ทรงสัตย์ซื่อและทรงให้อภัย
“นี่ไม่ใช่ความผิดของผม!” ฮาน โซโลกล่าวในเรื่อง สตาร์วอส์ ตอน จักรวรรดิโต้กลับ เมื่อยานของเขาถูกโจมตีและดูเหมือนจะไม่มีทางหนีเพียงเพราะยานไม่ได้รับการซ่อมแซม เมื่อเขาพูดประโยคนี้ คุณคงสงสัยว่าเขาน่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบกับสถานการณ์นี้ เพียงแต่เขาไม่ต้องการจะยอมรับมัน
ผมก็เคยเป็นเช่นนั้น บางครั้งเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะโยนความผิดให้ใครบางคนหรือบางสิ่งแทนที่เราจะยอมรับผิดชอบเอง พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่านิสัยนี้มีมาตั้งแต่บาปครั้งแรก ทั้งอาดัมและเอวาทำเช่นนี้ (ปฐก.3:11-13) และรวมไปถึงอาโรน ขณะโมเสสอยู่กับพระเจ้าบนภูเขาซีนายเพื่อรับพระบัญญัติสิบประการ พระเจ้าตรัสกับท่านว่า ประชากรที่พระองค์ทรงปลดปล่อยจากการเป็นทาส ได้หันหลังให้กับพระองค์และกราบไหว้รูปเคารพ (อพย.32: 7-8) เมื่อโมเสสกลับลงมาและต่อว่าอาโรน (ที่ดูแลแทนโมเสส) อาโรนตอบกลับว่า “ท่านก็รู้จักประชาชนพวกนี้แล้วว่า เขาเอนเอียงไปในทางชั่ว” (ข้อ 22) จากนั้นจึงพยายามหาข้อแก้ตัวเกี่ยวกับรูปเคารพที่ตัวเองหล่อขึ้นว่า “เขาก็มอบทองคำให้แก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจึงโยนลงไปในไฟ แล้วโคนี้ก็ออกมา” (ข้อ 24)
แม้เราจะจงใจทำผิด แต่พระเจ้าทรงพร้อมที่จะให้อภัย หากเรายอมรับต่อพระองค์ถึงความผิดที่เราได้ทำ พระองค์ทรงยืนยันกับเราว่า พระองค์ทรง “สัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา” (1 ยน.1:9) เมื่อได้รับการอภัยและการยอมรับจากพระองค์ เราจึงสามารถเปิดเผยความแหลกสลายของเรากับพระเจ้า ผู้ทรงยอมรับผิดแทนเราบนไม้กางเขน ทั้งหมดนี้ก็เพราะความรักที่สมบูรณ์แบบและเสียสละของพระองค์
ฤทธิ์อำนาจแห่งการฟื้นขึ้นจากความตาย
หนึ่งร้อยดอลลาร์คือยอดค่าไฟในใบแจ้งหนี้ของลอเร็ตต้าซึ่งสูงกว่าปกติมาก “แต่พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมให้เรา” เธอบอกกับลูกชาย ในวันเดียวกันนั้นเธอได้รับข้อความจากน้องชายคนเล็กว่า “ลอเร็ตต้า พี่คอยให้กำลังใจผมเสมอ และผมอยากจะขอบคุณ ลองดูในตู้จดหมาย ผมส่งบางอย่างให้พี่นะครับ” บ่ายวันนั้นเธอพบบัตรของขวัญมูลค่าหนึ่งร้อยดอลลาร์จากน้องชาย นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ใช่ไหม บางคนอาจไม่คิดเช่นนั้น แต่สำหรับลอเร็ตต้า “เรื่องบังเอิญ” นี้ทำให้รู้สึกอัศจรรย์ใจ เธอคาดหวังเสมอว่าพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์จะจัดเตรียมทุกสิ่งเพื่อเธอ
มุมมองของเธอเน้นย้ำบทเรียนเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู หลังวันสะบาโต หญิงสามคนนำเครื่องหอมไปชโลมพระศพพระเยซูในอุโมงค์ แต่ขณะกำลังเดินไปในช่วงเช้าตรู่ พวกนางไม่ได้คาดคิดถึงการอัศจรรย์ แต่คิดถึงปัญหาว่า “ใครจะช่วยกลิ้งก้อนหินออกจากปากอุโมงค์” (มก.16:1-3)
ขณะหมกมุ่นอยู่กับปัญหาที่แฝงด้วยความสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงเหล่านี้ที่มีมารีย์ชาวมักดาลาซึ่งเคยร่วมเดินทางกับพระเยซูและได้เห็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์ แต่ในเช้าวันนั้นพวกนางกลับมองหาพระเยซูที่ตายไปแล้ว
ตรงกันข้าม “พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้วหาได้ประทับที่นี่ไม่” ทูตสวรรค์บอกพวกนาง (ข้อ 6) คำประกาศนั้นอธิบายถึงสิ่งที่เราจะคาดหวังได้จากพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ นั่นคือฤทธิ์อำนาจอันอัศจรรย์แห่งการฟื้นขึ้นจากความตายของพระองค์ พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ เมื่อเราต้องเผชิญกับ “หินก้อนใหญ่” ที่ต้องเคลื่อนออกจากทาง พระองค์ทรงอยู่กับเราและจะทรงช่วยเรา พระองค์ไม่ได้อยู่ในอุโมงค์ พระองค์ทรงเป็นขึ้นแล้วจริงๆ!
รับใช้พระเจ้าด้วยความรัก
พ่อของฉันทุ่มเททำงานหนักทั้งในฟาร์มและที่โรงงาน แต่ท่านไม่ได้เป็นช่างซ่อม บางครั้งเมื่อรถไถ เตาผิง หรือระบบประปาเสีย ก็จะมีเพื่อนบ้านหรือเพื่อนมาช่วยซ่อมให้เรา พ่อเสนอที่จะจ่ายค่าซ่อมแม้รู้ว่าท่านไม่มีกำลังพอจะจ่ายให้คุ้มกับที่พวกเขาควรได้รับ แต่พวกเขาไม่เคยยอมรับค่าตอบแทนอะไร พวกเขาแค่ยินดีที่ได้ช่วย “ขอบคุณมาก” พ่อพูด “จนกว่าคุณจะได้ค่าตอบแทนที่ดีกว่านี้” ฉันไม่เข้าใจว่าพ่อหมายถึงอะไร บางทีตัวท่านหรืออาจมีคนอื่นๆที่จะตอบแทนพวกเขาในภายหลัง
สักวันหนึ่งผู้เชื่อในพระเยซูที่รับใช้ผู้อื่นด้วยความรักที่มีต่อพระองค์จะได้รับรางวัล บางทีนั่นอาจเป็นต้นแบบของประโยค “จนกว่าคุณจะได้ค่าตอบแทนที่ดีกว่านี้” พระเยซูทรงบอกผู้ติดตามพระองค์ให้ “ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์” (มธ.6:20 ) การทำดีต่อผู้อื่นอาจเป็นวิธีหนึ่งในการสะสม “ทรัพย์สมบัติ” พระองค์ตรัสว่าเราไม่ควรป่าวประกาศด้วยการ “เป่าแตร” เพราะหากทำเช่นนั้น นั่นจะเป็นบำเหน็จที่เราได้รับ (ข้อ 2) เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงเห็นสิ่งที่เราทำ พระธรรมฮีบรูย้ำเตือนเรื่องนี้ว่า “เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรง...ลืมการงานซึ่งท่านได้กระทำ เพราะความรักที่ท่านมีต่อพระนามของพระองค์ คือการรับใช้ธรรมิกชนนั้น ดังที่ท่านยังรับใช้อยู่” (ฮบ.6:10)
เราไม่ได้รับใช้เพื่อจะได้รับบำเหน็จ แต่เพราะพระเยซูทรงรักเรา เราจึงตอบสนองด้วยการแสดงความรักและสรรเสริญพระองค์ นับเป็นพรที่ยิ่งใหญ่เมื่อได้ยินพระเจ้าตรัสว่า “ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ” (มธ.25:21, 23)
ทำไมจึงเป็นวันศุกร์ประเสริฐ
เรื่องดีเกี่ยวกับวันศุกร์ประเสริฐคืออะไร เหตุใดจึงไม่เรียกว่าวันศุกร์ที่เลวร้ายหรือวันศุกร์แห่งความเศร้า ในที่สุดแล้ววันนี้ควรจะเป็นวันที่สะท้อนถึงความเศร้าโศก ไม่ใช่วันที่ควรเฉลิมฉลอง บางครั้งวันนี้มีชื่อเรียกอื่น เช่น วันศุกร์บริสุทธิ์ ในประเทศเยอรมันเรียกว่าวันศุกร์แห่งความเศร้าโศก แล้วประเพณีการเรียกวันนี้ว่า “ประเสริฐ” มาจากไหน บางคนเชื่อว่าอาจมาจากการเรียกตามประเพณีดั้งเดิมที่เรียกว่า “วันศุกร์ของพระเจ้า”
ไม่ว่าชื่อนี้จะมีต้นกำเนิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องเหมาะสมที่จะเรียกวันศุกร์ที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ว่า “ประเสริฐ” เพราะความรักพระคริสต์จึงทรงยอมสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา นั่นคือสิ่งประเสริฐในวันศุกร์ประเสริฐ และข่าวที่ยิ่งใหญ่ในสามวันต่อมาก็คือ พระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตายด้วยชัยชนะ
ดี. เอ. คาร์สันนักวิชาการพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เขียนว่า “ไม่ใช่ตะปูที่ตรึงพระเยซูไว้บนไม้กางเขนอันน่าอนาถใจ แต่เป็นความตั้งใจแน่วแน่ด้วยความรักที่มีต่อพระบิดาที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ และด้วยความรักที่พระองค์ทรงมีต่อคนบาปอย่างผม” เราได้อ่านในพระธรรม 1 ยอห์นบทที่ 4 “ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา” (ข้อ 10)
ข่าวดีของวันศุกร์ประเสริฐคือพระเจ้าทรงรักเราและทรงประสงค์จะมีความสัมพันธ์กับเรา! และเพราะความรักนั้นพระองค์จึงทรงเรียกเราให้รักผู้อื่น (ข้อ 7, 11) เมื่อเราทำเช่นนั้นเราก็ได้แสดงความรักของเราต่อพระองค์
ความห่วงใยและพิธีมหาสนิท
ตอนที่ฉันแขนหัก เร็กซ์เพื่อนของฉันทำให้ฉันประหลาดใจด้วยการส่งกล่องบรรจุซุปแช่แข็งพร้อมด้วยทัพพีเงินที่สวยงามมาให้ ฉันประทับใจมากและยังคงเก็บรักษาทัพพีไว้หลังจากนั้น ตอนนี้แขนของฉันหายดีแล้ว และเร็กซ์เพื่อนที่น่ารักได้จากไปแล้ว แต่ท่าทีแห่งความรักของเขายังคงสำแดงให้เห็นถึงความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อฉัน ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงรักฉันผ่านเพื่อนคนนี้
พระเยซูทรงประทานของขวัญที่เป็นรูปธรรมแก่เราในการร่วมพิธีมหาสนิท เพื่อช่วยเราให้ระลึกถึงความรักอันหาที่เปรียบมิได้ของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา (ลก.22:19) อัครทูตเปาโลเตือนชาวโครินธ์ถึงการทรงหักขนมปังของพระเยซู โดยกล่าวว่า “นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา” (1 คร.11:24) จากนั้นพระคริสต์ “ทรงหยิบถ้วยด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า ‘ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา’” (ข้อ 25) ทุกครั้งที่เรากินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราก็ได้ระลึกถึงความรักอันเหลือล้นของพระเจ้าเรื่อยไป
เร็กซ์แสดงความรักของเขาผ่านกล่องของขวัญแห่งความห่วงใยที่จับต้องได้ อย่างเป็นรูปธรรมและมีทัพพีที่เหลือไว้เพื่อเตือนใจฉันตราบนานแสนนาน พระเยซูทรงรักเราโดยทรงยอมสละพระกายของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อเป็นค่าไถ่บาปของเราทุกคน และพระองค์ประทานพิธีมหาสนิทไว้เพื่อเตือนเราให้ระลึกถึงความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของพระองค์
คุณธรรมที่แท้จริง
ในระหว่างการสัมภาษณ์งาน ผู้สัมภาษณ์ถามแครอลซ้ำหลายครั้งว่า “ทำไมคุณจึงลาออกจากที่ทำงานเดิม” ผู้สัมภาษณ์ระแคะระคายถึงความขัดแย้งของเธอกับนายจ้างเก่าและต้องการทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น
แครอลยอมรับถึง “วิธีและรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน” เธอปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเจ้านายเก่าของเธอ เพราะเชื่อว่าการพูดถึงเขาในแง่ลบเป็นสิ่งผิด ต่อมาเมื่อเธอได้งานแล้ว เจ้านายใหม่บอกกับเธอว่าฝ่ายบุคคลเลือกจ้างเธอเพราะชอบคำตอบของเธอ “เรารู้สึกประทับใจในคุณธรรมของคุณ พวกเราก็ไม่อยากให้คุณพูดด้านลบเกี่ยวกับเจ้านายของคุณ หรือพูดถึงพวกเราแบบนั้นเมื่อคุณต้องไปสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปเช่นกัน”
ในฐานะผู้เชื่อใหม่ในพระเยซู แครอลสงสัยเสมอว่าควรจะดำเนินชีวิตในทาง “ของพระเจ้า” และ “อย่างถูกต้อง” ได้อย่างไร เธอตระหนักว่าคำตอบนั้นเรียบง่าย นั่นคือการมีคุณธรรม รักษาเกียรติ ซื่อสัตย์ และมีจริยธรรม
พระธรรม 1 เปโตร 2:12 ชี้ให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีคุณธรรมในทุกสิ่ง “จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่า...เขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมา” ซึ่งรวมถึงในทางปฏิบัติอื่นๆ เช่น การยอมเชื่อฟังผู้มีอำนาจตามกฎหมาย (ข้อ 13-14) การประพฤติดี (ข้อ 15) มีท่าทีแห่งการรับใช้และถ่อมใจ (ข้อ 16) ให้เกียรติและรักผู้อื่น (ข้อ 17) เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเรา ขอให้เรารับใช้พระองค์ด้วยวิธีที่สามารถถวายเกียรติแด่พระนามของพระองค์
มุมมองของพระเจ้า
ฮัดสัน เทย์เลอร์รู้สึกเป็นทุกข์ เขาออกจากอังกฤษเพื่อไปเผยแพร่พระกิตติคุณของพระคริสต์ในประเทศจีน และงานรับใช้แม้จะท้าทายแต่ก็ผ่านไปด้วยดี ทว่าในปี ค.ศ. 1865 ขณะที่เขากำลังคิดจะส่งคนไปรับใช้เพิ่มในพื้นที่อันตรายของประเทศโดยไม่มีการคุ้มครอง เขารู้สึก “ขัดแย้งอย่างรุนแรง” หลังจากปล้ำสู้ในการอธิษฐานต่อพระเจ้า เขาบันทึกว่า “พระเจ้าทรงมีชัยเหนือความไม่เชื่อของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าขอยอมจำนนต่อพระเจ้า…[โดยตระหนัก]ว่าความรับผิดชอบทั้งหมด…และผลที่ตามมานั้นขึ้นอยู่กับพระองค์”
โมเสสได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า ซึ่งอาจทำให้ท่านเป็นทุกข์ ขณะที่กำลังนำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงสั่งชนชาติอิสราเอลให้ย้อนกลับไปยังค่ายหน้าตำบลปีหะหิโรท ระหว่างมิกดลและทะเล” (อพย.14:2) ซึ่งหมายความว่าพวกเขาติดอยู่ระหว่างฟาโรห์กับผืนน้ำขนาดใหญ่! คนอิสราเอลหวาดกลัวมากเมื่อเห็น “ฟาโรห์เข้ามาใกล้” (ข้อ 10) พวกเขาอยู่ในอาการตื่นตระหนกและบอกโมเสสว่า “การรับใช้ชาวอียิปต์นั้น ก็ยังดีกว่าที่จะมาตายในถิ่นทุรกันดาร” (ข้อ 12) แต่โมเสสตอบว่า “อย่ากลัวเลย” (ข้อ 13) และท่านก็พูดถูก พระเจ้าทรงช่วยกู้และประทานชัยชนะแก่ประชากรของพระองค์เมื่อพวกเขาพักสงบในพระองค์ (ข้อ 15-31)
บางครั้งเราไม่เข้าใจว่าพระเจ้ากำลังทำอะไรในชีวิตของเรา เพราะเราไม่มีมุมมองของพระองค์ ในช่วงเวลาเช่นนั้นฮัดสัน เทย์เลอร์บันทึกว่า “ในฐานะผู้รับใช้ของพระองค์ เป็นหน้าที่ [ของข้าพเจ้า]ที่จะต้องเชื่อฟังและติดตามพระองค์” เราเองก็พักสงบในมุมมองและแผนการของพระเจ้าได้เช่นกัน
ดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อ
แม็กซ์ซี ไฟล์เลอร์ต้องผ่านการสอบเนติบัณฑิตอันทรหดของรัฐซึ่งใช้เวลาสามวันเพื่อจะเป็นทนายความในแคลิฟอร์เนีย เขาจึงไม่ได้สอบเพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่ถึงสี่สิบแปดครั้งก่อนที่จะผ่านการสอบอันยากลำบากนี้ เป้าหมายของเขาคือเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในเมืองคอมป์ตันแห่งนี้ที่เขารัก ตลอดระยะเวลายี่สิบห้าปีระหว่างความพยายามในการสอบครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้าย ไฟล์เลอร์และภรรยาได้เลี้ยงดูลูกเจ็ดคน ซึ่งทุกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อเขาเข้าพิธีปฏิญาณตน ผู้พิพากษากล่าวว่า “สามคำเกี่ยวกับแม็กซ์ซี ไฟล์เลอร์ นั่นคือความเพียรพยายาม ความเพียรพยายาม และความเพียรพยายาม”
เรื่องราวของเขาทำให้ฉันคิดถึงบุคคลในพระคัมภีร์ที่เพียรพยายาม ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูระลึกถึงบางคน ได้แก่ โนอาห์ผู้ “มีความเชื่อ...และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ” (11:7) หรืออับราฮัม อิสอัค ยาโคบ (ข้อ 8-21) โมเสส (ข้อ 23-28) และคนอื่นๆ แบบอย่างของพวกเขาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเรา ผู้เขียนยังได้ตักเตือนผู้เชื่อในพระคริสต์ว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น” (12:1) และ “ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) แล้วเราจะทำได้อย่างไร ก็โดย “หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิก และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์” (ข้อ 2) เมื่อเราใคร่ครวญถึงการเสียสละของพระคริสต์เพื่อเรา เรา “จะได้ไม่รู้สึกท้อถอย” (ข้อ 3)
การท้าทายความเชื่อของเรานั้นจะทำให้เรามีโอกาสฝึกฝนความอดทนในพระนามของพระองค์ และเราเพียรพยายามได้โดยฤทธานุภาพของพระองค์
น้ำตาและความหวัง
แม้จะเป็นวันอาทิตย์ทางตาลที่เฉลิมฉลองการเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิตของพระเยซู แต่สำหรับแมรี่ เอ็ดวาร์แล้ว วันนั้นกลับกลายเป็น ช่วงเวลาเจ็บปวดแสนสาหัส เธอและคารีมสามีจูงมือกันออกจากคริสตจักรหลังเลิกประชุมในตอนที่เกิดระเบิดขึ้น อุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้สังหารคารีมและทำให้แมรี่ได้รับบาดเจ็บจนเธอแท้งลูก
ในระหว่างที่พักฟื้น เธอรู้สึกโกรธแค้นในขณะที่โศกเศร้าถึงสามีและลูก แต่การอ่านพระคัมภีร์ทำให้ “ภูเขาไฟในตัวเธอ” สงบลง โดยเฉพาะเมื่อเธอพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าทรงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์โหดร้ายนี้ อิสยาห์ 55:9 ช่วยให้คำตอบ “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า...ฉันนั้น” เมื่อเธอได้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงประทานพระคุณแม้ในยามที่พระองค์ไม่ได้รับเกียรติ เธอจึงรู้สึกได้ถึงการปลอบประโลมจากพระวิญญาณของพระองค์
แมรี่พิจารณาถ้อยคำที่พระเจ้าตรัสผ่านอิสยาห์ไปถึงประชากรที่หลงหาย ขณะที่ทรงเรียกให้พวกเขากลับมาหาพระองค์ พระเจ้าได้ทรงพยายามให้พวกเขาเข้าใจถึงพระเมตตาของพระองค์ เพราะฟ้าสวรรค์ “สูงกว่า” แผ่นดินโลกฉันใด วิถีของพระเจ้าก็ “สูงกว่า” ทางของพวกเขาฉันนั้น (ข้อ 9) ดังนั้นพระเจ้าจะทรงสำแดงความรักและพระคุณเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้เช่นกัน
ในยามที่โศกเศร้าอย่างที่สุด แมรี่ตะลึงงันเมื่อได้รับของประทานแห่งสันติสุขจากพระเจ้า เธอตอบรับความรักอันปลอบประโลมของพระเยซู ที่ทรงสำแดงในเหตุการณ์ที่เราร่วมรำลึกในช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ทรงปรารถนาที่จะประทานสันติสุขแก่เราเช่นกัน เพียงแค่เราต้องมองไปที่พระองค์