Category  |  ODB

จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!

บางครั้งข้อความฝ่ายวิญญาณก็ปรากฏขึ้นในที่ซึ่งเราไม่คาดคิด อย่างเช่นในหนังสือการ์ตูน สแตน ลีผู้จัดพิมพ์หนังสือการ์ตูนมาร์เวลเสียชีวิตในปี 2018 ทิ้งมรดกไว้เบื้องหลังเป็นเหล่าฮีโร่ที่มีเอกลักษณ์ เช่น สไปเดอร์แมน ไอรอนแมน สี่พลังคนกายสิทธิ์ ฮัลค์ยักษ์เขียวจอมพลัง และอื่นๆอีกมากมาย

ชายผู้โด่งดังที่ยิ้มแย้มและสวมแว่นกันแดดนี้มีวลีติดปากที่เขาใช้ลงท้ายคอลัมน์ในการ์ตูนมาร์เวลฉบับรายเดือนมากว่าทศวรรษ คือคำว่า จงพุ่งทะยานสูงขึ้น ในข้อความที่ลีทวีตในปี 2010 เขาอธิบายความหมายไว้ว่าคือ “การก้าวสูงขึ้นและมุ่งหน้าไปสู่ความรุ่งเรืองยิ่งขึ้น” นี่คือสิ่งที่ผมปรารถนาต่อทุกคนเมื่อผมทวีตข้อความ! จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!

ผมชอบคำพูดนั้น ไม่ว่าสแตน ลีจะรู้หรือไม่ก็ตามแต่การใช้คำพูดที่พิเศษนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เปาโลเขียนถึงชาวฟีลิปปี เมื่อท่านเตือนสติให้ผู้เชื่อเลิกมองอดีตแต่ให้มองไปเบื้องหน้าและเบื้องบน “แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมา แล้วโน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์” (3:13-14 THSV11)

เรามักติดอยู่กับความเสียใจและความสงสัยถึงการตัดสินใจในอดีต แต่ในพระคริสต์นั้น พระองค์เชื้อเชิญให้เรามอบวางความเสียใจโดยมุ่งมองไปข้างหน้าและบากบั่นไปสู่พระสิริอันรุ่งเรืองยิ่งกว่าของพระเจ้า ด้วยการตอบรับการอภัยโทษของพระองค์และเป้าประสงค์ที่พระองค์ทรงประทานให้กับเราด้วยพระเมตตา! จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!

พระเจ้าทรงได้ยินเรา

นักเรียนชั้นป.1 โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินกับเจ้าหน้าที่ 911 “ผมต้องการความช่วยเหลือ” เด็กชายบอก “ผมต้องทำโจทย์ลบเลข” เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือจนกระทั่งได้ยินเสียงผู้หญิงเข้ามาในห้องและพูดว่า “จอห์นนี่ ลูกทำอะไร” จอห์นนี่อธิบายว่าเขาทำการบ้านคณิตศาสตร์ไม่ได้ เขาจึงทำตามที่แม่สอนไว้เมื่อต้องการความช่วยเหลือ โดยโทรหา 911 สำหรับจอห์นนี่แล้ว ความต้องการของเขาขณะนั้นคือเรื่องฉุกเฉิน และสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้มีเมตตา การช่วยเด็กชายทำการบ้านเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง ณ เวลานั้น

เมื่อดาวิดผู้เขียนสดุดีต้องการความช่วยเหลือ ท่านกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์ทราบถึงบั้นปลายของข้าพระองค์ และวันเวลาของข้าพระองค์จะนานสักเท่าใด ชีวิตข้าพระองค์ไม่เที่ยงอย่างไร” (สดด.39:4) ท่านพูดว่า “ความหวังของข้าพระองค์อยู่ใน” พระเจ้า (ข้อ 7) ท่านร้องขอให้พระเจ้าทรงรับฟังและตอบ “การร้องทูล” ของท่าน (ข้อ 12) น่าแปลกที่จากนั้นท่านขอให้พระเจ้าทรง “เมินพระพักตร์จาก” ท่าน (ข้อ 13) แม้ความต้องการของดาวิดไม่ได้ถูกเปิดเผย แต่ในตลอดพระคัมภีร์นั้นท่านประกาศว่าพระเจ้าจะสถิตกับท่าน สดับฟัง และตอบคำอธิษฐานของท่านเสมอ

ความมั่นใจที่เรามีในพระเจ้าผู้ทรงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงจะช่วยให้เราจัดการกับอารมณ์ที่แปรปรวนได้ ในขณะเดียวกันก็มั่นใจว่าไม่มีคำทูลขอใดที่เล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับพระองค์ผู้ไม่เคยเปลี่ยนไป พระองค์ทรงได้ยินเรา ทรงห่วงใย และตอบทุกคำร้องทูลอธิษฐานของเรา

ขอความช่วยเหลือด้วยใจถ่อม

เมื่องานปาร์ตี้ใกล้เข้ามาผมและภรรยาก็เริ่มวางแผน จะมีคนมากมายมาร่วมงาน เราควรจ้างคนทำอาหารหรือไม่ ถ้าเราจะทำอาหารเองเราควรซื้อเตาบาร์บีคิวไหม แล้วเราควรซื้อเต็นท์ด้วยหรือเปล่าเพราะมีโอกาสที่ฝนอาจจะตกวันนั้น ภายในเวลาไม่นานงานปาร์ตี้ของเราเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นและดูเหมือนไม่พึ่งพาคนอื่นเลย การพยายามเตรียมทุกอย่างด้วยตัวเราเองทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น

ภาพของชุมชนตามพระคัมภีร์นั้นต้องมีทั้งการให้และรับ แม้ก่อนการล้มลงในความบาป อาดัมเองก็ต้องการความช่วยเหลือ (ปฐก.2:18) และเราถูกเรียกให้แสวงหาคำแนะนำจากคนอื่น (สภษ.15:22) และแบ่งเบาภาระของกันและกัน (กท.6:2) คริสตจักรยุคแรกเอา “ทรัพย์สิ่งของมารวมกันเป็นของกลาง” และได้ผลประโยชน์จาก “ที่ดินและทรัพย์สิ่งของ” ของกันและกัน (กจ.2:44-45) แทนที่จะแยกกันใช้ชีวิต พวกเขากลับแบ่งปัน หยิบยืม ให้และรับอยู่ภายใต้การพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างงดงาม

สุดท้ายเราขอให้แขกช่วยกันนำสลัดหรือของหวานมาร่วมงานปาร์ตี้ เพื่อนบ้านเราเอาเตาย่างบาร์บีคิวมา และเพื่อนอีกคนเอาเต็นท์มา การขอความช่วยเหลือทำให้เราได้สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น และอาหารที่ทุกคนนำมาช่วยเพิ่มสีสันและความหลากหลาย ในช่วงอายุของเราการพึ่งพาตัวเองอาจเป็นเหตุให้เกิดความเย่อหยิ่ง แต่พระเจ้าทรงประทานพระคุณ “แก่คนที่ใจถ่อม” (ยก.4:6) รวมถึงคนเหล่านั้นที่ร้องขอความช่วยเหลือด้วยความถ่อมใจ

เมื่อการเชื่อคือการมองเห็น

“ฉันไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ฉันเห็นเลย!” คาริภรรยาของผมเรียกผมไปที่หน้าต่างและชี้ให้ดูกวางสาวตัวหนึ่งในป่านอกรั้วบ้านของเราที่กำลังกระโดดจากสนามหญ้าฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง ที่รั้วด้านในพวกสุนัขตัวโตของเราก็กำลังวิ่งตามไปข้างๆโดยไม่ได้เห่า พวกมันกระโดดไปมาแบบนั้นอยู่เกือบชั่วโมง เมื่อกวางหยุดและหันหน้ามามองเจ้าสุนัข พวกมันก็หยุดด้วย นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ล่าและเหยื่อเลย ทั้งกวางและสุนัขกำลังเล่นด้วยกัน พวกมันสนุกที่ได้อยู่ด้วยกัน!

สำหรับคาริและผมแล้ว การวิ่งเล่นตอนเช้าของพวกมันทำให้เราเห็นภาพอาณาจักรของพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ประกาศพระสัญญาของพระเจ้าเรื่องอาณาจักรของพระองค์ว่า “ดูเถิด เราจะสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่ และแผ่นดินโลกใหม่” (อสย.65:17) และท่านกล่าวว่า “สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน สิงห์จะกินฟางเหมือนวัว” (ข้อ 25) ไม่มีผู้ล่า ไม่มีเหยื่อ มีแต่มิตรสหาย

ดูเหมือนถ้อยคำของอิสยาห์จะแสดงให้เราเห็นว่าจะมีบรรดาสัตว์ในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า และชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง โดยเฉพาะ “สำหรับคนที่รักพระองค์” (1 คร.2:9) ช่างเป็นสถานที่อันงดงามจริงๆ! เมื่อเราวางใจในพระองค์ด้วยความเชื่อ พระเจ้าจะทรงเปิดดวงตาของเราสู่ความเป็นจริงที่กำลังจะมาถึง ซึ่งก็คือความปลอดภัยและสันติสุขในการทรงสถิตของพระองค์ตลอดไป!

การห่วงใยอย่างฉลาด

ภาพที่เห็นช่างน่าสะเทือนใจ ฝูงวาฬนำร่องพากันขึ้นมาเกยตื้นบนชายหาดของประเทศสก็อตแลนด์ บรรดาอาสาสมัครพยายามที่จะช่วยชีวิตพวกมัน แต่สุดท้ายพวกมันก็เสียชีวิต ไม่มีใครรู้ว่าวาฬจำนวนมากขนาดนี้ขึ้นมาเกยตื้นเพราะอะไร แต่อาจเป็นเพราะสายสัมพันธ์ทางสังคมอันแน่นแฟ้นของพวกมัน เมื่อตัวหนึ่งเกิดปัญหา ตัวอื่นๆที่เหลือจะมาช่วย นี่คือสัญชาตญาณแห่งความห่วงใยที่กลับนำไปสู่อันตราย

พระคัมภีร์เรียกร้องอย่างชัดเจนให้เราช่วยเหลือผู้อื่น แต่ก็ให้เรามีความเฉลียวฉลาดด้วยว่าจะช่วยอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราช่วยฟื้นฟูใครคนหนึ่งที่ตกอยู่ในบาป เราต้องระมัดระวังที่จะไม่ถูกดึงลงไปสู่บาปนั้นเสียเอง (กท.6:1) และในขณะที่เราต้องรักเพื่อนบ้าน เราก็ต้องรักตนเองด้วย (มธ.22:39) สุภาษิต 22:3 กล่าวว่า “คน​หยั่ง​รู้​เห็น​อันตราย​และ​ซ่อน​ตัว​ของ​เขา​เสีย แต่​คน​เขลา​เดิน​เรื่อยไป และ​รับ​อันตราย​นั้น” นี่เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีเมื่อการช่วยเหลือผู้อื่นกำลังจะทำให้เรามีอันตราย

เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคนยากจนอย่างมากสองคนเข้ามาร่วมคริสตจักรของเรา ไม่นานพี่น้องสมาชิกที่ห่วงใยต้องเดือดร้อนจากการช่วยเหลือพวกเขา ทางออกไม่ใช่การปฏิเสธสามีภรรยาคู่นั้น แต่เป็นการกำหนดขอบเขตเพื่อผู้ที่ช่วยเหลือจะไม่ต้องเดือดร้อน พระเยซูองค์พระผู้ช่วยสูงสุดทรงใช้เวลาสำหรับการพักผ่อน (มก.4:38) และพระองค์ทรงดูแลไม่ให้ความต้องการของคนอื่นๆมาแทนที่ จนความต้องการของสาวกถูกละเลย (6:31) การห่วงใยอย่างฉลาดคือการทำตามแบบอย่างของพระองค์ การดูแลสุขภาพของเราเองจะทำให้เราสามารถห่วงใยดูแลผู้อื่นได้ในระยะยาว

อะไรอยู่ในมือของเจ้า

ไม่กี่ปีหลังจากที่ฉันได้รับความรอดและถวายชีวิตแด่พระเจ้า ฉันรู้สึกว่าพระองค์ทรงนำให้ฉันเลิกอาชีพนักข่าวที่ทำอยู่ ขณะที่ฉันวางปากกาลงและเลิกทำงานเขียน ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงเรียกให้ฉันเขียนเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ ตลอดเวลาหลายปีที่ฉันเดินไปในถิ่นทุรกันดารของชีวิตตัวเองนั้น ฉันได้รับกำลังใจจากเรื่องราวของโมเสสและไม้เท้าของท่านในอพยพบทที่ 4

โมเสสผู้เติบโตในวังของฟาโรห์และมีอนาคตที่สดใส ได้หนีออกจากอียิปต์ไปใช้ชีวิตเป็นคนเลี้ยงแกะที่ไม่มีใครรู้จักในตอนที่พระเจ้าทรงเรียกท่าน โมเสสคงคิดว่าท่านไม่มีอะไรจะถวายให้พระเจ้า แต่ท่านได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงสามารถใช้ใครและสิ่งใดก็ได้เพื่อพระเกียรติของพระองค์

พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” ท่านทูลว่า “ไม้เท้า พระเจ้าข้า” ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “โยน​ลง​ที่​พื้นดิน​เถิด” (อพย.4:2-3) ไม้เท้าธรรมดาของโมเสสกลายเป็นงู เมื่อท่านจับงูไว้พระเจ้าก็ทรงให้กลายเป็นไม้เท้า (ข้อ 3-4) หมายสำคัญนี้ให้ไว้เพื่อที่ชาวอิสราเอลจะ “ได้​เชื่อ​ว่า ​พระ​เจ้า​ของ​บรรพ​บุรุษ​ของ​เขา ​พระ​เจ้า​ของ​อับราฮัม ​พระ​เจ้า​ของ​อิสอัค และ​พระ​เจ้า​ของ​ยาโคบ ทรง​ปรากฏ​แก่​เจ้า​แล้ว” (ข้อ 5) เหมือนเช่นโมเสสที่โยนไม้เท้าของท่านลงแล้วจับมันขึ้นมาใหม่ ฉันก็เลิกอาชีพนักข่าวเพื่อเป็นการเชื่อฟังพระเจ้า ต่อมาพระองค์ทรงนำให้ฉันหยิบปากกาขึ้นอีกครั้ง และบัดนี้ฉันเขียนเพื่อพระองค์

เราไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากมายเพื่อพระเจ้าจะทรงใช้ได้ เราสามารถรับใช้พระองค์ด้วยพรสวรรค์ที่พระองค์ประทานแก่เรา หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน จงดูว่ามีอะไรอยู่ในมือของคุณ

พระเจ้าแห่งความยุติธรรม

เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ไรอันสูญเสียแม่ไปด้วยโรคมะเร็ง เขาพบว่าตัวเองไม่มีบ้านและไม่นานก็ลาออกจากโรงเรียน เขารู้สึกสิ้นหวังและต้องหิวโหยอยู่บ่อยครั้ง หลายปีต่อมา ไรอันได้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ช่วยเหลือผู้อื่นโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ให้สามารถปลูก เก็บเกี่ยว และทำอาหารจากสิ่งที่พวกเขาปลูกในสวน องค์กรนี้สร้างขึ้นจากความเชื่อที่ว่าไม่มีใครควรขาดอาหาร และคนที่มีก็ควรดูแลคนที่ไม่มี ความห่วงใยที่ไรอันมีต่อผู้อื่นสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าในเรื่องความยุติธรรมและความเมตตา

พระเจ้าทรงห่วงใยอย่างลึกซึ้งในความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เราเผชิญ เมื่อพระองค์ทรงเห็นความอยุติธรรมที่เลวร้ายในอิสราเอล พระองค์ได้ทรงส่งผู้เผยพระวจนะอาโมสมาเปิดโปงความหน้าซื่อใจคดของพวกเขา ประชากรที่พระเจ้าได้ทรงช่วยเหลือออกจากการถูกกดขี่ในอียิปต์ บัดนี้ได้ขายเพื่อนบ้านไปเป็นทาสเพื่อแลกกับรองเท้าคู่เดียว (อมส.2:6) พวกเขาทรยศต่อผู้บริสุทธิ์ ปฏิเสธความยุติธรรมต่อผู้ถูกกดขี่ และเหยียบย่ำ “ศีรษะ” ของคนจน (ข้อ 6-7) ขณะแสร้งทำเป็นนมัสการพระเจ้าด้วยเครื่องบูชาและถือวันศักดิ์สิทธิ์ (4:4-5)

อาโมสวิงวอนประชาชนเหล่านั้นว่า “จง​แสวงหา​ความ​ดี อย่า​แสวงหา​ความ​ชั่ว เพื่อ​เจ้า​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้​ พระ​เจ้า​จอม​โยธา​จึง​ทรง​สถิต​กับ​เจ้า ดังที่​เจ้า​กล่าว​แล้ว​นั้น” (5:14) เราแต่ละคนก็เหมือนกับไรอันที่เคยมีประสบการณ์กับความเจ็บปวดและความอยุติธรรมในชีวิต จนสามารถเข้าใจผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะ “แสวงหาความดี” และร่วมกับพระเจ้าในการหว่านเมล็ดแห่งความยุติธรรมในทุกรูปแบบ

คุ้มค่าแก่การรอคอย

ว่าด้วยเรื่องของการหยุดพักระหว่างทางนั้น ฟิล สตริงเกอร์ ต้องรอสิบแปดชั่วโมงเพื่อจะขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนอง แต่อย่างไรก็ตาม ความอดทนและความมุ่งมั่นของเขาประสบผลสำเร็จ เขาไม่เพียงได้บินไปถึงจุดหมายปลายทางทันเวลาการประชุมธุรกิจสำคัญเท่านั้น แต่เขายังได้เป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวในเที่ยวบินนั้น! ผู้โดยสารคนอื่นๆล้มเลิกความตั้งใจหรือไม่ก็หาหนทางอื่น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเสิร์ฟอาหารตามที่เขาต้องการทุกอย่าง สตริงเกอร์กล่าวเสริมว่า “แน่นอนอยู่แล้วว่าผมต้องนั่งแถวหน้าสุด ทำไมจะไม่ทำแบบนั้นล่ะในเมื่อผมมีเครื่องบินทั้งลำเป็นของตัวเอง” ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่าแก่การรอคอยเป็นอย่างยิ่ง

อับราฮัมเองก็ต้องอดทนกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความล่าช้าที่เนิ่นนาน ย้อนกลับไปตอนที่ท่านยังใช้ชื่อว่าอับราม พระเจ้าตรัสกับท่านว่าพระองค์จะทรงทำให้ท่าน “เป็นชนชาติใหญ่” และ “เจ้า​จะ​ช่วย​ให้​ผู้อื่น​ได้รับ​พร​” (ปฐก.12:2-3) ปัญหาเดียวของชายวัยเจ็ดสิบห้าปี (ข้อ 4) คือ ท่านจะเป็นชนชาติใหญ่ได้อย่างไรหากไม่มีทายาท และแม้ว่าบางครั้งการรอคอยจะทำให้ท่านและภรรยาคือซารายเกิดความต้องการที่จะพยายาม “ช่วย” พระเจ้าทำตามพระสัญญาของพระองค์ด้วยความคิดผิดๆ (ดู 15:2-3; 16:1-2) แต่เมื่อท่าน “มี​อายุ​หนึ่ง​ร้อย​ปี​...​อิสอัค​บุตร​ชาย​เกิด​แก่​ท่าน” (21:5) ความเชื่อศรัทธาของท่านได้รับการยกย่องโดยผู้เขียนฮีบรูในเวลาต่อมา (11:8-12)

การรอคอยอาจเป็นเรื่องยาก และเราอาจเหมือนกับอับราฮัมที่ทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเราอธิษฐานและพักสงบอยู่ในแผนการของพระเจ้า ขอพระองค์ทรงช่วยให้เรามีความมุ่งมั่น ในพระองค์นั้นการรอคอยคุ้มค่าเสมอ

ดูเหมือนพระเยซูมากยิ่งขึ้น

พระเจ้าทรงออกแบบให้นกฮูกเทาใหญ่เป็นเจ้าแห่งการพรางตัว ขนสีเทาเงินของมันมีรูปแบบของกลุ่มสีที่ช่วยให้มันกลมกลืนไปกับเปลือกไม้เวลาเกาะอยู่บนต้นไม้ เวลาที่นกฮูกไม่ต้องการให้ใครเห็น มันจะซ่อนตัวขณะอยู่ในที่โล่งโดยใช้การอำพรางตัวด้วยขนที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม

คนของพระเจ้ามักจะทำตัวเป็นเหมือนนกฮูกสีเทามากจนเกินไป เราสามารถทำตัวให้กลมกลืนกับโลกได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อเหล่าสาวกของพระองค์ คือคนเหล่านั้นที่พระบิดาประทานแก่พระองค์ “จากมวลมนุษย์โลก” ผู้ “ปฏิบัติตาม” พระวจนะของพระองค์ (ยน.17:6) พระเจ้าพระบุตรทูลขอพระเจ้าพระบิดาให้ทรงปกป้องและเสริมกำลังพวกเขาในการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และยังคงชื่นชมยินดีเมื่อพระองค์จากไป (ข้อ 7-13) พระองค์ตรัสว่า “ข้า​พระ​องค์​ไม่ได้​ขอ​ให้​พระ​องค์​เอา​เขา​ออกไป​จาก​โลก แต่​ขอ​ปกป้อง​เขา​ไว้​ให้​พ้น​จาก​มาร​ร้าย​” (ข้อ 15) พระเยซูทรงทราบว่าสาวกของพระองค์จำเป็นต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และถูกแยกไว้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ที่พระองค์ทรงใช้ให้พวกเขามาทำให้สำเร็จ (ข้อ 16-19)

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถช่วยเราจากการถูกล่อลวงให้กลายเป็นเจ้าแห่งการพรางตัวเพื่อจะกลมกลืนกับโลก เมื่อเรายอมจำนนต่อพระองค์ในทุกวัน เราก็จะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น เมื่อเราดำเนินชีวิตในความรักและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว พระองค์จะทรงนำผู้อื่นมาถึงพระคริสต์โดยพระสิริทั้งสิ้นของพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา