เติบโตผ่านความเจ็บปวด
สมองนั้นมีขนาดเล็กมาก แต่ความเครียดทำให้มันเล็กลงได้อีก งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นว่า ความเครียดสะสมทำให้สมองส่วนหน้าที่คอยจัดการกับอารมณ์ แรงกระตุ้น และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมนั้นหดตัวลง การหดตัวนี้เชื่อมโยงกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ทำให้เห็นชัดเจนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้จากความเครียดที่สะสมมาทั้งชีวิต แต่ข่าวดีคือสมองสามารถยืดหยุ่นได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งทำให้สมองเยียวยาตัวเองได้ผ่านการฝึกปฏิบัติอย่างตั้งใจ เช่น การออกกำลังกาย การภาวนา และความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า
ผู้เขียนสดุดี 119 เข้าใจแนวคิดเรื่องการเติบโตและการเยียวยาหลังจากท่านเผชิญความกดดันและความยากลำบาก “ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้ถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์” (ข้อ 71) ความทุกข์ยากแม้จะเจ็บปวดแต่ก็ได้กลายเป็นครูของผู้เขียนสดุดี และนำพาเราจากการ “หลงเจิ่น” จากพระเจ้าไปสู่การเลือก “ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์” (ข้อ 67) ผู้เขียนยังแสดงความรู้สึกขอบคุณสำหรับยาขมของท่านและความดีของพระเจ้า (ข้อ 68) แม้รู้ว่าความทุกข์ยากและทรมานอาจทำให้ท่านอ่อนกำลัง แต่ท่านไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงใช้ประสบการณ์เหล่านั้นเพื่อหล่อหลอมและฟื้นฟูท่าน (ข้อ 66)
จิตวิญญาณของเราก็เหมือนกับสมองคือสามารถยืดขยายออกได้ พระเจ้าใช้การยืดขยายนี้เพื่อทำให้เกิดการเติบโตและการสร้างใหม่ พระเจ้าทรงใช้พระวจนะ การอธิษฐาน และมุมมองที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณเพื่อเปลี่ยนผลกระทบของความยากลำบากที่เราเผชิญได้ พระองค์ทรงสามารถใช้ความทุกข์ยากของเราเพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณ โดยทรงเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นจุดมุ่งหมาย
ภาพบนกำแพง
นักข่าวเซบาสเตียน ยังเกอร์ สมัยที่ยังหนุ่มเขาได้เดินทางท่องไปทั่วสหรัฐอเมริกาและเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ วันหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1980 เขาเข้าไปในห้องน้ำที่หมู่เกาะฟลอริดาคีย์และพบข้อความที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังขีดเขียนไว้บนผนัง ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ผู้อพยพชาวคิวบา แต่มีข้อความหนึ่งที่โดดเด่นซึ่งดูเหมือนจะเขียนโดยชาวคิวบา ข้อความนั้นบอกว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่คนอื่นๆที่เหลือในประเทศนี้อบอุ่นและเอาใจใส่ และต้อนรับฉันในปี 1962” ยังเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่า “สิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับอเมริการวมถึงสิ่งที่ดีที่สุดต่างก็อยู่บนผนังห้องน้ำชาย”
เราจะตอบสนองต่อถ้อยคำที่เป็นพิษทำร้ายจิตใจซึ่งมักพบเจอบ่อยๆได้อย่างไร พระธรรมสุภาษิตให้คำแนะนำที่ดีเอาไว้ ซาโลมอนซึ่งเป็นผู้รวบรวมพระธรรมนี้ได้ใช้ภาพเปรียบเทียบที่คล้ายกันนี้ในการอธิบายบทที่ 15 ว่า “ปากของคนโง่เทความโง่ออกมา” (ข้อ 2) และ “ปากของคนชั่วร้ายเทสิ่งชั่วร้ายออก” (ข้อ 28) อย่างไรก็ตามพระธรรมบทนี้ได้เริ่มต้นด้วยยาถอนพิษนี้ว่า “คำตอบอ่อนหวานช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไป” (ข้อ 1) และซาโลมอนกล่าวอีกว่า “ลิ้นที่สุภาพเป็นต้นไม้แห่งชีวิต” (ข้อ 4) สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญเสมอคือการตอบสนองอย่างอดทน “ใจของคนชอบธรรมรำพึงว่าจะตอบอย่างไร” (ข้อ 28)
พระเจ้าจะทรงใช้คำพูดของเราอย่างไรเมื่อเราขอให้พระองค์ช่วยชั่งน้ำหนักคำพูดเหล่านั้นก่อนที่ปากกา แป้นพิมพ์หรือปากของเราจะพ่นพิษและคำหยาบคายใส่เพื่อนมนุษย์ ดังที่สุภาษิตกล่าวว่า “คำเดียวที่ถูกกาละก็ดีจริงๆ” (ข้อ 23)
อย่าทำสิ่งนี้คนเดียว
เมื่อฉันเปิดคู่มือการประกอบชั้นวางหนังสือโดยมีแผ่นไม้และเครื่องมือวางกองเกลื่อนอยู่บนพื้นตรงหน้า ฉันเห็นแผนภาพประกอบที่แนะนำว่าควรทำและไม่ควรทำอะไรบ้าง แผนภาพหนึ่งที่มีเครื่องหมายกากบาทขนาดใหญ่อยู่ด้านบนสุดแสดงภาพของคนคนหนึ่งกำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด จ้องมองกองแผ่นไม้และเครื่องมืออย่างงุนงงไม่ต่างกับฉันเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ส่วนทางขวามือเป็นภาพวิธีประกอบที่ “ถูกต้อง” สิ่งเดียวที่แตกต่างกันคือมีอีกคนอยู่ในภาพด้วย ทั้งสองคนมีรอยยิ้มบนใบหน้าขณะที่พวกเขาร่วมกันทำงาน
ฉันจึงไปหาสามีและบอกว่า “ในคู่มือบอกว่าฉันต้องการความช่วยเหลือจากคุณ” พร้อมเอาภาพนั้นให้เขาดู เขาหัวเราะและเราก็ประกอบชั้นหนังสือด้วยกัน ฉันจะดันทุรังพยายามหาทางประกอบชั้นนั้นเองก็ได้ แต่คู่มือนั้นพูดถูกที่ว่า ขั้นตอนทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับทำคนเดียว
ในโรมบทที่ 12 เปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อใหม่ที่จะไม่พยายามดำเนินชีวิตในพระเยซูตามลำพัง คือแทนที่จะมองว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้และถือตัว “เกินที่ตนควรจะคิด” (ข้อ 3) แต่พวกเขาจำเป็นต้องมองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่พึ่งพาอาศัยกัน โดยที่แต่ละอวัยวะต่างต้องการความช่วยเหลือจากกันและกัน (ข้อ 4-8)
ในขณะที่พระเยซูทรงช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะ “รักกันฉันพี่น้อง” (ข้อ 10) เราก็จะได้สัมผัสกับชีวิตที่ “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” กับผู้อื่น โดยไม่มีใครเลยที่ต้องเผชิญกับความขัดสน ความทุกข์โศก และความชื่นชมยินดี (ข้อ 13, 15) แต่เพียงลำพัง
ใช้ชีวิตให้ดีได้อย่างไร
เปโดรเป็นสาวกของพระเยซูเมื่ออายุห้าสิบปี เขาเคยเป็นคนโมโหร้าย ผูกพยาบาทและทำร้ายคนรอบข้าง เมื่อคริสตจักรให้คำปรึกษาแก่เขา เขารู้สึกเสียใจอย่างมากกับสิ่งที่ทำไปในอดีต “เวลาที่เหลืออยู่ของผมตอนนี้ มีน้อยกว่าเวลาที่ผมใช้ชีวิตมา” เขากล่าว “ผมอยากใช้มันให้ดี แต่จะทำอย่างไร”
เปโดรพบคำตอบจากแหล่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ นั่นคือลำดับวงศ์ตระกูล เมื่อเขาอ่านเรื่องราวของโมเสสที่สืบเชื้อสายจากพงศ์พันธุ์ของอาดัม เขาสังเกตเห็นว่ามีประโยคหนึ่งกล่าวซ้ำเพื่อบรรยายถึงลูกหลานของอาดัม “รวมอายุของ [ชื่อ]ได้ [จำนวน]ปี จึงสิ้นชีวิต” (ดู ปฐก.5:8, 11, 14, 17, 20, 27, 31) แต่ชายคนหนึ่งได้รับการบรรยายต่างออกไป
เอโนคได้รับการบรรยายว่าเป็นคนที่ “ดำเนินกับพระเจ้า” (ข้อ 22, 24) ท่านใกล้ชิดกับพระเจ้าและนั่นคือวิธีที่ท่านใช้ชีวิตในโลกนี้ เพราะความเชื่อของเอโนค “มีผู้เป็นพยานว่าท่านเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (ฮบ.11:5) เอโนคมีความไว้วางใจอย่างแน่วแน่ว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร และในสิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำเพื่อทุกคนที่แสวงหาพระองค์ (ข้อ 6) ท่านแสดงความวางใจในองค์ผู้ทรงฤทธิ์สูงสุดโดยการดำเนินตามและเชื่อฟังพระองค์ และเพราะท่านมีความเชื่อ พระเจ้าจึงไม่ได้ให้ท่านประสบกับความตายฝ่ายร่างกาย (ข้อ 5)
“ผมจะใช้ชีวิตให้ดีได้อย่างไร” เป็นคำถามของเปโดร “โดยการดำเนินกับพระเจ้า”
ชีวิตของเราในโลกนี้ไม่จำเป็นต้องสรุปสาระสำคัญด้วยตัวเลขเท่านั้น แต่สรุปได้โดยความเชื่อของเรา ด้วยการยอมให้พระเจ้าทรงกระทำกิจในหลากหลายวิธีซึ่งเกินกว่าที่เราจะนับได้
พระคุณพระเจ้าที่มีเพียงพอ
แมรี่ แฟลนเนอรี โอคอนเนอร์คือชื่อโดยกำเนิด แต่เธอเป็นที่รู้จักดีในชื่อแฟลนเนอรี โอคอนเนอร์ หนึ่งในนักเขียนที่มีชื่อเสียงทางตอนใต้ของอเมริกา เรื่องราวของเธอเต็มไปด้วยการทนทุกข์และพระคุณ เมื่ออายุสิบห้าพ่อที่เธอรักก็เสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง โอคอนเนอร์ที่ใจสลายจึงทุ่มเทให้กับการเขียนนวนิยายเรื่องแรก ต่อมาไม่นานเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ไม่มีทางรักษา ซึ่งคร่าชีวิตเธอไปเมื่ออายุสามสิบเก้าปี งานเขียนของเธอสะท้อนถึงความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ อลิซ แมคเดอร์มอตต์นักเขียนนวนิยายกล่าวว่า “ฉันคิดว่าความเจ็บป่วยทำให้เธอเป็นนักเขียนอย่างที่เธอเป็น”
เราไม่รู้ว่า “หนามใหญ่” ของอัครทูตเปาโลคืออะไร (2 คร.12:7) แม้หลายคนเสนอข้อสรุปจากการคาดคะเน แต่เรารู้จากเปาโลว่า “ข้าพเจ้าวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า” (ข้อ 8) เรายังรู้อีกว่าพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต (ข้อ 9) เรื่องนี้ทำให้เปาโลถ่อมใจและเห็นว่าสิ่งนี้ทำให้ท่าน “ไม่ยกตัวเกินไป” (ข้อ 7) หนามใหญ่ของเปาโลก่อตัวขึ้นและทำให้ท่านเป็นอัครทูตอย่างที่ท่านเป็น แต่หนามนั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะว่ามันมาพร้อมกับพระคุณที่เพียงพอและฤทธิ์เดชอันเต็มขนาดของพระเจ้า เพื่ออัครทูตที่ทุกข์ทรมานคนนี้จะประกาศว่า “ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (ข้อ 10)
หนามใหญ่ในชีวิตของเราไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ล้วนช่วยสร้างเราขึ้น มันทำให้เราเป็นเรา แต่หนามนั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น ดังที่เปาโล แฟลนเนอรีและคนอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนได้เป็นพยานมาในตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติว่า พระคุณของพระเจ้านั้นมีเพียงพอสำหรับเรา
นครที่ควรค่าแก่การแสวงหา
ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1925 เพอร์ซี่ ฟอว์เซ็ตต์ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงภรรยา ก่อนที่เขาจะเดินทางลึกเข้าไปในป่าที่ยังไม่มีในแผนที่ในบราซิล เขากำลังตามหานครที่ยิ่งใหญ่ตระการตาซึ่งสาบสูญไปตามตำนาน เขาตั้งใจว่าจะเป็นนักสำรวจคนแรกที่บอกตำแหน่งของนครนี้แก่โลกหลังจากมีการค้นหาอยู่หลายปี แต่ทีมนักสำรวจของเขาได้หายสาบสูญไป นครแห่งนี้ไม่เคยถูกค้นพบ และการสำรวจจำนวนมากก็ล้มเหลวเช่นกัน
ความกล้าหาญและความหลงใหลของเพอร์ซี่แม้จะน่าชื่นชม แต่กลับสูญเปล่าไปกับนครที่สาบสูญซึ่งไม่อาจเข้าถึงได้ หากพูดกันตรงๆแล้ว ในชีวิตเราก็มีเป้าหมายจำนวนมากที่ไม่อาจไปถึงได้ซึ่งมีอิทธิพลเหนือเราด้วยเช่นกัน แต่มีทรัพย์สมบัติที่แท้สำหรับเราทุกคนซึ่งควรค่าแก่การแสวงหาอย่างสุดใจ สุดกำลังและสุดความคิด
ในจดหมายฝากจากเปาโลถึงผู้เชื่อในเมืองฟีลิปปี ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” (ฟป.3:8) ต่างจากนครในตำนานที่มีความมั่งคั่ง ชื่อเสียงหรืออำนาจ แต่การรู้จักพระเยซูและเชื่อในพระองค์เป็นทรัพย์สมบัติที่ไม่มีอะไรจะเทียบได้ เป้าหมายของโลกนี้ในเรื่องอำนาจหรือตำแหน่ง หรือแม้แต่การแสดงตนว่าเป็นผู้ชอบธรรมโดยการรักษาธรรมบัญญัติ ก็เทียบไม่ได้กับการรู้จักพระเยซู (ข้อ 6-7) เรากำลังใช้เวลาและพลังงานไปกับบางอย่างที่ไม่อาจเติมเต็มเราได้หรือไม่ ขอพระคริสต์ทรงช่วยเราที่จะสำรวจว่า “นคร” ใดที่เรากำลังตามหา
ขอบพระคุณด้วยใจถ่อม
ในวันขอบคุณพระเจ้าฉันโทรกลับบ้านเพื่อทักทายพ่อแม่ ขณะคุยกันฉันถามว่าแม่รู้สึกขอบคุณในเรื่องใดมากที่สุด ท่านพูดเสียงดังทันทีว่าที่รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่สุดคือ “ลูกๆทั้งสามของแม่รู้จักร้องออกพระนามของพระเจ้า” สำหรับแม่ของฉันซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาโดยตลอด แต่ก็ยังมีบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าการที่ลูกๆเรียนหนังสือเก่งและดูแลตัวเองได้
ความรู้สึกของท่านทำให้ฉันนึกถึงสุภาษิต 22:6 “จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น” แม้ข้อนี้ไม่ใช่พระสัญญาแต่เป็นหลักการที่กอปรด้วยปัญญา และมีเด็กจำนวนมากที่หลงหายไปจากพระเจ้าอย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งของชีวิต แม่กับพ่อของฉันพยายามอย่างมากที่จะเลี้ยงดูพวกเราให้รักพระเจ้าด้วยความถ่อมใจและความยำเกรง (ข้อ 4) หลักๆแล้วก็ด้วยการดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่าง เวลานี้โดยพระคุณของพระองค์ พวกท่านได้เห็นเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่และได้รับประโยชน์จากการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ ตามที่กล่าวในข้อ 2 ว่า “พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น” และแม้ว่าเด็กบางคนจะตอบสนองโดยการรักในคำสอนของพระคริสต์ แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้นในการได้ยินเสียงของพระองค์ สำหรับเด็กๆที่มีคุณค่าเหล่านั้นอันเป็นที่รัก เรายังคงอธิษฐานเผื่อพวกเขาและวางใจในเวลาของพระองค์
การขอบคุณพระเจ้าด้วยความถ่อมใจของแม่ชี้ให้เห็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักผู้ทรงเป็นที่ยำเกรงจะทรงประทานความมั่งคั่งฝ่ายวิญญาณในชีวิตนี้และหลังจากนั้น (ข้อ 4) และแม้ว่าเราไม่อาจควบคุมสิ่งที่เด็กจะเลือกทำได้ แต่เราวางใจในความหวังว่าพระเจ้าจะยังทรงทำงานในหัวใจของพวกเขาด้วยความรักต่อไป
จงนับพระพร
เมื่ื่อตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันชอบเพลง “นับพระพร” ซึ่งเป็นบทเพลงนมัสการเก่าแก่ที่หนุนใจผู้คนที่ “มีภาระหนักมาก” และ “คิดว่าแบกไม่ไหว” ให้หันมา “นับพระพรย้อนนับดูทีละอัน” หลายปีต่อมาเมื่ออลันสามีของฉันท้อใจ เขามักจะขอให้ฉันร้องเพลงที่เรียบง่ายนี้ให้เขาฟัง จากนั้นฉันก็จะช่วยเขาแจกแจงพระพรของเขา การทำเช่นนี้ทำให้อลันหันเหความสนใจจากปัญหาและความสงสัยในตนเอง แล้วมุ่งความคิดไปที่พระเจ้าและเหตุผลของเขาที่จะขอบพระคุณ
พระธรรมเอสราบรรยายถึงประชากรของพระเจ้าที่เผชิญกับอุปสรรคอันท่วมท้นโดยการจดจ่อที่ฤทธิ์อำนาจและการจัดเตรียมของพระเจ้า หลังจากที่ทนทุกข์จากการตกเป็นเชลยในบาบิโลนเป็นเวลาหลายสิบปี กษัตริย์ไซรัสก็อนุญาตให้คนยิวที่ถูกกวาดต้อนมากลับไปยังอิสราเอลเพื่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ (อสร.1-2) คนส่วนน้อยเท่านั้นที่กลับมา (2:64) แม้พวกเขาจะ “กลัว...เหตุด้วยชนชาติทั้งหลาย” ที่อยู่ล้อมรอบ อีกทั้งมีภารกิจใหญ่อยู่ตรงหน้า พวกเขาก็ได้วางรากฐานของพระวิหารและก่อแท่นบูชาขึ้นใหม่ (3:3, 10) จากนั้น “เขาร้องเพลงตอบกัน สรรเสริญและโมทนาแด่พระเจ้าว่า ‘เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ต่ออิสราเอล’ และประชาชนทั้งปวงก็โห่ร้องด้วยเสียงดังเมื่อเขาสรรเสริญพระเจ้า” (3:11)
หากคุณท้อใจหรือกำลังเผชิญกับอุปสรรคที่ดูเหมือนผ่านไปไม่ได้ ขอให้คุณหันความคิดของคุณมาหาพระเจ้า “หันมานับพระพร...ทีละอัน แปลกแต่จริงแน่แล้ว พระเจ้าทรงโปรดช่วยท่าน” แล้วคุณจะประหลาดใจที่พระองค์ยังทรงทำเช่นนั้นอยู่เพื่อผู้ที่รักพระองค์
ทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า
ตอนที่ฉันยังอายุน้อยกว่านี้ ฉันคิดว่าการทูลขอพระเจ้าที่จะช่วยฉันให้ส่งงานเขียนตามกำหนดเวลาเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ฉันบอกตัวเองว่า คนอื่นๆมีความจำเป็นมากกว่า ปัญหาครอบครัว วิกฤตสุขภาพ งานลดลง ความจำเป็นด้านการเงิน ฉันก็เผชิญกับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดด้วย แต่การส่งงานเขียนตามกำหนดเวลาดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไปที่จะทูลขอพระเจ้า แต่มุมมองฉันเปลี่ยนไปเมื่อพบตัวอย่างมากมายในพระคัมภีร์ ที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือผู้คนไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญความท้าทายใดๆ
มีเรื่องราวหนึ่งที่คนอิสราเอลกลัวเพราะพวกเขาถูกศัตรูคือคนฟีลิสเตียโจมตีที่เมืองมิสปาห์ “และคนอิสราเอลร้องต่อซามูเอลว่า ‘อย่าหยุดร้องทูลพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราเพื่อเราทั้งหลาย เพื่อขอพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมือของคนฟีลิสเตีย’” (1 ซมอ.7:8) ซามูเอลจึงถวายลูกแกะเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า โดยร้องทูลต่อพระองค์เพื่อคนอิสราเอล “และพระเจ้าทรงตอบท่าน” (ข้อ 9)
“ขณะที่ซามูเอลถวายเครื่องเผาบูชาอยู่นั้น คนฟีลิสเตียก็เข้ามาใกล้จะสู้รบกับอิสราเอล แต่พระเจ้าทรงให้ฟ้าร้องเสียงดังยิ่งนักในวันนั้นสู้กับคนฟีลิสเตีย กระทำให้คนฟีลิสเตียสับสนอลหม่าน จึงพ่ายแพ้แก่อิสราเอล” (ข้อ 10)
ต่อมา “ซามูเอลก็เอาศิลาก้อนหนึ่งตั้งไว้ระหว่างเมืองมิสปาห์และเมืองเชน เรียกชื่อศิลานั้นว่าเอเบนเอเซอร์ เพราะท่านกล่าวว่า ‘พระเจ้าทรงช่วยพวกเราจนบัดนี้’” (ข้อ 12) ซามูเอลวางศิลาเพื่อรำลึกถึงพระเจ้าที่ทรงช่วยเหลือประชากรของพระองค์ เอเบนเอเซอร์ แปลว่า “ศิลาแห่งความอุปถัมภ์”
การขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ให้เราร้องเรียกพระองค์ในวันนี้