Category  |  ODB

สร้างสิ่งซึ่งยั่งยืน

ตอนผมยังเป็นเด็กอยู่ที่รัฐโอไฮโอ เราอาศัยใกล้โครงการก่อสร้างจำนวนมาก ผมกับเพื่อนๆได้แรงบันดาลใจจากสิ่งเหล่านั้นจึงรวบรวมเศษวัสดุที่ทิ้งแล้วมาสร้างป้อม โดยยืมเครื่องมือจากพ่อแม่ของเรา เราลำเลียงไม้และใช้เวลาหลายวันในการพยายามทำให้วัสดุนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ มันสนุก แต่ความพยายามของเรากลับได้ผลตรงกันข้ามกับอาคารที่สร้างไว้อย่างดีรอบตัวเรา สิ่งก่อสร้างของเราอยู่ได้ไม่นาน

ในปฐมกาลบทที่ 11 เราได้พบกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ “ให้เราสร้างเมืองขึ้น” ประชาชนกล่าว “และก่อหอให้ยอดเทียมฟ้า” (ข้อ 4) ความพยายามนี้ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่คือคนเหล่านั้นทำเพื่อ “เราจะได้สร้างชื่อให้กับตนเอง” (ข้อ 4 TNCV)

เราสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อตัวเราเองและเพื่อความสำเร็จของเรา นี่เป็นปัญหาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ต่อมาพระคัมภีร์เล่าถึงแรงจูงใจของซาโลมอนในการสร้างพระนิเวศสำหรับพระเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องตรงกันข้าม “ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะสร้างพระนิเวศสำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า” (1 พกษ.5:5)

ซาโลมอนเข้าใจว่าสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นจำเป็นต้องนำไปสู่พระเจ้า ไม่ใช่ตัวพระองค์เอง นี่เป็นบทเรียนสำคัญจนพระองค์ประพันธ์ไว้เป็นบทเพลง ในเพลงสดุดีบทที่ 127 เริ่มด้วยว่า “ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า” (ข้อ 1) เหมือนกับการสร้างป้อมในวัยเด็กของผม สิ่งที่เราสร้างจะไม่คงอยู่ แต่พระนามของพระเจ้าและสิ่งที่เราทำเพื่อพระองค์จะมีความสำคัญอย่างยั่งยืน

ก้าวด้วยความเชื่อ

จอห์นเสียใจมากเมื่อเขาตกงาน เพราะอาชีพการงานของเขาใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นแต่เขารู้ว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้นใหม่ที่ไหนสักแห่ง เขาจึงเริ่มอธิษฐานของานที่เหมาะสม แล้วจอห์นก็ปรับประวัติส่วนตัวให้เป็นปัจจุบัน อ่านเคล็ดลับการสัมภาษณ์และโทรศัพท์ไปหลายที่ หลังสมัครงานมาหลายสัปดาห์ เขาก็ตอบรับตำแหน่งใหม่ซึ่งมีตารางงานที่ดีและการเดินทางสะดวก การเชื่อฟังอย่างสัตย์ซื่อและการจัดเตรียมของพระเจ้ามาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบ

เหตุการณ์ที่น่าทึ่งกว่านี้เกิดขึ้นกับโยเคเบด (อพย.6:20) และครอบครัวของนางในช่วงเวลาที่อิสราเอลเป็นทาสในอียิปต์ เมื่อฟาโรห์มีพระราชกฤษฎีกาให้เอาบุตรชายชาวฮีบรูที่เพิ่งเกิดทุกคนไปทิ้งเสียในแม่น้ำไนล์ (1:22) โยเคเบดคงจะหวาดกลัวมาก นางไม่อาจเปลี่ยนกฎหมายได้ แต่มีบางอย่างที่นางก้าวออกมาทำได้โดยเชื่อฟังพระเจ้าและพยายามช่วยบุตรชายของนาง นางซ่อนบุตรไว้จากชาวอียิปต์ด้วยความเชื่อ นางสานตระกร้ากันน้ำจากต้นกก แล้ว “วางไว้ที่กอปรือริมแม่น้ำ” (2:3) พระเจ้าทรงก้าวเข้ามารักษาชีวิตบุตรนั้นไว้อย่างอัศจรรย์ (ข้อ 5-10) และต่อมาภายหลังทรงใช้เขาให้ปลดปล่อยชนอิสราเอลทั้งสิ้นจากการเป็นทาส (3:10)

จอห์นกับนางโยเคเบดได้ทำสิ่งที่ต่างกันมาก แต่เรื่องราวของเขาทั้งสองมีเครื่องหมายแห่งการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ ความกลัวอาจทำให้เราเป็นอัมพาต และแม้ว่าผลลัพธ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิดหรือหวังไว้ แต่ความเชื่อให้กำลังแก่เราที่จะยังคงไว้วางใจในความดีของพระเจ้าไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร

แสดงความเมตตา

ในนวนิยายชื่อ เรื่องของเกรซ (About Grace) เดวิด วิงค์เลอร์ปรารถนาจะได้พบลูกสาวที่ขาดการติดต่อไปโดยสิ้นเชิง และเฮอร์แมน ชีลเลอร์คือคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ แต่ก็มีอุปสรรคเพราะลูกสาวของเดวิดเกิดจากการที่เขามีความสัมพันธ์กับภรรยาของเฮอร์แมน และเฮอร์แมนเตือนว่าอย่าติดต่อกับพวกเขาอีก

หลายสิบปีผ่านไปก่อนที่เดวิดจะเขียนจดหมายถึงเฮอร์แมนเพื่อขอโทษในสิ่งที่เขาทำลงไป “ชีวิตผมมีบางอย่างขาดหายไป เพราะผมแทบไม่รู้เรื่องของลูกสาวเลย” เขากล่าวและวิงวอนขอข้อมูลเกี่ยวกับเธอ เขารอดูว่าเฮอร์แมนจะช่วยเขาหรือไม่

เราควรปฏิบัติต่อผู้ที่ทำผิดต่อเราอย่างไร กษัตริย์ของอิสราเอลเผชิญกับคำถามนี้หลังจากที่ศัตรูของพระองค์ถูกมอบไว้ในมือของพระองค์อย่างอัศจรรย์ (2 พกษ.6:8-20) “จะให้ข้าพเจ้าฆ่าเขาเสียหรือ” พระองค์ถามผู้เผยพระวจนะเอลีชา เอลีชาตอบว่า “อย่าทรงประหารเขาเสีย...ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำให้เขารับประทานและดื่ม แล้วปล่อยให้เขาไปหาเจ้านายของเขาเถิด” (ข้อ 21-22) ด้วยการแสดงความเมตตานี้ อิสราเอลจึงพบสันติภาพกับศัตรู (ข้อ 23)

เฮอร์แมนตอบจดหมายของเดวิด เชิญเขามาบ้านและทำอาหารเลี้ยงเขา “ข้าแต่พระเยซูเจ้า” เขาอธิษฐานก่อนรับประทานอาหาร “ขอบคุณพระองค์ที่ทรงคุ้มครองดูแลข้าพระองค์และเดวิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา” เขาช่วยให้เดวิดได้พบกับลูกสาว และเดวิดก็ช่วยชีวิตเขาไว้ในเวลาต่อมา ในพระหัตถ์ของพระเจ้า การที่เราแสดงความเมตตาต่อคนที่ทำผิดต่อเรานั้น มักจะนำไปสู่ผลลัพธ์คือพระพรเหนือชีวิตของเรา

พูดคุยต่อพระพักตร์พระเจ้า

ปี2022 เป็นปีที่พิเศษมากสำหรับผมและภรรยา นั่นคือปีที่โซเฟีย แอชลีย์หลานสาวของเราเกิด เธอเป็นหลานสาวคนเดียวในบรรดาหลานแปดคน ปู่ย่าของโซเฟียยิ้มไม่หยุด! เมื่อลูกชายของเราโทรผ่านวิดีโอคอล ความตื่นเต้นก็เพิ่มมากขึ้นไปอีก ผมกับภรรยาอาจอยู่คนละห้องกัน แต่เสียงร้องดังด้วยความสุขของเธอบอกให้รู้ว่าเธอได้เห็นหน้าโซเฟียแล้ว ในปัจจุบันนี้แค่โทรหรือกดเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น เราก็ได้เห็นคนที่รักซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปแล้ว

การที่เราได้เห็นหน้าคนที่เรากำลังคุยโทรศัพท์ด้วยนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหม่ แต่การพูดคุยต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยการอธิษฐานโดยตระหนักถึงการทรงสถิตของพระองค์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ในสดุดี 27 ดาวิดอธิษฐานท่ามกลางศัตรู เพื่อทูลขอความช่วยเหลือซึ่งเกินความสามารถที่คนใกล้ชิดที่สุดจะช่วยได้ (ข้อ 10-12) โดยรวมถึงถ้อยคำต่อไปนี้ “พระองค์ตรัสแล้วว่า ‘จงหาหน้าของเรา’ จิตใจของข้าพระองค์ทูลพระองค์ว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์แสวงพระพักตร์ของพระองค์’” (ข้อ 8)

ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะบังคับเราให้ “แสวงพระพักตร์พระองค์” (ข้อ 8) แต่นั่นไม่ใช่ช่วงเวลาเดียวที่เราควรจะร่วมสามัคคีธรรมหน้าต่อหน้ากับผู้ซึ่ง “พระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น” ที่ “ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์” (16:11) หากคุณตั้งใจฟังอย่างใกล้ชิด คุณอาจได้ยินพระองค์ตรัสในเวลาใดก็ได้ว่า “จงหาหน้าของเรา”

ต้อนรับพระกุมารเยซู

เ รารู้สึกเหมือนรอคอยมาเนิ่นนาน ที่จะได้ฟังข่าวว่าเพื่อนบ้านที่ตั้งครรภ์นั้นได้ต้อนรับลูกคนแรกที่เกิดมาแล้ว ในที่สุดเมื่อมีสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นที่สนามหน้าบ้านของพวกเขาว่า “เป็นเด็กผู้หญิง!” เราจึงได้เฉลิมฉลองวันเกิดลูกสาวของพวกเขา และส่งข้อความหาเพื่อนๆที่อาจไม่รู้ข่าวนี้

การมาของทารกคนหนึ่งก็ก่อให้เกิดความตื่นเต้นอย่างมากในการรอคอย ก่อนพระเยซูทรงบังเกิด ชาวยิวไม่ได้รอคอยเพียงแค่ไม่กี่เดือน พวกเขาโหยหาการมาบังเกิดของพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยที่ชนชาติอิสราเอลคาดหวังมาหลายชั่วอายุคน ฉันจินตนาการว่าตลอดหลายปีเหล่านั้น ชาวยิวที่สัตย์ซื่อคงสงสัยว่าในช่วงชีวิตของตน จะได้เห็นพระสัญญานี้สำเร็จเป็นจริงหรือไม่

ในคืนหนึ่งข่าวที่รอคอยมานานก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เมื่อทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่คนเลี้ยงแกะในเมืองเบธเลเฮม ประกาศว่าพระเมสสิยาห์มาบังเกิดแล้ว โดยกล่าวว่า “นี่จะเป็นหมายสำคัญแก่ท่านทั้งหลาย คือท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า” (ลก.2:12) เมื่อคนเลี้ยงแกะได้พบพระเยซู พวกเขายกย่องสรรเสริญพระเจ้าและ “เล่าเรื่องซึ่งเขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น” (ข้อ 17)

พระเจ้าทรงต้องการให้คนเลี้ยงแกะรู้ว่าทารกที่รอคอยมานานได้มาปรากฏ แล้ว เพื่อพวกเขาจะเล่าให้คนอื่นฟังถึงการมาบังเกิดของพระเยซู เรายังคงเฉลิมฉลองการทรงบังเกิดของพระองค์ เพราะพระชนม์ชีพของพระองค์ช่วยให้ทุกคนที่เชื่อรอดพ้นจากโลกที่แตกสลายนี้ เราไม่ต้องรอคอยเพื่อจะได้รู้จักกับสันติสุขและมีประสบการณ์กับความชื่นชมยินดีอีกต่อไป นี่เป็นข่าวดีซึ่งคู่ควรที่จะป่าวประกาศ!

ความสว่างของพระคริสต์

ฉันกับสามีชื่นชมยินดีทุกครั้งที่ได้ไปนมัสการที่คริสตจักรของเราในคืนก่อนวันคริสต์มาส ในช่วงปีแรกๆของชีวิตแต่งงาน เรามีธรรมเนียมพิเศษอย่างหนึ่ง โดยหลังจากจบการนมัสการเราจะสวมเสื้อผ้าที่อบอุ่นเพื่อเดินป่าขึ้นไปบนเนินเขาใกล้ๆที่ซึ่งเราร้อยดวงไฟส่องสว่าง 350 ดวงเป็นรูปดาวไว้บนเสาสูง บ่อยครั้งท่ามกลางหิมะเราจะพูดคุยกันเบาๆที่นั่นเพื่อรำลึกถึงการทรงบังเกิดอันอัศจรรย์ของพระเยซูขณะที่มองลงไปยังตัวเมือง ในเวลาเดียวกันจากหุบเขาเบื้องล่างผู้คนจำนวนมากในเมืองก็เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวสว่างไสวที่ร้อยเรียงไว้้

ดาวดวงนั้นเป็นเครื่องเตือนใจถึงการมาบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอด พระคัมภีร์กล่าวถึงโหราจารย์ “จากทิศตะวันออก” มายังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อเสาะหา “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชาวยิว” (มธ.2:1-2) พวกเขาเฝ้าดูท้องฟ้าและได้เห็นดวงดาว “ปรากฏขึ้น” (ข้อ 2) การเดินทางนำพวกเขาออกจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังบ้านเบธเลเฮม ดาวนั้น “ได้นำหน้าเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่กุมารอยู่นั้น” (ข้อ 9) ที่นั่นพวกเขา “กราบถวายนมัสการกุมารนั้น” (ข้อ 11)

พระคริสต์ทรงเป็นแหล่งแห่งความสว่างในชีวิตเราทั้งในเชิงคำอุปมาเปรียบเทียบ (ในฐานะผู้นำทางเรา) และตามความเป็นจริงในฐานะที่ทรงเป็นพระผู้สร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวในท้องฟ้า (คส.1:15-16) เช่นเดียวกับที่โหราจารย์มี “ความยินดียิ่งนัก” เมื่อพวกเขาเห็นดวงดาวของพระองค์ (มธ. 2:10) ความยินดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราก็คือการได้รู้จักพระองค์ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อสถิตท่ามกลางเรา “เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์” (ยน. 1:14)!

ความทะเยอทะยานที่เป็นมิตร

เกรกอรี่แห่งนาซิอันซัสและแบซิลแห่งซีซารียาเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงของศาสนจักรในศตวรรษที่ 4 อีกทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทกัน พวกเขาพบกันครั้งแรกในฐานะนักศึกษาปรัชญา และต่อมาเกรกอรี่กล่าวว่าพวกเขาเป็นเหมือน “สองคนที่มีวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว”

ด้วยเส้นทางของงานที่คล้ายกันมาก การชิงดีชิงเด่นอาจเกิดขึ้นระหว่างเกรกอรี่กับแบซิล แต่เกรกอรี่อธิบายว่าพวกเขาหลีกเลี่ยงการล่อลวงนี้โดยการสร้างชีวิตแห่งความเชื่อ ความหวัง และทำความดี ให้เป็น “ความทะเยอทะยานเพียงอย่างเดียว” ของพวกเขา แล้ว “ปลุกใจซึ่งกันและกัน” เพื่อทำให้คนอื่นประสบความสำเร็จในเป้าหมายนี้มากกว่าพวกเขาเอง ผลที่ได้คือทั้งคู่เติบโตในความเชื่อและก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำระดับสูงโดยปราศจากการชิงดีชิงเด่น

พระธรรมฮีบรูเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้เราเข้มแข็งในความเชื่อ(ฮบ.2:1) หนุนใจให้เราจดจ่อใน “ความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น” และ “ปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (10:23-24) แม้ว่าคำสั่งนี้จะให้ไว้ในบริบทของการประชุม (ข้อ 25) แต่โดยการประยุกต์ใช้กับมิตรภาพของพวกเขา เกรกอรี่และแบซิลแสดงให้เห็นว่า มิตรสหายอาจหนุนใจกันและกันให้เติบโตและหลีกเลี่ยง “รากอันขมขื่นต่างๆ” เช่น การชิงดีชิงเด่นที่อาจงอกขึ้นท่ามกลางพวกเขา (12:15)

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราทำให้ความเชื่อ ความหวัง และการทำความดีเป็นเป้าหมายในมิตรภาพของเรา แล้วสนับสนุนให้เพื่อนๆประสบความสำเร็จในเป้าหมายนี้มากกว่าตัวเราเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพร้อมที่จะช่วยเราทำทั้งสองอย่างนี้

ความรักที่จับต้องได้

ขณะฉันนั่งข้างๆมาร์กาเร็ตเพื่อนซึ่งนอนอยู่ในโรงพยาบาล ฉันเห็นความวุ่นวายและกิจกรรมของผู้ป่วยคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้คนที่มาเยี่ยม หญิงสาวที่นั่งอยู่ใกล้แม่ที่ไม่สบายถามมาร์กาเร็ตว่า “ทุกคนที่ผลัดกันมาเยี่ยมคุณเป็นใคร” เธอตอบว่า “พวกเขาเป็นสมาชิกในคริสตจักรของฉัน!” หญิงสาวตั้งข้อสังเกตว่าเธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เธอรู้สึกว่าผู้คนมากมายที่มาเยี่ยมนั้น “เป็นเหมือนความรักที่จับต้องได้” มาร์กาเร็ตตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ทั้งหมดนี้เกิดจากความรักที่เรามีต่อพระเจ้าผ่านพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์!”

จากคำตอบของมาร์กาเร็ต เธอสะท้อนให้เห็นถึงอัครทูตยอห์น ซึ่งในบั้น-ปลายชีวิตของท่านได้เขียนจดหมายสามฉบับที่เปี่ยมด้วยความรัก ในจดหมายฉบับแรก ท่านกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น” (1 ยน.4:16) นั่นคือผู้ใดที่ยอมรับว่า “พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 15) พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในพวกเขาผ่าน “พระวิญญาณของพระองค์” (ข้อ 13) เราจะดูแลผู้อื่นด้วยความรักได้อย่างไร “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน” (ข้อ 19)

เพราะของประทานแห่งความรักจากพระเจ้า การมาเยี่ยมมาร์กาเร็ตจึงไม่รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับฉันหรือคนอื่นๆในคริสตจักรของเรา ฉันได้รับมากกว่าที่ให้ ไม่เพียงแต่จากมาร์กาเร็ตเท่านั้น แต่ผ่านการสังเกตคำพยานอันอ่อนโยนถึงพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ วันนี้พระเจ้าจะทรงรักผู้อื่นผ่านทางคุณได้อย่างไร

หน้าต่างสู่ความมหัศจรรย์

ช่างภาพรอนน์ เมอร์เรย์ชอบอากาศที่หนาวเย็น “อากาศหนาวหมายถึงท้องฟ้าแจ่มใส” เขาอธิบาย “และนั่นจะเปิดหน้าต่างไปสู่ความมหัศจรรย์!”

รอนน์จัดทัวร์ถ่ายภาพในอลาสก้าโดยเฉพาะเพื่อติดตามร่องรอยการแสดงแสงสีที่ตระการตาที่สุดของโลก คือแสงเหนือออโรร่า รอนน์พูดถึงประสบการณ์นี้ว่าเป็นเรื่อง “ฝ่ายจิตวิญญาณ” หากคุณเคยเห็นการแสดงแสงสีรุ้งที่เต้นรำพาดผ่านท้องฟ้า คุณจะเข้าใจว่าทำไม

แต่แสงสว่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์แถบขั้วโลกเหนือเท่านั้น แสงใต้ซึ่งแทบจะเหมือนกับแสงเหนือ โดยเกิดขึ้นพร้อมๆกันในแถบขั้วโลกใต้นั้นเป็นแสงสว่างชนิดเดียวกัน

ในการเล่าเรื่องคริสต์มาสของอัครทูตยอห์น ท่านข้ามเรื่องรางหญ้าและคนเลี้ยงแกะไปและมุ่งตรงไปยังพระองค์ผู้ทรง “เป็นความสว่างของมนุษย์” (ยน.1:4) ในเวลาต่อมาเมื่อยอห์นเขียนเกี่ยวกับนครที่คล้ายสวรรค์ ท่านบรรยายถึงแหล่งแห่งความสว่างของนครนั้น “นครนั้นไม่ต้องการแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพราะพระสิริของพระเจ้าเป็นแสงสว่างของนครนั้น และพระเมษโปดกทรงเป็นดวงประทีปของนครนั้น” (วว.21:23) แหล่งแห่งความสว่างนี้คือพระเยซู ซึ่งเป็นแหล่งเดียวกับที่กล่าวไว้ในยอห์นบทที่ 1 และสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในนครแห่งอนาคตนี้ “กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสงตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นแสงสว่างของเขา” (22:5)

เมื่อชีวิตของเราสะท้อนให้เห็นถึงความสว่างของโลกนี้ คือองค์พระผู้สร้างแสงเหนือและแสงใต้ เราก็กำลังเปิดหน้าต่างไปสู่สิ่งมหัศจรรย์อย่างแท้จริง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา