พระเยซูทรงเป็นสันติสุขของเรา
โจนส่งเสียงร้องเมื่อเห็นโซเชียลมีเดียที่ซูซานโพสต์ภาพเพื่อนที่โบสถ์สิบคนยิ้มแย้มอยู่รอบโต๊ะในร้านอาหาร นี่เป็นครั้งที่สองในเดือนนี้ที่พวกเขานัดพบกันโดยไม่มีเธอ โจนกะพริบตาถี่เพื่อไล่น้ำตา แม้เธอจะเข้ากับคนอื่นได้ไม่ดีนัก แต่ก็น่าประหลาดที่เธอไปร่วมในคริสตจักรที่ไม่นับว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งด้วย!
ในศตวรรษแรกก็แปลกประหลาดเช่นกัน! แต่พระเยซูทรงปรารถนาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและได้เสด็จมาเยียวยาความแตกแยกของเรา จากจุดเริ่มต้นของคริสตจักร ผู้คนที่เข้ากันไม่ได้จะต้องค้นหาจุดร่วมกันในพระองค์ คนยิวดูถูกคนต่างชาติที่ไม่รักษาธรรมบัญญัติ และคนต่างชาติรังเกียจคนยิวที่คิดว่าตนดีกว่าคนอื่น จากนั้นพระเยซูทรง “กระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” โดย “ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติ...ต่างๆนั้นเป็นโมฆะ” (อฟ.2:14-15) การรักษาธรรมบัญญัติไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญคือพระเยซู แล้วคนยิวและคนต่างชาติจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์หรือไม่
นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของพวกเขา พระเยซูทรง “ประกาศสันติสุขแก่” คนต่างชาติ “ที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้ [คนยิว]” (ข้อ 17) ข้อความเดียวกันแต่การประยุกต์ใช้ต่างกัน คนยิวที่คิดว่าตนเองชอบธรรมจำเป็นต้องยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้ดีกว่าคนอื่น ในขณะที่คนต่างชาติที่ถูกดูแคลนจำเป็นต้องเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้ด้อยกว่า ทั้งสองฝ่ายต้องเลิกกังวลเรื่องของอีกฝ่ายและมุ่งความสนใจไปที่พระคริสต์ ผู้ทรงสร้าง “ให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข” (ข้อ 15)
คุณรู้สึกถูกดูแคลนไหม นั่นเป็นเรื่องเจ็บปวดและไม่ถูกต้อง แต่คุณจะเป็นผู้สร้างสันติได้เมื่อคุณพักพิงในพระเยซู พระองค์ยังคงเป็นสันติสุขของเรา
การดูแลในพระคริสต์
ดเวย์นเพื่อนของผมมีคุณแม่ชื่อชาร์ลีน เธออายุเก้าสิบสี่ปี สูงไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบสองเซนติเมตรและหนักไม่ถึงสี่สิบห้ากิโลกรัม แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดูแลลูกชายของเธอผู้ซึ่งมีสภาพร่างกายที่ไม่เอื้อต่อการดูแลตนเอง ผู้ที่ไปเยี่ยมบ้านสองชั้นของพวกเขามักจะพบว่าชาร์ลีนอาศัยอยู่บนชั้นสอง และจะค่อยๆลงบันไดสิบหกขั้นมายังชั้นหนึ่งเพื่อต้อนรับแขก เช่นเดียวกับที่เธอทำในการดูแลลูกชายที่เธอรัก
ความมุ่งมั่นอย่างไม่เห็นแก่ตัวของชาร์ลีนทำให้ผมประทับใจ ผมได้รับการท้าทายและแรงบันดาลใจจากการที่เธอให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของลูกชายมากกว่าของตัวเธอเอง เธอเป็นแบบอย่างในสิ่งที่เปาโลหนุนใจไว้ในฟีลิปปี 2 ว่า “จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4)
การดูแลผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพหรือความต้องการอื่นๆอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง ความจำเป็นต่างๆในชีวิตอาจทำให้เรารู้สึกเครียดและกดดัน และแม้แต่คนที่อยู่ใกล้เราที่สุดก็อาจต้องรับผลกระทบหากเราไม่ได้ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะมองข้ามความต้องการของตัวเราเอง แต่การเอาใจใส่ดูแลอย่างถ่อมใจคือสิ่งที่ผู้เชื่อในพระเยซูถูกเรียกให้ทำ (ดูข้อ 1-4) เมื่อเราอุทิศตนเอง เราก็ได้ทำตามแบบอย่างของพระเยซูและได้ช่วยเหลือผู้อื่นไปด้วย อัครทูตท่านนี้เตือนเราว่า “ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 5)
สำคัญในสายพระเนตรพระเจ้า
ในระหว่างการคัดตัวในลีกอเมริกันฟุตบอลแห่งชาติประจำปี บรรดาทีมอเมริ-กันฟุตบอลอาชีพจะทำการคัดเลือกผู้เล่นคนใหม่ พวกโค้ชใช้เวลาหลายพันชั่วโมงในการประเมินทักษะและสมรรถภาพร่างกายของผู้เล่นในอนาคต ในปี 2022 บร็อค เพอร์ดี้เป็นคนท้ายสุดคือลำดับที่ 262 ที่ได้รับเลือกและได้ติดป้ายว่า “คนไม่สำคัญ” ซึ่งเป็นฉายาที่มอบให้กับนักฟุตบอลคนสุดท้ายที่ได้รับคัดเลือก ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะได้ลงแข่งในฤดูกาลที่จะมาถึง อย่างไรก็ตามเพียงไม่กี่เดือนต่อมา เพอร์ดี้ได้พาทีมคว้าชัยชนะในรอบเพลย์ออฟถึงสองครั้ง ความจริงก็คือผู้บริหารทีมไม่ได้เก่งในการประเมินศักยภาพของนักกีฬาเสมอไป และเราก็เช่นกัน
ในเรื่องราวพันธสัญญาเดิมที่เราคุ้นเคยนั้น พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะซามูเอลไปเลือกกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอลจากบรรดาบุตรชายของเจสซี เมื่อซามูเอลมองดูคนเหล่านั้น ท่านรู้สึกประทับใจกับรูปร่างหน้าตาของพวกเขา แต่พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา” (1 ซมอ.16:7) พระเจ้าทรงนำท่านให้เลือกผู้ที่ไม่ได้มีอายุมากที่สุดหรือสูงที่สุด แต่เป็นผู้ที่อายุน้อยที่สุดและดูมีความสำคัญน้อยที่สุด นั่นคือ ดาวิด ผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ของโลกนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอิสราเอล
เหตุใดเราจึงมักจะประเมินผู้คนผิดพลาด ข้อพระคัมภีร์ในวันนี้เตือนเราว่า “มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) เมื่อเราถูกขอให้เลือกคนมาร่วมทีมหรือรับใช้ในฐานะคณะกรรมการอาสาสมัคร เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าประทานสติปัญญา เพื่อที่เราจะตัดสินใจเลือกโดยยึดตามคุณสมบัติที่พระองค์ทรงเห็นว่าสำคัญ
ชีวิตที่ถูกพัฒนาในพระคริสต์
เมื่อตอนที่เราสร้างบ้าน บ้านของเราตั้งอยู่บนที่ดินว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยโคลนและอยู่สุดถนนลูกรัง เราต้องการหญ้า ต้นไม้ และพุ่มไม้เพื่อให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของเชิงเขาโอเรกอน ขณะที่ผมเอาเครื่องมือทำสวนออกมาเพื่อใช้งาน ผมคิดถึงสวนแห่งแรกที่รอคอยการมาถึงของมนุษย์ “ต้นไม้ตามทุ่งนายังไม่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน และพืชตามทุ่งนาก็ยังไม่งอกขึ้น...ทั้งยังไม่มีมนุษย์ที่จะทำไร่ไถนา” (ปฐก.2:5)
ในเรื่องราวการทรงสร้างในปฐมกาล 1 พระเจ้าตรัสหลายครั้งเมื่อทรงเห็นว่าสิ่งที่ทรงสร้างนั้น “ดี” หรือ “ดีนัก” (ข้อ 4, 10, 12, 18, 21, 25, 31) อย่างไรก็ตาม มันยังไม่สมบูรณ์ อาดัมและเอวาจำเป็นต้องทำการเพาะปลูกบนผืนดินนั้น เพื่อทำหน้าที่ผู้ดูแลสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง (ข้อ 28) พวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดให้อยู่ในสรวงสวรรค์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นที่ซึ่งต้องการการดูแลและพัฒนา
นับตั้งแต่เริ่มแรก พระเจ้าทรงเชิญชวนมนุษย์ให้ร่วมมือกับพระองค์ในการทรงสร้าง พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นทั้งในสวนเอเดน และในการทรงสร้างเราให้เป็น “คนที่ถูกสร้างใหม่” เมื่อเราเชื่อวางใจในพระคริสต์ (2 คร.5:17) เมื่อได้รับความรอดนั้นเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ ดังที่อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้” (รม.12:2) พระเจ้าทรงทำกิจในชีวิตเราเมื่อเราดำเนินชีวิตตามชอบพระทัยของพระองค์ “ตามลักษณะพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์” (8:29)
ไม่ว่าจะเป็นการดูแลโลกนี้หรือการดูแลชีวิตใหม่ของเราในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ประทานของประทานให้แก่เราแล้วที่เราจะต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
จดจ่อที่พระเยซู
สายตาของจูนจ้องมองไปที่รถสีเทาข้างๆเธอ เธอต้องเปลี่ยนเลนเพื่อออกจากทางหลวง แต่ทุกครั้งที่เธอพยายามจะแซง คนขับรถอีกคันนั้นก็ดูเหมือนจะเร่งความเร็วขึ้นด้วย ในที่สุดเธอก็สามารถปาดขึ้นหน้าได้ ด้วยความภูมิใจในชัยชนะ จูนส่องกระจกมองหลังแล้วยิ้มเยาะ ในเวลานั้นเองเธอสังเกตเห็นทางออกที่เป็นเป้าหมายของเธอเลยผ่านไป
เธอยิ้มแหยๆ และเล่าว่า “ฉันมัวแต่จดจ่อที่จะแซงจนขับเลยทางออก”
ความเผลอไผลเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้ในยามที่เราปรารถนาจะเดินในทางของพระเจ้า เมื่อพวกผู้นำศาสนาข่มเหงพระเยซูที่ไม่รักษาธรรมบัญญัติของพวกยิว (ยน.5:16) พระองค์ทรงเตือนว่าพวกเขาจดจ่อกับการศึกษาและบังคับใช้ธรรมบัญญัติมากจนลืมคิดถึงบุคคลที่ธรรมบัญญัติบ่งชี้ถึง “พระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ข้อ 39-40)
ในความพยายามจะเป็นผู้ชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้า พวกผู้นำศาสนาให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพวกยิวและตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนก็ทำด้วย ในทำนองเดียวกัน เราอาจปฏิบัติสิ่งดีด้วยความกระตือรือร้นเพื่อพระเจ้า เช่น เข้าร่วมนมัสการที่คริสตจักร ศึกษาพระคัมภีร์ ทำการกุศล และแม้แต่ชวนผู้อื่นมาร่วมกับเรา แต่เราอาจมุ่งความสนใจไปที่สิ่งเหล่านั้นจนลืมผู้ที่ทรงเป็นเหตุผลของการกระทำทั้งสิ้นของเรา นั่นคือ พระเยซู
ในการกระทำทุกอย่างของเรา ให้เราทูลขอพระเจ้าช่วยเราจดจ่อที่พระคริสต์ (ฮบ.12:2) พระองค์เท่านั้นทรงเป็น “ทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” (ยน. 14:6)
ที่กว้างขวางของพระเจ้า
เมื่อนักศาสนศาสตร์ท็อดด์ บิลลิงส์ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่ไม่มีทางรักษา เขาบรรยายถึงความตายที่ใกล้เข้ามาว่าเป็นเหมือนแสงไฟที่กำลังริบหรี่หรือกำลังจะดับในห้องที่ไกลออกไป “ในฐานะพ่อของลูกวัย 1 และ 3 ขวบ ผมมักจะคิดว่าเวลา 2-3 ทศวรรษข้างหน้าเป็นเหมือนพื้นที่โล่งที่เปิดกว้าง และผมคงจะได้เห็นเนติและนาธานีเอลเติบโตเป็นผู้ใหญ่...แต่เมื่อทราบผลการวินิจฉัย...สิ่งที่เกิดขึ้นคือความตีบตัน”
เมื่อคิดถึงข้อจำกัดเหล่านี้ บิลลิงส์ใคร่ครวญพระธรรมสดุดี 31 ที่พระเจ้าได้ทรงวางดาวิดไว้ใน “ที่กว้างขวาง” (ข้อ 8) แม้ว่าดาวิดจะพูดถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดจากศัตรู แต่ท่านรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและที่ปลอดภัยสำหรับท่าน (ข้อ 2) ผู้แต่งเพลงสดุดีท่านนี้กล่าวถึงความไว้วางใจที่มีในพระเจ้าผ่านบทเพลงนี้ว่า “วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ข้อ 15)
บิลลิงส์ทำตามดาวิดโดยฝากความหวังไว้ในพระเจ้า แม้ว่านักศาสนศาสตร์ สามี และพ่อคนนี้ต้องเผชิญกับทางแคบในชีวิต แต่เขาก็เห็นพ้องว่าเขาอาศัยอยู่ในสถานที่กว้างขวางด้วย เพราะชัยชนะของพระเจ้าเหนือความตายโดยการเสียสละของพระคริสต์หมายความว่าเราได้อาศัยอยู่ในพระคริสต์ ซึ่งเป็น “สถานที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้” เขาอธิบายอีกว่า “จะมีอะไรกว้างใหญ่ไปกว่าการได้มีส่วนในชีวิตของพระองค์โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์”
เราอาจร้องไห้คร่ำครวญเช่นกัน แต่เราลี้ภัยอยู่ในพระเจ้าได้โดยขอให้ทรงพาและนำเราไป (ข้อ 1, 3) เรายืนยันร่วมกับดาวิดได้ว่าเราอาศัยอยู่ในสถานที่กว้างขวาง
ต่ำต้อยแต่เป็นที่รักของพระเจ้า
วันหนึ่งฉันทักทายครอบครัวที่มาเยี่ยมคริสตจักรของเรา ฉันคุกเข่าข้างรถเข็นวีลแชร์ของลูกสาวตัวน้อยของพวกเขา แนะนำให้เธอรู้จักกับแคลลี่สุนัขช่วยเหลือของฉัน และชมแว่นตากับรองเท้าบูทสีชมพูแสนสวยของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มของเธอบอกฉันว่าเธอชอบการสนทนาของเรา เด็กหญิงตัวเล็กอีกคนหนึ่งเข้ามาใกล้โดยไม่ยอมสบตากับเธอ และกระซิบว่า “บอกเธอว่าหนูชอบชุดของเธอ” ฉันพูดว่า “หนูบอกเธอสิ เธอใจดีเหมือนกับหนูเลยนะ” ฉันอธิบายว่าการพูดคุยกับเพื่อนใหม่ของเรานั้นง่ายมากถึงแม้ว่าเธอจะสื่อสารแตกต่างออกไป อีกทั้งการมองและการยิ้มจะช่วยให้เธอรู้สึกเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รักได้
ในพระคัมภีร์และในโลกนี้ ผู้คนมักถูกกันออกไปเพราะพวกเขาถูกมองว่า แตกต่าง อย่างไรก็ตาม พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราทรงยกย่องความแตกต่างของเราและเชิญชวนให้เราเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระองค์และครอบครัวของพระองค์ ในสดุดี 138 ดาวิดกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะร้องเพลงสดุดีถวายพระองค์ต่อหน้าบรรดาพระ” (ข้อ 1) ท่านกล่าวด้วยว่า “ถึงแม้พระเจ้านั้นสูงยิ่ง” แต่พระองค์ “ทรงเห็นแก่คนต่ำต้อย” (ข้อ 6)
พระเจ้าผู้สูงส่งและบริสุทธิ์ทอดพระเนตรด้วยพระเมตตามาที่เรา ผู้ที่พระองค์ทรงสร้าง โดยเฉพาะเมื่อเราถ่อมตัวลง ขณะที่เราขอให้พระองค์ทรงช่วยให้เรามองและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเมตตา เราสามารถขอบคุณพระองค์ที่ทรงยืนยันว่าแม้เราต่ำต้อยแต่ก็เป็นที่รัก!
ภาพที่ดูเหมือนขัดแย้งของพระคริสต์
ไอแซค วัตต์ หนึ่งในบรรดานักแต่งเพลงนมัสการที่มีชื่อเสียงตลอดกาลได้แต่งเพลงชื่อ “เมื่อข้าเพ่งดูกางเขนประหลาด” เขาใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่เรียกว่าปฏิทรรศน์โดยใช้คำที่ขัดแย้งกันในการเขียนเนื้อร้องเช่น “กำไรสูงสุดของข้าคือการขาดทุน” และ “การหมิ่นความภาคภูมิทั้งสิ้นของข้า” (ถอดความจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ) บางครั้งเราเรียกคำตรงข้ามเหล่านี้ว่า ปฏิพจน์ คือ “การนำคำที่มีความหมายตรงข้ามหรือขัดแย้งกันมารวมเข้าด้วยกัน” เช่น “ดีอย่างเลวร้าย” และ “กุ้งเล็กขนาดใหญ่” ในเพลงของวัตต์มีการใช้กลวิธีนี้ในความหมายที่ลึกซึ้งกว่ามาก
พระเยซูทรงใช้คำที่ขัดแย้งกันบ่อยครั้ง พระองค์ตรัสว่า “บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข” (มธ.5:3) เพื่อบอกว่าผู้ที่ไม่มีความหวังจะได้รับมากกว่าที่พวกเขาเคยคาดหวังไว้ เมื่อคุณหรือผมอาลัยอาวรณ์กับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและเศร้าโศก พระเยซูตรัสว่าเรา “จะได้รับการทรงปลอบประโลม” (ข้อ 4) พระเยซูคริสต์ทรงแสดงให้เห็นว่าในอาณาจักรของพระเจ้ากฎเกณฑ์ของชีวิตทั่วไปใช้ไม่ได้
ข้อความที่ขัดแย้งเหล่านี้บอกเราว่าชีวิตในพระคริสต์นั้นท้าทายความคาดหวังทุกอย่าง พวกเราที่เป็นคนไม่สำคัญกลับได้รับการทะนุถนอมราวกับคนสำคัญ บนไม้กางเขนนั้นพระเยซูทรงสวมสิ่งซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้ง นั่นคือมงกุฎหนาม ไอแซค วัตต์ใช้สัญลักษณ์แห่งการเยาะเย้ยนี้มาทำให้งดงามสูงส่ง “ความรักและความเศร้าเช่นนี้มาบรรจบกัน/หรือหนามจะแต่งมงกุฎให้งามสง่าได้หรือ” ถ้อยคำนี้ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งแต่ไม่ลืมประโยคสุดท้ายของบทเพลงนี้ “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา /เรายอมถวายทั้งใจและกาย”
ความรักของพระบิดา
คิมนั่งลงข้างหน้าต่าง เก็บของใส่กระเป๋าเรียบร้อยรอให้พ่อของเธอมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อแสงที่เจิดจ้าในตอนกลางวันมืดลงและเปลี่ยนเป็นเวลากลางคืน ความตื่นเต้นดีใจของเธอก็จางหายไป เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอรู้แน่แล้วว่าพ่อจะไม่มา
พ่อแม่ของคิมหย่าร้างกัน และเธอรอคอยที่จะใช้เวลากับพ่อของเธอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอคิดว่า ฉันมันไม่สำคัญจริงๆนั่นแหละ พ่อไม่ได้รักฉัน
ต่อมาคิมได้เรียนรู้เช่นเดียวกับที่พวกเราทุกคนที่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้รู้ว่า ถึงแม้ว่าพ่อแม่ฝ่ายโลกของเราและคนอื่นๆจะทำให้เราผิดหวัง แต่เรามีพระบิดาในสวรรค์ที่รักเราและจะไม่ทำให้เราเสียใจ
ยอห์นเป็นผู้เขียนจดหมายที่ได้รับการดลใจสามฉบับในพระคัมภีร์ รวมทั้งหนังสือพระกิตติคุณยอห์นซึ่งใช้ชื่อของท่านเอง และหนังสือวิวรณ์ ท่านรู้ถึงความรักอันลึกซึ้งของพระเจ้า อันที่จริงท่านเรียกตนเองว่า “สาวกคนที่พระองค์ทรงรัก” (ยน.21:20) เพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงเพราะความรักที่พระเยซูคริสต์ทรงมีต่อท่าน ท่านจึงบันทึกว่า “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า และเราก็ได้เป็นเช่นนั้น” (1 ยน.3:1)
พระเจ้าทรงรักเรามากจนได้ประทานพระเยซูพระบุตรของพระองค์ผู้ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อเรา (ข้อ 16; ยน.3:16) พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอในการอธิษฐาน และพระองค์ทรงสัญญาว่า “เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย” (ฮบ.13:5) เราสามารถพักสงบในความรักของพระองค์ได้อย่างมั่นใจ