Category  |  ODB

ของขวัญด้วยรัก

ในวันแต่งงานของเกว็นดอลิน สตอลกิสเธอได้สวมชุดแต่งงานในฝัน จากนั้นเธอก็ให้ชุดนั้นกับคนแปลกหน้า สตอลกิสเชื่อว่าชุดๆหนึ่งควรค่ามากกว่าการแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าให้ฝุ่นจับ เจ้าสาวคนอื่นๆก็เห็นด้วย ตอนนี้ผู้หญิงจำนวนมากได้ติดต่อกันบนสื่อสังคมออนไลน์ของพวกเธอเพื่อบริจาคและขอรับชุดแต่งงาน ดังที่ผู้บริจาคคนหนึ่งกล่าว “ฉันหวังว่าชุดนี้จะถูกส่งต่อจากเจ้าสาวคนหนึ่งไปยังเจ้าสาวอีกคนหนึ่งและไปยังเจ้าสาวอีกคนหนึ่ง จนในที่สุดชุดจะเก่าและขาดวิ่นจากการใช้งานในงานเฉลิมฉลองเหล่านั้น”

แท้จริงแล้วจิตวิญญาณแห่งการให้นั้นเป็นหมือนกับการเฉลิมฉลอง ดังที่มีเขียนไว้ว่า “บางคนยิ่งให้อย่างใจกว้างกลับยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น ส่วนบางคนยิ่งตระหนี่ถี่เหนียวกลับยิ่งขาดแคลน คนใจกว้างจะเจริญรุ่งเรือง ผู้ที่นำความชุ่มชื่นไปสู่คนอื่น ก็จะได้รับความชุ่มชื่น” (สภษ.11:24-25 TNCV)

อัครทูตเปาโลได้สอนหลักการนี้ในพันธสัญญาใหม่ ท่านได้ให้พรพวกเขา เมื่อท่านกล่าวคำอำลาผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัส (กจ.20:32) และย้ำเตือนถึงความสำคัญของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เปาโลชี้ให้เห็นถึงหลักจริยธรรมในการทำงานของท่านเพื่อเป็นตัวอย่างให้พวกเขาปฏิบัติตาม โดยกล่าว “ข้าพเจ้าได้วางแบบอย่างไว้ให้ท่านทุกอย่างแล้ว...โดยทำงานเช่นนี้ควรจะช่วยคนที่มีกำลังน้อย ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า ‘การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ’” (ข้อ 35)

การมีใจกว้างขวางนั้นสะท้อนให้เห็นถึงพระเจ้า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทาน...” (ยน.3:16) ขอให้เราประพฤติตามแบบอย่างอันกอปรด้วยสง่าราศีของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงนำเรา

มิตรภาพอันลึกซึ้งในพระคริสต์

มีอนุสาวรีย์ในห้องอธิษฐานของวิทยาลัยไคร้สต์คอลเลจ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับนายแพทย์สองคนในศตวรรษที่ 17 จอห์น ฟินช์และโธมัส เบนส์ ซึ่งรู้จักกันในนาม “เพื่อนที่แยกกันไม่ออก” ทั้งคู่ร่วมกันทำงานวิจัยด้านการแพทย์และเดินทางไปด้วยกันในงานด้านการทูต เมื่อเบนส์เสียชีวิตในปีค.ศ. 1680 ฟินช์คร่ำครวญถึง “ความผูกพันลึกซึ้งฝ่ายวิญญาณอันไม่มีวันแตกสลาย” ของพวกเขาที่มีมายาวนานถึงสามสิบหกปี ความสัมพันธ์เหล่านั้นคือมิตรภาพของความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญา

กษัตริย์ดาวิดและโยนาธานมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นพอๆกัน ทั้งสองต่างรักและผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง (1ซมอ.20:41) และแม้กระทั่งให้คำมั่นสัญญาต่อกัน (ข้อ 8-17,42) มิตรภาพของพวกเขาเป็นเครื่องหมายของความซื่อสัตย์อย่างสูงสุด (1ซมอ.19:1-2; 20:13) โยนาธานถึงกับสละสิทธิ์ในราชบัลลังก์ของตนเพื่อให้ดาวิดได้เป็นกษัตริย์ (20:30-31; ดู 23:15-18) เมื่อโยนาธานสิ้นพระชนม์ ดาวิดคร่ำครวญว่าความรักที่โยนาธานมีต่อพระองค์นั้น “ประหลาดเหลือยิ่งกว่าความรักของสตรี” (2 ซมอ.1:26)

ทุกวันนี้เราอาจรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเปรียบมิตรภาพว่าเหมือนกับความผูกพันในชีวิตสมรส แต่บางทีมิตรภาพอย่างฟินช์กับเบนส์ และดาวิดกับโยนาธานอาจช่วยให้มิตรภาพของเรามีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น พระเยซูทรงยินดีให้มิตรสหายเอนตัวอยู่ใกล้พระองค์ (ยน.13:23-25) และความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญาที่พระองค์ทรงแสดงให้เราเห็นอาจเป็นรากฐานของมิตรภาพอันลึกซึ้งที่เราจะสร้างขึ้นร่วมกันได้

ความถ่อมใจอย่างที่สุด

หลังจบการแข่งขัน นักกีฬาบาสเก็ตบอลของวิทยาลัยคนหนึ่งอยู่ต่อเพื่อช่วยคนงานทิ้งถ้วยเปล่าและถุงอาหาร เมื่อมีแฟนกีฬาโพสต์วิดีโอของสิ่งที่เขาทำนั้นมีคนดูมากกว่า 8 หมื่นคน คนหนึ่งแสดงความเห็นว่า “[ชายหนุ่มคนนั้น] เป็นหนึ่งในคนที่ถ่อมตัวที่สุดที่คุณจะพบได้ในชีวิต” คงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่นักกีฬาจะออกไปพร้อมเพื่อนร่วมทีมและเฉลิมฉลองในชัยชนะของทีมที่เขาได้มีส่วนร่วม แต่เขากลับอาสาทำงานที่ไม่มีคำขอบคุณ

วิญญาณแห่งความถ่อมใจอย่างสูงสุดนั้นพบได้ในพระเยซู ผู้ทรงสละตำแหน่งอันสูงในสวรรค์เพื่อมารับบทบาทผู้รับใช้ในโลก (ฟป.2:7) พระเยซูไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่กลับทรงเต็มใจถ่อมพระองค์ลง พันธกิจของพระองค์ในโลกนี้มีทั้งการสอน การรักษาโรคและการรักทุกคน โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด

แม้แบบอย่างของพระคริสต์จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เรากวาดพื้น จับค้อนหรือจัดอาหาร แต่สิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือเมื่อแบบอย่างนั้นส่งผลต่อท่าทีที่เราปฏิบัติกับผู้อื่น ความถ่อมใจที่แท้จริงนั้นเป็นคุณสมบัติภายในที่ไม่เพียงเปลี่ยนการกระทำของเรา แต่ยังเปลี่ยนสิ่งที่เราให้ความสำคัญด้วย โดยจูงใจให้เรา “ถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว” (ข้อ 3)

แอนดรูว์ เมอร์เรย์ นักเขียนและนักเทศน์กล่าวไว้ว่า “ความถ่อมใจคือความเบ่งบานและความงดงามของความบริสุทธิ์” โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณของพระองค์ ขอให้ชีวิตของเราสะท้อนถึงความงดงามนี้ในเวลาที่เราสะท้อนหัวใจของพระคริสต์ (ข้อ 2-5)

ยอมจำนนต่อพระคริสต์อย่างสิ้นเชิง

ในปีค.ศ. 1920 จอห์น ซงซึ่งเป็นลูกชายคนที่หกของศิษยาภิบาลชาวจีนได้รับทุนไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับสูงสุด สำเร็จหลักสูตรปริญญาโทและได้ปริญญาเอก แต่ระหว่างช่วงเวลาที่ศึกษานั้นเขาได้ละทิ้งพระเจ้า จากนั้นในคืนวันหนึ่งในปีค.ศ. 1927 เขาได้ยอมมอบชีวิตให้กับพระคริสต์และรู้สึกได้ถึงการทรงเรียกให้เป็นนักประกาศ

โอกาสมากมายที่จะได้งานซึ่งมีค่าตอบแทนสูงรอเขาอยู่ที่ประเทศจีน แต่ขณะอยู่บนเรือที่จะกลับบ้าน เขาได้รับความเชื่อมั่นจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ให้ละทิ้งความปรารถนาของเขา และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นตั้งใจนี้ เขาได้โยนรางวัลทั้งหมดทิ้งลงในทะเล เก็บไว้เพียงใบปริญญาเอกไปให้พ่อกับแม่เพื่อให้เกียรติท่าน

จอห์น ซงเข้าใจในสิ่งที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับการมาเป็นสาวกของพระองค์ว่า “เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร” (มก.8:36) เมื่อเราปฏิเสธตนเองและละทิ้งชีวิตเก่าไว้เบื้องหลังเพื่อติดตามพระคริสต์และการทรงนำของพระองค์ (ข้อ 34-35) นั่นอาจหมายถึงการเสียสละความปรารถนาส่วนตัวและการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งของ ที่จะทำให้เราไขว้เขวจากการติดตามพระองค์

สิบสองปีต่อมาหลังจากนั้น จอห์นได้ทำพันธกิจที่พระเจ้ามอบให้อย่างสุดหัวใจ โดยประกาศพระกิตติคุณให้กับหลายพันคนทั่วทั้งประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วเราล่ะ เราอาจไม่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นนักประกาศหรือมิชชันนารี แต่ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงเรียกให้เรารับใช้ที่ใด โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงทำงานอยู่ภายในเรา ขอให้เรายอมจำนนต่อพระองค์ในทุกทาง

พระเยซูผู้เป็นกษัตริย์ของเรา

ขณะทำการขุดเจาะน้ำมันในประเทศที่มีแสงแดดจัดและแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทีมงานต้องตกตะลึงที่ได้พบกับระบบน้ำใต้ดินขนาดมหึมา ดังนั้นในปีค.ศ. 1983 จึงมีโครงการ “แม่น้ำใหญ่ที่มนุษย์สร้าง” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นด้วยการวางระบบท่อที่ส่งน้ำจืดคุณภาพสูงไปยังเมืองต่างๆที่มีความจำเป็นในการใช้น้ำ แผ่นป้ายใกล้กับจุดเริ่มต้นโครงการเขียนไว้ว่า “เส้นเลือดแห่งชีวิตไหลออกจากที่นี่”

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ใช้ภาพของน้ำในที่แห้งมาบรรยายถึงพระราชาผู้ชอบธรรมในอนาคต (อสย.32) เมื่อกษัตริย์และผู้ปกครองต่างปกครองด้วยความยุติธรรมและความชอบธรรม พวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นเหมือน “ธารน้ำในที่แห้ง เหมือนร่มเงาศิลามหึมาในแผ่นดินที่อ่อนเปลี้ย” (ข้อ 2) ผู้ปกครองบางคนเลือกที่จะหาประโยชน์แทนที่จะให้ออกไป แต่เครื่องหมายของผู้นำที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าคือผู้ที่จะให้การพักพิง ที่หลบภัย ความสดชื่นและการปกป้อง อิสยาห์กล่าวว่า “ผลของความชอบธรรมจะเป็นศานติภาพ” สำหรับคนของพระองค์และ “ผลของความชอบธรรม คือความสงบและความวางใจเป็นนิตย์” (ข้อ 17)

ถ้อยคำแห่งความหวังของอิสยาห์นั้นจะสำเร็จครบถ้วนสมบรูณ์ในภายหลัง คือในพระเยซูผู้ซึ่ง “จะเสด็จมาจากสวรรค์...และ...เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์” (1ธส.4:16-17) “แม่น้ำใหญ่ที่มนุษย์สร้าง” เป็นเพียงแม่น้ำที่เกิดจากมือมนุษย์ วันหนึ่งแหล่งเก็บน้ำนั้นจะหมดไป แต่องค์ราชาผู้ชอบธรรมของเรานั้นจะประทานความสดชื่นและน้ำแห่งชีวิตที่ไม่มีวันเหือดแห้งไป

ประกาศด้วยความรัก

ศิษยาภิบาลหนุ่มคนหนึ่งอธิษฐานทุกๆเช้า ทูลขอให้พระเจ้าใช้เขาในวันนั้นให้เป็นพระพรสำหรับใครสักคน บ่อยครั้งที่เขาดีใจเมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น วันหนึ่งในช่วงพักของงานอีกงานหนึ่งที่เขาทำ เขานั่งรับแสงแดดอยู่กับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ถามเขาเรื่องของพระเยซู ศิษยาภิบาลคนนี้ตอบคำถามของชายคนนี้ด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีเสียงดังหรือการโต้เถียงกัน ศิษยาภิบาลบอกว่าเขาได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้พูดคุยแบบสบายๆที่ทั้งเกิดผลและสำแดงความรักด้วย เขายังได้เพื่อนใหม่อีกด้วย เป็นผู้ที่หิวกระหายอยากจะเรียนรู้จักพระเจ้ามากขึ้น

การยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเราเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบอกผู้อื่นเกี่ยวกับพระเยซู พระองค์ตรัสบอกเหล่าสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเรา” (กจ.1:8)

ผลของพระวิญญาณ “คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (กท.5:22-23) การดำเนินชีวิตภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณอย่างที่ศิษยาภิบาลผู้นี้ทำเป็นสิ่งที่เปโตรได้แนะนำไว้ว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ” (1 ปต.3:15)

แม้เราจะต้องทนทุกข์เพราะการเชื่อในพระคริสต์ แต่คำพูดของเราสามารถแสดงให้โลกเห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเรา แล้วการดำเนินชีวิตของเราก็จะชักนำผู้อื่นให้มาหาพระองค์

ของประทานแห่งพระคุณของพระเจ้า

ขณะที่กำลังให้คะแนนรายงานอีกกองหนึ่งจากชั้นเรียนวิชาการเขียนของมหาวิทยาลัยที่ผมสอนนั้น ผมเกิดความประทับใจกับรายงานฉบับหนึ่งซึ่งเขียนได้ดีมาก แต่ไม่นานนักผมก็รู้ว่าเป็นงานเขียนที่ดีเกินไป และแน่นอนจากการสืบค้นดูเพียงเล็กน้อยก็พบว่า รายงานฉบับนั้นถูกคัดลอกมาจากแหล่งข้อมูลออนไลน์

ผมส่งอีเมลไปหานักศึกษาคนนั้นเพื่อให้เธอรู้ว่าผมรู้กลโกงของเธอแล้ว เธอได้คะแนนเป็นศูนย์ในรายงานฉบับนั้น แต่เธออาจเขียนรายงานฉบับใหม่เพื่อ จะได้คะแนนบางส่วน นักศึกษาคนนั้นตอบว่า “หนูรู้สึกละอายและเสียใจมากค่ะ หนูขอบคุณที่อาจารย์แสดงความกรุณาต่อหนู ที่หนูไม่สมควรได้รับ” ผมตอบเธอไปว่าเราทุกคนได้รับพระกรุณาคุณจากพระเจ้าทุกวัน ดังนั้นผมจะปฏิเสธการแสดงความกรุณากับเธอได้อย่างไร

มีหลายวิธีที่พระคุณของพระเจ้าแก้ไขชีวิตของเราให้ดีขึ้นและปลดปล่อยเราออกจากความผิดพลาดที่เราทำ เปโตรบอกว่าพระคุณนั้นให้ความรอดแก่เรา “แต่เราเชื่อว่า เราเองก็รอดโดยพระคุณของพระเยซูคริสตเจ้าเหมือนอย่างเขา” (กจ.15:11) เปาโลกล่าวว่าพระคุณช่วยให้เราไม่อยู่ภายใต้อำนาจของบาป “เพราะว่าบาปจะครอบงำท่านทั้งหลายต่อไปก็หามิได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ” (รม.6:14) และยังมีที่เปโตรกล่าวว่าพระคุณทำให้เรารับใช้ผู้อื่น “ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว...เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า” (1 ปต. 4:10)

พระคุณนั้นพระเจ้าโปรดประทานให้เราเปล่าๆ(อฟ.4:7) ขอให้เราใช้ของประทานนี้เพื่อที่จะรักและหนุนใจผู้อื่น

คำพูดที่ทำให้ชื่นใจ

ขณะยืนอยู่ในครัว ลูกสาวของฉันร้องขึ้นมาว่า “แม่คะ! มีแมลงวันอยู่ในน้ำผึ้ง!” ฉันตอบกลับด้วยคำคมที่คุ้นเคยว่า “น้ำผึ้งจับแมลงวันได้ดีกว่าน้ำส้มสายชู” แม้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฉันจับแมลงวันได้ (โดยบังเอิญ)ด้วยน้ำผึ้ง แต่ฉันพบว่าตัวเองอ้างสุภาษิตสมัยใหม่นี้ขึ้นมาก็เพราะคำสอนของสุภาษิตนี้ที่ว่า คำขอร้องที่อ่อนหวานมักจะโน้มน้าวใจผู้อื่นได้ดีกว่าท่าทีที่ขุ่นเคือง

พระธรรมสุภาษิตนั้นเป็นการรวบรวมสุภาษิตและคำคมแห่งสติปัญญาที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า คำพูดที่ได้รับการดลใจเหล่านี้ช่วยนำทางเราและสอนเราถึงสัจจะความจริงที่สำคัญในการใช้ชีวิตในแบบที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า สุภาษิตหลายข้อเน้นที่การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงผลกระทบอย่างมากจากคำพูดของเราที่มีต่อผู้อื่น

ในส่วนของสุภาษิตที่น่าจะเขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอนนั้น พระองค์ได้เตือนถึงอันตรายที่เกิดจากการพูดเป็นพยานเท็จกล่าวโทษเพื่อนบ้าน (สภษ.25:18) พระองค์แนะนำว่า “ลิ้นที่ส่อเสียด” ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่โกรธขึ้งกัน (ข้อ 23) ซาโลมอนเตือนถึงความเย็นชาซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการพร่ำบ่นตลอดเวลา (ข้อ 24) และพระองค์ได้หนุนใจผู้อ่านว่าพระพรจะเกิดขึ้นเมื่อคำพูดของเรานำมาซึ่งข่าวดี (ข้อ 25)

เมื่อเรามองหาวิธีที่จะนำสุภาษิตเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ เรามีพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ที่จะช่วยเราให้มอบ “คำตอบที่ถูกต้อง” (16:1 TNCV) ด้วยการเสริมกำลังจากพระเจ้า คำพูดของเราจะเป็นคำพูดที่หวานหูและทำให้สดชื่นได้

ไม่มีอคติอีกต่อไป

เมื่อหลายปีก่อน จูลี่ แลนส์แมนเข้ารับการทดสอบเพื่อคัดเลือกสำหรับตำแหน่งหัวหน้าผู้เล่นแตรเฟรนช์ฮอร์นของวงเมโทรโพลิแทนโอเปร่าออเคสตร้าแห่งนิวยอร์ค โดยทางวงได้จัดการทดสอบไว้ด้านหลังของฉากกั้นเพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียงจากผู้ตัดสิน แลนส์แมนทำได้ดีในการทดสอบและจบลงด้วยการชนะการแข่งขัน แต่เมื่อเธอก้าวออกมาจากหลังฉาก กรรมการผู้ตัดสินซึ่งเป็นชายล้วนบางคนได้เดินไปหลังห้องแล้วหันหลังใส่เธอ เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังมองหาคนอื่น

เมื่อคนอิสราเอลทูลขอกษัตริย์ พระเจ้าได้ทรงทำตามคำขอนั้นและมอบชายคนหนึ่งให้พวกเขา เป็นคนที่มีรูปกายน่าประทับใจเหมือนอย่างที่ชนชาติอื่นมี (1ซมอ.8:5; 9:2) แต่เป็นเพราะในช่วงปีแรกๆที่ซาอูลเป็นกษัตริย์ พระองค์แสดงให้เห็นถึงการขาดความเชื่อและไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าจึงส่งซามูเอลไปยังเมืองเบธเลเฮมเพื่อเจิมตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ (16:1-13) เมื่อซามูเอลเห็นเอลีอับผู้เป็นบุตรชายคนโต ท่านก็คิดว่าพระเจ้าได้เลือกคนนี้ให้เป็นกษัตริย์เพราะรูปร่างที่น่าประทับใจของเขา แต่พระเจ้าทรงท้าทายความคิดของซามูเอล โดยตรัสว่า “มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) พระเจ้าทรงเลือกดาวิดให้เป็นผู้นำประชากรของพระองค์ (ข้อ 12)

เมื่อพระเจ้าต้องประเมินความสามารถและความเหมาะสมของมนุษย์ที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์นั้น พระองค์ทรงดูที่คุณลักษณะนิสัย ความตั้งใจและแรงจูงใจของคนนั้น พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้มองโลกและมนุษย์เหมือนอย่างที่พระองค์มอง คือมุ่งมองดูที่จิตใจ ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกหรือคุณสมบัติที่มี

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา