ความเอื้ออาทรจากใจจริง
ไม่เคยมีใครต้องตายจากการพูดว่า “ฉันดีใจมากที่ได้ใช้ชีวิตที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง รับใช้ตนเอง และปกป้องตนเอง” นักเขียนปาร์คเกอร์กล่าวในการปราศรัยในพิธีรับปริญญา โดยกระตุ้นให้ผู้สำเร็จการศึกษา “มอบ(ตนเอง)ให้แก่โลก...ด้วยความเอื้ออาทรจากใจจริง”
ปาร์คเกอร์กล่าวต่อไปว่า การใช้ชีวิตเช่นนั้นยังอาจหมายถึงการเรียนรู้ว่า “คุณช่างรู้น้อย และคุณล้มเหลวได้ง่ายมาก” การจะมอบตนเองเพื่อรับใช้โลกได้นั้นจำเป็นต้องมีการปลูกฝังเรื่อง “ความคิดของผู้เริ่มต้น” เพื่อจะ “เดินตรงเข้าไปหาสิ่งที่คุณไม่รู้จัก และรับความเสี่ยงที่จะล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วลุกขึ้นมาเพื่อเรียนรู้ครั้งแล้วครั้งเล่า”
เมื่อชีวิตของเราถูกสร้างขึ้นบนรากฐานแห่งพระคุณเท่านั้น เราจึงจะมีความกล้าหาญในการเลือกเส้นทางชีวิตที่ “เอื้ออาทรจากใจจริง” โดยปราศจากความกลัวดังที่เปาโลอธิบายให้ทิโมธีบุตรบุญธรรมของท่านฟังว่า เราสามารถ “กระทำให้รุ่งเรืองขึ้น” (2ทธ.1:6) และใช้ชีวิตโดยของประทานจากพระเจ้าได้อย่างมั่นใจ เมื่อเราระลึกได้ว่าพระคุณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ช่วยเราให้รอดและเรียกเราเข้าสู่ชีวิตแห่งพระประสงค์ (ข้อ 9) และเป็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่ทำให้เรากล้าที่จะต่อต้านการล่อลวงที่ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างขลาดกลัว เพื่อจะได้มาซึ่ง “จิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเอง” (ข้อ 7) และพระคุณของพระองค์นี่เองที่ช่วยดึงเราขึ้นเมื่อเราล้มลง เพื่อที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้บนรากฐานแห่งความรักของพระองค์ (ข้อ 13-14)
พยาน
ในบทกวีชื่อ “พยาน” ของเฮนรี่ วัดสเวิร์ธ ลองเฟลโล (ค.ศ. 1807-1882) ได้พรรณนาถึงเรือทาสลำหนึ่งที่อับปางลง ขณะที่เขาเขียนถึง “โครงกระดูกที่ถูกล่ามโซ่” ลองเฟลโลไว้อาลัยให้แก่บรรดาทาสนิรนามผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนนับไม่ถ้วน บทส่งท้ายกล่าวไว้ว่า “นี่คือวิบัติของทาส / พวกเขาจ้องมองมาจากทะเลลึก / พวกเขาร่ำไห้มาจากสุสานที่ไม่มีใครรู้จัก / พวกเราคือพยาน!”
แต่พยานเหล่านี้พูดกับใครหรือ เป็นคำพยานที่ไร้เสียงโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่
มีผู้หนึ่งซึ่งเป็นพยานเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อคาอินฆ่าอาเบล เขาแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“ข้าพระองค์หรือเป็นผู้ดูแลน้อง”เขาตอบพระเจ้าอย่างไม่ไยดี แต่พระเจ้าตรัสว่า “โลหิตของน้องเจ้าส่งเสียงร้องฟ้องขึ้นมาจากดิน บัดนี้เจ้าจะต้องถูกสาปจากที่ดินที่ได้อ้าปากรับโลหิตน้องจากมือเจ้า” (ปฐก.4:9-11)
ชื่อของคาอินยังคงอยู่ในฐานะคำเตือน ตามที่ยอห์นผู้เป็นสาวกได้กล่าวสอนไว้ว่า “จงอย่าเป็นเหมือนคาอินที่มาจากมารและได้ฆ่าน้องของตนเอง” (1ยน.3:12) ชื่อของอาเบลเองก็ยังคงอยู่ด้วยเช่นกัน แต่เป็นไปในทางที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงคือ “เพราะอาเบลมีความเชื่อจึงได้นำเครื่องบูชาอันประเสริฐกว่าของคาอินมาถวายแด่พระเจ้า” ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูบันทึกไว้ว่า “แต่เพราะท่านมีความเชื่อ ท่านจึงยังคงพูดอยู่” (ฮบ.11:4)
อาเบลยังคงพูดอยู่! เช่นเดียวกับกระดูกของทาสที่ถูกหลงลืมเหล่านั้น เราสมควรที่จะระลึกถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อดังกล่าวทั้งหมด และต่อต้านการกดขี่ทุกอย่างที่เราพบ พระเจ้าทรงเห็นทุกสิ่ง ความยุติธรรมของพระองค์จะมีชัย
คริสตจักรนิรันดร์ของพระเจ้า
“โบสถ์เลิกแล้วหรือคะ” คุณแม่ยังสาวมาถึงคริสตจักรพร้อมกับลูกสองคน เมื่อการนมัสการวันอาทิตย์กำลังเลิกพอดี แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายต้อนรับบอกเธอว่าคริสตจักรใกล้ๆมีการนมัสการสองรอบ และรอบที่สองกำลังจะเริ่มในอีกไม่ช้า เธออยากให้มีคนขับรถไปส่งที่นั่นไหม คุณแม่ยังสาวตอบรับและดูยินดีที่จะไปยังอีกคริสตจักรหนึ่งที่เลยไปไม่ไกล เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต้อนรับมีข้อสรุปว่า “คริสตจักรเลิกแล้วหรือ ไม่มีวันเป็นเช่นนั้น คริสตจักรของพระเจ้าจะดำเนินไปไม่มีวันสิ้นสุด”
คริสตจักรไม่ใช่ “อาคาร” ที่เสื่อมสลายได้ เปาโลบันทึกไว้ว่า คริสตจักรคือครอบครัวที่สัตย์ซื่อของพระเจ้า เป็น “ครอบครัวของพระเจ้า...ประดิษฐานขึ้นบนรากแห่งพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก ในพระองค์นั้นทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิทและเจริญขึ้นเป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในพระองค์นั้นท่านก็กำลังจะถูกก่อขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณด้วย” (อฟ.2:19-22)
พระเยซูเองได้ทรงสถาปนาคริสตจักรของพระองค์ให้เป็นอมตะ พระองค์ทรงประกาศว่าแม้คริสตจักรจะเผชิญกับความท้าทายและปัญหา แต่ “พลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้” (มธ.16:18)
โดยการมองผ่านแนวคิดที่พระเจ้าประทานให้เรานี้ เราสามารถมองเห็นว่าคริสตจักรท้องถิ่นซึ่งก็คือเราทั้งหลายนั้น เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรสากลของพระเจ้า คือถูกตั้งขึ้น “ในพระเยซูคริสต์ตลอดทุกชั่วอายุคนเป็นนิตย์” (อฟ.3:21)
ของขวัญแห่งกำลังใจ
“ผึ้งของคุณกำลังทิ้งรังไปแล้ว!” ภรรยาของผมโผล่หน้าเข้ามาที่ประตูและบอกข่าวที่ไม่มีคนเลี้ยงผึ้งคนไหนอยากได้ยิน ผมวิ่งออกไปเห็นผึ้งเป็นพันๆตัวกำลังบินออกจากรังไปยังยอดต้นสนสูงและจะไม่มีวันกลับมาอีก
ผมไม่ทันได้สังเกตอาการบางอย่างที่บอกให้รู้ล่วงหน้าว่าผึ้งกำลังจะแยกรัง พายุที่เข้านานกว่าหนึ่งสัปดาห์ทำให้ผมไม่ได้ไปตรวจดู พอถึงเช้าวันที่พายุสิ้นสุดลงผึ้งก็จากไป รังผึ้งนี้เป็นครอบครัวใหม่และแข็งแรง อันที่จริงพวกมันกำลังแยกครอบครัวเพื่อจะสร้างรังใหม่ “อย่าโทษตัวเองเลย” คนเลี้ยงผึ้งที่มีประสบการณ์คนหนึ่งบอกผมอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นความผิดหวังของผม “เรื่องนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน!”
การให้กำลังใจเป็นของขวัญอันล้ำค่า เมื่อดาวิดท้อแท้เพราะถูกซาอูลตามฆ่า โยนาธานซึ่งเป็นบุตรชายของซาอูลได้ให้กำลังใจดาวิดว่า “อย่ากลัวเลยเพราะว่ามือของซาอูลเสด็จพ่อของฉันจะหาเธอไม่พบ เธอจะได้เป็นพระราชาเหนืออิสราเอล และฉันจะเป็นอุปราช ซาอูลเสด็จพ่อของฉันก็ทราบเรื่องนี้ด้วย” (1ซมอ.23:17)
ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นคำพูดอันน่าทึ่งที่แสดงถึงความไม่เห็นแก่ตัวของบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งที่สองรองจากราชบัลลังก์ น่าจะเป็นเพราะโยนาธานรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับดาวิด ท่านจึงพูดออกมาจากใจที่ถ่อมและเปี่ยมด้วยความเชื่อ
รอบตัวเรามีแต่ผู้คนที่ต้องการกำลังใจ พระเจ้าจะช่วยเราให้ช่วยพวกเขา เมื่อเราถ่อมใจลงต่อพระองค์และขอให้พระองค์รักเขาเหล่านั้นผ่านทางเรา
ค้นหาที่โล่ง
ในหนังสือเรื่อง ขอบเขต ดร.ริชาร์ด สเวนสันเขียนไว้ว่า “เราต้องมีช่องว่างสำหรับหายใจบ้าง เราต้องการอิสระในการคิดและเปิดโอกาสให้แก่การเยียวยา ความสัมพันธ์ของเรากำลังถูกทำให้แห้งเหี่ยวตายลงเพราะความเร่งรีบ...ลูกๆของเรานอนบาดเจ็บอยู่บนพื้น ท่วมทับด้วยความปรารถนาดีของเราที่พุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง พระเจ้าทรงเหน็ดเหนื่อยแล้วหรืออย่างไร พระองค์ไม่ได้นำประชากรไปยังริมน้ำแดนสงบอีกแล้วหรือ ใครปล้นชิงพื้นที่เปิดโล่งในอดีตไปเสีย แล้วเราจะนำมันกลับคืนมาได้อย่างไร” สเวนสันกล่าวว่าเราจำเป็นต้องมี “พื้นที่” สงบและอุดมสมบูรณ์ในชีวิตที่เราจะสามารถพักในพระเจ้าและพบกับพระองค์ได้
คำพูดนี้ดังก้องอยู่ในใจคุณหรือเปล่า การแสวงหาพื้นที่เปิดโล่งเป็นสิ่งที่โมเสสทำได้ดี การเป็นผู้นำของชนชาติที่ “หัวแข็ง” (อพย.33:5) ทำให้ท่านมักปลีกตัวออกไปเพื่อหาการพักสงบและการทรงนำในการทรงสถิตของพระเจ้า และใน “เต็นท์นัดพบ” (ข้อ 7) ที่โมเสสตั้งไว้นั้น “พระเจ้าเคยตรัสสนทนากับโมเสสสองต่อสอง เหมือนมิตรสหายสนทนากัน” (ข้อ 11) พระเยซูก็ทรง “เสด็จออกไปในที่เปลี่ยวและทรงอธิษฐาน” (ลก.5:16) ทั้งพระองค์และโมเสสตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เวลาตามลำพังกับองค์พระบิดา
เราเองก็จำเป็นต้องสร้างขอบเขตในชีวิตของเราเช่นกัน เพื่อให้มีที่เปิดโล่งสำหรับการพักสงบและอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า การใช้เวลากับพระองค์จะทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น สร้างขอบเขตและเส้นแบ่งที่เหมาะสมในชีวิตเพื่อเราจะได้มีกำลังในการรักพระเจ้าและผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
ขอให้เราแสวงหาพระเจ้าในที่เปิดโล่งในวันนี้
ฤทธิ์เดชของพระคริสต์
ในปี 2013 มีผู้คนประมาณ 600 คนในสถานที่จริงที่คอยชมนักกายกรรม นิค วัลเล็นดา เดินไต่เชือกข้ามช่องเขากว้างราว 427 เมตรใกล้ๆแกรนด์แคนยอน วัลเล็นดาก้าวออกไปบนเชือกเคเบิลหนา 2 นิ้วและขอบคุณพระเยซูสำหรับภาพที่เขามองเห็นขณะที่กล้องติดศีรษะของเขาหันไปทางหุบเขาเบื้องล่าง เขาอธิษฐานและขอบคุณพระเยซูขณะเดินข้ามช่องเขานั้นไปอย่างสงบราวกับกำลังเดินเล่นอยู่บนทางเท้า เวลาที่ลมพัดแรงเขาจะหยุดและย่อตัวลง แล้วจึงยืดตัวยืนขึ้นปรับสมดุลร่างกายใหม่ และขอบคุณพระเจ้าที่ทรงทำให้ “เชือกนิ่ง” ในแต่ละย่างก้าวบนเชือกนั้น เขาสำแดงถึงการพึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ต่อหน้าทุกคนที่อยู่ที่นั่น รวมถึงทุกคนที่ดูอยู่ในเวลานี้ทางวีดิโอที่เผยแพร่ไปทั่วโลก
เมื่อลมพายุทำให้เกิดคลื่นซัดใส่เหล่าสาวกในทะเลกาลิลี พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือด้วยความหวาดกลัว (มก.4:35-38) หลังจากพระเยซูทรงห้ามพายุแล้ว พวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงควบคุมลมและทุกสิ่งทุกอย่าง (ข้อ 39-41) พวกเขาได้ค่อยๆเรียนรู้ที่จะไว้วางใจในพระองค์ ประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขาสามารถช่วยให้ผู้อื่นรู้จักฤทธิ์อำนาจที่ไม่ธรรมดาของพระเยซูและรู้ว่าทรงพร้อมที่จะช่วยเราเสมอ
ขณะที่เราเผชิญกับมรสุมแห่งชีวิต หรือไต่ไปตามเชือกแห่งความไว้วางใจที่พาดอยู่เหนือหุบเขาสูงชันแห่งความทุกข์ เราสามารถแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในฤทธิ์เดชของพระคริสต์ พระเจ้าจะทรงใช้การดำเนินในความเชื่อของเราเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นมีความหวังในพระองค์
เทศกาลแห่งการนมัสการ
การร่วมในงานประชุมขนาดใหญ่อาจทำให้คุณเปลี่ยนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากกว่า 1,200 คนในงานประชุมใหญ่หลายวันในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา นักวิจัยดาเนียล ยุดคินและเพื่อนร่วมงานของเขาได้เรียนรู้ว่า การชุมนุมหรือเทศกาลขนาดใหญ่สามารถส่งผลกระทบต่อเข็มทิศทางศีลธรรมของเรา และอาจส่งผลต่อความตั้งใจของเราในการแบ่งปันทรัพยากรกับผู้อื่น งานวิจัยของพวกเขาพบว่าร้อยละ 63 ของผู้เข้าร่วมงานได้รับประสบการณ์แห่งการ “เปลี่ยนแปลง” ในงานชุมนุม ทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันกับเพื่อนมนุษย์มากขึ้นและมีน้ำใจต่อเพื่อน ครอบครัว และแม้แต่คนที่แปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรารวมตัวกับผู้อื่นเพื่อนมัสการพระเจ้า เราจะได้สัมผัสมากกว่าแค่ “การเปลี่ยนแปลง” ทางสังคมจากการชุมนุมทางโลก แต่เราจะได้สื่อสารกับพระเจ้าโดยตรง ประชากรของพระเจ้ามีประสบการณ์เชื่อมโยงกับพระองค์เช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อพวกเขารวมตัวกันในกรุงเยรูซาเล็มในสมัยโบราณเพื่อร่วมเทศกาลอันศักดิ์สิทธิ์ตลอดทั้งปี พวกเขาเดินทางโดยปราศจากเครื่องอำนวยความสะดวกเพื่อไปยังพระวิหารปีละสามครั้งเพื่อร่วม “เทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ เทศกาลสัปดาห์ และเทศกาลอยู่เพิง” (ฉธบ.16:16) การชุมนุมเหล่านี้เป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึก การนมัสการ และการชื่นชมยินดี “เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า”ร่วมกับครอบครัว คนรับใช้ คนต่างชาติ และคนอื่นๆ(ข้อ 11)
ให้เรารวมตัวกับผู้อื่นในการนมัสการ เพื่อช่วยซึ่งกันและกันให้ชื่นชมยินดี ในพระเจ้าและเชื่อวางใจในความสัตย์ซื่อของพระองค์เรื่อยไป
ยิ่งกว่าทูตของแบรนด์
การแข่งขันในยุคอินเทอร์เน็ตมีความรุนแรงอย่างมาก บริษัทต่างๆพากันพัฒนาวิธีที่สร้างสรรค์เพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างบริษัทรถซูบารุ เจ้าของรถซูบารุมีลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์เป็นจำนวนมาก ดังนั้นบริษัทจึงได้เชื้อเชิญ “แฟนตัวยง” ให้มาเป็น “ทูตของแบรนด์” สำหรับยานพาหะของบริษัท
เว็บไซต์ของบริษัทบอกไว้ว่า “ทูตของซูบารุเป็นกลุ่มบุคคลพิเศษที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ที่ใช้ความรักและความกระตือรือร้นของพวกเขามาอาสาเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับซูบารุ และช่วยกำหนดอนาคตของแบรนด์” บริษัทต้องการให้ความเป็นเจ้าของซูบารุกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของผู้คน เป็นสิ่งที่พวกเขาหลงใหลมากจนอดไม่ได้ที่จะพูดให้คนอื่นฟัง
ใน 2 โครินธ์ 5 เปาโลอธิบายถึงการเป็น “ทูต” ที่แตกต่างออกไป นั่นคือการชักชวนผู้อื่นให้มาติดตามพระเยซู “เพราะเหตุที่เราเกรงกลัวองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างจับใจเราจึงชักชวนคนทั้งหลาย” (ข้อ 11) จากนั้นท่านได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทรงมอบเรื่องการคืนดีกันนั้นให้เราประกาศ ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า” (ข้อ 19-20)
ผลิตภัณฑ์มากมายสัญญาว่าจะตอบสนองความต้องการในส่วนลึกเพื่อให้เรารู้สึกถึงความสุข ความสมบูรณ์ และเป้าหมาย แต่มีข่าวสารเพียงหนึ่งเดียว เท่านั้นที่เป็นข่าวดีที่ แท้จริง คือข่าวการคืนดีที่ทรงมอบไว้ให้เราในฐานะผู้เชื่อของพระเยซู และเราได้รับสิทธิพิเศษที่จะนำส่งข่าวสารนั้นไปยังโลกนี้ที่สิ้นหวัง
พลังแห่งความมุ่งมั่น
ในค.ศ. 1917 ช่างเย็บผ้าสาวรู้สึกตื่นเต้นที่โรงเรียนออกแบบแฟชั่นที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์กตอบรับให้เธอเข้าเรียน แต่เมื่อแอนน์ โลว์ โคน เดินทางจากฟลอริด้ามาเพื่อลงทะเบียนเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนบอกเธอว่าพวกเขาไม่ต้อนรับเธอ “พูดตามตรงเลยนะครับ คุณโคน พวกเราไม่ทราบมาก่อนว่าคุณเป็นนิโกร” เขาบอก แอนน์ไม่ยอมออกจากที่นั่น เธออธิษฐานเบาๆขอให้พวกเขายอมให้ฉันเรียนที่นี่เถอะ เมื่อผู้อำนวยการเห็นถึงความมุ่งมั่นนั้น เขาจึงให้แอนน์อยู่ แต่แยกเธอออกจากชั้นเรียนที่มีเฉพาะชาวผิวขาวโดยเปิดประตูหลังห้องทิ้งไว้ “ให้เธอได้ยิน”
ด้วยพรสวรรค์ที่มิอาจปฏิเสธ แอนน์จบการศึกษาก่อนกำหนดหกเดือนและเป็นที่สนอกสนใจของบรรดาลูกค้าชนชั้นสูง รวมถึงแจ็คเกอลีน เคนเนดี้อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกาผู้ที่แอนน์ออกแบบชุดแต่งงานที่มีชื่อเสียงระดับโลกให้ แอนน์ตัดชุดแต่งงานนั้นสองครั้งโดยขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าหลังจากที่ท่อประปาเหนือห้องเสื้อของเธอแตก ทำให้ชุดแรกนั้นเสียหาย
ความมุ่งมั่นเช่นนั้นทรงพลังโดยเฉพาะในคำอธิษฐาน ในคำอุปมาของพระเยซูเรื่องหญิงม่ายและผู้พิพากษา หญิงม่ายคนหนึ่งเฝ้ามาหาผู้พิพากษาทุจริตซ้ำๆเพื่อขอความยุติธรรม ในตอนแรกเขาปฏิเสธเธอ แต่ “เพราะแม่ม่ายคนนี้มากวนเราให้ลำบาก เราจะให้ความยุติธรรมแก่นาง” (ลก.18:5)
ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก “พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ” (ข้อ 7) พระเยซูตรัสว่าพระองค์จะทรงประทานให้ (ข้อ 8) ขณะที่พระองค์ทรงดลใจเรา ให้เราเพียรอ้อนวอนอย่างมุ่งมั่นและไม่อ่อนระอาใจ พระเจ้าจะทรงตอบในเวลาและวิธีการที่สมบูรณ์แบบของพระองค์