Category  |  ODB

สร้างใหม่โดยพระคุณ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีคำใหม่เข้ามาในคำศัพท์ภาพยนตร์ คือคำว่า รีบูท (การสร้างใหม่) ในสำนวนด้านภาพยนตร์ รีบูทคือการนำเรื่องเก่ามาทำใหม่ บางครั้งรีบูทเป็นการนำเรื่องราวที่คุ้นเคยมาเล่าใหม่ เช่น เรื่องซูเปอร์ฮีโร่หรือนิทานสักเรื่อง บางครั้งเป็นการใช้เรื่องราวที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักแล้วเล่าใหม่ในรูปแบบใหม่ ในแต่ละกรณีนั้นการรีบูทก็เหมือนกับการทำขึ้นอีกครั้ง มันคือการเริ่มต้นใหม่ เป็นโอกาสที่จะเติมชีวิตใหม่ให้กับสิ่งเก่า

มีอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรีบูท คือเรื่องราวของพระกิตติคุณ ในเรื่องนี้พระเยซูทรงเชื้อเชิญเราให้มารับการอภัย ตลอดจนชีวิตนิรันดร์และครบบริบูรณ์ (ยน.10:10) และในพระธรรมเพลงคร่ำครวญ เยเรมีย์เตือนเราว่าความรักของพระเจ้าที่ให้กับเรา ทำให้ทุกวันเป็นการ “รีบูท” ในลักษณะต่างๆ “เพราะความรักใหญ่หลวงขององค์พระผู้เป็นเจ้าเราจึงไม่ถูกผลาญทำลายไป เพราะพระเมตตาของพระองค์ไม่เคยยั้งหยุด มีมาใหม่ทุกเช้า ความซื่อสัตย์ของพระองค์ยิ่งใหญ่นัก” (3:22-23 TNCV)

พระคุณของพระเจ้าเชื้อเชิญให้เราสวมกอดแต่ละวันว่าเป็นเสมือนโอกาสใหม่ที่จะพบความสัตย์ซื่อของพระองค์ ไม่ว่าเรากำลังต่อสู้กับผลจากความผิดของตนเอง หรือเผชิญความทุกข์ยากอื่นๆ พระวิญญาณของพระเจ้าทรงประทานลมหายใจแห่งการอภัย ชีวิตใหม่ และความหวังในทุกเช้าวันใหม่ได้ ทุกวันคือการเริ่มต้นใหม่ในลักษณะต่างๆ เป็นโอกาสที่จะได้ติดตามการทรงนำของผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงผสานเรื่องราวของเราเข้าสู่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระองค์

รู้จักเสียงของพระเจ้า

ภายหลังการวิจัยเป็นเวลาหลายปี นักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้ว่าสุนัขป่ามีเสียงจำเพาะที่ช่วยให้พวกมันสื่อสารระหว่างกัน นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งใช้รหัสการวิเคราะห์เสียงพิเศษ ทำให้เธอตระหนักว่าเสียงหอนของสุนัขป่าที่ความดังและระดับเสียงต่างๆ ช่วยให้เธอระบุได้อย่างเจาะจงว่าเป็นสุนัขป่าตัวไหนด้วยความแม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์

พระคัมภีร์ให้ตัวอย่างมากมายของการที่พระเจ้าทรงรู้จักเสียงจำเพาะของสรรพสิ่งทรงสร้างอันเป็นที่รักของพระองค์ พระองค์ทรงเรียกชื่อโมเสสและตรัสกับท่านโดยตรง (อพย.3:4-6) ดาวิดผู้ประพันธ์เพลงสดุดีประกาศว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลพระเจ้า และพระองค์ตรัสตอบข้าพระองค์จากภูเขาอันบริสุทธิ์ของพระองค์” (สดด.3:4) และอัครทูตเปาโลยังเน้นถึงคุณค่าของการที่คนของพระเจ้ารู้จักเสียงของพระองค์

เมื่อเชิญบรรดาผู้ปกครองชาวเอเฟซัสมา เปาโลกล่าวว่า บัดนี้พระวิญญาณ “พันผูก” ท่าน จึงจำเป็นต้องไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ท่านยืนยันคำมั่นว่าจะทำตามพระสุรเสียงของพระเจ้า แม้ไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อท่านไปถึง (กจ. 20:22) อัครทูตเตือนว่าจะมี “สุนัขป่าอันร้าย” ที่จะ “เข้ามา...กล่าวผันแปรความจริง” แม้กระทั่งจากภายในคริสตจักร (ข้อ 29-30) จากนั้นท่านได้หนุนใจบรรดาผู้ปกครองให้พากเพียรในการแยกแยะและรู้จักความจริงของพระเจ้า (ข้อ 31)

ผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนมีสิทธิพิเศษที่จะรู้ว่าพระเจ้าทรงฟังและตอบเรา อีกทั้งเรายังมีฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงช่วยเราให้รู้จักพระสุรเสียงของพระเจ้า ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยคำในพระคัมภีร์เสมอ

ทำไมทำเรื่องนี้

ขณะที่ผมกำลังช่วยโลแกนหลานชายที่อยู่ชั้นป. 6 ทำการบ้านพีชคณิตยากๆ เขาเล่าให้ผมฟังถึงความฝันที่จะเป็นวิศวกร หลังจากที่เรากลับมาหาวิธีการจัดการกับค่า x และ y ในการบ้านที่เขาได้รับมอบหมาย เขาถามว่า “ผมจะได้ใช้เรื่องนี้ตอนไหน”

ผมอดยิ้มไม่ได้และพูดว่า “โลแกน นี่คือสิ่งที่หลานจะต้องใช้จริงๆ ถ้าจะเป็นวิศวกร!” เขาไม่ได้ตระหนักถึงความเกี่ยวข้องระหว่างพีชคณิตกับอนาคตที่เขาคาดหวังบางครั้งเราก็มองพระคัมภีร์แบบนั้น เมื่อเราฟังคำเทศนาและอ่านพระคัมภีร์ตอนต่างๆ เราอาจคิดว่า “ฉันจะได้ใช้เรื่องนี้ตอนไหน” ดาวิดผู้เขียนพระธรรมสดุดีมีคำตอบบางประการ ท่านกล่าวว่าความจริงของพระเจ้าที่พบในพระคัมภีร์มีผลในการ “ฟื้นฟูจิตวิญญาณ” “ทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา” และ “กระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์” (สดด.19:7-8) สติปัญญาของพระคัมภีร์ที่พบในพระธรรมห้าเล่มแรกตามที่กล่าวไว้ในสดุดี 19 (ตลอดจนพระคัมภีร์ทั้งหมด) ช่วยเราเมื่อเราพึ่งพาการทรงนำของพระวิญญาณในแต่ละวัน (สภษ.2:6)

และถ้าปราศจากพระคัมภีร์ เราจะขาดวิธีการสำคัญยิ่งยวดที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้เพื่อให้เรามีประสบการณ์ในพระองค์ และรู้จักความรักและวิธีการของพระองค์ได้ดียิ่งขึ้น ทำไมต้องศึกษาพระคัมภีร์ เพราะ “พระบัญญัติของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ กระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง” (สดด.19:8)

อนุญาตให้พัก

ฉันกับเพื่อนชื่อซูซี่นั่งอยู่บนโขดหินริมชายหาด มองดูฟองคลื่นที่ซัดขึ้นเป็นเกลียวโค้ง เมื่อมองดูเกลียวคลื่นที่ซัดโขดหินระลอกแล้วระลอกเล่า ซูซี่ประกาศว่า “ฉันรักทะเลเพราะมันเคลื่อนที่ไปไม่หยุด ฉันก็เลยไม่จำเป็นต้องทำ!”

น่าสนใจใช่ไหมกับการที่พวกเราบางคนรู้สึกว่าเราต้องได้รับ “อนุญาต” ที่จะหยุดงานเพื่อหยุดพัก แต่นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าผู้ประเสริฐทรงมอบให้เรา! พระเจ้าใช้เวลาหกวันในการสร้างโลกให้ดำรงอยู่ ทรงทำให้เกิดความสว่าง แผ่นดินพันธุ์พืช สัตว์ และมนุษย์ จากนั้นในวันที่เจ็ดพระเจ้าทรงหยุดพัก (ปฐก.1:31-2:2) ในบัญญัติสิบประการพระเจ้าทรงกำหนดกฎเกณฑ์ของพระองค์สำหรับ

การดำเนินชีวิตอันดีพร้อมเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ (อพย.20:3-17) รวมถึงพระบัญชาให้ระลึกถึงวันสะบาโตเป็นวันแห่งการหยุดพัก (ข้อ 8-11) ในพันธสัญญาใหม่เราเห็นพระเยซูทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งสิ้นในเมือง (มก.1:29-34) และเช้ามืดวันรุ่งขึ้นก็เสด็จไปอธิษฐานในที่เปลี่ยว (ข้อ 35) พระเจ้าของเราทั้งทรงทำงานและทรงหยุดพักอย่างมีวัตถุประสงค์ การจัดเตรียมของพระเจ้าสำหรับการทำงานและคำเชื้อเชิญของพระองค์ให้หยุดพักนั้นดังก้องเป็นจังหวะอยู่รอบตัวเรา การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิให้ผลผลิตในฤดูร้อน เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง และหยุดพักในฤดูหนาว เวลาเช้า เที่ยง บ่าย เย็น และยามค่ำคืน พระเจ้าทรงจัดระเบียบชีวิตของเราให้ทั้งทำงานและหยุดพัก โดยทรงอนุญาตให้เราทำทั้งสองอย่าง

การฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ

แพทย์แผนจีนได้มีการขัดผิวด้วยผงไข่มุกมาเป็นเวลาหลายพันปี โดยใช้ไข่มุกบดเพื่อขจัดเซลล์ที่ตายแล้วบนผิวหนังชั้นนอก ในประเทศโรมาเนียโคลนบำบัดเพื่อการฟื้นฟูได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ขัดผิวซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างแพร่หลาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์และเปล่งปลั่ง ผู้คนทั่วโลกต่างใช้วิธีดูแลร่างกายที่พวกเขาเชื่อว่าจะช่วยฟื้นฟูกระทั่งผิวที่หมองคล้ำที่สุดได้

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือที่เราพัฒนาขึ้นเพื่อดูแลรักษาร่างกายของเรา ทำได้เพียงนำความพึงพอใจมาให้เราแค่ชั่วคราวเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่เรายังคงมีสุขภาพฝ่ายวิญญาณที่ดีและเข้มแข็ง ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราได้รับของประทานแห่งการฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณโดยทางพระองค์ อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” (2คร.4:16) ความท้าทายที่เราเผชิญแต่ละวันอาจทำให้รู้สึกหนักอึ้งในยามที่เรายึดเกาะสิ่งต่างๆไว้ เช่น ความกลัว ความเจ็บปวดและความวิตกกังวล การฟื้นฟูในฝ่ายวิญญาณจะเกิดขึ้นเมื่อเรา “ไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่ แต่เห็นแก่สิ่งของที่เรามองไม่เห็น” (ข้อ 18) เราทำสิ่งนี้ด้วยการมอบความกังวลในแต่ละวันไว้กับพระเจ้า และทูลขอผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งรวมถึงความรัก ความปลาบปลื้มใจและสันติสุข ให้เกิดขึ้นใหม่ในชีวิตของเรา (กท.5:22-23) เมื่อเราปล่อยวางปัญหาไว้กับพระเจ้าและยอมให้พระวิญญาณของพระองค์ส่องสว่างผ่านเราทุกวัน พระองค์จะทรงฟื้นฟูจิตวิญญาณของเรา

ได้รับความพึงใจ

ในคอลัมน์คำแนะนำจากจิตแพทย์ เขาตอบผู้อ่านที่ชื่อเบรนด้าซึ่งคร่ำครวญว่าความทะเยอทะยานของเธอนั้นทำให้เธอรู้สึกไม่พึงใจ เขาตอบแบบขวานผ่าซากว่า มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีความสุข “แต่เพื่ออยู่รอดและขยายเผ่าพันธุ์เท่านั้น” เราถูกสาปให้ไล่ติดตาม “ผีเสื้อที่หายากและเย้ายวน” แห่งความพึงพอใจ เขาเสริมว่า “ไม่ใช่ว่าจะจับมันได้เสมอไป”

ผมสงสัยว่าเบรนด้ารู้สึกอย่างไรเมื่ออ่านคำพูดของจิตแพทย์ที่เชื่อว่าไม่มีคุณความดีใดๆอยู่เลย และเธอจะรู้สึกต่างออกไปอย่างไรเมื่อได้อ่านสดุดี 131 ในคำกล่าวของกษัตริย์ดาวิดได้ให้แนวทางในการใคร่ครวญกับเราว่าจะค้นหาความพึงพอใจได้อย่างไร พระองค์เริ่มด้วยท่าทีซึ่งถ่อมใจ วางความทะเยอทะยานอย่างกษัตริย์ลง และในขณะที่กำลังปล้ำสู้กับคำถามสำคัญของชีวิตนั้น พระองค์ก็วางเรื่องเหล่านั้นลงด้วยเช่นกัน (ข้อ 1) จากนั้นพระองค์สงบใจของตนจำเพาะพระเจ้า (ข้อ 2) มอบอนาคตไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ (ข้อ 3) ผลลัพธ์ที่ได้นั้นช่างงดงาม “อย่างเด็กที่หย่านมแล้วสงบอยู่ที่อกมารดาของตน” พระองค์กล่าวว่า “จิตใจของข้าพระองค์สงบอยู่ภายใน” (ข้อ 2)

ในโลกที่แตกสลายเหมือนโลกของเรานั้น บางครั้งความพึงใจก็ยากที่จะหาพบได้ ในฟีลิปปี 4:11-13 อัครทูตเปาโลกล่าวว่าความพึงใจเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ แต่ถ้าเราเชื่อว่าเราถูกออกแบบมาเพื่อ “อยู่รอดและขยายพันธุ์” เท่านั้นความพึงใจจะเป็นเหมือนกับผีเสื้อที่ไม่มีใครจับได้อย่างแน่นอน แต่ดาวิดสำแดงให้เราเห็นอีกหนทางหนึ่งในการรับความพึงพอใจ โดยผ่านการพักสงบในการทรงสถิตของพระเจ้า

พี่เซาโล

“พระองค์เจ้าข้า โปรดส่งข้าพระองค์ไปที่ใดก็ได้ยกเว้นที่นั่น” นั่นคือคำอธิษฐานของผมตอนเป็นวัยรุ่น ก่อนที่จะยื่นเรื่องไปเรียนต่างแดนในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนหนึ่งปี ผมไม่รู้ว่าควรจะไปที่ไหน แต่รู้ว่าไม่อยากไปที่ไหน ผมพูดภาษาของประเทศนั้นไม่ได้ และใจของผมเต็มไปด้วยอคติต่อประเพณีและผู้คนที่นั่น ดังนั้นผมจึงขอให้พระเจ้าทรงส่งผมไปที่อื่น

แต่โดยพระปัญญาอันไม่สิ้นสุดของพระเจ้า พระองค์ทรงส่งผมมายังสถานที่ที่ผมขอว่าจะไม่ไป ซึ่งผมดีใจมากที่พระองค์ทรงทำเช่นนั้น! เพราะสี่สิบปีต่อมา ผมยังมีเพื่อนๆที่รักในดินแดนนั้น เมื่อผมแต่งงาน สเตฟานเพื่อนเจ้าบ่าวก็มาจากที่นั่น เมื่อเขาแต่งงาน ผมก็บินไปที่นั่นเพื่อเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้เขา และเรากำลังวางแผนการที่จะไปเยือนอีกครั้งในเร็วๆนี้

สิ่งสวยงามเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าทำให้จิตใจเปลี่ยนแปลง! การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแสดงให้เห็นด้วยคำพูดแค่สองคำ “พี่เซาโล” (กจ.9:17)

คำพูดนั้นมาจากอานาเนีย ผู้เชื่อที่พระเจ้าทรงเรียกให้รักษาตาของเซาโลทันทีหลังจากที่ท่านกลับใจ (ข้อ 10-12) อานาเนียขัดขืนในตอนแรก เพราะการกระทำรุนแรงของเซาโลในอดีต โดยทูลอธิษฐานว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินหลายคนพูดถึงคนนั้นว่า เขาได้ทำร้ายวิสุทธิชนของพระองค์” (ข้อ 13)

แต่อานาเนียเชื่อฟังและเดินทางไป และเพราะเขาเปลี่ยนแปลงจิตใจ อานาเนียได้พี่ชายคนใหม่ในความเชื่อ เซาโลกลายเป็นที่รู้จักในนามเปาโล และข่าวประเสริฐของพระเยซูก็แพร่ออกไปด้วยฤทธิ์เดช โดยพระองค์การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้นเป็นไปได้เสมอ!

ถอนรากความบาป

เมื่อฉันสังเกตเห็นกิ่งก้านเล็กๆแตกหน่ออยู่ข้างท่อน้ำในสวนข้างระเบียง ฉันเพิกเฉยต่อสิ่งนี้ที่ดูไม่เป็นอันตราย วัชพืชเล็กๆจะทำอันตรายสนามหญ้าของเราได้อย่างไร แต่หลายสัปดาห์ต่อมา สิ่งรบกวนนี้ก็เติบใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเท่าพุ่มไม้เล็กๆ และเริ่มเข้ามายึดครองสนามหญ้าของเรา กิ่งก้านของมันพันเลื้อยโค้งขึ้นไปเหนือทางเดินของเราและแตกแขนงในพื้นที่อื่นๆ ฉันต้องยอมรับว่าการดำรงอยู่ของมันเป็นอันตราย ฉันจึงขอให้สามีช่วยขุดรากถอนโคนวัชพืชป่านี้ แล้วก็ปกป้องสวนของเราด้วยยาฆ่าวัชพืช

เมื่อเราเพิกเฉยหรือปฏิเสธการมีอยู่ของบาป บาปก็จะรุกคืบเข้าสู่ชีวิตของเราได้เหมือนกิ่งไม้ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการนี้ที่เจริญเติบโตมากเกินไป และทำให้พื้นที่ส่วนตัวของเรามืดมน พระเจ้าของเราผู้ทรงปราศจากบาปนั้นไม่ทรงมีความมืดในพระองค์...เลย ในฐานะบุตรของพระองค์ เราได้รับการตระเตรียมและมอบหมายให้ต่อต้านบาปตรงหน้าเพื่อที่เราจะสามารถ “ดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง” (1 ยน.1:7) โดยการสารภาพบาปและกลับใจใหม่ เราก็ได้รับการอภัยและเป็นอิสระจากบาป (ข้อ 8-10) เพราะเรามีผู้ทูลขอพระบิดาเพื่อเรา คือพระเยซู (2:1) ผู้ทรงเต็มพระทัยจ่ายราคาสูงสุดเพื่อบาปของเรา คือด้วยพระโลหิตของพระองค์ และ “ไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว แต่ของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย” (ข้อ 2)

เมื่อพระเจ้าทรงชี้ให้เราเห็นบาปนั้น เราอาจเลือกที่จะปฏิเสธ หลีกเลี่ยง หรือบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบได้ แต่เมื่อเราสารภาพและกลับใจใหม่ พระองค์จะทรงถอนรากความบาปที่ทำลายความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์และผู้อื่นไปเสีย

เราไม่ได้อยู่ลำพัง

ในเรื่องสั้นแนวระทึกขวัญของเฟรดริก บราวน์ชื่อ “เคาะ” เขาเขียนไว้ว่า “มนุษย์คนสุดท้ายบนโลกนั่งอยู่คนเดียวในห้อง ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตู” เอ๊ะ! ใครกันและพวกเขาต้องการอะไร สิ่งมีชีวิตลึกลับใดที่มาหาเขา ชายผู้นี้ไม่ได้อยู่ลำพัง เราเองก็เช่นกัน

คริสตจักรเมืองเลาดีเซียได้ยินเสียงเคาะที่ประตูของพวกเขา (วว.3:20) ผู้ใดกันที่มีฤทธิ์เดชเหนือธรรมชาติที่ได้มาหาพวกเขา นามของพระองค์คือพระเยซูผู้ทรง “เป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย...เป็นผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่” (1:17-18) พระเนตรของพระองค์ดุจเปลวเพลิง และพระพักตร์ของพระองค์ “ดุจดังดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงกล้า” (ข้อ 16) เมื่อยอห์นสหายสนิทได้เห็นพระสิริของพระองค์ ท่านก็ “ล้มลงแทบพระบาทของพระองค์เหมือนกับคนที่ตายแล้ว” (ข้อ 17) ความเชื่อในพระคริสต์นั้นเริ่มต้นด้วยความยำเกรงพระเจ้า

เราไม่ได้อยู่ลำพัง และสิ่งนี้ก็ปลอบโยนเราด้วย พระเยซูทรง “เป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์ และทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์” (ฮบ.1:3) แต่กระนั้นพระคริสต์ไม่ได้ทรงใช้ฤทธิ์อำนาจนั้นประหัตประหารเรา แต่เพื่อที่จะรักเรา ให้เราฟังคำเชิญของพระองค์ “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” (วว.3:20) ความเชื่อของเราเริ่มต้นด้วยความเกรงกลัวว่ามีใครบางคนอยู่ที่ประตู แล้วจบลงด้วยการต้อนรับและอ้อมกอดอันเข้มแข็ง พระเยซูทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเสมอ แม้ว่าเราจะเป็นคนสุดท้ายในโลกนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่เราไม่ได้อยู่ลำพัง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา