พร้อมแล้วสำหรับการฟื้นฟูจากพระเจ้า
ภาพต่างๆที่ส่งมาจากข้อความของเพื่อนนั้นน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ภาพที่เขามอบของขวัญเซอร์ไพรส์ให้ภรรยาเป็นรถฟอร์ดมัสแตงปี 1965 ซึ่งได้รับการฟื้นฟูสภาพใหม่ ภายนอกเป็นสีน้ำเงินเข้มสดใส ขอบโครเมี่ยมแวววาวส่วนภายในหุ้มเบาะใหม่สีดำ และเครื่องยนต์ที่เข้ากันได้กับชิ้นส่วนใหม่อื่นๆ และยังมีภาพรถ “ก่อน” การซ่อมที่เป็นสีเหลืองเก่าๆ ทรุดโทรมและไม่น่าประทับใจ แม้จะนึกภาพย้อนไปได้ยาก แต่ดูเหมือนตอนที่รถคันนี้ถูกผลิตและปล่อยออกจากโรงงาน ก็น่าจะดึงดูดสายตาของผู้คนเช่นกัน แต่กาลเวลา การสึกหรอ และปัจจัยอื่นๆทำให้มันพร้อมแล้วที่จะได้รับการฟื้นฟูสภาพขึ้นใหม่
พร้อมแล้วสำหรับการฟื้นฟู! นี่คือสภาพประชากรของพระเจ้าในสดุดี 80 และคำอธิษฐานซ้ำๆว่า “ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด” (ข้อ 3, ดูข้อ 7,19) แม้ประวัติศาสตร์ของพวกเขาจะมีทั้งการช่วยกู้จากอียิปต์และการมีถิ่นที่อยู่ใหม่ในแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ (ข้อ 8-11) แต่เวลาดีๆเหล่านั้นได้จากไปแล้ว เนื่องจากการกบฎ พวกเขาจึงพบกับพระหัตถ์แห่งการพิพากษาของพระเจ้า (ข้อ 12-13) ดังนั้นพวกเขาจึงร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงหันกลับเถิดพระเจ้าข้า ขอทรงมองจาก ฟ้าสวรรค์และทรงเห็น” (ข้อ 14)
คุณเคยรู้สึกเบื่อหน่าย ห่างเหินหรือถูกตัดขาดจากพระเจ้าไหม ความชื่นบานอิ่มเอมในจิตใจขาดหายไปหรือไม่ เป็นเพราะเราไม่ได้เข้าส่วนกับพระเยซูและพระประสงค์ของพระองค์หรือไม่ พระเจ้าทรงสดับฟังคำทูลขอการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดีของเรา (ข้อ 1) แล้วจะมีสิ่งใดที่ทำให้คุณไม่ทูลขอต่อพระองค์
ความหมายของมดยอบ
วันนี้เป็นวันเอพิฟานี (Epiphany) คือวันระลึกถึงเหตุการณ์ที่มีบรรยายไว้ในบทเพลงคริสต์มาสที่ชื่อ “เราทั้งสามคือพวกโหรา” เมื่อนักปราชญ์ชาวต่างชาติพากันมาหาพระกุมารเยซู และดูเหมือนว่าพวกเขาน่าจะมีมากกว่าสามคน
แต่ของขวัญนั้นมีสามอย่าง และบทเพลงนี้พูดถึงของขวัญแต่ละอย่าง เมื่อโหราจารย์มาถึงเมืองเบธเลเฮม “แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ” (มธ.2:11) ของขวัญนี้เป็นสัญลักษณ์ถึงภารกิจของพระเยซู ทองคำแสดงถึงบทบาทของพระองค์ในฐานะกษัตริย์ กำยานผสมกับเครื่องหอมที่เผาในพระวิหารหมายถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ส่วนมดยอบที่ใช้รักษาสภาพศพนั้นทำให้เราต้องหยุดคิด
บทที่สี่ของเนื้อเพลงกล่าวว่า “มดยอบเป็นของฉัน กลิ่นหอมอันแสนขมเป็นกลิ่นแห่งชีวิตอันหมองหม่น ความเศร้าโศก เสียงถอนหายใจ โลหิตที่หลั่งไหล การสิ้นพระชนม์ ได้ถูกผนึกไว้ในสุสานหินอันเยือกเย็น”(ถอดความตามต้นฉบับภาษาอังกฤษ) เราคงไม่เขียนฉากนี้เข้าไปในเรื่อง แต่พระเจ้าได้ทรงเขียนเอาไว้ ความตายของพระเยซูเป็นศูนย์กลางแห่งความรอดของเรา แม้แต่เฮโรดก็ยังพยายามจะประหารพระเยซูขณะที่พระองค์ยังเป็นเด็ก (ข้อ 13)
บทสุดท้ายของเพลงนี้ผสานทั้งสามสิ่งเข้าด้วยกันว่า “ดูเถิด บัดนี้พระองค์ทรงพระเกียรติ ทรงเป็นราชา เป็นพระเจ้า และเป็นเครื่องบูชา” และนี่ทำให้เรื่องราวคริสต์มาสจบลงอย่างสมบูรณ์ จุดประกายให้เราอดไม่ได้ที่จะร้องตอบว่า “ฮาเลลูยา ฮาเลลูยา ดังก้องทั่วผืนดินและท้องฟ้า”
พระเจ้าที่ทางแยก
สามีของฉันป่วยมาหลายวันจนเมื่ออุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงขึ้น เขาจึงต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน โรงพยาบาลรับตัวเขาไว้ทันที แต่ละวันผ่านไปอาการของเขาดีขึ้น แต่ยังไม่ดีพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้ ฉันต้องเผชิญกับทางเลือกที่น่าลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างการอยู่กับสามีหรือการเดินทางไปทำงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้คนและโครงการต่างๆมากมาย สามียืนยันกับฉันว่าเขาไม่เป็นไร แต่ฉันรู้สึกว่ายากเหลือเกินที่จะต้องเลือกระหว่างสามีและงาน
คนของพระเจ้าก็ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เมื่อมาถึงทางแยกแห่งการตัดสินใจของชีวิต บ่อยครั้งเหลือเกินที่พวกเขาไม่ได้ยึดมั่นในคำแนะนำที่พระองค์ทรงบอกไว้ ดังนั้นโมเสสจึงเรียกร้องให้พวกเขา “เลือกเอาข้างชีวิต” ด้วยการทำตามพระบัญชาของพระองค์ (ฉธบ.30:19) ต่อมาผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ได้มอบคำแนะนำให้กับบรรดาผู้ที่ดื้อดึงต่อพระเจ้า โดยขอร้องให้พวกเขาเดินตามทางของพระองค์ว่า “จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหาทางโบราณนั้นว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น” (ยรม.6:16) เส้นทางโบราณแห่งพระคัมภีร์และสิ่งที่พระเจ้าเคยจัดเตรียมไว้ให้เราในอดีตสามารถนำทางเราได้
ฉันนึกภาพว่าตัวเองยืนอยู่ตรงถนนที่เป็นทางแยกจริงๆและนำรูปแบบคำสอนที่ทรงปัญญาของเยเรมีย์มาประยุกต์ใช้ สามีต้องการฉัน งานของฉันก็เช่นกัน และตอนนั้นเองหัวหน้าก็โทรมาหาและหนุนใจให้ฉันอยู่บ้าน ฉันหยุดคิดและขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงจัดเตรียมของพระองค์ที่ทางแยกนั้น ทางที่พระเจ้านำเราไปนั้นมักไม่ได้ปรากฏอย่างชัดเจนเสมอไป แต่จะปรากฏแน่นอน เมื่อเรายืนอยู่ที่ทางแยก ให้เราแน่ใจว่าเรามองหาพระองค์
สัตย์ซื่ออย่างเงียบๆ
ผมไม่ทันสังเกตเห็นเขาในตอนแรก ผมลงมากินอาหารเช้าที่โรงแรม ทุกอย่างในห้องอาหารนั้นสะอาดสะอ้าน โต๊ะบุฟเฟ่ต์มีอาหารอยู่เต็ม ของในตู้เย็นมีพร้อม อุปกรณ์ที่จะต้องใช้จัดเรียงไว้อย่างเพียงพอ ทุกอย่างดูดีมาก
แล้วผมก็เห็นเขา ชายคนหนึ่งคอยเติมอาหารและคอยเช็ดนั่นเช็ดนี่อยู่อย่างเงียบๆ เขาไม่ได้ทำตัวให้เป็นที่สังเกตเลย แต่ยิ่งผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานขึ้นผมก็ยิ่งประทับใจ ชายคนนี้ทำงานอย่างรวดเร็ว คอยดูทุกอย่างและคอยเติมอาหารก่อนที่จะมีใครถาม ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ด้านงานบริการอาหารคนหนึ่ง ผมสังเกตว่าเขาจะคอยใส่ใจในรายละเอียด ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเพราะชายคนนี้ทำงานอย่างสัตย์ซื่อ แม้อาจมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สังเกตเห็น
การมองดูชายคนนี้ทำงานอย่างเอาใจใส่ ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของเปาโลในเธสะโลนิกาที่ว่า “จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง เหมือนอย่างที่เรากำชับท่านแล้ว ...เพื่อท่านจะได้เป็นที่นับถือของคนภายนอก” (1 ธส.4:11-12) เปาโลเข้าใจว่าการเป็นคนงานที่สัตย์ซื่อจะเป็นที่นับถือของคนอื่นได้ จากการนำเสนอคำพยานแบบเงียบๆ ว่าพระกิตติคุณมีผลทำให้การบริการผู้อื่นที่ดูเหมือนเล็กน้อยนั้นกลายเป็นการกระทำที่มีศักดิ์ศรีและเป้าหมาย
ผมไม่รู้ว่าชายคนที่ผมเห็นวันนั้นเป็นผู้เชื่อในพระเยซูหรือไม่ แต่ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในความขยันขันแข็งแบบเงียบๆ ของเขาที่เตือนผมให้พึ่งพาในพระเจ้า เพื่อจะใช้ชีวิตด้วยความสัตย์ซื่ออย่างเงียบๆที่สะท้อนพระลักษณะอันสัตย์ซื่อของ พระองค์
มองเห็นความหวัง
นักสมุทรศาสตร์ซิลเวีย เอิร์ลได้เห็นความเสื่อมโทรมของแนวปะการังด้วยตัวของเธอเอง เธอจึงได้ก่อตั้งองค์กรชื่อว่ามิชชั่นบลู ที่อุทิศตนเพื่อสร้าง “โฮปสปอต” หรือพื้นที่แห่งความหวังขึ้น พื้นที่พิเศษนี้มีอยู่ทั่วโลกและ “สำคัญต่อสภาพความสมบูรณ์ของมหาสมุทร” ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตของเราบนโลกนี้ เมื่อพื้นที่เหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดี นักวิทยาศาสตร์จึงได้เห็นความสัมพันธ์ของโลกใต้น้ำได้รับการฟื้นฟูและสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธ์ก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้
ในสดุดี 33 ผู้เขียนยอมรับว่าพระเจ้าเป็นผู้ตรัสให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นและทรงรับรองว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างนั้นตั้งมั่นคง (ข้อ 6-9) ขณะที่พระเจ้าทรงปกครองเหนือชนทุกชั่วชาติพันธุ์ (ข้อ 11-19) พระองค์เท่านั้นทรงเป็นผู้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เป็นผู้ช่วยชีวิต และทำให้ความหวังมีพลัง ถึงกระนั้นพระเจ้าได้ทรงเชิญให้เรามาร่วมกับพระองค์ในการดูแลเอาใจใส่โลกและผู้คนที่พระองค์ทรงสร้าง
ทุกครั้งที่เราสรรเสริญพระเจ้าสำหรับสายรุ้งบางเบาที่พาดผ่านท้องฟ้าสีเทาที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆ หรือคลื่นระยิบระยับของมหาสมุทรที่โหมซัดโขดหิน เราก็สามารถประกาศถึง “ความรักมั่นคง” และการทรงสถิตของพระองค์ เมื่อเรา “หวังใจ” ในพระองค์ (ข้อ 22)
ในยามที่เราถูกทดลองให้รู้สึกท้อแท้หรือเกิดความกลัวเมื่อคิดถึงสภาพปัจจุบันของโลกนี้ เราอาจเริ่มเชื่อว่าเราไม่สามารถจะทำอะไรได้ แต่เมื่อเราในฐานะสมาชิกทีมรักษ์โลกของพระเจ้าทำในส่วนของเรา เราก็จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าในฐานะองค์พระผู้สร้าง และช่วยให้ผู้อื่นมองเห็นความหวังเมื่อเขามอบความไว้วางใจให้พระเยซู
แล้วพระบุตรทรงเป็นขึ้นจากความตาย
นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของเออร์เนสท์ เฮมมิ่งเวย์มีจุดเด่นของเรื่องเป็นกลุ่มเพื่อนนักดื่มที่เพิ่งรอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกเขามีแผลเป็นตามร่างกายและในจิตใจจากหายนะของสงคราม และพยายามบรรเทาด้วยการกินดื่ม การผจญภัยอันน่าตื่นเต้น และมีสัมพันธ์กับผู้หญิงไปทั่ว โดยทุกครั้งจะมีเครื่องดื่มมึนเมาที่ทำให้ความเจ็บปวดนั้นด้านชา ไม่มีใครมีความสุขเลย
หนังสือของเฮมมิงเวย์เล่มนี้ชื่อ แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง ซึ่งมาจากพระธรรมปัญญาจารย์ข้อนี้ (1:5) เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนเอ่ยถึงพระองค์เองว่าเป็น “ปัญญาจารย์” (ข้อ 1) พระองค์สังเกตเห็นว่า “สารพัดอนิจจัง” (ข้อ 2) และถามว่า “ที่มนุษย์ทำงาน...เขาได้ประโยชน์อะไรจากงานที่เขาทำนั้น” (ข้อ 3) ซาโลมอนเห็นการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ลมพัดหมุนเวียนไป แม่น้ำไหลไปสู่ทะเลไม่เคยหยุด แต่ทะเลก็ไม่เคยเต็ม (ข้อ 5-7) และในท้ายที่สุดทุกอย่างก็ถูกลืม (ข้อ 11)
ทั้งเฮมมิ่งเวย์และปัญญาจารย์บอกให้เราคิดถึงความว่างเปล่าอันไร้ประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่เพื่อชีวิตนี้เท่านั้น แต่ซาโลมอนก็ได้ร้อยเรียงคำแนะนำอันชาญฉลาดเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ในพระธรรมเล่มนี้ว่า ความมั่นคงถาวรและความหวังที่แท้จริงนั้นมีอยู่ ปัญญาจารย์แสดงให้เห็นตัวตนแท้จริงของเรา และยังแสดงให้เห็นด้วยว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร ซาโลมอนตรัสว่า “สารพัดที่พระเจ้าทรงกระทำก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์” (3:14) และเพราะเหตุนี้เราจึงมีความหวังอันยิ่งใหญ่ เพราะพระเจ้าทรงประทานของขวัญให้กับเราคือพระเยซูพระบุตรของพระองค์
หากไม่มีพระเจ้าแล้ว เราก็เคว้งคว้างอยู่กลางทะเลที่ไม่มีจุดสิ้นสุดและไม่อาจเติมเต็มความสุขในจิตใจเราได้ แต่โดยพระเยซูพระบุตรผู้เป็นขึ้นจากตาย เราจึงได้คืนดีกับพระองค์ และค้นพบความหมาย คุณค่า และเป้าหมายของเรา
อัตลักษณ์ใหม่ในพระเยซู
“ผมไม่ใช่คนเดิมอย่างที่เคยเป็น ผมเป็นคนใหม่แล้ว” คำพูดธรรมดาๆจากลูกชายผมที่พูดกับนักเรียนในที่ประชุมของโรงเรียนนี้ บอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเขา ครั้งหนึ่งเจฟฟรี่เคยเสพติดเฮโรอีนและมองตัวเองเป็นคนบาปและทำผิดพลาด แต่ตอนนี้เขามองตัวเองในฐานะลูกของพระเจ้า
พระคัมภีร์ตอนนี้หนุนใจเราด้วยพระสัญญาที่ว่า “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ไม่ว่าเราจะเคยเป็นคนอย่างไร หรือทำอะไรมาก่อนในอดีต แต่เมื่อเราวางใจในพระเยซูเพื่อจะได้รับความรอดและรับการอภัยโทษ ที่ทรงประทานผ่านทางไม้กางเขน เราจะกลายเป็นคนใหม่ ความผิดจากบาปของเราได้แยกเราออกจากพระเจ้าตั้งแต่ที่สวนเอเดน แต่บัดนี้พระองค์ทรง “ให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์” และ “มิได้ทรงถือโทษ” ในการผิดของเรา (ข้อ 18-19) เราเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า (1 ยน.3:1-2) ได้รับการชำระและถูกสร้างใหม่ให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์
พระเยซูทรงปลดปล่อยเราจากบาปและอำนาจแห่งการควบคุมของมัน และทรงนำเรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า ที่เราจะเป็นอิสระโดยไม่อยู่เพื่อตัวเราเองอีกต่อไป แต่ “จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์[เพื่อเรา]และทรงเป็นขึ้นมา” (2คร.5:15) ในวันปีใหม่นี้ ให้เราระลึกถึงความรักของพระองค์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรา ทำให้เรามีชีวิตในอัตลักษณ์ใหม่และมีเป้าหมายใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เราสำแดงให้ผู้อื่นเห็นถึงองค์พระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงสามารถทำให้เขาเป็นคนใหม่ได้เช่นกัน!
นครแห่งความชอบธรรม
ในวันส่งท้ายปี 2000 เจ้าหน้าที่ในเมืองดีทรอยต์ได้เปิดแคปซูลเวลาอายุร้อยปีอย่างระมัดระวัง ภายในกล่องทองแดงอัดแน่นด้วยคำทำนายที่ให้ความหวังจากผู้นำบางคนของเมืองที่แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความมั่นคงรุ่งเรือง อย่างไรก็ตามข้อความของนายกเทศมนตรีเสนอแนวทางที่ต่างออกไป เขาเขียนไว้ว่า “ขอให้เราได้แสดงความหวังเดียวที่เหนือกว่าความหวังอื่นทั้งหมด....[เพื่อ]ท่านในฐานะชาติ ประชาชนและเมือง จะตระหนักว่าท่านได้เจริญขึ้นในความชอบธรรม เพราะความชอบธรรมนี้เองที่จะยกระดับความเป็นชาติให้สูงส่งยิ่งขึ้น”
นายกเทศมนตรีปรารถนาให้พลเมืองในอนาคตไม่เพียงแค่มีความสุข ความสำเร็จหรือสันติภาพ แต่ที่จะมีในสิ่งที่เป็นความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง บางทีเขาอาจกล่าวเช่นนี้ตามพระเยซูที่ได้ทรงอวยพระพรแก่ผู้ที่ปรารถนาความชอบธรรมของพระองค์ (มธ.5:6) แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะรู้สึกท้อใจเมื่อเราพิจารณาถึงมาตรฐานที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า
สรรเสริญพระเจ้าที่เราไม่ต้องพึ่งพาความพยายามของเราเองที่จะเติบโต ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวดังนี้ “ขอพระเจ้าแห่งสันติสุข...ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์ และทรงทำงานในท่านทั้งหลายให้เกิดผลเป็นที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์โดยพระเยซูคริสต์” (ฮบ.13:20-21) เราซึ่งอยู่ในพระคริสต์ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยพระโลหิตของพระองค์ทันทีที่เราเชื่อในพระองค์ (ข้อ 12) แต่พระองค์ทรงกระทำให้ผลแห่งความชอบธรรมในใจของเราค่อยๆงอกงามขึ้นตลอดชั่วชีวิต เรามักจะสะดุดล้มในระหว่างเส้นทางของชีวิต แต่เรายังคงเฝ้ารอ “นครที่จะมีในภายหน้า” ที่ซึ่งความชอบธรรมของพระเจ้าจะครอบครอง (ข้อ 14)
จิตใจเป็นทุกข์ คำอธิษฐานที่ซื่อตรง
สามวันก่อนจะมีการระเบิดที่บ้านของเขาในเดือนมกราคม ค.ศ.1957 ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้พบกับประสบการณ์ที่ประทับในใจเขาไปตลอดชีวิต หลังจากได้รับโทรศัพท์ข่มขู่ คิงจึงครุ่นคิดถึงวิธีที่จะออกจากขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง แล้วคำอธิษฐานก็หลั่งไหลออกมาจากใจของเขา “ผมอยู่ที่นี่เพื่อยืนหยัดในสิ่งที่ผมเชื่อว่าถูกต้อง แต่เวลานี้ผมกลัว ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ผมมาถึงจุดที่ผมเผชิญคนเดียวไม่ได้” เมื่ออธิษฐานจบ คิงมีความรู้สึกมั่นใจอย่างเงียบๆ เขาบันทึกว่า “ความกลัวของผมเริ่มหมดไปเกือบจะในทันที ความไม่แน่ใจของผมหายไป ผมพร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่ง”
ในพระธรรมยอห์นบทที่ 12 พระเยซูทรงรู้ว่า “จิตใจของเราเป็นทุกข์” (ข้อ 27) พระองค์ทรงเปิดเผยอย่างซื่อตรงถึงความรู้สึกภายในของพระองค์ และยังทรงมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางในคำอธิษฐานของพระองค์ “ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ” (ข้อ 28) คำอธิษฐานของพระเยซูเป็นการยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้า
แล้วเราผู้เป็นมนุษย์เล่าจะรู้สึกเจ็บปวดจากความกลัวและความรู้สึกยากลำบากสักเพียงใด เมื่อเราต้องเจอกับทางเลือกว่าจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่ คือเมื่อเราต้องการสติปัญญาเพื่อตัดสินใจในเรื่องที่ยากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ อุปนิสัยความเคยชินหรือแบบแผนอื่นๆ(ดีและไม่ดี) ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับสิ่งใด เมื่อเราอธิษฐานกับพระเจ้าด้วยใจกล้า พระองค์จะประทานกำลังให้เราเอาชนะความกลัว ความรู้สึกยากลำบากและทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ เพื่อเป็นผลดีต่อตัวเราและต่อผู้อื่น