ง่ายและยาก
มาร์คเป็นศิษยาภิบาลหนุ่มที่มีอนาคตไกล แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งโอเว่นลูกชายของเขาล้มลงและเสียชีวิตในขณะเตะบอลด้วยกัน มาร์คหัวใจสลายและยังคงตรอมตรมกับการสูญเสีย แต่ความเจ็บปวดทำให้เขากลายเป็นศิษยาภิบาลที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ผมเศร้าเสียใจไปกับมาร์คและนึกสงสัยว่าบททดสอบของเขาแสดงให้เห็นถึงแง่คิดอันล้ำลึกของเอ.ดับเบิลยู.โทเซอร์ที่ได้กล่าวไว้ว่า “จริงไหมที่พระเจ้าจะอวยพรมนุษย์อย่างมากมายไม่ได้ จนกว่าพระองค์จะทำให้เขาต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเสียก่อน” ผมเกรงว่าคำพูดนี้จะเป็นจริง
แต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เราได้เรียนรู้ว่าวิถีของพระเจ้านั้นล้ำลึกโดยศึกษาจากการอพยพของชนอิสราเอล พระเจ้าทรงนำชนชาติใหม่นี้ออกจากอียิปต์ไปบนเส้นทางที่ง่าย โดยตรัสถึงอิสราเอลว่า “เกรงว่าเมื่อประชากรไปเผชิญสงครามเข้า เขาจะเปลี่ยนใจและกลับไปยังอียิปต์เสีย” (อพย.13:17) แต่ในไม่กี่ข้อต่อมา พระเจ้าทรงบอกให้โมเสสย้อนกลับทางเดิมเพื่อให้ฟาโรห์ระดมพลและออกมาสู้รบ (14:1-4) ฟาโรห์ฮุบเหยื่อนี้ ชนอิสราเอล “มีความกลัวยิ่งนัก...จึงร้องทูลพระเจ้า” (ข้อ 10) โมเสสตำหนิพวกเขาว่า “พระเจ้าจะทรงรบแทนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงบอยู่เถิด” (ข้อ 14)
พระเจ้าทรงใช้ทั้งเส้นทางที่ง่ายและยากเพื่อทำให้ประชากรของพระองค์เติบโตและนำพระเกียรติมาสู่พระองค์ พระองค์สัญญาว่า “เราจะได้รับเกียรติยศ เพราะฟาโรห์และพลโยธา แล้วชาวอียิปต์จะรู้ว่าเราคือพระเจ้า” (ข้อ 4) อิสราเอลรู้แล้ว และเราก็รู้ได้เช่นกัน พระเจ้าทรงกำลังเสริมสร้างความเชื่อของเราผ่านการทดสอบแต่ละครั้งไม่ว่าจะง่ายหรือยาก เมื่อชีวิตราบรื่นจงพักสงบในพระองค์ แต่เมื่อชีวิตยากลำบากจงยอมให้พระองค์ทรงอุ้มคุณ
การเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า
“ความบาปของคุณมีส่วนในการตรึงพระเยซูบนกางเขนหรือไม่” นี่ดูเหมือนจะเป็นคำถามของเร็มบรันท์จิตรกรชาวดัตช์ที่ปรากฏอยู่ในผลงานชิ้นเอกในปีค.ศ. 1633 ที่ชื่อว่า ยกกางเขน (The Raising of the Cross) พระเยซูปรากฏอยู่ตรงกลางของภาพบนกางเขนที่กำลังถูกยกขึ้นและวางให้ตรงตำแหน่ง มีชายสี่คนเป็นผู้ยกแต่มีคนหนึ่งที่โดดเด่นในแสงเงาที่อยู่รอบพระเยซู เสื้อผ้าของเขาต่างออกไป เขาใส่ชุดในสมัยของเร็มบรันท์และใส่หมวกที่จิตรกรมักจะใส่ เมื่อมองดูใบหน้าใกล้ๆทำให้เห็นว่าเร็มบรันท์วาดภาพตัวเองลงไปด้วย ราวกับจะพูดว่า “ความบาปของข้าพเจ้ามีส่วนในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู”
แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่โดดเด่นออกมาเช่นกัน เขาอยู่บนหลังม้ามองตรงออกมาจากรูปภาพ บางคนคิดว่านี่เป็นอีกรูปของตัวเร็มบรันท์ที่กำลังตั้งคำถามด้วยสายตาหยั่งรู้กับทุกคนที่มองดูภาพนี้อยู่ว่า “คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ”
เปาโลมองเห็นตัวท่านเองในนั้น และอาจเป็นเราด้วยเช่นกัน เพราะพระเยซูทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อเราด้วย ในโรม 5:10 ท่านพูดถึงตัวเองและพวกเราว่าเป็น “ศัตรูของพระเจ้า” แต่แม้ความบาปของเราเป็นเหตุให้พระเยซูสิ้นพระชนม์ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็ยังทำให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)
เรายืนอยู่ในสถานะเดียวกับเร็มบรันท์และเปาโล คือเป็นคนบาปที่ต้องการการอภัย โดยทางกางเขนของพระเยซู พระองค์ได้หยิบยื่นสิ่งที่เราไม่มีวันทำได้ด้วยตัวเองและเติมเต็มความต้องการที่ลึกที่สุดของเรา นั่นคือการเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า
เดินกับพระเจ้า
เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายพูดถึงความสำคัญของการวิ่งเพื่อสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเปิดเผยว่าการเดินประจำวันก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน สถาบันสุขภาพแห่งชาติของอเมริกากล่าวว่า “ผู้ใหญ่ที่เดินอย่างน้อย 8,000 ก้าวต่อวันลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในช่วง 10 ปีหลังจากนั้นได้มากกว่าคนที่เดินแค่ 4,000 ก้าวต่อวัน” การเดินนั้นส่งผลดีต่อเรา
ตลอดเรื่องราวในพระคัมภีร์ การเดินถูกใช้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงการมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ในปฐมกาล 3 เราได้รู้ว่าพระเจ้าทรงดำเนินกับอาดัมและเอวาอย่างไรใน “เวลาเย็นวันนั้น” (ข้อ 8) ปฐมกาล 5 แบ่งปันเรื่องราวของเอโนคผู้ “ดำเนินกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อสามร้อยปี” (ข้อ 22) วันหนึ่งในการใช้เวลาตามปกติของเอโนคกับองค์พระผู้สร้างของท่านได้นำไปสู่การที่ท่านถูกรับไปอยู่กับพระเจ้า (ข้อ 24) ในปฐมกาล 17 พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้อับราม “ดำเนินอยู่ต่อหน้า” พระองค์เมื่อพระองค์ทำพันธสัญญากับท่าน (ข้อ 1) และในช่วงบั้นปลายของชีวิตยาโคบได้เปรียบว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เลี้ยงของท่าน และพูดถึงบรรพบุรุษของท่านที่ได้ “ดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์” (48:15 TNCV) ในพันธสัญญาใหม่ เปาโลสั่งให้เรา “ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ” (กท.5:16)
เช่นเดียวกับเอโนคและบรรพบุรุษในปฐมกาล เราเองก็ดำเนินกับพระเจ้าในทุกวันได้ เราทำเช่นนั้นได้ด้วยการยอมจำนนชีวิตเราต่อพระเยซู และรับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือหนทางแห่งสุขภาพที่แท้จริง
การเดินของคุณเป็นอย่างไรบ้าง
สังเกตหาความจริง
เมื่อคิดทบทวนถึงเหตุผลที่คนมักจะเชื่อหมดใจว่าตัวเองถูก แม้ในเวลาที่พวกเขาเป็นฝ่ายผิดก็ตาม นักเขียนจูเลีย กาเลฟกล่าวว่านั่นเป็นเพราะการมี “วิธีคิดแบบทหาร” ซึ่งหมายความว่าเราให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งที่เราเชื่ออยู่ก่อนแล้วจากสิ่งที่เรามองว่าเป็นภัยคุกคาม กาเลฟเสนอวิธีคิดที่เป็นประโยชน์กว่าคือวิธีคิดแบบลูกเสือซึ่งมีลักษณะของการสังเกตการณ์ โดยไม่ได้มองหาแต่ภัยคุกคามเพื่อจะกำจัดเท่านั้นแต่ยังสืบหาความจริงทั้งหมดด้วยการทำความเข้าใจ “ข้อเท็จจริงในสถานการณ์นั้นจริงๆอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาเท่าที่จะทำได้ แม้ว่ามันจะไม่สวยงาม สะดวกสบาย หรือถูกใจก็ตาม” คนที่มีมุมมองแบบนี้จะมีความถ่อมใจที่จะเติบโตในความเข้าใจได้ต่อไป
แง่คิดจากกาเลฟนี้ทำให้นึกถึงการหนุนใจของยากอบที่ให้ผู้เชื่อมีมุมมองคล้ายกัน คือให้พวกเขา “ไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (ยก.1:19) แทนที่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการด่วนตัดสินคนอื่น ยากอบหนุนใจให้ผู้เชื่อในพระเยซูระลึกว่าความโกรธของมนุษย์ไม่ได้นำไปสู่ความชอบธรรมของพระเจ้า (ข้อ 20) การเพิ่มพูนของสติปัญญาจะเกิดขึ้นผ่านการยอมจำนนด้วยความถ่อมใจต่อพระคุณของพระองค์เท่านั้น (ข้อ 21, ดู ทต.2:11-14)
เมื่อเราระลึกได้ว่าแต่ละเหตุการณ์ในชีวิตเรานั้นขึ้นอยู่กับพระคุณของพระเจ้า ไม่ใช่จากตัวเรา เราก็สามารถปล่อยวางความต้องการที่จะเป็นฝ่ายถูกเสมอลงได้ และพึ่งพาในการทรงนำของพระองค์เพื่อจะใช้ชีวิตและใส่ใจดูแลผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม (ยก.1:25-27)
พระเจ้าจะลงมือทำ
เอรินเป็นพนักงานที่ทำงานหนัก เธอทำงานได้ดีเสมอ แต่หลังจากถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ เอรินถูกให้พักงานระหว่างการสอบสวน เธอรู้สึกอยากลาออกเพื่อประท้วงแต่ได้รับคำแนะนำให้รอก่อน “ถ้าลาออกก็เท่ากับว่าเธอทำผิดจริง” มีคนบอกเธอเช่นนั้น เอรินจึงอยู่รอและอธิษฐานขอพระเจ้าทรงมอบความยุติธรรมให้กับเธอ และแน่นอนว่าไม่กี่เดือนต่อมาเธอก็พ้นข้อกล่าวหา
มาระโกอาจรู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อเปาโลตัดเขาออกจากทีมที่เดินทางไปประกาศ เป็นเรื่องจริงที่ชายหนุ่มทิ้งพวกเขาไปก่อนหน้านั้น (กจ.15:37-38) แต่บางทีเขาอาจรู้สึกเสียใจกับเรื่องนั้นและหวังจะได้เข้าร่วมในครั้งนี้ เขาคงรู้สึกว่าถูกเปาโลตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม มีแต่บารนาบัสที่เชื่อในตัวเขา
หลายปีต่อมา เปาโลเปลี่ยนใจโดยกล่าวว่า “จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11) มาระโกคงรู้สึกเบาใจที่ชื่อเสียงของเขาได้รับการกู้คืน
เมื่อเราถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม ขอให้เราจำไว้ว่าพระเยซูทรงเข้าใจความรู้สึกของเรา พระองค์เองถูกตัดสินว่าเป็นคนบาปทั้งๆที่ไม่ได้เป็น และพระองค์ได้รับการปฏิบัติที่แย่ยิ่งกว่าอาชญากรแม้ว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า แต่พระองค์ยังคงทำตามพระประสงค์ของพระบิดาต่อไป โดยรู้ว่าพระองค์จะได้รับการพิสูจน์และแสดงให้เห็นว่าทรงชอบธรรม ถ้าคุณถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม อย่ายอมแพ้ พระเจ้าทรงทราบและจะลงมือทำในเวลาของพระองค์
จากปากของ...
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสามารถเข้าใจสิ่งที่สุนัขของคุณกำลังพูดได้ เทคโนโลยีใหม่ใช้การจำแนก “เสียงเห่า” เพื่อช่วยบอกความรู้สึกของสุนัขเมื่อพวกมันเห่า ปลอกคอเทคโนโลยีขั้นสูงแปลเสียงเห่าของสุนัขโดยใช้ฐานข้อมูลจากเสียงเห่ามากกว่าหมื่นเสียง เพื่อจำแนกความรู้สึกท่ีพวกมันกำลังแสดงออก แม้ว่าปลอกคอจะไม่สามารถแปลเป็นคำพูดได้ แต่ก็ได้ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างสัตว์เลี้ยงกับเจ้าของมากขึ้น
พระเจ้าทรงใช้สัตว์เพื่อเรียกความสนใจของบาลาอัมเช่นกัน บาลาอัมนั่งลาไปโมอับเพื่อตอบสนองต่อพระดำรัสของพระเจ้าที่สั่งให้ “ไป...แต่เจ้าจงกระทำตามที่เราสั่งเจ้าเท่านั้น” (กดว.22:20) ลาหยุดเดินเมื่อเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า “ถือดาบยืนอยู่ในหนทาง” แต่บาลาอัมมองไม่เห็น (ข้อ 23) บาลาอัมพยายามที่จะไปต่อ พระเจ้าจึงให้ลาพูดเป็นภาษามนุษย์ เมื่อตาของบาลาอัมถูกเปิดให้มองเห็นอันตรายแล้ว “บาลาอัมก็ก้มศีรษะซบหน้าลงกราบ” (ข้อ 31) และยอมรับว่าตั้งใจอยากที่จะได้รับรางวัลหรือได้สาปแช่งคนของพระเจ้าซึ่งตรงข้ามกับพระดำรัสของพระองค์ (ข้อ 15-18, 37-38) เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า” (ข้อ 34)
ขอให้เราเอาใจใส่ในคำชี้แนะที่พระเจ้าได้ประทานแก่เราในพระคัมภีร์ และประทานผ่านการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมถึงคำปรึกษาด้วยสติปัญญาจากผู้อื่น ไม่ใช่แค่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ภายในใจด้วย
สิ่งที่พระคัมภีร์เปิดเผย
ในเดือนเมษายน ค.ศ.1817 หญิงสาวที่ดูสับสนคนหนึ่งถูกพบขณะเดินเตร็ดเตร่ในบริเวณเมืองกลอสเตอร์เชียร์ประเทศอังกฤษ เธอสวมชุดจากต่างถิ่นและพูดภาษาซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก เจ้าหน้าที่คิดว่าเธอเป็นขอทานจึงนำเธอไปขังคุก อย่างไรก็ตามเธอสามารถโน้มน้าวให้คนที่จับเธอเชื่อว่าเธอคือเจ้าหญิงคาราบูจากเกาะจาวาซู เป็นเวลาสิบสัปดาห์ที่ชุมชนดูแลเธอราวกับเป็นเชื้อพระวงศ์ จนกระทั่งผู้ดูแลหอพักเปิดเผยว่าเธอเป็นสาวใช้ชื่อ แมรี่ วิลค็อกส์
เราอาจสงสัยว่าหญิงสาวนี้หลอกคนทั้งชุมชนเป็นเวลากว่าสามเดือนได้อย่างไร แต่พระธรรม 2 ยอห์นเตือนเราว่าการหลอกลวงไม่ใช่สิ่งใหม่ โดยระบุว่า “ผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก” (1:7) คนเหล่านี้คือคนที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมา “เป็นมนุษย์” (ข้อ 7) หรือคนเหล่านั้นที่ไม่อยู่ในโอวาทพระคริสต์ (ข้อ 9) และประกาศว่าพระคัมภีร์ไม่เพียงพอสำหรับเราในปัจจุบัน ผู้ล่อลวงทั้งสองประเภทอาจทำให้เราไม่ได้ “รับบำเหน็จเต็มที่” (ข้อ 8) และแม้กระทั่งล่อลวงให้เรามีส่่วนช่วยงานของพวกเขา (ข้อ 11)
ไม่มีใครอยากถูกหลอก คนที่กลอสเตอร์เชียร์ไม่ได้สูญเสียอะไรมากนัก มีแค่เสื้อผ้าและอาหารไม่กี่มื้อ แต่พระคัมภีร์กล่าวว่าผลของความบาปและการล่อลวงจะยังคงคุกคามเราอยู่ เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้หลีกเลี่ยงจากการล่อลวงได้ถ้าเรา ”ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์” (ข้อ 6)
ดีกว่าชีวิต
หลังจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดอีกครั้ง ฉันได้ไปพักผ่อนที่ภูเขากับสามีและคนอื่นๆ ฉันเดินขึ้นบันไดไม้ที่นำไปสู่โบสถ์เล็กๆบนยอดเขาอย่างเหน็ดเหนื่อย ฉันหยุดพักบนขั้นบันไดที่หักเพียงลำพังในความมืด “พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วย” ฉันกระซิบขณะที่เสียงดนตรีเริ่มขึ้น ฉันเดินอย่างช้าๆจนไปถึงห้องเล็กๆ ฉันสูดลมหายใจผ่านความเจ็บปวดที่ยังคงอยู่ รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทรงได้ยินเราในถิ่นทุรกันดารที่ยากลำบาก!
ช่วงเวลาแห่งการนมัสการพระเจ้าที่ลึกซึ้งที่สุดหลายครั้งที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์นั้นเกิดขึ้นในถิ่นทุรกันดาร ขณะที่ซ่อนตัวอยู่ที่ทะเลทรายยูดาห์และอาจกำลังวิ่งหนีจากบุตรชายของตนเอง คือ อับซาโลม กษัตริย์ดาวิดทรงร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์” (สดด.63:1) ดาวิดมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจและในพระสิริของพระเจ้า พระองค์จึงบอกว่าความรักของพระเจ้า “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3) และนั่นเป็นเหตุผลที่พระองค์ทรงอุทิศทั้งชีวิตในการนมัสการ แม้ในถิ่นทุรกันดาร (ข้อ 2-6) ดาวิดตรัสว่า “เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 7-8)
ดังเช่นดาวิดที่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรหรือสิ่งที่ต่อต้านเราจะรุนแรงแค่ไหน เราก็สามารถแสดงความมั่นใจในพระเจ้าได้โดยการสรรเสริญพระองค์ (ข้อ 11) แม้ว่าเราจะทุกข์ยาก และบางครั้งไม่ได้มาจากความผิดของเรา เรายังคงวางใจได้ว่าความรักของพระเจ้านั้นดีกว่าชีวิตเสมอ
หัวใจของคนหูหนวก
เลอิซ่าพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของคนหูหนวกเพื่อจะพัฒนาทักษะภาษามือของเธอ ไม่นานเธอก็พบปัญหาที่พวกเขาเผชิญ คนหูหนวกมักถูกมองข้ามจากคนที่ได้ยิน ถูกคาดหวังให้อ่านปากได้โดยไม่ผิดพลาด และพลาดการเลื่อนตำแหน่งในที่ทำงานเป็นประจำ งานที่จัดขึ้นส่วนใหญ่ก็ไม่มีการแปลเป็นภาษามือ
ภาษามือของเลอิซ่าพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเธอรู้สึกคุ้นเคยกับคนหูหนวก ที่งานเลี้ยงหนึ่ง คนหูหนวกคนหนึ่งประหลาดใจเมื่อรู้ว่าเลอิซ่าไม่ได้หูหนวก ก่อนที่เลอิซ่าจะตอบ เพื่อนอีกคนหนึ่งใช้ภาษามือพูดว่า “เธอมีหัวใจของคนหูหนวก” กุญแจสำคัญคือเลอิซ่าเต็มใจที่จะอยู่ในโลกของพวกเขา
เลอิซ่าไม่ได้ “ลดตัวลงมา” อยู่กับคนหูหนวก นอกจากเรื่องการได้ยินของเธอแล้ว เธอเองก็เหมือนกับพวกเขา แต่พระเยซูได้เสด็จลงมาเพื่อเข้าหาเราทุกคน เพื่อใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเรา “พระองค์ทรง[ถูก]ทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงชั่วระยะหนึ่ง” (ฮบ.2:9) “บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้” (ข้อ 14) โดยการทำเช่นนั้นพระองค์ทรงปลดปล่อย “เขาเหล่านั้นให้พ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิต เพราะเหตุกลัวความตาย” (ข้อ 15) ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรง “เป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ ในการกระทำกิจกับพระเจ้า” (ข้อ 17)
ไม่ว่าเราจะเผชิญกับสิ่งใด พระเยซูทรงรู้และเข้าใจเรา พระองค์ทรงได้ยินหัวใจของเรา พระองค์ทรงอยู่กับเราในทุกสถานการณ์