อธิษฐานตามพระสัญญาของพระเจ้า
“ลูกไปที่ทะเลสาบไม่ได้นะ” ผมบอกลูกสาวขณะก้มตัวอยู่ใต้อ่างเพื่อซ่อมท่อที่แตก “แต่พ่อสัญญาว่า เมื่อหนูทำงานบ้านเสร็จแล้วหนูก็จะไปได้” ลูกเตือนผม ผมลืมสิ่งที่พูดไปเพราะมัวแต่หมกมุ่นกับงาน ปัญหาที่ผมมีทำให้ผมมองไม่เห็นคำสัญญาของตัวเอง
เช่นเดียวกับที่ลูกเตือนผม ผู้เขียนสดุดีก็เตือนพระเจ้าให้ระลึกถึงพระสัญญาของพระองค์ “ขอทรงระลึกถึงพระวจนะของพระองค์ที่มีต่อผู้รับใช้ของพระองค์” และ “ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์หวังอยู่นั้น” (119:49) ผมรู้สึกขอบคุณที่เราไม่ได้มีพระบิดาในสวรรค์ที่ไขว้เขวและหลงลืม เราเข้ามาหาพระองค์ได้เมื่อเรารู้สึกเจ็บปวด มีปัญหาและผิดหวัง ด้วยความเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาที่แสนดี “นี่คือการเล้าโลมในความทุกข์ยากของข้าพระองค์ คือพระสัญญาของพระองค์ให้ชีวิตแก่ข้าพระองค์” (ข้อ 50)
พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้เราใคร่ครวญพระวจนะเพื่อเราจะเตือนพระองค์ถึงพระสัญญาที่ทรงประทานให้ ไม่ใช่เพราะพระองค์หลงลืม แต่เพราะทรงปรารถนาให้เรารู้จักพระองค์อย่างดี นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “เมื่อข้าพระองค์คิดถึงกฎหมายของพระองค์แต่โบราณกาล ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ได้รับความเล้าโลมใจ...กฎเกณฑ์ของพระองค์ได้เป็นบทเพลงของข้าพระองค์” (ข้อ 52, 54)
เพราะผมไขว้เขว ลูกจึงต้องเตือนเรื่องคำสัญญาของผม และผมก็ปล่อยให้เธอไปที่ทะเลสาบด้วยความยินดี เราขอบพระคุณที่พระบิดาในสวรรค์ของเราไม่เคยหมกมุ่นกับงานหรือยุ่งเกินไป พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะได้ยินเรานำพระวจนะของพระองค์มาทูลอธิษฐานวิงวอนต่อพระองค์
พระเจ้าทรงใส่ใจในรายละเอียด
หลานสาวฉันเป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่กำลังวุ่นกับการเรียนและปรับตัวกับหอพักใหม่ ไม่นานมานี้มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้ต้องมีบัตรผ่านสำหรับรถยนต์ และการยื่นคำขอนี้เป็นอีกงานหนึ่งในรายการยาวเหยียดที่เธอต้องทำ ฉันจึงอาสาที่จะช่วย “ขอบคุณค่ะ!” เธอกล่าว ในภายหลังด้วยความประหลาดใจที่ฉันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีที่สำนักงานของมหาวิทยาลัย
สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ งานที่ง่ายอย่างนี้ต้องใช้เวลาครึ่งวันในการประสานกับสำนักงาน แก้ไขจุดผิดเล็กๆในใบสมัคร และรวบรวมเอกสารที่ไม่คิดว่าต้องใช้ แต่ฉันไม่ได้บอกเธอเรื่องนี้ ฉันแค่ตอบว่า “ได้ทุกเมื่อเลย!”
ความรักนั้นสอดแทรกอยู่ในรายละเอียด ณ ที่นี้คือการใส่ใจในรายละเอียดที่หลานสาวของฉันไม่รู้ พระคัมภีร์บอกเราเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า ที่เห็นได้ในรายละเอียดที่ดูเหมือนเล็กน้อยสองประการในชีวิตคนอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร นั่นคือ เสื้อผ้าและรองเท้าของพวกเขา ตลอดสี่สิบปีในการเดินเท้า “เสื้อผ้าของเจ้ามิได้ขาดวิ่นไปจากเจ้า และรองเท้าไม่ได้ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า” (ฉธบ.29:5) ที่จริงแล้วเท้าของพวกเขาไม่บวมเลยด้วยซ้ำ! (8:4)
ประชากรนี้ไม่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า แต่พระองค์ทรงแสดง “พระกรุณาซับซ้อน” โดยไม่ละทิ้งพวกเขา (นหม.9:19) “และเขามิได้ขาดสิ่งใดเลย” (ข้อ 21) พระเจ้าประทานสิ่ง “ยิ่งใหญ่” ได้แก่ การทรงสถิต พระวิญญาณผู้ให้คำปรึกษา ตลอดจนอาหารและน้ำ (ข้อ 19-20) และสิ่ง “เล็กๆน้อยๆ” แต่จำเป็น เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า
พระเจ้าทรงแสดงความรักของพระองค์ในรูปแบบที่เราอาจมองข้ามหรือไม่รู้ตัว ความรักของพระองค์เป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงมองเห็นทุกรายละเอียดในชีวิตของเรา
นิยามโดยพระคริสต์
หลายปีก่อน ศิลปินไมเคิล แลนดี้ได้ทำรายการข้าวของทั้งหมดที่เขามี โดยนับได้ 7,227 ชิ้น จากนั้นเขาก็ทำสิ่งที่น่าประหลาดใจ โดยตั้งโรงงานในย่านการค้าที่พลุกพล่านที่สุดของลอนดอน เขาทำลายข้าวของทั้งหมดต่อหน้าสาธารณชน ทั้งเสื้อผ้า งานศิลปะ จดหมายรัก แม้แต่รถยนต์ของเขาก็ถูกทุบทำลายแล้วนำไปวางบนสายพานลำเลียงป้อนเข้าเครื่องบด ผลงานศิลปะของแลนดี้ได้ตั้งคำถามกับบรรดาผู้บริโภคที่พากันเข้าออกห้างสรรพสินค้าใกล้เคียงว่า “เราเป็นใครกัน หากไม่มีข้าวของเหล่านี้”
นี่เป็นคำถามสำคัญ เพราะพวกเราส่วนใหญ่ซื้อของเพื่อมานิยามตัวตนของเราเองหรือเพื่อความมั่นคงในอนาคต พระเยซูทรงเล่าอุปมาเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่สะสมทรัพย์สมบัติและใช้ชีวิตแบบบริโภคนิยม ชายผู้นี้บอกตัวเองว่า “จิตใจเอ๋ยเจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่สบาย กิน ดื่ม และรื่นเริงเถิด” (ลก.12:19) แต่จะเหลืออะไรเมื่อชีวิตจะต้อง “ถูกเรียก” เอาไปจากเขาในค่ำคืนนั้น มีแต่คำตำหนิจากพระเจ้าที่เขาพลาดสิ่งที่สำคัญที่สุดไป (ข้อ 20-21)
การมีข้าวของไม่ใช่ความบาป ไมเคิล แลนดี้ยังคงต้องการเสื้อผ้า แต่เมื่อเราถูกล่อลวงให้ค้นหาชีวิตและอัตลักษณ์จากสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ พระเยซูจึงทรงเตือนเราว่า “ชีวิตของคนมิได้อยู่ในการที่มีของฟุ่มเฟือย” (ข้อ 15) คุณจะเป็นใครหากไม่มีทรัพย์สมบัติทั้งหมดของคุณ คุณก็จะยังคงเป็นลูกที่รักของพระเจ้า (สดด.103:17; อฟ.5:1) ด้วยอัตลักษณ์อันมั่นคงนี้ เราจะเป็นคนมั่งมีจำเพาะพระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งปวง
หนึ่งเดียวกันในพระเยซู
การได้ชมการแข่งขันและพบปะนักกีฬาคือฝันที่เป็นจริงของฉัน เมื่อครั้งที่ได้ไปร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนและฤดูหนาวในฐานะนักข่าวรุ่นเยาว์ ฉันหลงเสน่ห์กับการได้ยินผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกพูดภาษาต่างๆ และร่วมเฉลิมฉลองประเทศของพวกเขา
ฉันหลงใหลในกีฬาโอลิมปิกตั้งแต่สมัยวัยรุ่น แต่ตอนนี้มันกลายเป็นการถูกครอบงำไปแล้ว หลังจากที่ฉันตอบรับว่าจะติดตามพระเจ้าขณะเข้าร่วมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงขอให้ฉันละทิ้งเรื่องการกีฬาที่เป็นรูปเคารพของฉัน แต่ฉันก็ยังคงรักบรรดาประชาชาติทั้งหลาย ฉันยังชอบดูการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แต่ความตื่นเต้นที่แท้จริง คือการได้เห็นผู้คนจากภูมิหลังที่แตกต่างกันและจากบรรดาประชาชาติมานมัสการร่วมกันในคริสตจักร หรือประชุมอธิษฐานนมัสการองค์จอมกษัตริย์เหนือกษัตริย์ ช่างเป็นความรู้สึกอันงดงามของสวรรค์บนดินจริงๆ! (วว.7:9)
เมื่อเราจดจำได้ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ เราก็จะไม่ลืมว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า และครอบครัวของพระองค์นั้นมีอยู่ทั่วโลก
อัครทูตเปาโลประกาศกับผู้เชื่อในกาลาเทียว่า “เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ” (กท.3:26) “จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์” (ข้อ 28)
ไม่ว่าเราจะมาจากไหนหรืออาศัยอยู่ที่ใด ขอให้เราชื่นชมยินดี ที่ในฐานะผู้เชื่อนั้นเราเป็นหนึ่งเดียวกันโดยพระคริสต์ร่วมกับบรรดาพี่น้องทั่วโลก
ระลึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า
ต้นไม้ที่มีลักษณะเฉพาะที่เราเห็นขณะเดินป่าในอุทยานแห่งชาติโยชูวาทรีในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีใบเป็นกระจุกและกิ่งก้านที่แผ่ขยายขึ้นเหมือนมือที่ชูขึ้นสู่ท้องฟ้านั้นทำให้เราสนใจมาก หลายคนเชื่อว่าต้นไม้เหล่านี้ถูกขนานนามว่า “ต้นโยชูวา” โดยผู้บุกเบิกซึ่งนึกถึงเรื่องราวในพันธสัญญาเดิม ที่โยชูวายกหอกขึ้นเป็นเครื่องหมายของการทรงสถิตและการช่วยเหลือของพระเจ้า
เมื่อเข้าไปในคานาอันแล้ว คนอิสราเอลต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการรบ หลังจากพ่ายแพ้ที่เมืองอัยอันเนื่องจากบาปของพวกเขา (ยชว.7:11-12) คนอิสราเอลดูจะกลัวที่ต้องต่อสู้กับเมืองนั้นอีกครั้ง แต่พระเจ้าทรงหนุนใจโยชูวาว่า “อย่ากลัวหรืออย่าขยาดเลย” (8:1) แล้วตรัสสั่งท่านว่า “จงยื่นหอกที่อยู่ในมือของเจ้าออกตรงไปยังเมืองอัย เพราะเราจะมอบเมืองนั้นไว้ในมือของเจ้า” (ข้อ 18) โยชูวาเชื่อฟังพระเจ้าและ “มิได้หดมือที่ถือหอกยื่นอยู่นั้น” จนกว่าจะมีชัยในการรบ (ข้อ 26) หอกในมือของโยชูวาที่ยื่นออกไปนั้นไม่ได้ทำให้มีชัยชนะ แต่มันเป็นเครื่องหมายแห่งพระสัญญาของพระเจ้าที่จะทรงช่วยเหลือและสถิตอยู่กับพวกเขา
การระลึกว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา จะช่วยเราได้ในเวลาที่เผชิญกับอุปสรรคอันยากลำบาก ทั้งข้อพระคัมภีร์ที่ติดอยู่ในบ้านของเรา รูปภาพการทรงสร้างอันน่าทึ่งของพระเจ้า และสร้อยคอรูปกางเขน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ แต่พระเจ้าทรงใช้สิ่งเหล่านี้้เพื่อเตือนใจเราถึงการทรงสถิตและฤทธิ์อำนาจที่พระองค์ทรงสัญญาไว้
ผู้อารักขาที่สัตย์ซื่อ
เดือนมีนาคม ปี 2024 บริษัทด้านอากาศยานของสหรัฐฯ ไม่ผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยที่ดำเนินการโดยองค์การบริหารการบินแห่งชาติ การตรวจสอบนี้เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยหลายครั้ง รวมถึงเที่ยวบินที่ประสบปัญหาความดันในห้องโดยสารลดลงอย่างอันตรายเมื่อแผงประตูเครื่องบินฉีกขาด บริษัทยอมรับว่าความล้มเหลวเกิดจากคำแนะนำสำหรับพนักงานที่เข้าใจยากและเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป ส่งผลให้พวกเขาไม่สัตย์ซื่อในการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ผ่านการอนุมัติแล้ว
เปาโลบอกกับคริสตจักรในเมืองโครินธ์ว่า พวกเขาควรถือว่าท่านและผู้นำคนอื่นๆเป็น “คนรับใช้ของพระคริสต์” ที่สัตย์ซื่อและได้รับการยอมรับ และประกาศว่าท่านเป็นผู้ได้รับ “ความไว้วางใจ” ให้เป็นผู้อารักขาของพระเจ้า (1 คร.4:1-2) ผู้อารักขาในสมัยของเปาโลได้รับความไว้วางใจให้ดูแลการจัดการและการจัดสรรทรัพยากรในครัวเรือน เหนือสิ่งอื่นใด ข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เหล่านี้คือต้องมีความสัตย์ซื่อ เปาโลเรียกตัวเองว่าเป็นผู้อารักขาที่ “ทำการหนักด้วยมือของ[ท่านเอง]” เพื่อเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบของท่าน (ข้อ 12) คือใช้สิ่งที่พระเจ้าประทานให้อย่างเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสติปัญญาที่ทรงมอบให้และความล้ำลึกของข่าวประเสริฐ (ข้อ 2)
ขอให้เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้อารักขาที่สัตย์ซื่อ ตามที่พระเยซูทรงจัดเตรียมไว้ โดยยึดมั่นในมาตรฐานอันไร้ที่ติตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบ ทั้งในกิจวัตรฝ่ายวิญญาณ ในหน้าที่การงาน และในความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรา
พระเจ้าของน้องสาว
อามินาได้มาเชื่อพระคริสต์ในประเทศที่คริสต์ศาสนาถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เธอเริ่มแบ่งปันความเชื่อใหม่กับพี่ชายซึ่งปฏิเสธคำวิงวอนของเธอ ต่อมาเขาล้มป่วยด้วยโรคปอดที่ร้ายแรง เขาหายใจไม่ออกขณะอยู่คนเดียวในห้องมืดมิดที่โรงพยาบาล เขาไม่พร้อมที่จะยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า และกลัวที่จะเอ่ยพระนามของพระคริสต์ (เพราะอาจมีคนมาได้ยินเข้า!) ดังนั้นเขาจึงร้องว่า “พระเจ้าของน้องสาวผม โปรดช่วยผมด้วย!” ทันใดนั้นเขาก็หายใจได้ดีขึ้น และห้องก็สว่างขึ้นอย่างที่อธิบายไม่ได้ การเดินทางสู่ความเชื่อในพระเยซูของเขาเริ่มต้นในวันนั้น
ในพระธรรมปฐมกาล คนใช้ของอับราฮัมออกเดินทางเพื่อสืบหาภรรยาให้บุตรชายของเจ้านาย ก่อนสิ่งอื่นใดเขาอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์” (24:12) ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขารู้ว่าพระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า “เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่” (12:2) และได้ทรงย้ำพระสัญญานั้นอีกครั้ง (15:2-5) แล้ว “อับรามก็เชื่อพระเจ้า ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน” (ข้อ 6) คนใช้จึงวางใจใน “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์” (24:27, 42, 48) เพราะเขาได้เห็นถึงความจริงในความเชื่อของอับราฮัม
เราชักชวนผู้อื่นให้ติดตามพระเยซูด้วยคำพูดของเรา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการดำเนินชีวิตของเราต่อหน้าพวกเขา ความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียวนั้นบ่งบอกอะไรได้มากมาย
ขอให้พระเจ้าของอับราฮัมและของอามินาทรงใช้ชีวิตของเราเพื่อจะนำพาผู้อื่นมาหาพระองค์
เครื่องบูชาแด่พระเยซู
“ฉันเงยหน้ามอง แต่หม่นหมองด้วยความเศร้า ฉันไม่เห็นเนินเขาอันเป็นนิรันดร์” บทกวีสะเทือนอารมณ์เรื่อง “การฟื้นจากความตายที่ดีกว่า” ประพันธ์โดยคริสติน่า โรเซตติกวีในสมัยวิกตอเรีย พรรณนาถึงการไขว่คว้าหาความหวังเมื่อเธอไม่รู้สึกอะไรเลย “ไร้ความรู้สึกเกินกว่าจะมีความหวังหรือความกลัว” แต่เธอกลับยึดความหวังที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าความรู้สึกสิ้นหวังของตน แม้เธอจะมองไม่เห็น “การผลิดอกหรือความเขียวขจี” ที่เล็งถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอ แต่เธอยอมรับว่า “ถึงกระนั้นจงลุกขึ้นเถิด” แล้วอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยซู ขอทรงเป็นขึ้นในข้าพระองค์”
ใน 2 โครินธ์ อัครทูตเปาโลบรรยายถึงประสบการณ์ของการทนทุกข์ “ซึ่งทำให้ [ท่าน]หนักใจเหลือกำลัง จน[ท่าน]เกือบหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้” (1:8) แต่ท่านพบว่าความสิ้นหวังสอนให้ท่านพบความหวังเดียวใน “พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้คนทั้งปวงฟื้นจากความตาย” (ข้อ 9) และท่านได้เรียนรู้ว่าเมื่อเราบรรจุความหวังแห่งข่าวประเสริฐไว้ใน “ภาชนะดิน” คือกายของเราที่ยังไม่สมบูรณ์นี้ ชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์และความหวังก็จะส่องประกายออกมา เผยให้เห็นว่า “ฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง” (4:7)
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในบทกวีของโรเซตติเช่นกัน เมื่อเธอยกหัวใจที่แตกสลายขึ้นทูลต่อพระเจ้า คำขอเดียวของเธอคือชิ้นส่วนชีวิตที่แตกสลายนี้จะถูก “โยนลงในไฟ” เพื่อรับการหล่อหลอมและเปลี่ยนไปเป็นเครื่องบูชาที่ “มอบถวายแด่พระองค์ กษัตริย์ของข้าพระองค์” บทกวีของเธอสรุปอย่างเรียบง่ายว่า “โอพระเยซูเจ้า โปรดดื่มจากข้าพระองค์ซึ่งเป็นภาชนะดินนี้”
เหนือกว่าความเศร้าหมอง
กอร์ดอน ไลท์ฟุตนักร้องและนักแต่งเพลงชาวแคนาดาเป็นที่รู้จักดีจากผลงานอมตะหลายบทเพลง แต่หนึ่งในเพลงของเขาที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมีชื่อว่า “The Minstrel of the Dawn” (คำว่า minstrel หมายถึงกวีนักดนตรีที่นำบทกวีของตนมาขับขาน) กวีนักดนตรีในเพลงของไลท์ฟุตก็เหมือนกับเราที่ปรารถนาจะ “มีความสุขมากกว่าเศร้าหมอง” แม้ว่าจะมีเรื่อง “เศร้าหมอง” ให้คิดหรือคำนึงถึงอยู่เสมอ กวีนักดนตรีจะเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่เบิกบานใจยามเมื่อรุ่งอรุณของวันใหม่มาถึง แล้วจึงร้องเพลงถึงสิ่งเหล่านั้น
ดาวิดก็เป็นกวีนักดนตรีแห่งพระธรรมสดุดีที่ได้ประพันธ์ประโยคที่คล้ายกันว่า “ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า” (สดด.59:16) ดาวิดมีเรื่อง “เศร้าหมอง” มากมายให้ครุ่นคิด ตั้งแต่ศัตรูที่พร้อมจะโจมตีท่านไปจนถึงคนร้ายกาจที่รวมหัวกันต่อสู้ท่าน (ข้อ 1-3) ท่านขับร้องว่า “เขากลับมาทุกเย็น หอนอย่างสุนัข และตระเวนไปทั่วนคร” (ข้อ 14) แต่เมื่อวันใหม่มาถึง ท่านเลือกที่จะมุ่งสนใจทั้งในเรื่องที่เบิกบานใจ และพระเจ้าผู้ดีเลิศ แล้วจึงร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ “ทรงเป็นป้อมปราการของข้าพระองค์ เป็นที่ลี้ภัยในยามทุกข์ของข้าพระองค์” (ข้อ 16) เป็น “ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่ข้าพระองค์” (ข้อ 17)
คุณอาจไม่ได้เป็นนักร้องหรือนักแต่งเพลง แต่คุณสามารถเป็นกวีนักดนตรีแห่งรุ่งอรุณได้ คุณบอกพระเจ้าได้เช่นเดียวกับดาวิดว่า “ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงอานุภาพของพระองค์ ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า” (ข้อ 16)