฐานไปด้วยขณะมอบการ์ดเหล่านั้นให้เรา ฉันประทับใจรายละเอียดในข้อความส่วนตัวที่เธอเขียนให้ฉันและขอบคุณพระเจ้าที่หนุนใจฉันผ่านการกระทำของแทมมี่ จากนั้นฉันก็อธิษฐานเผื่อเธอกลับไป เมื่อฉันต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดและเหนื่อยล้าระหว่างประชุม ฉันจะเอาโปสการ์ดออกมา พระเจ้าทรงฟื้นจิตวิญญาณของฉันขณะอ่านข้อความของแทมมี่อีกครั้ง

อัครทูตเปาโลตระหนักว่าคำอธิษฐานเพื่อผู้อื่นนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิต ท่านเตือนผู้เชื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ “กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ” (อฟ.6:12) ท่านหนุนใจให้อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอและเจาะจง ขณะเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแทรกแซงเพื่อกันและกันด้วยสิ่งที่เราเรียกว่าการอธิษฐานวิงวอน เปาโลยังขอให้อธิษฐานอย่างกล้าหาญเพื่อท่านด้วย “อธิษฐานเพื่อข้าพเจ้าด้วย เพื่อจะทรงประทานให้ข้าพเจ้ามีคำพูดและเกิดใจกล้า ประกาศและสำแดงข้อลับลึกแห่งข่าวประเสริฐได้ เพราะข่าวประเสริฐนี้เองทำให้ข้าพเจ้าเป็นทูตผู้ต้องติดโซ่อยู่” (ข้อ 19-20)

ขณะที่เราอธิษฐานเผื่อกันและกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงปลอบประโลมและเสริมความเชื่อมั่นให้แก่เรา พระองค์ยืนยันว่าเราต้องการพระองค์และกันและกัน ทรงรับรองกับเราว่าพระองค์ได้ยินทุกคำอธิษฐาน ไม่ว่าจะอธิษฐานอย่างเงียบๆ ออกเสียง หรือเขียนลงบนการ์ดอธิษฐาน และพระองค์ทรงตอบตามน้ำพระทัยอันดีเลิศของพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา