Month: พฤศจิกายน 2021

ความสว่างยิ่งใหญ่

ปี 2018 เด็กชายชาวไทยสิบสองคนกับครูฝึกฟุตบอลเข้าไปในถ้ำที่เหมือนเขาวงกตเพื่อสนุกกับการผจญภัยยามบ่าย แต่ด้วยกระแสน้ำที่สูงขึ้นกะทันหันบีบให้พวกเขาต้องเข้าไปในถ้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลาสองสัปดาห์ครึ่งกว่าที่หน่วยกู้ภัยจะช่วยพวกเขาออกมาได้ น้ำที่ขึ้นสูงขัดขวางทีมนักดำน้ำที่พยายามช่วยเหลือเด็กๆซึ่งนั่งอยู่บนชั้นหินเล็กๆ และมีไฟฉายริบหรี่แค่หกอัน พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในความมืด เฝ้าหวังว่าความสว่างและความช่วยเหลือจะมาถึง

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บรรยายถึงโลกที่ปกคลุมด้วยความมืดซึ่งถูกครอบงำด้วยความรุนแรงและความโลภ ถูกทำลายด้วยการกบฏและความกลัดกลุ้ม (อสย.8:22) ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากความพินาศ เทียนแห่งความหวังริบหรี่ลงเรื่อยๆ ก่อนจะยอมแพ้แก่ความว่างเปล่าอันมืดมิด กระนั้น อิสยาห์ยืนยันว่าความสิ้นหวังอันริบหรี่นี้ไม่ใช่จุดจบ ด้วยพระเมตตาของพระเจ้า ในไม่ช้า “เมืองนั้นซึ่งอยู่ในความแสนระทมจะไม่กลัดกลุ้ม” (9:1) พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งประชากรของพระองค์ในเงาของความพินาศ ผู้เผยพระวจนะประกาศความหวังแก่ผู้คนและบอกถึงเวลาที่พระเยซูจะเสด็จมาขจัดสิ่งที่เกิดจากความบาปอันมืดมิด

พระเยซูเสด็จมาแล้ว และตอนนี้เราได้ยินถ้อยคำของอิสยาห์ในความหมายใหม่ “ชนชาติที่ดำเนินในความมืดจะได้ เห็นความสว่างยิ่งใหญ่” อิสยาห์กล่าว “บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินแห่งเงามัจจุราช สว่างจะได้ส่องมาบนเขา” (ข้อ 2)

ไม่ว่าค่ำคืนจะมืดมิดแค่ไหน ไม่ว่าสถานการณ์จะสิ้นหวังเพียงใด เราจะไม่มีวันถูกทอดทิ้งในความมืด พระเยซูทรงอยู่ที่นี่ ความสว่างยิ่งใหญ่ส่องแสงอยู่

วางใจพระเจ้าเมื่อถูกต่อต้าน

เอสเธอร์เติบโตมาในชนเผ่าหนึ่งในฟิลิปปินส์ที่ต่อต้านความเชื่อในพระคริสต์ เธอได้รับความรอดในพระเยซูหลังจากที่ป้าของเธออธิษฐานเผื่อระหว่างที่เธอต่อสู้กับโรคร้ายแรงถึงชีวิต ทุกวันนี้เอสเธอร์เป็นผู้นำการศึกษาพระคัมภีร์ในชุมชนแม้จะถูกคุกคามอย่างรุนแรงกระทั่งขู่ฆ่า เธอรับใช้ด้วยความชื่นชมยินดีโดยบอกว่า “ฉันไม่สามารถหยุดบอกผู้อื่นถึงเรื่องพระเยซู เพราะฉันได้สัมผัสถึงฤทธิ์อำนาจ ความรัก ความประเสริฐ และความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในชีวิตฉัน”

การรับใช้พระเจ้าโดยต้องเผชิญกับการต่อต้านเป็นสิ่งที่หลายคนเผชิญในวันนี้ เช่นเดียวกับชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก ชายหนุ่มชาวอิสราเอลสามคนซึ่งเป็นเชลยในบาบิโลน ในพระธรรมดาเนียลเราทราบว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะอธิษฐานต่อปฏิมากรทองคำขนาดใหญ่ของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ แม้จะถูกข่มขู่ถึงชีวิต ชายเหล่านี้ยืนยันว่าพระเจ้าทรงสามารถปกป้องพวกเขา พวกเขายังเลือกที่จะปรนนิบัติพระองค์ “ถึงแม้” พระองค์จะไม่ช่วยกู้พวกเขา (ดนล.3:18) เมื่อถูกโยนเข้าไปในเตาไฟ พระเจ้าทรงเข้ามาร่วมในการทนทุกข์กับพวกเขา (ข้อ 25) ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน พวกเขารอดชีวิตโดย “ผมที่ศีรษะของเขาก็ไม่งอ” (ข้อ 27)

หากเราต้องเผชิญกับการทนทุกข์หรือถูกข่มเหงเพราะการสำแดงความเชื่อ ตัวอย่างทั้งในอดีตและปัจจุบันเตือนเราว่าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตกับเราเพื่อเสริมกำลังและค้ำจุนเราเมื่อเราเลือกเชื่อฟังพระองค์ “ถึงแม้” สิ่งต่างๆจะไม่เป็นอย่างที่เราหวัง

ซ้ำเติม

ในยุคทองของวิทยุ เฟร็ด อัลเลน (1894-1956) ใช้ตลกร้ายนำรอยยิ้มมาสู่ผู้คนที่อยู่ในเงามืดของวิกฤตเศรษฐกิจและสงครามโลก อารมณ์ขันของเขาเกิดจากความเจ็บปวดส่วนตัว เขาเสียแม่ไปก่อนจะสามขวบ ต่อมาเขาต้องห่างจากพ่อที่มีปัญหาเรื่องการใช้สารเสพติด ครั้งหนึ่งเขาช่วยชีวิตเด็กชายจากการจราจรบนท้องถนนอันวุ่นวายของนครนิวยอร์กอย่างน่าประทับใจ “มีปัญหาอะไรหรือเจ้าหนู ไม่อยากจะโตขึ้นและเจอปัญหาหรือ”

ชีวิตของโยบตีแผ่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงนี้ เมื่อการแสดงออกถึงความเชื่อของท่านก่อนหน้านั้นนำไปสู่ความผิดหวัง เพื่อนของท่านยังทวีคูณความเจ็บปวดด้วยการซ้ำเติม พวกเขายืนกรานด้วยข้อโต้แย้งที่ฟังดูดีให้โยบยอมรับว่าท่านผิด (4:7-8) และให้เรียนรู้จากการลงพระอาชญาของพระเจ้า ท่านจึงจะพบความเข้มแข็งที่ทำให้สามารถหัวเราะเยาะให้กับปัญหาของท่าน (5:22)

“ผู้ปลอบโยน” ของโยบมีเจตนาดีแม้จะเข้าใจผิด (1:6-12) พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งพวกเขาจะถูกประณามว่าเป็นตัวอย่างของ “การมีเพื่อนเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีศัตรู” พวกเขาคงไม่เคยจินตนาการถึงการที่โยบต้องอธิษฐานขอการละเว้นโทษเพื่อพวกเขา หรือทำไมพวกเขาจึงต้องการคำอธิษฐานเผื่อ (42:7-9) พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าพวกเขาเป็นต้นแบบที่เล็งถึงผู้ซึ่งจะกล่าวโทษพระองค์ผู้ทรงต้องทนทุกข์อย่างมหันต์ด้วยความเข้าใจผิด และทรงกลายมาเป็นต้นเหตุแห่งความยินดีอันล้นพ้นของเรา

ความเชื่ออันกล้าหาญ

หลังจากที่เครื่องบินของเพร็ม พราดฮาน (1924-1998) ถูกยิงตกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาบาดเจ็บจากการกระโดดร่มเพื่อรักษาชีวิต ส่งผลให้ต้องเดินกะเผลกไปตลอดชีวิต เขาเคยพูดว่า “ผมมีขากะเผลก ไม่แปลกหรือที่พระเจ้าทรงเรียกให้ [ผม] ไปประกาศข่าวประเสริฐในเทือกเขาหิมาลัย” เขาเทศนาในเนปาลและต้องเจอกับการต่อต้านซึ่งรวมถึงการถูกขังใน “คุกใต้ดินแห่งความตาย” ซึ่งนักโทษต้องเจอกับสภาพอันเลวร้าย ตลอดเวลาสิบห้าปี เพร็มใช้เวลาสิบปีในคุกสิบสี่แห่ง ผลจากการเป็นพยานอย่างกล้าหาญของเขาได้เปลี่ยนแปลงหลายชีวิตเพื่อพระคริสต์ ซึ่งรวมถึงผู้คุมและนักโทษที่นำเอาข่าวประเสริฐของพระเยซูไปถึงคนของพวกเขา

อัครทูตเปโตรเผชิญกับการต่อต้านเพราะความเชื่อในพระเยซูและเพราะพระเจ้าทรงใช้ท่านให้รักษา “คนง่อย” (กจ.4:9 TNCV) แต่ท่านใช้โอกาสนี้พูดถึงพระคริสต์อย่างกล้าหาญ (ข้อ 8-13)

ในวันนี้เราเองก็อาจเจอกับการต่อต้าน เช่นเดียวกับเปโตร (ข้อ 3) แต่เรามีสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนนักเรียน และผู้คนที่เรารู้จักที่จำเป็นต้องได้ยินถึงพระองค์ผู้ประทาน “ความรอด” (ข้อ 12) ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของเรา และฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อพิสูจน์ถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการอภัยของพระองค์ (ข้อ 10) ขอให้พวกเขาได้ยินเมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐแห่งความรอดที่พบในพระเยซูนี้ด้วยใจอธิษฐานและความกล้าหาญ

นักรบผู้กล้าหาญ

ดีท อีมาน เป็นเด็กสาวขี้อายธรรมดาคนหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ เธอมีความรัก ทำงาน และใช้เวลาอย่างมีความสุขกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในตอนที่เยอรมันบุกเข้ามาในปี 1940 ต่อมาดีทเขียนไว้ว่า “เมื่ออันตรายเข้ามาใกล้ คุณก็อยากทำตัวเหมือนนกกระจอกเทศที่มุดหัวลงไปในทราย” แต่ดีทรู้สึกถึงการทรงเรียกของพระเจ้าให้เธอต่อต้านผู้กดขี่ชาวเยอรมัน ซึ่งรวมถึงเสี่ยงชีวิตเพื่อหาที่หลบซ่อนสำหรับชาวยิวและผู้ที่ถูกไล่ล่า หญิงสาวที่ถ่อมตนคนนี้ได้กลายเป็นนักรบของพระเจ้า

เราพบหลายเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่เหมือนเรื่องของดีท เรื่องราวที่พระเจ้าทรงใช้คนที่ดูเหมือนไม่น่าจะรับใช้พระองค์ได้ เช่น เมื่อทูตของพระเจ้าปรากฏแก่กิเดโอนพูดกับท่านว่า “เจ้าบุรุษผู้กล้าหาญเอ๋ย พระเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (วนฉ.6:12) แต่กิเดโอนไม่มีความกล้าเลย ท่านแอบนวดข้าวสาลีเพื่อซ่อนให้พ้นตาคนมีเดียนที่กดขี่ชาวอิสราเอลอยู่ในเวลานั้น (ข้อ 1-6, 11) ท่านมาจากเผ่าที่อ่อนแอที่สุดของอิสราเอล (มนัสเสห์) และเป็นคน “เล็กน้อย” ที่สุดในครอบครัว (ข้อ 15) ท่านไม่ได้รู้สึกถึงการทรงเรียกของพระเจ้าและยังร้องขอหมายสำคัญหลายอย่าง แต่พระเจ้ายังทรงใช้ท่านเอาชนะชาวมีเดียนที่โหดร้าย (ดูบทที่ 7)

พระเจ้าทรงมองว่ากิเดโอน “กล้าหาญ” เช่นเดียวกับที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยและช่วยเหลือกิเดโอน พระองค์สถิตกับเราซึ่งเป็น “บุตรที่รัก” (อฟ.5:1) ของพระองค์ด้วย ทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นทุกอย่างแก่เราเพื่อเราจะดำเนินชีวิตและรับใช้พระองค์ทั้งในสิ่งเล็กน้อยและยิ่งใหญ่

ใจขอบพระคุณ

ครั้งหนึ่งเซเนกา นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ในยุคโรมัน (ก่อน ค.ศ.4-ค.ศ.65) ถูกจักรพรรดินีเมซซาลิน่ากล่าวหาว่าล่วงประเวณี สภาตัดสินโทษประหารชีวิต แต่จักรพรรดิคลอดิอุสกลับเนรเทศเขาไปที่คอร์ซิกา อาจเพราะพระองค์สงสัยว่าข้อกล่าวหานั้นไม่จริง การลดโทษครั้งนี้อาจหล่อหลอมมุมมองของการสำนึกในบุญคุณของเซเนกา เมื่อเขาเขียนว่า “ฆาตกร ทรราชย์ ขโมย คนล่วงประเวณี โจร คนไร้ศีลธรรม และคนทรยศนั้นมีอยู่เสมอ แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าคนเหล่านี้คือ อาชญากรรมแห่งการไม่สำนึกบุญคุณ”

อัครทูตเปาโลซึ่งอยู่ในยุคเดียวกับเซเนกาอาจเห็นด้วย ในโรม 1:21 ท่านเขียนว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มนุษยชาติล่มสลาย คือพวกเขาปฏิเสธที่จะขอบคุณพระเจ้า ในจดหมายที่เขียนถึงคริสตจักรในโคโลสี ท่านท้าทายเพื่อนผู้เชื่อให้ขอบพระคุณถึงสามครั้ง โดยบอกว่าเราจะต้อง “บริบูรณ์ด้วยการขอบพระคุณ” (คส.2:7) ขณะที่เราให้สันติสุขของพระเจ้า “ครองจิตใจของ[เรา]” เราต้องตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณ (3:15 TNCV) ที่จริงแล้ว การขอบพระคุณควรเป็นคุณลักษณะของคำอธิษฐานของเรา (4:2)

พระเมตตายิ่งใหญ่ที่พระเจ้ามีต่อเราเตือนเราถึงความจริงอันยิ่งใหญ่ของชีวิต พระองค์ไม่เพียงสมควรได้รับความรักและการนมัสการจากเรา แต่ยังสมควรได้รับใจขอบพระคุณจากเราด้วย สิ่งดีในชีวิตทุกอย่างมาจากพระองค์ (ยก.1:17)

เพราะสิ่งสารพัดที่เราได้รับในพระคริสต์ การสำนึกในพระคุณจึงควรเป็นธรรมชาติเหมือนกับการหายใจ ขอให้เราตอบสนองต่อของประทานแห่งพระคุณของพระเจ้าด้วยการแสดงออกถึงใจขอบพระคุณต่อพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา