จดจำพระเจ้า
ผมบินไปอินเดียซึ่งเป็นดินแดนที่ไม่เคยไปมาก่อน และมาถึงสนามบินเบงกาลูรูหลังเที่ยงคืน แม้จะได้มีการติดต่อกันทางอีเมลมาก่อน แต่ผมไม่รู้ว่าใครจะมารับผมหรือว่าผมควรไปพบคนๆนั้นที่ไหน ผมเดินตามมวลมหาชนที่หลั่งไหลไปยังจุดรับกระเป๋าและด่านศุลกากร จากนั้นก็ออกไปสู่ค่ำคืนที่ร้อนชื้นพยายามมองหาสายตาที่เป็นมิตรท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก ผมเดินไปเดินมาอยู่หน้ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นชั่วโมงและหวังว่าจะมีคนจำผมได้ ในที่สุดชายใจดีก็เข้ามาหาและถามว่า “คุณวินน์ใช่ไหมครับ ผมขอโทษจริงๆ ผมคิดว่าจะจำคุณได้ และคุณเดินอยู่ข้างหน้าผมตลอด แต่คุณดูไม่เหมือนที่ผมคิดไว้เลย”
พวกเรามักจะสับสนเป็นประจำและไม่รู้จักบุคคลหรือสถานที่ที่เราควรรู้ แต่พระเจ้าได้ทรงเตรียมวิธีที่เราจะจำพระองค์ได้อย่างไม่ผิดพลาด พระองค์เสด็จมาในโลกของเราในฐานะพระเยซูผู้ทรง “เป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์” (ฮบ.1:3) พระคริสต์ทรงเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระเจ้า เมื่อเราเห็นพระองค์ เรามั่นใจได้อย่างเต็มที่ว่าเราได้เห็นพระเจ้า
ถ้าเราอยากรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นอย่างไร พระองค์จะตรัสอะไร และจะทรงแสดงความรักอย่างไร เราก็เพียงแค่ดูและฟังพระเยซูเท่านั้น เรากำลังได้ยินสิ่งที่ “[พระเจ้า]ได้ตรัส” (ข้อ 2) ผ่านทางพระบุตรจริงหรือไม่ เรากำลังติดตามความจริงของพระองค์อยู่แน่หรือ การที่เราจะแน่ใจได้ว่าเราจดจำพระเจ้าได้คือ ให้เราเพ่งมองไปที่พระบุตรและเรียนรู้จากพระองค์
ของขวัญแห่งความทุกข์ยาก
พี่น้องตระกูลไรท์ประสบความสำเร็จในการทำให้มนุษย์บินได้ แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จของชายสองคนไม่ง่ายเลย แม้ต้องพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน การเยาะเย้ย ปัญหาเรื่องเงิน และการบาดเจ็บสาหัสของหนึ่งในพวกเขา แต่อุปสรรคที่พวกเขาเผชิญไม่อาจหยุดสองพี่น้องได้ ดังที่ออร์วิลล์ ไรท์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ไม่มีนกตัวใดบินได้ในภาวะไร้ลม” เดวิด แมคคัลโลผู้ เขียนชีวประวัติกล่าวว่า แนวคิดนี้หมายความว่าความทุกข์ยากอาจ “เป็นสิ่งที่คุณต้องการเพื่อจะพาตัวคุณไปให้สูงขึ้น” แมคคัลโลกล่าว “ความสุขของพวกเขาไม่ใช่การขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่ความสุขของพวกเขาคือการได้ปีนภูเขา”
เปโตรสอนหลักการฝ่ายวิญญาณที่คล้ายกันนี้แก่คริสตจักรยุคแรกที่ถูกข่มเหง ท่านบอกพวกเขาว่า “อย่าประหลาดใจ ที่ท่านต้องได้รับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเป็นการลองใจ” (1 ปต.4:12) นี่ไม่ใช่การปฏิเสธความเจ็บปวดของการทนทุกข์ เปโตรรู้ว่าความหวังในพระคริสต์ทำให้เราวางใจพระเจ้ามากขึ้น
นี่เป็นความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราทนทุกข์เพราะการเป็นผู้เชื่อในพระเยซู เหมือนที่คริสเตียนในยุคแรกเจอ เปโตรเขียนถึงพวกเขาว่า “จงชื่นชมยินดีในการที่ท่านได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์ เพื่อว่าเมื่อพระสิริของพระเจ้าปรากฏขึ้น ท่านทั้งหลายก็จะได้ชื่นชมยินดีเป็นอันมากด้วย” (ข้อ 13) ท่านกล่าวต่อว่า “ถ้าท่านถูกด่าว่า เพราะพระนามของพระคริสต์ ท่านก็เป็นสุข ด้วยว่าพระวิญญาณแห่งพระสิริและของพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน” (ข้อ 14)
ในขณะที่ผู้เขียนชีวประวัติยกย่องคุณลักษณะของพี่น้องตระกูลไรท์ ขอให้คนอื่นเห็นคุณลักษณะอันเปี่ยมด้วยความรักของพระเจ้าที่กระทำการอยู่ในตัวเรา พระองค์ทรงใช้ความทุกข์ยากของเราเพื่อยกเราสู่ระดับที่สูงขึ้น
จงปล่อยประชากรของเราไป
ภาพวาดชื่อดัง จงปล่อยประชากรของเราไป โดยอารอน ดักลาสใช้สีที่ดูมีชีวิตชีวาทั้งม่วงลาเวนเดอร์ สีเขียว และสีทอง โดยวาดในแนวแอฟริกันดั้งเดิมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์เกี่ยวกับโมเสส และเชื่อมโยงเข้ากับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและความยุติธรรมของคนแอฟริกันอเมริกัน
ภาพวาดนี้แสดงถึงการปรากฏของพระเจ้าต่อโมเสสในพุ่มไม้ที่มีไฟลุกไหม้ เมื่อพระองค์ทรงเปิดเผยว่าพระองค์ได้เห็นสภาพอันเลวร้ายของคนอิสราเอลในอียิปต์แล้ว ศิลปินใช้ลำแสงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าและพระดำรัสของพระองค์ว่า “เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์ เพื่อจะได้พาประชากรของเราคือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” (อพย.3:10)
ในภาพ จงปล่อยประชากรของเราไป โมเสสคุกเข่ายอมจำนนต่อพระบัญชาของพระเจ้า แต่สายตาของท่านถูกดึงดูดไปยังคลื่นแห่งความมืดและพวกม้าที่ถูกฝึกเพื่อทำสงครามที่อยู่รอบตัวท่าน ซึ่งเตือนให้ผู้ชมนึกถึงการต่อสู้ดิ้นรนที่คนอิสราเอลจะต้องเผชิญเมื่อพวกเขาออกจากอียิปต์ แต่ลำแสงที่ส่องสว่างเจิดจ้าเป็นเครื่องเตือนใจว่าพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับคนอิสราเอล
ภาพวาดทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรงเพราะการต่อสู้กับความอยุติธรรมยังคงดำเนินอยู่ คนมากมายใช้อำนาจของตนกดขี่ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กทั่วโลก ขณะที่ผู้ทุกข์ทนร้องทูลขอให้พระเจ้าทรงเป็น “ที่กำบังเข้มแข็งของคนที่ถูกกดขี่ ทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็งในเวลายากลำบาก” (สดด.9:9) เราสามารถทูลวิงวอนพระเจ้าให้ทรงตอบเสียงร้องขอความช่วยเหลือของพวกเขา และเช่นเดียวกับโมเสส เราเต็มใจที่จะทำเพื่อผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงเหล่านั้น
ยังเกิดผลเพื่อพระเจ้า
มีนิทานพื้นบ้านเก่าแก่เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ขนน้ำจากแม่น้ำกลับบ้านทุกวัน โดยใช้ถังสองใบสอดไว้ที่ปลายสองข้างของไม้คาน ถังใบหนึ่งใหม่และแข็งแรง ส่วนอีกใบหนึ่งเก่ามากและมีรอยแตก เมื่อหญิงคนนั้นกลับถึงบ้าน ถังใบใหม่ยังคงมีน้ำอยู่เต็ม แต่ถังใบเก่าแทบจะไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย ถังใบเก่ารู้สึกเสียใจและขอโทษ หญิงนั้นหันกลับไปชี้ที่ทางเดินแล้วถามถังใบเก่าว่า “เจ้าเห็นดอกไม้พวกนั้นที่เติบโตอยู่ข้างทางฝั่งของเจ้าไหม เจ้ารดน้ำพวกมันทุกวัน ทำให้ทางเดินไปและกลับจากแม่น้ำของฉันเต็มไปด้วยความงดงามอยู่เสมอ”
เราอยู่ในโลกที่ชื่นชมและยกย่องคนหนุ่มสาว คนที่อายุน้อยและมีความมั่นคง ไร้ข้อตำหนิและมีความสามารถ แต่พระคัมภีร์บอกเราอย่างชัดเจนถึงความงดงามอันชอบธรรมที่มาจากผู้สูงวัยและผู้อ่อนแอ หรือแม้แต่มีร่องรอยแตกหักและมีรูรั่ว ผู้แต่งเพลงสดุดีอาวุโสกล่าวว่า “คนชอบธรรม ก็งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม เจริญขึ้นอย่างต้นสนสีดาร์ในเลบานอน” (สดด.92:12)
จริงอยู่ ความชรา ไม่ได้มีความหมายเท่ากับคำว่าฉลาดเสมอไป แต่ความสูงวัยมีส่วนช่วยชีวิตของเราในแบบที่คนหนุ่มสาวทำไม่ได้ เพราะพวกเขามีชีวิตอยู่มายาวนานกว่า มีประสบการณ์มากกว่า และยืนหยัดมั่นคงมากกว่า ผลิดอกออกผลในความเชื่อและความไว้วางใจในพระเจ้า คนเช่นนี้ “แก่แล้วก็ยังเกิดผล ...มีน้ำเลี้ยงเต็มและเขียวสดอยู่” (ข้อ 14)
ผู้สูงอายุในชีวิตของเรายังคงเกิดผลที่งดงามอยู่ ให้เราใช้เวลามองดูความจริงนี้และเอาใจใส่ดูแลพวกเขา
ชอบธรรมโดยพระเยซู
“เราพร้อมจะให้ขึ้นเครื่องไปยังอ่าวมอนเตโกแล้ว” เสียงประกาศดังขึ้น ผมมาเป็นวิทยากรและผู้นำให้กับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายที่ไปประกาศข่าวประเสริฐที่จาไมก้า ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้สะพายหลังเพื่อหยิบบัตรผ่านขึ้นเครื่องและหนังสือเดินทาง แต่ต้องใจหายวาบ หนังสือเดินทางของผมหาย!
กลุ่มของเราขึ้นเครื่องไปโดยไม่มีผม และผมต้องดิ้นรนพยายามอยู่สี่วันเพื่อทำหนังสือเดินทางใหม่ หลังจากต้องโทรศัพท์หลายร้อยสาย เดินทางไปกรุงวอชิงตันโดยไม่ได้อะไรคืบหน้า ขับรถกลับไปยังเมืองแกรนด์แรพพิดส์ รัฐมิชิแกน สองวันในเมืองใกล้ๆ และความช่วยเหลือจากสำนักงานสมาชิกสภาผู้แทนฯในท้องถิ่น ในที่สุดผมจึงได้หนังสือเดินทางใหม่และตามไปร่วมกลุ่มในจาเมก้าได้
หนังสือเดินทาง หนังสือเล่มเล็กๆแต่เป็นเครื่องรับประกันเพียงอย่างเดียวที่ผมมีในที่ที่ผมต้องการไป แม้ผมจะใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้ได้เอกสารใหม่นั้นมา แต่คุณค่าของมันเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่จะกำหนดจุดหมายปลายทางนิรันดร์ของเรา นั่นคือความเชื่อวางใจในพระเยซู ซึ่งเป็นหลักประกันเดียวว่าเราได้รับความรอดจากบาปและชีวิตใหม่ในพระองค์
พระคัมภีร์กล่าวว่า “บัดนี้เป็นวันแห่งความรอด” (2 คร.6:2) เปาโลกำลังบรรยายถึงความจริงที่ว่ารุ่งอรุณแห่งความรอดมาถึงแล้วโดยพระคริสต์ การเชื่อในพระองค์จะทำให้เราได้มีประสบการณ์ในความรักของพระเจ้า และพระราชกิจแห่งการทรงไถ่และการฟื้นฟูสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง ในวันนี้ให้เราตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของการ “ได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทาง[พระคริสต์ ]” (5:21)
อย่าหมดกำลังใจ
เหนื่อยล้า นั่นคือสิ่งที่สัตยารู้สึกหลังจากเข้าทำงานใหม่ได้เก้าเดือน ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เขาพยายามปฏิบัติตามหลักการของพระเจ้าในการแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการงาน แต่ปัญหาด้านบุคลากรยังคงอยู่ และดูเหมือนว่าองค์กรก้าวหน้าไปเพียงเล็กน้อย เขารู้สึกอยากจะยอมแพ้
บางทีคุณอาจรู้สึกเหนื่อยเช่นเดียวกับสัตยา คุณรู้ว่าควรทำสิ่งที่ดีแต่กลับรู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์และร่างกายเกินกว่าจะเดินไปต่อ จงทำใจดีๆไว้ อัครทูตเปาโลหนุนใจเราด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร” (กท.6:9) ท่านใช้การเปรียบเทียบกับเรื่องของชาวนา และชาวนาทุกคนรู้ว่าการหว่านเป็นงานหนัก
การหว่าน “ในย่านพระวิญญาณ” (ข้อ 8) ก็เป็นงานหนักเช่นกัน ผู้เชื่อในพระเยซูที่พยายามทำตามการทรงนำของพระวิญญาณ และดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์อาจรู้สึกท้อแท้และหมดกำลังใจได้ แต่เมื่อเรายึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ การเก็บเกี่ยวจะมาถึง เราจะ “เกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 8; ดู ยน.17:3) อันหมายถึงผลผลิตแห่งพระพรของพระเจ้าที่มีปริมาณมากเป็นพิเศษเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา และในชีวิตนี้ เราจะได้มีความมั่นใจและความปีติยินดีในการรู้จักพระองค์ เราจะเก็บเกี่ยวในเวลาอันเหมาะสม ซึ่งไม่ใช่เวลาที่กำหนดโดยฤดูกาลหรือสภาพอากาศ แต่เป็นเวลาตามพระประสงค์อันเลิศประเสริฐของพระเจ้าผู้ทรงดีพร้อม ก่อนที่การเก็บเกี่ยวจะมาถึง ให้เราหว่านต่อไปด้วยกำลังของพระเจ้า
ง่ายและยาก
มาร์คเป็นศิษยาภิบาลหนุ่มที่มีอนาคตไกล แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งโอเว่นลูกชายของเขาล้มลงและเสียชีวิตในขณะเตะบอลด้วยกัน มาร์คหัวใจสลายและยังคงตรอมตรมกับการสูญเสีย แต่ความเจ็บปวดทำให้เขากลายเป็นศิษยาภิบาลที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ผมเศร้าเสียใจไปกับมาร์คและนึกสงสัยว่าบททดสอบของเขาแสดงให้เห็นถึงแง่คิดอันล้ำลึกของเอ.ดับเบิลยู.โทเซอร์ที่ได้กล่าวไว้ว่า “จริงไหมที่พระเจ้าจะอวยพรมนุษย์อย่างมากมายไม่ได้ จนกว่าพระองค์จะทำให้เขาต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเสียก่อน” ผมเกรงว่าคำพูดนี้จะเป็นจริง
แต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เราได้เรียนรู้ว่าวิถีของพระเจ้านั้นล้ำลึกโดยศึกษาจากการอพยพของชนอิสราเอล พระเจ้าทรงนำชนชาติใหม่นี้ออกจากอียิปต์ไปบนเส้นทางที่ง่าย โดยตรัสถึงอิสราเอลว่า “เกรงว่าเมื่อประชากรไปเผชิญสงครามเข้า เขาจะเปลี่ยนใจและกลับไปยังอียิปต์เสีย” (อพย.13:17) แต่ในไม่กี่ข้อต่อมา พระเจ้าทรงบอกให้โมเสสย้อนกลับทางเดิมเพื่อให้ฟาโรห์ระดมพลและออกมาสู้รบ (14:1-4) ฟาโรห์ฮุบเหยื่อนี้ ชนอิสราเอล “มีความกลัวยิ่งนัก...จึงร้องทูลพระเจ้า” (ข้อ 10) โมเสสตำหนิพวกเขาว่า “พระเจ้าจะทรงรบแทนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงบอยู่เถิด” (ข้อ 14)
พระเจ้าทรงใช้ทั้งเส้นทางที่ง่ายและยากเพื่อทำให้ประชากรของพระองค์เติบโตและนำพระเกียรติมาสู่พระองค์ พระองค์สัญญาว่า “เราจะได้รับเกียรติยศ เพราะฟาโรห์และพลโยธา แล้วชาวอียิปต์จะรู้ว่าเราคือพระเจ้า” (ข้อ 4) อิสราเอลรู้แล้ว และเราก็รู้ได้เช่นกัน พระเจ้าทรงกำลังเสริมสร้างความเชื่อของเราผ่านการทดสอบแต่ละครั้งไม่ว่าจะง่ายหรือยาก เมื่อชีวิตราบรื่นจงพักสงบในพระองค์ แต่เมื่อชีวิตยากลำบากจงยอมให้พระองค์ทรงอุ้มคุณ
การเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า
“ความบาปของคุณมีส่วนในการตรึงพระเยซูบนกางเขนหรือไม่” นี่ดูเหมือนจะเป็นคำถามของเร็มบรันท์จิตรกรชาวดัตช์ที่ปรากฏอยู่ในผลงานชิ้นเอกในปีค.ศ. 1633 ที่ชื่อว่า ยกกางเขน (The Raising of the Cross) พระเยซูปรากฏอยู่ตรงกลางของภาพบนกางเขนที่กำลังถูกยกขึ้นและวางให้ตรงตำแหน่ง มีชายสี่คนเป็นผู้ยกแต่มีคนหนึ่งที่โดดเด่นในแสงเงาที่อยู่รอบพระเยซู เสื้อผ้าของเขาต่างออกไป เขาใส่ชุดในสมัยของเร็มบรันท์และใส่หมวกที่จิตรกรมักจะใส่ เมื่อมองดูใบหน้าใกล้ๆทำให้เห็นว่าเร็มบรันท์วาดภาพตัวเองลงไปด้วย ราวกับจะพูดว่า “ความบาปของข้าพเจ้ามีส่วนในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู”
แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่โดดเด่นออกมาเช่นกัน เขาอยู่บนหลังม้ามองตรงออกมาจากรูปภาพ บางคนคิดว่านี่เป็นอีกรูปของตัวเร็มบรันท์ที่กำลังตั้งคำถามด้วยสายตาหยั่งรู้กับทุกคนที่มองดูภาพนี้อยู่ว่า “คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ”
เปาโลมองเห็นตัวท่านเองในนั้น และอาจเป็นเราด้วยเช่นกัน เพราะพระเยซูทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อเราด้วย ในโรม 5:10 ท่านพูดถึงตัวเองและพวกเราว่าเป็น “ศัตรูของพระเจ้า” แต่แม้ความบาปของเราเป็นเหตุให้พระเยซูสิ้นพระชนม์ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็ยังทำให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)
เรายืนอยู่ในสถานะเดียวกับเร็มบรันท์และเปาโล คือเป็นคนบาปที่ต้องการการอภัย โดยทางกางเขนของพระเยซู พระองค์ได้หยิบยื่นสิ่งที่เราไม่มีวันทำได้ด้วยตัวเองและเติมเต็มความต้องการที่ลึกที่สุดของเรา นั่นคือการเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า
เดินกับพระเจ้า
เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายพูดถึงความสำคัญของการวิ่งเพื่อสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเปิดเผยว่าการเดินประจำวันก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน สถาบันสุขภาพแห่งชาติของอเมริกากล่าวว่า “ผู้ใหญ่ที่เดินอย่างน้อย 8,000 ก้าวต่อวันลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในช่วง 10 ปีหลังจากนั้นได้มากกว่าคนที่เดินแค่ 4,000 ก้าวต่อวัน” การเดินนั้นส่งผลดีต่อเรา
ตลอดเรื่องราวในพระคัมภีร์ การเดินถูกใช้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงการมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ในปฐมกาล 3 เราได้รู้ว่าพระเจ้าทรงดำเนินกับอาดัมและเอวาอย่างไรใน “เวลาเย็นวันนั้น” (ข้อ 8) ปฐมกาล 5 แบ่งปันเรื่องราวของเอโนคผู้ “ดำเนินกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อสามร้อยปี” (ข้อ 22) วันหนึ่งในการใช้เวลาตามปกติของเอโนคกับองค์พระผู้สร้างของท่านได้นำไปสู่การที่ท่านถูกรับไปอยู่กับพระเจ้า (ข้อ 24) ในปฐมกาล 17 พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้อับราม “ดำเนินอยู่ต่อหน้า” พระองค์เมื่อพระองค์ทำพันธสัญญากับท่าน (ข้อ 1) และในช่วงบั้นปลายของชีวิตยาโคบได้เปรียบว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เลี้ยงของท่าน และพูดถึงบรรพบุรุษของท่านที่ได้ “ดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์” (48:15 TNCV) ในพันธสัญญาใหม่ เปาโลสั่งให้เรา “ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ” (กท.5:16)
เช่นเดียวกับเอโนคและบรรพบุรุษในปฐมกาล เราเองก็ดำเนินกับพระเจ้าในทุกวันได้ เราทำเช่นนั้นได้ด้วยการยอมจำนนชีวิตเราต่อพระเยซู และรับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือหนทางแห่งสุขภาพที่แท้จริง
การเดินของคุณเป็นอย่างไรบ้าง