คืนให้กับพระเจ้า
ในปีหนึ่ง ผู้นำคริสตจักรเชิญชวนให้เราถวายเพิ่มจากการถวายประจำแต่ละสัปดาห์ เพื่อเป็นของขวัญสำหรับการสร้างโรงยิมซึ่งเราจะสามารถใช้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวในชุมชนได้ หลังจากที่ไตร่ตรองด้วยการอธิษฐานโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่มีผู้พิการ ฉันถามสามีว่า “คุณแน่ใจหรือว่าเราทำสิ่งนี้ได้” เขาพยักหน้าและพูดว่า “เราไม่ได้ให้อะไรกับพระเจ้านอกจากสิ่งที่เป็นของพระองค์อยู่แล้ว” เขาพูด “พระองค์จะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็น” และพระองค์ทำจริงๆ! สิบกว่าปีต่อมาคริสตจักรของเรายังคงมีโอกาสได้รับใช้พระเยซูด้วยการรับใช้ผู้คนในโรงยิมนั้น
ใน 1 พงศาวดาร 29 กษัตริย์ดาวิดทรงแสดงให้พวกผู้นำของอิสราเอลเห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซาโลมอนโอรสของพระองค์ในฐานะที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้สืบทอดและผู้ที่จะสร้างพระวิหาร (ข้อ 1-5) ทุกคนตอบรับตามนั้นโดย “ถวายด้วยความเต็มใจ” และ “เปรมปรีดิ์” (ข้อ 6,9) ดาวิดสรรเสริญพระเจ้าและประกาศว่า “บรรดาสิ่งที่มีอยู่ในฟ้าสวรรค์และในแผ่นดินโลก” เป็นของพระองค์ (ข้อ 11) พระองค์ทรงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ของมากมายเหล่านี้ทั้งสิ้นซึ่งข้าพระองค์จัดหาเพื่อสร้างพระนิเวศถวายแด่พระองค์ เพื่อพระนามบริสุทธิ์ของพระองค์มาจากพระหัตถ์ของพระองค์ และเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น” (ข้อ 16)
เมื่อเราพิจารณาดูทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำและมอบให้กับเรา โดยเฉพาะของขวัญแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู ขอให้เรานมัสการและแสดงความขอบคุณและความรักโดยการถวายคืนให้กับพระเจ้าผู้ทรงประทานสิ่งดีทั้งปวง!
ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้
ความกลัวปลุกฉันขึ้นมาตอนตีสามในวันแรกของปีใหม่ ปีที่กำลังมาถึงนี้สร้างความหนักอึ้งให้ฉัน ท่วมท้นฉันด้วยความกลัว ความเจ็บป่วยของคนในครอบครัวทำให้ฉันอ่อนล้า และตอนนี้ความคิดในเรื่องของอนาคตทำให้ฉันกลัว แล้วจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นมากกว่านี้ไหมนะ
สาวกของพระเยซูเข้าใจถึงความกลัวว่าจะมีสิ่งร้ายเกิดขึ้น แม้ว่าอาจารย์ของพวกเขาได้จัดเตรียมและยืนยันกับพวกเขาในวันก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พวกเขาก็ยังกลัว พวกเขาหลบหนีตอนที่พระองค์ถูกจับ (มธ.26:56) เปโตรปฏิเสธพระองค์ (ยน.18:15-17,25-27) และพวกเขาไปซ่อนตัว (20:19) ความกลัวของพวกเขาในช่วงความโกลาหลของการจับกุมพระเยซูและการตรึงกางเขน รวมถึงการข่มเหงทำให้พวกเขาทำตรงกันข้ามกับคำสั่งของพระองค์ที่ว่า “จงชื่นใจเถิด” และพระสัญญาของพระองค์ที่ว่า “เราได้ชนะโลกแล้ว” (16:33)
แต่การสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์พิสูจน์ให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชเหนือชีวิตและความตาย พระองค์ทรงมีชัยชนะสูงสุด แม้สถานะที่ผิดบาปของโลกนี้จะทำให้เกิดความทุกข์ยาก แต่เราสามารถพักสงบในความจริงที่ว่าทุกสิ่งอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าผู้ทรงสติปัญญาและเปี่ยมด้วยความรัก พระเยซูสถิตอยู่กับเรา (16:32-33) ดังเช่นที่สถิตกับเหล่าสาวกผู้ซึ่งในภายหลังได้ออกไปแบ่งปันพระกิตติคุณด้วยความมั่นใจ ขอให้พระสัญญาของพระเจ้าที่บอกว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่นั้นจะเสริมจิตใจเราให้เข้มแข็งที่จะเชื่อวางใจพระองค์ในปีใหม่นี้ และที่เราจะกล้าหาญแม้ในเวลาที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร
พระสัญญาเหนือความพังทลาย
เมื่อพายุเฮอริเคนลอร่าพัดกระหน่ำผ่านอ่าวเม็กซิโกมุ่งหน้าสู่แนวชายฝั่งทะเลของรัฐหลุยเซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเตือนภัยถึงระดับความรุนแรงเนื่องด้วยกระแสลมที่พัดแรง 241 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นายอำเภอคนหนึ่งจึงประกาศเตือนด้วยข้อความที่น่าตกใจว่า “กรุณาออกจากพื้นที่ แต่ถ้าคุณเลือกที่จะอยู่และเราไม่สามารถเข้าถึงคุณได้ กรุณาเขียนชื่อ ที่อยู่ เลขประกันสังคม และชื่อญาติสนิท ใส่ไว้ในถุงซิปล็อกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงของคุณ และอธิษฐานขอให้ไม่ต้องใช้มัน” ทีมกู้ภัยรู้ว่าเมื่อพายุลอร่ามาถึงฝั่ง พวกเขาทำได้แค่เพียงมองดูเส้นทางการทำลายล้างของพายุโดยไม่อาจช่วยอะไรได้
เมื่อใดก็ตามที่ประชากรของพระเจ้าในพันธสัญญาเดิมเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือในฝ่ายวิญญาณ พระดำรัสของพระองค์นั้นมั่นคงและเปี่ยมด้วยความหวังมากยิ่งกว่า โดยทรงสัญญาถึงการสถิตอยู่ด้วยแม้ในภาวะที่ถูกทำลายนั้น พระองค์ตรัสว่าจะทรง “เล้าโลมที่ทิ้งร้างทั้งสิ้นของเธอ และจะทำถิ่นทุรกันดารของเธอเหมือนสวนเอเดน” (อสย.51:3) และยิ่งไปกว่านั้นพระเจ้าทรงยืนยันกับคนของพระองค์เสมอถึงการช่วยกู้และการรักษาที่จะมาถึงหากพวกเขาวางใจในพระองค์ แม้ว่า “ฟ้าสวรรค์จะศูนย์สิ้นไปเหมือนควัน” พระองค์ตรัส “ความรอดของ[พระองค์]จะอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 6) ไม่ว่าความเสียหายจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นความเลิศประเสริฐของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ได้เลย
พระเจ้าไม่ได้กันเราจากความยากลำบาก แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าการฟื้นฟูรักษาของพระองค์นั้นจะมากยิ่งกว่าความพังทลายทั้งปวง
เรื่องราวของพระเยซู
คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อของเคท ฮานคีย์ แต่เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่ง เธอเป็นทั้งครู นักประกาศ นักจัดงานโรงเรียน มิชชันนารี และนักกวี เธอรับใช้พระเยซูอย่างสัตย์ซื่อในช่วงปี 1800 ที่ประเทศอังกฤษ ในปีค.ศ.1867 เคทป่วยเป็นโรคร้ายแรง ขณะที่เธอพักรักษาตัวนั้นเธอเขียนบทกวีเรื่องยาวซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ “เรื่องราวซึ่งเป็นที่ต้องการ” และ “เรื่องราวที่ถูกเล่า” บทกวีเล่าถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวอันลึกซึ้งของเธอกับพระเยซูและเหตุการณ์ในชีวิตของพระองค์
พระคัมภีร์ทุกตอนชี้ไปที่พระเยซูและเล่าเรื่องราวของพระองค์ ยอห์นเริ่มจดหมายของท่านด้วยการเตือนให้ผู้อ่านระลึกว่า พวกเขามีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเยซูมาแล้วอย่างไร “ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต” (1 ยน.1:1) อัครทูตเขียนว่า เพราะประสบการณ์ที่เรามีกับพระเยซู เราจึงเล่าเรื่องราวของพระองค์ได้ว่า “ชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน” (ข้อ 2) ต่อมายอห์นเขียนไว้อย่างน่าประทับใจว่า “พระวจนะของพระเจ้าดำรงอยู่ในท่านทั้งหลาย” (2:14) หรือพูดได้อีกอย่างว่า เรื่องราวของพระเยซูคือเรื่องราวของเราด้วย เราถูกเรียกให้บอกเล่าเรื่องราวของพระคริสต์ตามประสบการณ์ที่เรามีกับพระองค์
นี่คือสิ่งที่เคท ฮานคีย์เขียนในบทกวีของเธอ ต่อมาภายหลังทั้งสองส่วนในบทกวีของเธอกลายมาเป็นเพลงนมัสการที่เราชื่นชอบ “ข้าชอบกล่าวเรื่องประเสริฐเลิศ” และ “โปรดบอกฉันถึงเรื่องก่อนเก่า” เราอาจทำเช่นเดียวกับเคทที่จะใช้คำพูดของเราเองเพื่อแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับผู้อื่น เล่าถึงการที่พระองค์ทรงรักเรา มาหาเรา และช่วยกู้เราในรูปแบบที่พิเศษไม่เหมือนใคร
พระหัตถ์พระเจ้า
ในปีค.ศ. 1939 เมื่อสงครามปะทุขึ้นในอังกฤษ พระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงออกรายการวิทยุในวันคริสต์มาสเพื่อหนุนใจพลเมืองในสหราชอาณาจักรและในเครือจักรภพให้ไว้วางใจพระเจ้า โดยตรัสถึงบทกวีที่พระมารดาของพระองค์ทรงรักมาก “จงออกไปในความมืด และวางมือของเจ้าไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า นั่นจะเป็นยิ่งกว่าแสงสว่างแก่เจ้า และเป็นความปลอดภัยยิ่งกว่าทางที่เจ้ารู้จัก” พระองค์ไม่รู้ว่าปีใหม่จะนำสิ่งใดมา แต่ทรงไว้วางใจพระเจ้าที่จะ “ทรงนำและทรงค้ำจุน” เขาทั้งหลายในวันอันน่าวิตกที่อยู่ข้างหน้า
ภาพพระหัตถ์พระเจ้าปรากฏในพระคัมภีร์หลายตอน รวมถึงพระธรรมอิสยาห์ โดยผู้เผยพระวจนะท่านนี้ พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้วางใจพระองค์ในฐานะพระผู้สร้างของพวกเขา ผู้ทรง “เป็นต้นและ...เป็นปลาย” (อสย.48:12) และจะยังคงมีส่วนในชีวิตพวกเขา ดังที่ตรัสว่า “เออ มือของเราได้วางรากฐานแผ่นดินโลก และมือของเราได้กางฟ้าสวรรค์ออก” (ข้อ 13) พวกเขาควรไว้วางใจในพระองค์และไม่พึ่งพาผู้ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจน้อยกว่า เพราะในท้ายที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว พระองค์ทรงเป็น “พระผู้ไถ่ของเจ้า องค์บริสุทธิ์ของอิสราเอล” (ข้อ 17)
ไม่ว่าเราจะเผชิญอะไรเมื่อมองไปสู่ปีใหม่นี้ เราสามารถเชื่อคำหนุนใจของพระเจ้าจอร์จและผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ โดยมอบความหวังและความวางใจของเราไว้ในพระเจ้า และสำหรับเราเช่นกันที่ความสุขสมบูรณ์ของเราจะเป็นเหมือนแม่น้ำ “ความชอบธรรมของ[เรา ]จะเป็นเหมือนคลื่นทะเล” (ข้อ 18)
ข้าแต่พระเจ้า ทำไมเป็นข้าพระองค์
จิมต่อสู้กับโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อมมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว เซลล์ประสาทในกล้ามเนื้อของเขาค่อยๆเสื่อมลง และกล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรง เขาสูญเสียทักษะการเคลื่อนไหวและสูญเสียความสามารถในการควบคุมแขนขา เขาไม่สามารถติดกระดุมเสื้อหรือผูกเชือกรองเท้าได้อีกต่อไป และการใช้ตะเกียบกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จิมต่อสู้กับสถานการณ์ของเขาแล้วทูลถามว่า ทำไมพระเจ้าทรงยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ทำไมจึงเป็นข้าพระองค์
เขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับบรรดาผู้เชื่อในพระเยซูที่ร้องต่อพระเจ้า ในสดุดีบทที่ 13 ดาวิดร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใดพระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ พระองค์จะทรงเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด ข้าพระองค์จะต้องตรึกตรองในใจของข้าพระองค์ และมีความทุกข์โศกอยู่ในใจตลอดไปนานเท่าใด” (ข้อ 1-2)
เราเองก็สามารถนำความสับสนและปัญหามาร้องทูลต่อพระเจ้าได้ พระองค์ทรงเข้าใจเมื่อเราร้องว่า “อีกนานแค่ไหน” และ “ทำไม” คำตอบสุดท้ายได้ประทานแก่เราแล้วในพระเยซูและในชัยชนะของพระองค์เหนือบาปและความตาย
เมื่อเรามองดูกางเขนและอุโมงค์ว่างเปล่า เราก็ได้มาซึ่งความมั่นใจที่จะไว้วางใจใน “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้า (ข้อ 5) และชื่นบานยินดีในความรอดของพระองค์ แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด เราสามารถ “ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงกระทำแก่ [เรา] อย่างดี” (ข้อ 6) โดยความเชื่อในพระคริสต์ พระองค์ทรงอภัยบาปของเรา ทรงรับเราเป็นบุตรและกำลังทำให้พระประสงค์อันดีเลิศตลอดนิรันดร์ของพระองค์สำเร็จในชีวิตของเรา
สร้างสิ่งซึ่งยั่งยืน
ตอนผมยังเป็นเด็กอยู่ที่รัฐโอไฮโอ เราอาศัยใกล้โครงการก่อสร้างจำนวนมาก ผมกับเพื่อนๆได้แรงบันดาลใจจากสิ่งเหล่านั้นจึงรวบรวมเศษวัสดุที่ทิ้งแล้วมาสร้างป้อม โดยยืมเครื่องมือจากพ่อแม่ของเรา เราลำเลียงไม้และใช้เวลาหลายวันในการพยายามทำให้วัสดุนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ มันสนุก แต่ความพยายามของเรากลับได้ผลตรงกันข้ามกับอาคารที่สร้างไว้อย่างดีรอบตัวเรา สิ่งก่อสร้างของเราอยู่ได้ไม่นาน
ในปฐมกาลบทที่ 11 เราได้พบกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ “ให้เราสร้างเมืองขึ้น” ประชาชนกล่าว “และก่อหอให้ยอดเทียมฟ้า” (ข้อ 4) ความพยายามนี้ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่คือคนเหล่านั้นทำเพื่อ “เราจะได้สร้างชื่อให้กับตนเอง” (ข้อ 4 TNCV)
เราสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อตัวเราเองและเพื่อความสำเร็จของเรา นี่เป็นปัญหาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ต่อมาพระคัมภีร์เล่าถึงแรงจูงใจของซาโลมอนในการสร้างพระนิเวศสำหรับพระเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องตรงกันข้าม “ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะสร้างพระนิเวศสำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า” (1 พกษ.5:5)
ซาโลมอนเข้าใจว่าสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นจำเป็นต้องนำไปสู่พระเจ้า ไม่ใช่ตัวพระองค์เอง นี่เป็นบทเรียนสำคัญจนพระองค์ประพันธ์ไว้เป็นบทเพลง ในเพลงสดุดีบทที่ 127 เริ่มด้วยว่า “ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า” (ข้อ 1) เหมือนกับการสร้างป้อมในวัยเด็กของผม สิ่งที่เราสร้างจะไม่คงอยู่ แต่พระนามของพระเจ้าและสิ่งที่เราทำเพื่อพระองค์จะมีความสำคัญอย่างยั่งยืน
ก้าวด้วยความเชื่อ
จอห์นเสียใจมากเมื่อเขาตกงาน เพราะอาชีพการงานของเขาใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นแต่เขารู้ว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้นใหม่ที่ไหนสักแห่ง เขาจึงเริ่มอธิษฐานของานที่เหมาะสม แล้วจอห์นก็ปรับประวัติส่วนตัวให้เป็นปัจจุบัน อ่านเคล็ดลับการสัมภาษณ์และโทรศัพท์ไปหลายที่ หลังสมัครงานมาหลายสัปดาห์ เขาก็ตอบรับตำแหน่งใหม่ซึ่งมีตารางงานที่ดีและการเดินทางสะดวก การเชื่อฟังอย่างสัตย์ซื่อและการจัดเตรียมของพระเจ้ามาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบ
เหตุการณ์ที่น่าทึ่งกว่านี้เกิดขึ้นกับโยเคเบด (อพย.6:20) และครอบครัวของนางในช่วงเวลาที่อิสราเอลเป็นทาสในอียิปต์ เมื่อฟาโรห์มีพระราชกฤษฎีกาให้เอาบุตรชายชาวฮีบรูที่เพิ่งเกิดทุกคนไปทิ้งเสียในแม่น้ำไนล์ (1:22) โยเคเบดคงจะหวาดกลัวมาก นางไม่อาจเปลี่ยนกฎหมายได้ แต่มีบางอย่างที่นางก้าวออกมาทำได้โดยเชื่อฟังพระเจ้าและพยายามช่วยบุตรชายของนาง นางซ่อนบุตรไว้จากชาวอียิปต์ด้วยความเชื่อ นางสานตระกร้ากันน้ำจากต้นกก แล้ว “วางไว้ที่กอปรือริมแม่น้ำ” (2:3) พระเจ้าทรงก้าวเข้ามารักษาชีวิตบุตรนั้นไว้อย่างอัศจรรย์ (ข้อ 5-10) และต่อมาภายหลังทรงใช้เขาให้ปลดปล่อยชนอิสราเอลทั้งสิ้นจากการเป็นทาส (3:10)
จอห์นกับนางโยเคเบดได้ทำสิ่งที่ต่างกันมาก แต่เรื่องราวของเขาทั้งสองมีเครื่องหมายแห่งการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ ความกลัวอาจทำให้เราเป็นอัมพาต และแม้ว่าผลลัพธ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิดหรือหวังไว้ แต่ความเชื่อให้กำลังแก่เราที่จะยังคงไว้วางใจในความดีของพระเจ้าไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
แสดงความเมตตา
ในนวนิยายชื่อ เรื่องของเกรซ (About Grace) เดวิด วิงค์เลอร์ปรารถนาจะได้พบลูกสาวที่ขาดการติดต่อไปโดยสิ้นเชิง และเฮอร์แมน ชีลเลอร์คือคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ แต่ก็มีอุปสรรคเพราะลูกสาวของเดวิดเกิดจากการที่เขามีความสัมพันธ์กับภรรยาของเฮอร์แมน และเฮอร์แมนเตือนว่าอย่าติดต่อกับพวกเขาอีก
หลายสิบปีผ่านไปก่อนที่เดวิดจะเขียนจดหมายถึงเฮอร์แมนเพื่อขอโทษในสิ่งที่เขาทำลงไป “ชีวิตผมมีบางอย่างขาดหายไป เพราะผมแทบไม่รู้เรื่องของลูกสาวเลย” เขากล่าวและวิงวอนขอข้อมูลเกี่ยวกับเธอ เขารอดูว่าเฮอร์แมนจะช่วยเขาหรือไม่
เราควรปฏิบัติต่อผู้ที่ทำผิดต่อเราอย่างไร กษัตริย์ของอิสราเอลเผชิญกับคำถามนี้หลังจากที่ศัตรูของพระองค์ถูกมอบไว้ในมือของพระองค์อย่างอัศจรรย์ (2 พกษ.6:8-20) “จะให้ข้าพเจ้าฆ่าเขาเสียหรือ” พระองค์ถามผู้เผยพระวจนะเอลีชา เอลีชาตอบว่า “อย่าทรงประหารเขาเสีย...ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำให้เขารับประทานและดื่ม แล้วปล่อยให้เขาไปหาเจ้านายของเขาเถิด” (ข้อ 21-22) ด้วยการแสดงความเมตตานี้ อิสราเอลจึงพบสันติภาพกับศัตรู (ข้อ 23)
เฮอร์แมนตอบจดหมายของเดวิด เชิญเขามาบ้านและทำอาหารเลี้ยงเขา “ข้าแต่พระเยซูเจ้า” เขาอธิษฐานก่อนรับประทานอาหาร “ขอบคุณพระองค์ที่ทรงคุ้มครองดูแลข้าพระองค์และเดวิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา” เขาช่วยให้เดวิดได้พบกับลูกสาว และเดวิดก็ช่วยชีวิตเขาไว้ในเวลาต่อมา ในพระหัตถ์ของพระเจ้า การที่เราแสดงความเมตตาต่อคนที่ทำผิดต่อเรานั้น มักจะนำไปสู่ผลลัพธ์คือพระพรเหนือชีวิตของเรา