ความมีน้ำใจในพระเยซู
ระหว่างการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ลีอาห์ เชส แม่ครัวที่มีชื่อเสียงของรัฐนิวออลีนส์ทำในสิ่งที่เธอทำได้ เธอเตรียมอาหารและเลี้ยงดูฝูงชนที่มาเดินขบวนเรียกร้องความเสมอภาคสำหรับทุกคน เธอกล่าวว่า “ฉันแค่ทำอาหารเลี้ยงฝูงชน พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อบางสิ่ง และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องพบเจออะไรเมื่อออกไปที่นั่น พวกเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบนถนน แต่เมื่ออยู่ที่นี่พวกเขารู้ว่าฉันจะเลี้ยงอาหารพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ฉันทำให้กับพวกเขาได้”
บางครั้งของประทานเรื่องความมีน้ำใจอาจจะถูกมองข้าม แต่ของประทานนี้ก็สำคัญเท่ากับของประทานอื่นๆในการรับใช้กันและกันในพระคริสต์ นักธุรกิจหญิงคนหนึ่งชื่อลิเดีย “เป็นคนขายผ้าสีม่วง” (กจ.16:14) ได้แสดงน้ำใจต่ออัครทูตเปาโลและกลุ่มผู้ร่วมประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูแก่ชาวเมืองมาซิโดเนีย (ข้อ 11-15) เธอให้สิ่งที่มีคือบ้านของเธอเพื่อช่วยกลุ่มผู้เดินทาง หลังจากเปิดใจรับข่าวประเสริฐ ลิเดียมุ่งมั่นที่จะจัดเตรียมที่พักให้แก่เหล่าผู้ประกาศ โดยกล่าวว่า “ถ้าท่านเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า เชิญเข้ามาพักอาศัยในตึกของข้าพเจ้าเถิด” (ข้อ 15) เช่นเดียวกับพวกผู้เรียกร้องสิทธิความเสมอภาค เปาโลและพวกผู้ประกาศจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องอาหารเพราะความมีน้ำใจของลิเดีย
ของประทานในการมีน้ำใจนี้อาจเป็นการให้ความช่วยเหลือคนทุกกลุ่มทั้งที่เป็นผู้เชื่อและผู้ที่ต้องการพระเยซู ขอให้เรารับใช้ผู้อื่นตามที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นไว้ให้กับเราเพื่อช่วยเหลือพวกเขา
ภัยแฝงฝ่ายวิญญาณ
โดยเฉลี่ยคนทั่วไปจะดูโทรศัพท์ของตัวเองประมาณ 150 ครั้งต่อวัน ให้เราใคร่ครวญดูให้ดี มีบางสิ่งดึงดูดความสนใจของเราและอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีกับเราเสมอ ทริสตัน แฮริสเชื่อเช่นนั้น เขาเป็นอีกเสียงหนึ่งจากภาพยนตร์ร่วมกับผู้มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีอีกหลายๆคน ซึ่งนำเราเข้าสู่ “สื่อสังคมออนไลน์” แต่แทนที่จะยกย่องชมเชย เสียงของพวกเขากลับเป็นสัญญาณเตือนภัย โดยเรียกสิ่งที่เราเผชิญ (และภาพยนตร์เรื่องนี้) ว่า ทุนนิยมสอดแนม : ภัยแฝงเครือข่ายอัจฉริยะ “พวกเราคือสินค้า ความสนใจของเราคือสินค้าที่ถูกขายให้แก่ผู้ผลิตสื่อโฆษณา” เราให้ความสนใจกับสิ่งที่เราเชื่อว่ามีคุณค่าและคุ้มค่า ในความเป็นจริงแล้ว เราให้ความสนใจสิ่งใด
คำว่า ภัยแฝง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เราต้องตัดสินใจเลือกบางสิ่ง เชื่อหรือไม่ว่าเราเผชิญกับภัยแฝงเช่นเดียวกันนี้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา มีสิ่งที่เราต้องเลือกในแต่ละวัน เช่น ใครหรือสิ่งใดที่เราควรให้ความสนใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ใครหรือสิ่งใดที่เราควรนมัสการ ผู้เขียนสดุดีได้เลือกอย่างชัดเจนว่า “ข้าพระองค์จะถวายสาธุการแด่พระองค์ทุกๆวัน สรรเสริญพระนามของพระองค์เป็นนิจกาล” (สดด.145:2) ท่านได้ให้เหตุผลไว้ในข้อถัดไปว่า “พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง ความใหญ่ยิ่งของพระองค์นั้นเหลือจะหยั่งรู้” (ข้อ 3)
ผู้เขียนสดุดีเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดจะเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้ ดังนั้นท่านจึงมุ่งความสนใจของท่านไปที่นั่น พระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสมควรจะได้รับการสรรเสริญจากพวกเรา
สมบัติของพ่อเรา
มันเป็นเพียงมีดพกเก่าๆเล่มหนึ่งที่ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ใบมีดบิ่นและด้ามจับมีรอยบาก แต่นั่นคือหนึ่งในสมบัติของพ่อที่ท่านเก็บไว้ในกล่องเหนือตู้เสื้อผ้าจนท่านมอบให้ผม “นี่เป็นของหนึ่งในไม่กี่ชิ้นที่พ่อได้มาจากปู่ของลูก” พ่อบอกกับผม ปู่ของผมเสียตอนที่พ่อยังเด็ก และพ่อก็หวงแหนมีดเล่มนั้นเพราะท่านเทิดทูนพ่อของท่าน
พระคัมภีร์บอกกับเราว่า พระเจ้าทรงมีทรัพย์สมบัติที่เราอาจไม่คาดคิด ในพระธรรมวิวรณ์เราเห็นพระที่นั่งในสวรรค์ล้อมรอบด้วย “สัตว์ทั้งสี่” และ “ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน” ก้มกราบนมัสการพระเยซู (บทที่ 4-5) แต่ละคนถือ “ขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง” (5:8) ในสมัยโบราณเครื่องหอมเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับให้กษัตริย์ใช้ (คิดถึงทองคำ กำยานและมดยอบที่ถวายแด่พระเยซูในมัทธิว 2:11) คำอธิษฐานของเราดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อยสำหรับเราในเวลานี้ แต่พระเจ้าทรงต้องการให้คำอธิษฐานเหล่านั้นอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เสมอ
วิวรณ์บทที่ 5 เน้นย้ำถึงคุณค่าของพระเยซู เพราะทรงเป็นผู้ปราศจากบาปและทรงยอมสิ้นพระชนม์ด้วยความรักเพื่อพวกเรา คุณค่าของพระเยซูชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่พระเจ้าให้คุณค่ากับคำอธิษฐานของพวกเรา คำอธิษฐานของเรามีค่าสำหรับพระเจ้าเพราะพวกเราล้ำค่าสำหรับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักเราโดยไม่เห็นแก่พระองค์เอง ด้วยความรักที่ล้ำค่าและเปี่ยมด้วยพระคุณ พระองค์จึงปรารถนาให้เราอยู่ใกล้ชิดพระองค์ในการอธิษฐาน
เลิกบ่นต่อว่าพระเจ้า
อเล็กซ์ได้รับเงินจากประกันของเขาโดยไม่คาดคิดเพื่อจ่ายเป็นค่าทำฟัน ซึ่งเป็นเหมือนคำอธิษฐานที่ได้รับคำตอบ ตอนนี้มีการรักษาอย่างอื่นที่จำเป็นตามมา ผมจะไปหาเงินจากที่ไหนมาจ่าย อเล็กซ์บ่น ความขุ่นเคืองเรื่องรายจ่ายก้อนโตถมทับจิตใจของเขา
อย่างไรก็ตามเมื่อถึงกำหนดวางมัดจำกับทันตแพทย์ มีเงินของขวัญจากญาติส่งมาถึงทันเวลา “ผมรู้สึกละอายใจ” อเล็กซ์กล่าว “ผมเพิ่งเห็นการทรงดูแลของพระเจ้าผ่านบริษัทประกัน ผมไม่น่าจะบ่นแต่ควรขอความช่วยเหลือจากพระองค์แทน”
เมื่อชนชาติอิสราเอลเข้าสู่ถิ่นทุรกันดารชูร์ พวกเขาเพิ่งผ่านประสบการณ์การช่วยกู้จากพระเจ้าที่ทะเลแดง (อพย.14) ถึงกระนั้นการทรงช่วยที่อัศจรรย์ของพระองค์ดูเหมือนจะถูกลืม เพราะพวกเขาบ่นเรื่องไม่มีน้ำดื่มในทะเลทราย (อพย.15:22-24) คำว่า “บ่น” ในภาษาฮีบรูหมายถึงการกบฏต่อพระเจ้า การตอบสนองอย่างขุ่นเคืองของชนชาติอิสราเอลแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการตอบสนองของโมเสสผู้ทูลขอการทรงช่วยจากพระเจ้า (ข้อ 25) ต่อมาพระเจ้าทรงเมตตาจัดเตรียมน้ำให้กับประชากรของพระองค์ (ข้อ 25-27)
ในยามจำเป็น เราสามารถหลีกเลี่ยงการพร่ำบ่นได้โดยทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเหมือนที่โมเสสทำ ไม่ว่าความช่วยเหลือของพระองค์จะมาถึงเราอย่างน่าอัศจรรย์ หรือในรูปแบบที่ดูธรรมดา หรือผ่านการช่วยเหลือของผู้คน หรือเป็นพละกำลังให้เราสามารถฝ่าฟันไปได้ ไม่ว่าในทางใดเราก็ไว้วางใจได้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินและห่วงใยเราเสมอ
ยกโทษให้ทั้งหมด
เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเออร์เนส เฮมมิ่งเวย์ เล่าถึงพ่อชาวสเปนที่ต้องการคืนดีกับลูกชายที่เคยหมางเมินกันมานาน เขาได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า “ปาโก้ มาพบพ่อที่โรงแรมมอนทาน่าวันอังคารตอนเที่ยง ยกโทษให้ทั้งหมดแล้ว” เมื่อผู้เป็นพ่อมาถึงก็พบกับฝูงชนหมู่ใหญ่รออยู่ มีปาโก้แปดร้อยคนมาตามคำโฆษณา ปรารถนาจะได้รับการยกโทษจากพ่อของพวกเขา
นี่เป็นเรื่องราวอันน่าประทับใจที่พูดถึงความปรารถนาในส่วนลึกของเราที่ต้องการการยกโทษ และเตือนผมให้คิดถึงเรื่องที่พระเยซูทรงเล่าถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ทิ้งพ่อของตนเพื่อไปใช้ชีวิต “โลดโผน” แต่ไม่นานก็พบตัวเองตกอยู่ในปัญหา (ลก.15:13-14) เมื่อเขา “รู้สำนึกตัว” และกลับบ้าน (ข้อ 17) พ่อผู้ห่างเหินกันไปนานได้รีบเข้าไปสวมกอดเขาก่อนที่เขาจะมีโอกาสขอโทษ (ข้อ 20) “ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก” พ่อร้องด้วยความยินดี “หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก” (ข้อ 24) ในเรื่องนี้พ่อเป็นตัวแทนของพระเจ้า ลูกชายเป็นตัวแทนของพวกเรา และเราจะได้เห็นภาพความยินดีบนสวรรค์เมื่อเราได้กลับมาหาพระบิดาของเรา
การให้อภัยจะขจัดความรู้สึกผิดที่ถ่วงจิตวิญญาณออกไป แต่การให้อภัยนี้เป็นเหมือนกับของขวัญที่เราจะต้องยอมรับมันเอาไว้ เฮมมิ่งเวย์ไม่ได้บอกเราว่าผู้เป็นพ่อในเรื่องนั้นได้พบกับปาโก้ของเขาหรือไม่ แล้วในเรื่องราวของพระเยซูนั้นพระบิดาจะได้บุตรชายหญิงกลับมาคืนดีกับพระองค์ไหม อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ทรงเปิดกว้าง รอคอยให้พวกเรากลับมาหาพระองค์
ชัยชนะของความเมตตาในพระคริสต์
เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบนกับพ่อของเธอ ต่อมามีชายผิวดำสูงวัยคนหนึ่งเดินมาตามช่องทางเดินและนั่งลงข้างพวกเขา พ่อของเธอเป็นคนเริ่มชวนเขาพูดคุย ดอริสเล่าว่าบทสนทนาเรื่องการเก็บแต้มของพวกเขานั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันไม่เคยลืมชายคนนั้นและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา” ปฏิสัมพันธ์ที่น่ายินดีระหว่างเด็กผู้หญิงผิวขาวกับชายสูงวัยใจดีที่เคยมีพ่อเป็นทาสได้จุดประกายความสว่างในวันนั้น
แต่โรบินสันต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงในการแข่งขันนัดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน เขาเล่าว่า “ในแง่ของเชื้อชาติ พวกเขาตะคอกใส่ผมในทุกๆเรื่อง มันเลวร้ายมาก”
การประพฤติที่ชั่วร้ายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในสนามกีฬาเท่านั้น ในบ้าน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คริสตจักรก็อาจเป็นพื้นที่ซึ่งความน่าเกลียดน่าชังมีชัยชนะได้ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตาผ่านพระบุตรของพระองค์ (ทต.3:4) ได้รับการทรงเรียกให้แสดงความเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ เปโตรเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า” (1 ปต.3:8-9) ความเมตตาจะมีชัยชนะ เมื่อผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จะแบ่งปันความเมตตานั้นแก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางตามการช่วยเหลือของพระวิญญาณ
เหมาะสมสำหรับพระเยซู
ในบรรดาเรื่องท้าทายในวัยเด็กของเอริคนั้นมีทั้งโรคผื่นผิวหนังขั้นรุนแรง สร้างปัญหาในโรงเรียน และการเมาเหล้าหรือยาเสพติดทุกวันตั้งแต่อายุยังน้อย ถึงกระนั้น คนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ราชาแห่งความชั่วร้าย” ยังค้นพบว่าตัวเองเก่งกีฬาเบสบอล จนกระทั่งเขาเลิกเล่นเบสบอลเมื่อรู้สึกท้อแท้จากการถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งทำให้เขายิ่งมีเวลามากขึ้นเพื่อไปใช้ยาและขายยา
แต่สถานการณ์ของเอริคเปลี่ยนไปเมื่อเขาได้มีประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตกับพระเยซูขณะนมัสการที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง เมื่อไปทำงานในวันต่อมา มีผู้เชื่อที่อุทิศตัวคนหนึ่งชวนเอริคไปร่วมนมัสการที่คริสตจักรอีกแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเขาได้ยินถ้อยคำหนุนใจในความเชื่อใหม่ที่เขาพบ “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ชีวิตของเอริคไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เซาโลแห่งเมืองทาร์ซัส(ที่รู้จักในชื่อเปาโล) ก็ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในพวก “ตัวตึง” เช่นเดียวกับเอริค ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นตัวเอก” ในพวกคนบาป (1ทธ.1:15) ท่านเคยเป็น “คนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง และทำการหมิ่นประมาทพระองค์” (ข้อ13) เอริคก็เป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซู เช่นเดียวกับเซาโล และพวกเราก็เช่นกัน แม้เราจะไม่คิดว่าตัวเองเหมือนเซาโลหรือเอริค แต่เพราะ “ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) พวกเราทุกคนจึงเป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซู
ความงดงามจากความเจ็บป่วย
เดอกาส์เป็นจิตรกรที่ต้องทนทุกข์จากโรคทางตาในช่วงห้าสิบปีหลังของชีวิต เขาเปลี่ยนจากการวาดรูปด้วยสีน้ำมันไปใช้สีชอล์กเพราะลายเส้นมองเห็นได้ง่ายกว่า ส่วนเรอนัวร์ต้องวางพู่กันไว้ระหว่างนิ้วมือเมื่อภาวะไขข้ออักเสบทำให้นิ้วงอเหมือนอุ้งเล็บสัตว์ และเมื่อการผ่าตัดทำให้มาทิิสเป็นอัมพาต เขาเปลี่ยนไปทำภาพคอลลาจที่ใช้เทคนิคการตัดแปะ โดยควบคุมให้ผู้ช่วยติดชิ้นส่วนกระดาษสีลงบนแผ่นกระดาษขนาดใหญ่บนกำแพง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังแต่ละเหตุการณ์คือชิ้นงานอันสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น ภาพนักเต้นบัลเลต์ในชุดสีฟ้าของเดอกาส์ ภาพเด็กผู้หญิงที่เปียโนของเรอนัวร์ ภาพความโศกเศร้าของกษัตริย์ โดยมาทิส และผลงานชิ้นเอกอื่นๆ เมื่อพวกเขาปรับตัวต่อการทดลองที่ผ่านเข้ามา ความงดงามก็บังเกิดขึ้นจากความเจ็บป่วยนั้น
ในทำนองเดียวกัน เปาโลไม่ได้วางแผนจะไปเมืองกาลาเทียเมื่อท่านเริ่มออกเดินทางไปประกาศ ความเจ็บป่วยบังคับให้ท่านไปที่นั่น (กท.4:13) เห็นได้ชัดว่าเปาโลต้องการไปอีกที่หนึ่งแต่จบลงที่กาลาเทีย และแม้ท่านจะป่วยแต่ท่านก็เริ่มเทศนา และพระวิญญาณบริสุทธิ์กลับทำการอัศจรรย์ผ่านท่าน (3:2-5) คริสตจักรกาลาเทียจึงถือกำเนิดขึ้น ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงนี้อาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มีความเจ็บป่วยของเปาโล
คุณเคยเผชิญกับการทดลองใดและการทดลองนั้นเปลี่ยนทิศทางชีวิตของคุณอย่างไร โดยการพิจารณาดูของประทานที่คุณมี คุณเองก็อาจได้เห็นว่าพระเจ้าทรงทำให้เกิดความงดงามจากความอ่อนแอของคุณเช่นกัน
พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา
กระทรวงคมนาคมสหรัฐรายงานว่า ในปี 2021 สายการบินสหรัฐจัดการกระเป๋ากว่าสองล้านใบผิดพลาด ขอบคุณพระเจ้าที่กระเป๋าหลายใบเพียงแค่ล่าช้าหรือหายไปในระยะเวลาไม่นาน แต่กระเป๋าหลายพันใบหายไปตลอดกาล จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตลาดของอุปกรณ์จีพีเอสเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนำไปใส่ไว้ในสิ่งของต่างๆและช่วยให้คุณติดตามกระเป๋าได้แม้สายการบินจะหยุดการตามหา เราทุกคนต่างกลัวว่าจะไม่สามารถไว้ใจคนที่ทำหน้าที่ติดตามสิ่งของสำคัญได้
คนอิสราเอลก็มีความกลัวที่คล้ายกันต่อพระเจ้า พวกเขากลัวว่าพระองค์จะทอดทิ้งพวกเขา เมื่อประชาชนเตรียมตัวเข้าสู่แผ่นดินใหม่ โมเสสบอกข่าวที่สร้างความกังวลใจว่าท่านจะไม่ได้นำพวกเขาเข้าไป โดยอธิบายว่าท่านชราแล้วและ “ไม่สามารถเป็นผู้นำของท่านได้อีกต่อไป” (ฉธบ.31:2 TNCV) ประชาชนต่างตกตะลึง โมเสสเป็นตัวแทนถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าและประกาศถ้อยคำของพระองค์ พระเจ้าทรงลืมพวกเขาแล้วหรือไม่ พระองค์จะทรงทอดทิ้งพวกเขาในถิ่นทุรกันดารเช่นนั้นหรือ
“อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้าม” โมเสสกล่าว “เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย” (ข้อ 6) ท่านสัญญาว่าพระเจ้าจะอยู่กับพวกเขาเสมอและยืนยันกับพวกเขาว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเขา และในพระเยซู พระเจ้าทรงให้สัญญาอันมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลงเดียวกันนี้กับเรา พระคริสต์จะอยู่กับเรา “จนกว่าจะสิ้นยุค” (มธ.28:20) พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเรา ไม่มีวัน