เธอจะได้พบกันอีก
ห้องนั้นเงียบและมีแสงสลัวๆ ขณะที่ฉันขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้เตียงของแจ็คกี้ เพื่อนของฉันเคยเป็นคนที่สดใสร่าเริงก่อนหน้าที่จะต้องต่อสู้กับมะเร็งมาสามปี ฉันยังจำภาพที่เธอหัวเราะ นัยน์ตาเต็มไปด้วยชีวิตชีวา และใบหน้ากระจ่างด้วยรอยยิ้ม แต่ขณะนี้เธอสงบและนิ่งอยู่ และฉันมาเยี่ยมเธอในสถานพยาบาลพิเศษ
ฉันไม่รู้จะพูดอะไรจึงตัดสินใจอ่านพระคัมภีร์ ฉันดึงพระคัมภีร์ออกจากกระเป๋า เปิดไปที่พระธรรม 1 โครินธ์และเริ่มอ่าน
หลังจากเยี่ยมเสร็จและเข้ามานั่งในรถด้วยความรู้สึกอยากจะร้องไห้ มีความคิดหนึ่งเข้ามาในใจก่อนที่น้ำตาจะไหล “เธอจะได้พบแจ็คกี้อีก” ฉันตกอยู่ในความเศร้า จึงลืมไปว่าความตายเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเท่านั้นสำหรับผู้เชื่อ (1 คร.15:21-22) ฉันรู้ว่าฉันจะได้พบเธออีกครั้งเพราะเราทั้งสองเชื่อวางใจในการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เพื่อยกโทษบาปของเรา (ข้อ 3-4) เมื่อพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์หลังจากถูกตรึง ความตายได้สูญเสียอำนาจที่จะแยกผู้เชื่อออกจากกันและออกจากพระเจ้า หลังความตาย เราจะมีชีวิตอีกครั้งในสวรรค์กับพระเจ้า พร้อมกับพี่น้องฝ่ายวิญญาณของเราตลอดไป
เพราะพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ ผู้ที่เชื่อในพระองค์จึงมีความหวังในเวลาแห่งการสูญเสียและโศกเศร้า ความตายถูกกลืนกินแล้วในชัยชนะแห่งไม้กางเขน (ข้อ 54)
เริ่มต้นด้วยตอนจบ
“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” ตอนเป็นเด็กผมมักถูกถามแบบนี้ และคำตอบก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามกระแส ตั้งแต่ หมอ นักดับเพลิง มิชชันนารี ผู้นำนมัสการ นักฟิสิกส์หรือที่จริงแล้วคือแมคกายเวอร์! (ตัวละครทีวีที่ผมชอบ) ตอนนี้ในฐานะพ่อของลูก 4 คน ผมคิดว่าการตั้งคำถามนี้กับลูกคงยากที่พวกเขาจะตอบ มีบางครั้งที่ผมอยากบอกว่า “พ่อรู้ว่าหนูน่าจะเก่งอะไร!” บางครั้งพ่อแม่มองเห็นบางอย่างในตัวของลูกโดยที่ลูกเองมองไม่เห็น
เรื่องนี้สะท้อนถึงสิ่งที่เปาโลเห็นในผู้เชื่อชาวฟีลิปปีที่ท่านรักและอธิษฐานเผื่อ (ฟป.1:3) ท่านมองเห็นตอนจบ ท่านรู้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไร พระคัมภีร์ให้เราเห็นภาพตอนจบอันยิ่งใหญ่ ทั้งการฟื้นคืนพระชนม์และสิ่งใหม่ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น (1 คร.15 และ วว.21) และพระคัมภีร์ยังบอกเราด้วยว่าใครเป็นผู้เขียนเรื่องนี้
ในตอนต้นของจดหมายที่เปาโลเขียนจากเรือนจำ ท่านเตือนคริสตจักรฟีลิปปีว่า “พระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” (ฟป.1:6) พระเยซูได้เริ่มพระราชกิจแล้วและจะทรงทำให้สำเร็จ คำว่า สำเร็จ มีความสำคัญเป็นพิเศษ คือไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวจบลง แต่พระเจ้าได้ทรงทำทุกสิ่งสำเร็จสมบูรณ์
คำปลอบใจที่ประหลาด
ข้อพระคัมภีร์ในบัตรอวยพรที่ลิซ่าได้รับดูไม่เข้ากับสถานการณ์ของเธอเลย “และพระเจ้าทรงเบิกตาของชายหนุ่มคนนั้น และเขาก็ได้เห็นและดูเถิด ที่ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิงอยู่รอบเอลีชา” (2 พกษ. 6:17) “แต่ฉันเป็นมะเร็ง!” เธอคิดอย่างสับสน “ฉันเพิ่งเสียลูกไป ข้อพระคำเรื่องกองทัพทูตสวรรค์ดูไม่เกี่ยวกันเลย”
แล้ว “ทูตสวรรค์” ก็ค่อยๆปรากฏตัวขึ้น ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งหลายคนให้เวลาและตั้งใจฟังเธอ สามีของเธอได้ปลดประจำการจากกองทัพในต่างประเทศก่อนกำหนด เพื่อนๆอธิษฐานเผื่อเธอ แต่เวลาที่เธอสัมผัสถึงความรักของพระเจ้ามากที่สุดคือเมื่อเพื่อนชื่อแพตตี้มาหาเธอพร้อมกับทิชชู่ 2 กล่อง เธอวางทิชชู่ไว้บนโต๊และร้องไห้ออกมา แพตตี้รู้เพราะเธอเองเคยแท้งลูกมาก่อน
“สิ่งนี้สำคัญกว่าสิ่งใด” ลิซ่าบอก “ฉันเข้าใจบัตรอวยพรนั้นแล้ว ‘กองทัพทูตสวรรค์’ อยู่ด้วยกับฉันตลอดเวลา” เมื่ออิสราเอลถูกกองทัพโอบล้อม กองทัพทูตสวรรค์จริงๆมาปกป้องเอลีชา แต่คนรับใช้ของเอลีชามองไม่เห็นจึงร้องถามว่า “เราจะทำอย่างไรดี” (ข้อ 15)เอลีชาได้อธิษฐานสั้นๆว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้เห็น” (ข้อ 17)
เมื่อเรามองดูที่พระเจ้า วิกฤตจะทำให้เราเห็นว่าสิ่งใดที่สำคัญจริงๆและเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เราได้เรียนรู้ว่าการปลอบประโลมของพระเจ้าอยู่กับเราเสมอ พระองค์สำแดงความรักในแบบที่เราคาดไม่ถึง
กำจัดผู้บุกรุก
ยังไม่สว่างดีนักเมื่อสามีฉันลุกจากที่นอนและเข้าไปในครัว ฉันเห็นเขาเปิดและปิดไฟจึงสงสัยว่าเขาทำอะไร แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าวานนี้ฉันส่งเสียงร้องตอนเห็น “ผู้บุกรุก” อยู่บนเคาน์เตอร์ในครัว ซึ่งแปลได้ว่ามีสัตว์หกขาที่ฉันไม่ชอบอยู่ที่นั่น สามีรู้ว่าฉันกลัวมันจึงรีบกำจัดมันออกไป เช้านี้เขาตื่นแต่เช้าเพื่อไปดูว่าในครัวไม่มีแมลงอะไรที่ฉันจะต้องกลัวเมื่อเข้าไป เขาช่างน่ารักจริงๆ!
สามีของฉันตื่นขึ้นมาโดยคิดถึงฉันและสิ่งที่ฉันต้องการก่อนความต้องการของตัวเขาเอง สิ่งที่เขาทำนี้ทำให้ฉันเห็นภาพความรักที่เปาโลอธิบายไว้ในเอเฟซัส 5:25 “ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร” และ “สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง” (ข้อ 28) เปาโลเปรียบเทียบว่าความรักของสามีเหมือนกับความรักของพระคริสต์ที่พระเยซูทรงให้ความต้องการของเรามาก่อนความต้องการของพระองค์ สามีของฉันรู้ว่าฉันกลัวผู้บุกรุกนั้น เขาจึงรีบจัดการให้ก่อนสิ่งใด
หลักการนี้ไม่ใช่สำหรับสามีเท่านั้น เมื่อเห็นตัวอย่างของพระเยซูแล้ว เราแต่ละคนก็สามารถเสียสละด้วยความรัก เพื่อช่วยกำจัดผู้บุกรุกที่เป็นความเครียด ความกลัว ความอับอาย หรือความกังวล เพื่อให้ผู้อื่นใช้ชีวิตได้อย่างมีเสรีมากขึ้น
พระองค์จะไม่ปล่อยเราไป
จูลิโอกำลังปั่นจักรยานข้ามสะพานจอร์จวอชิงตันซึ่งเป็นสะพานสองชั้นและเชื่อมต่อทางสัญจรที่คับคั่งระหว่างนครนิวยอร์กและนิวเจอร์ซี่ ในตอนนั้นเขาเผชิญกับเหตุการณ์ความเป็นความตาย ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่แนวขอบสะพานเหนือแม่น้ำฮัดสันทำท่าจะกระโดดลงไป จูลิโอรู้ว่าตำรวจคงมาไม่ทันแน่จึงรีบเข้าไปช่วย เขาจำได้ว่าเขาลงจากจักรยาน กางแขนออกและพูดทำนองว่า “อย่าทำแบบนั้นเลย พวกเรารักคุณ” จากนั้น เขาคว้าตัวชายผู้สิ้นหวังคนนี้ไว้ราวกับตะขอไม้เท้าคนเลี้ยงแกะ และช่วยชายคนนี้ให้ปลอดภัยด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนที่สัญจรผ่านมา ตามรายงานข่าวบอกว่า จูลิโอไม่ยอมปล่อยชายผู้นั้นเลยแม้จะปลอดภัยแล้ว
เมื่อสองพันปีก่อน ในสถานการณ์ของความเป็นความตาย พระเยซูองค์พระผู้เลี้ยงผู้ประเสริฐได้บอกว่า พระองค์จะสละชีวิตเพื่อช่วยเราให้รอดและจะไม่ปล่อยผู้ที่เชื่อในพระองค์ไป และจะทรงอวยพรแกะของพระองค์ ให้พวกเขารู้จักพระองค์เป็นการส่วนตัว ให้ได้รับชีวิตนิรันดร์ ไม่พินาศ และให้ปลอดภัยภายใต้การดูแลของพระองค์ ความมั่นคงปลอดภัยนี้ไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของแกะที่เปราะบางและอ่อนแอ แต่อยู่ที่ความสามารถของผู้เลี้ยงซึ่งจะไม่ให้ใครมาแย่งเอาแกะ “ไปจากมือ[ของพระองค์]ได้” (ยน.10:28-29)
เมื่อเราทุกข์ใจและหมดหวัง พระเยซูได้ทรงช่วยเรา ตอนนี้เราจึงรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงอยู่ในความสัมพันธ์กับพระองค์ พระองค์ทรงรักเรา ตามหาเรา พบเรา ช่วยเราให้รอด และสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งเรา
ไข่มุกยักษ์
เมื่อป้าของอับราฮัม เรเยส ได้รับหอยขนาดยักษ์เป็นของขวัญในปี 1959 เธอพบไข่มุกเม็ดใหญ่อยู่ข้างในแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเก็บไข่มุกไว้ในบ้านที่ฟิลิปปินส์นานกว่า 60 ปี ก่อนจะยกเป็นมรดกให้อับราฮัม เมื่ออับราฮัมให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีตรวจสอบ พวกเขาตกใจที่พบว่าไข่มุกนั้นเป็นไข่มุกธรรมชาติฐานแบนเรียบที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีมูลค่ากว่า 60 ล้านดอลล่าร์!
อับราฮัมเรียกไข่มุกนั้นว่าไข่มุกยักษ์ คุณอาจกำลังคิดว่า “อับราฮัมช่างโชคดีที่มีของมีค่าเช่นนี้”
แต่ในฐานะคริสเตียน คุณเป็นเจ้าของสิ่งล้ำค่ายิ่งกว่านั้นมากนัก! 2 โครินธ์ 4:7 บอกว่า “เรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน เพื่อให้เห็นว่าฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง” ผู้เชื่อชาวโครินธ์มีแนวโน้มที่จะไว้วางใจในอำนาจที่มองเห็นได้ เช่น ความร่ำรวย และการมีวาทศิลป์ เปาโลเตือนพวกเขาว่าฤทธิ์เดชของพวกเขามีแหล่งกำเนิดที่แท้จริงคือในพระกิตติคุณและการได้รู้จักพระเยซูในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเขา ฤทธิ์เดชนี้ทำให้เราจำเริญขึ้นได้แม้ต้องประสบกับความยากลำบาก (ข้อ 9)
ในวันนี้ เราอาจเผชิญกับการข่มเหงและปัญหาเช่นเดียวกับชาวเมืองโครินธ์ แต่เราทั้งหลายรู้ว่าเรามีสิ่งล้ำค่าอยู่ภายในเรา ที่ทำให้เรามีกำลังที่จะผ่านไปได้ แล้วแบบนี้สิ่งที่เรามีไม่ได้มีค่ามากกว่าไข่มุกราคา 60 ล้านดอลล่าร์หรือ หรือแม้แต่ไข่มุกยักษ์ 60 ล้านเม็ดก็ตาม