Category  |  ODB

จัดที่ว่างสำหรับคนอื่น

ทุกปีครอบครัวของฉันจะออกแบบปฏิทินติดผนังตามแบบของเราเอง แต่ในช่วงหลังๆปฏิทินเริ่มจะแน่นขึ้น เราตกแต่งปฏิทินแต่ละเดือนด้วยรูปถ่ายที่เราชอบจากปีก่อนหน้าและเน้นวันที่สำคัญๆ เมื่อครอบครัวของเรามีคู่แต่งงานใหม่และมีเด็กเกิดใหม่ เราจึงต้องวางรูปถ่ายเบียดกันมากขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้มีรูปอยู่บนปฏิทิน ตอนนี้เรามีคนที่เกิดวันเดียวกันถึงสองวัน และวันหยุดบางวันก็ถูกปิดทับด้วยวันครบรอบต่างๆ แต่แทนที่สิ่งนั้นจะทำให้ปฏิทินลดคุณค่าลง สมาชิกใหม่ทุกคนกลับทำให้ปฏิทินมีค่ามากขึ้นสำหรับฉัน

ในอาณาจักรของพระเจ้า การมีคนใหม่มาเข้าร่วมถือเป็นเรื่องที่ดีเสมอ พระคัมภีร์บอกเราว่า “พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้าอยู่ในครอบครัว” (สดด.68:6 TNCV) ความรักและการปกป้องของพระองค์ถูกถ่ายทอดในบริบทของครอบครัว เพราะพระองค์เป็น “พระบิดาของคนกำพร้า” และ “ผู้​ป้องกัน​หญิง​ม่าย” (ข้อ 5) พระทัยของพระองค์คือการต้อนรับผู้โดดเดี่ยว ผู้อับอาย หรือผู้ถูกปรักปรำ ดังนั้นพระองค์จึง “ทรงนำผู้ถูกจองจำออกมาด้วยการร้องเพลง” (ข้อ 6)

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราได้รับฐานะบุตรในครอบครัวของพระเจ้า (กท. 4:5) และเราได้รับพระบัญชาให้ส่งต่อคำเชื้อเชิญที่เปิดกว้างนี้แก่ผู้อื่น (2 คร. 5:20) เช่นเดียวกับปฏิทินครอบครัวของฉัน ยิ่งมีคนรับคำเชิญเข้าร่วมเป็นครอบครัวของพระเจ้ามากเท่าไร ปฏิทินก็จะยิ่งสวยงามมากขึ้นเท่านั้น เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าทรัพยากรที่จำกัดจะหมดลง เพราะจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับทุกคน และพระเจ้าทรงยินดีที่มีสมาชิกใหม่เข้ามา

คุณสมบัติของพระเจ้า

คุณคิดถึงอะไรเป็นสิ่งแรกเมื่อได้ยินคำว่า พรอเพอตี้ (property) ที่แปลว่า ทรัพย์สมบัติ /คุณสมบัติความคิดของคุณอาจนึกถึงที่ดินผืนหนึ่ง แต่คุณควรต้องพิจารณาถึง “คุณสมบัติหรือลักษณะของคนแต่ละคนหรือของแต่ละชิ้น” ด้วย เช่น คุณสมบัติของไม้แต่ละชนิดจะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับไม้ชนิดนั้นว่า เนื้อไม้เป็นอย่างไร มีแนวโน้มที่จะหดตัวมากไหม ทนน้ำได้หรือไม่ หรือกล่าวอีกอย่างว่า คุณจะใช้ประโยชน์จากไม้นี้ตามคุณสมบัติของมันได้หรือไม่

ผมกับภรรยาไปคริสตจักรที่มีแนวทางแบบธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปคืออธิษฐานร่วมกัน คุกเข่า อ่านพระคัมภีร์ รับศีลมหาสนิท คำอธิษฐานหนึ่งที่เราอธิษฐานทุกวันอาทิตย์จะมีประโยคนี้ “แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับผู้ซึ่งคุณสมบัติของพระองค์คือทรงมีพระเมตตาเสมอ คือมีเมตตาไม่ใช่เพียงครั้งเดียวแต่เสมอไป

พระธรรมเนหะมีย์บทที่ 9 แสดงให้เห็นภาพของคนอิสราเอลที่มารวมตัวกัน อดอาหาร นุ่งห่มผ้ากระสอบ และทาเนื้อตัวด้วยขี้เถ้า (ข้อ 1) พวกเขาสารภาพบาปของตนและบาปของบรรพบุรุษ (ข้อ 2, 16) พวกเขาสรรเสริญพระเจ้าสำหรับความอดทนของพระองค์ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล “ด้วยพระกรุณาซับซ้อนของพระองค์ พระองค์ก็มิได้ทรงละทิ้งเขาในถิ่นทุรกันดาร” (ข้อ 19) พระเจ้าจะทรงกำจัดพวกเขาหรือทอดทิ้งพวกเขาก็ได้ แต่พระองค์ไม่เคยทำ เพราะอะไร เพราะนั่นไม่ใช่คุณสมบัติ ของพระเจ้า เพราะพระองค์เป็น “พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาและพระกรุณา” (ข้อ 31)

ในคำอธิษฐานสารภาพบาปของเรา ให้เราสรรเสริญทรัพย์สมบัติ(คุณสมบัติ)ที่ไว้วางใจได้ของพระเจ้าด้วย นั่นคือพระเมตตาของพระองค์

พระเจ้าทรงจัดเตรียม

แซลลี่เพื่อนรักของฉันอยากจัดงานวันเกิดให้เพื่อนคนหนึ่งของเธอ เธอรู้ว่าเพื่อนกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก และแซลลี่ก็อยากช่วยทำให้เธอรู้สึกมีความสุขขึ้น อย่างไรก็ตามแซลลี่ไม่มีงานทำและไม่มีเงินเก็บมากพอที่จะซื้ออาหารสำหรับจัดงานเลี้ยงดีๆ เธอจึงดูในตู้เย็นและตู้ในครัวว่าพอจะมีอะไรอยู่บ้าง แล้วเธอก็รังสรรค์อาหารอันงดงามที่ประกอบไปด้วยของหลายอย่างที่เธอซื้อมาไว้ก่อนหน้านี้และที่มีอยู่แล้วที่บ้าน

เมื่อแซลลี่แบ่งปันเมนูสร้างสรรค์ที่เธอคิดขึ้นให้ฉันฟัง ฉันนึกถึงเรื่องราวของเอลียาห์และหญิงม่าย (1 พกษ.17:7-16) หญิงม่ายแทบจะไม่มีอาหารอยู่เลย อันที่จริงแล้วเธอบอกกับผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ว่าเธอกำลังจะทำอาหารที่มีเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยสำหรับตัวเองและลูกชาย“แล้วก็จะตาย”ด้วยความอดอยาก (ข้อ 12) และเธอมีเพียงแป้งและน้ำมันมะกอกอยู่เล็กน้อย เพียงพอสำหรับมื้อสุดท้ายของพวกเขาเท่านั้น

แต่เอลียาห์รับรองกับหญิงนั้นว่า “แป้งในหม้อนั้นจะไม่หมด และน้ำมันในไหนั้นจะไม่ขาด” จนกว่าพระเจ้าจะทรงส่งฝนมาอีกครั้ง (ข้อ 14) หญิงม่ายวางใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยผ่านเอลียาห์ แม้จะคิดว่าตัวเธอมีไม่เพียงพอ แต่เธอก็พบว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่เธอต้องการแม้ว่าในครัวของเธอจะว่างเปล่า

หญิงม่ายได้พบสิ่งที่เธอต้องการเช่นเดียวกับเพื่อนของฉัน ให้เราทำตามแบบอย่างนี้ โดยดำเนินชีวิตด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และพักอยู่ในการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีเพื่อเรา

จำพระเยซูได้

เมื่อคาร์ล็อตต้ายังเด็ก เธอคิดว่าแม่ของเธอมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งในการจดจำผู้คน แต่คาร์ล็อตต้า ต่างหากที่น่าทึ่ง เธอมีอาการที่พบไม่บ่อยนัก เรียกว่าภาวะลืมใบหน้า ซึ่งเธอไม่สามารถนึกหรือจดจำใบหน้าผู้คน

ไม่นานหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู สาวกสองคนที่เดินทางมาจากกรุงเยรูซาเล็มดูเหมือนจะมีอาการดังกล่าว เมื่อพวกเขาพบใครคนหนึ่งซึ่งพวกเขาควรจะจำได้ ทั้งสองคนกำลังพูดคุยถึงข่าวที่น่าตื่นเต้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา (ลก.24:14) แต่บุคคลที่สามดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาจึงสรุปเรื่องราวให้คนนั้นฟัง แต่กลับประหลาดใจเมื่อคนที่พวกเขาไม่รู้จักคนนี้ (พระเยซู) “อธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง” (ข้อ 27) จากนั้น พระคริสต์ได้หักขนมปังร่วมกับพวกเขา (ข้อ 30) ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์เคยทำมาหลายครั้ง ในขณะนั้น “ตาของเขาทั้งสองก็เปิดออกและเขาก็จำพระองค์ได้ แล้วพระองค์ก็อันตรธานไปจากเขา” (ข้อ 31 THSV11) แล้วพวกเขารีบกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อบอกคนอื่นๆ (ข้อ 33-35)

สาวกสองคนนั้นจำพระเยซูไม่ได้เมื่อพวกเขาอยู่กับพระองค์ และจำพระองค์ไม่ได้ในพันธสัญญาเดิมซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาอ่านบ่อยๆ และคิดว่ารู้ดีอยู่แล้ว พวกเขาจำเป็นต้องให้พระเยซูเปิดเผยพระองค์แก่พวกเขา เพราะพวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตนเอง

เราเองก็ต้องการความช่วยเหลือนั้นเช่นกัน ให้เราขอพระเจ้าให้ทรงเปิดตาเราที่จะมองเห็นพระเยซูในพระคัมภีร์และในชีวิตของเรา

ระยะก่อนน้ำมันหมดถัง

รถมินิแวนคันเก่าของผมมีหน้าจอที่แสดงอักษรย่อ DTE (Distance’Til Empty) ซึ่งแสดงระยะทางที่แม่นยำที่รถจะวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมด รถรุ่นใหม่ๆส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีลักษณะเฉพาะนี้ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะการรู้ว่าสามารถขับได้ไกลแค่ไหนก่อนจะต้องเติมน้ำมันเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยไม่ให้รถจอดตายไปไหนไม่ได้!

คุณรู้หรือไม่ว่าพระบัญญัติสิบประการมีตัวแสดงผลแบบโบราณที่คล้ายกับ DTE เรียกว่าวันสะบาโต ในพระธรรมอพยพ 20 พระเจ้าบอกเราว่าหลังจากหกวัน เราจะใช้พลังงานที่เปรียบเสมือนน้ำมันจนหมด “จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการงานใดๆ” (ข้อ 8-10)

เราอาจถูกล่อลวงให้ละเลยพระบัญญัติข้อนี้ จะว่าไปแล้วข้อห้ามเรื่องการโกหก การลักขโมย การฆ่าคน การล่วงประเวณี การโลภ และการบูชารูปเคารพ (ข้อ 1-17) นั้นเห็นได้ชัดเจน แต่การพักผ่อนหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์มีความสำคัญขนาดนั้นจริงหรือ

เราอาจคิดว่าเราสามารถ “โกง” ข้อนี้ได้ แต่ของขวัญที่วันสะบาโตมอบให้คือการเชิญชวนให้เราพักผ่อน หยุดทำงาน และระลึกว่าเรามีสิ่งต่างๆจากการจัดเตรียมจากพระเจ้า ไม่ใช่จากการทำงานตลอดเวลาของเรา

ระยะก่อนเติมน้ำมันคือระยะเท่าไร คำตอบคือหกวัน และวันที่เจ็ด พระเจ้าทรงเชิญชวนเราด้วยความเมตตาให้เราพักผ่อน ชาร์จพลัง และละทิ้งความคิดที่ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา

เลือกอย่างกล้าหาญ

ขณะที่ฟรานโก เซฟฟิเรลลีเตรียมถ่ายทำภาพยนตร์ของเชคสเปียร์เรื่องโรมิโอและจูเลียต ซึ่งเป็นตอนที่ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์นั้น เขาได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะเสี่ยง โดยเลือกนักแสดงที่ไม่มีใครรู้จักสองคนมาเล่นเป็นตัวละครหลัก และยังยืนยันว่าทั้งสองมีอายุใกล้เคียงกับตัวละครที่เชคสเปียร์เขียนไว้ ในที่สุด เซฟฟิเรลลีได้เลือกลีโอนาร์ด ไวท์ทิงวัยสิบเจ็ดปีมาเป็นโรมิโอ และโอลิเวีย ฮัสซีย์วัยสิบหกปีมาเป็นจูเลียต

บางคนอาจคิดว่าพระเยซูทรงเสี่ยงแบบเดียวกันในการเลือกสาวกของพระองค์ ผู้ที่ต่อมาได้นำข่าวสารการให้อภัยของพระองค์ไปยังผู้คนในโลก ในเวลานั้นผู้นำศาสนาได้จับกุมและสอบสวนบางคนในพวกเขา จากนั้นในพระธรรมกิจการ 4:13 กล่าวว่า “เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็ประหลาดใจ”

ความเสี่ยงใดๆที่จะเกิดขึ้นก็ถือว่าเกินคุ้ม เมื่อเทียบกับเรื่องราวที่แท้จริงที่เกิดขึ้นของชาวประมงธรรมดาๆนี้ “แล้ว (พวกเขา)สำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู” (4:13) สาวกเหล่านี้ที่ดูเหมือนขาดคุณสมบัติไม่เพียงแต่เคยอยู่กับพระคริสต์เท่านั้น แต่พวกเขายังมีพระสัญญาของพระองค์ที่จะอยู่กับพวกเขาตลอดไปด้วย(มธ.28:20) เราต่างก็ได้รับพระสัญญานั้นเช่นกัน(ฮบ.13:5) และเรามั่นใจได้ว่าในการทรงสถิตอยู่และด้วยพระคุณของพระองค์ ไม่มีงานใดที่อยู่ตรงหน้าเราจะใหญ่เกินสำหรับพระองค์

ความกลัวโดยไม่มีสาเหตุ

“ผมรักคุณ ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณไป” จูเลียบันทึกข้อความของสามีเอาไว้เพื่ออ่านในเวลาที่เธอรู้สึกกลัว ช่วงวัยเด็กที่มีปัญหาทำให้เธออยู่กับความกลัวว่าคนที่เธอรักจะทอดทิ้งไป เธอมักจะขอคำยืนยันจากสามีและรอสามีกลับมาจากที่ทำงานด้วยความกังวลใจ

การอธิษฐานและได้รับคำปรึกษาช่วยให้จูเลียตอบสนองต่อความกลัวที่มีในทางที่ดีขึ้น “ฉันจะมองความกลัวนั้นภายใต้คำสัญญาที่เปี่ยมด้วยความรักของสามี” เธอบอก“ฉันจะคิดว่าคำสัญญานั้นเป็นความจริง! และจะปฏิบัติตัวตามนั้น”

กษัตริย์เยโรโบอัมก็มีความกลัวอย่างไม่มีสาเหตุเช่นกัน เนื่องจากซาโลมอนละทิ้งความเชื่อ พระเจ้าจึงสัญญากับเยโรโบอัมไว้ว่า “เราจะเอาอาณาจักรออกจากมือบุตรชายของเขา และจะมอบให้เจ้าสิบเผ่า” (1 พกษ.11:35) พระเจ้าทรงยืนยันว่าหากเยโรโบอัมเชื่อฟัง พระองค์จะ “มอบอิสราเอลให้” (ข้อ 38)

แต่เยโรโบอัมก็ยังกลัวว่า “ถ้าชนชาติเหล่านี้ขึ้นไปถวายเครื่องสัตวบูชาในพระนิเวศของพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม...จิตใจของชนชาติเหล่านี้จะ...หันไปยังเรโหโบอัมพระราชาแห่งยูดาห์” (1 พกษ.12:27) ความกลัวนี้เป็นเหตุให้พระองค์สร้างสถานนมัสการรูปเคารพในพื้นที่ใกล้ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ราษฎรของพระองค์ไปหาโอรสของซาโลมอน (ข้อ 26-33) ส่งผลให้เยโรโบอัมเผชิญการพิพากษาจากพระเจ้า (14:7-16) พระองค์ควรจะไว้วางใจในพระสัญญาของพระเจ้า!

เราไม่จำเป็นต้องจัดการกับความกลัวที่ไม่มีสาเหตุนี้โดยลำพัง พระเจ้าได้ประทานพระสัญญาที่จะปกป้องเราไว้แล้วในพระวจนะของพระองค์ จงยอมให้ความจริงที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์ส่องสว่างในความคิดและการก้าวเดินของเรา

อริสโตเติลที่โต๊ะอาหาร

อริสโตเติลกล่าวว่าไม่มีใครสามารถเป็นเพื่อนกับเทพเจ้าได้ เพราะเหตุใดน่ะหรือ เขาบอกว่าเพราะมิตรภาพต้องมีความเท่าเทียมกัน แล้วเทพเจ้าองค์ใดจะยอมสละสถานะในสวรรค์ลงมาเทียบเท่ากับมนุษย์ผู้ต่ำต้อย

ผมสงสัยว่าอริสโตเติลจะทำอย่างไรหากเขาอยู่ที่โต๊ะอาหารมื้อสุดท้าย (มธ.26:26-35) เพราะที่นั่น พระเยซูพระผู้สร้างสรรพสิ่ง ผู้ทรงละทิ้งสถานะในสวรรค์มาเป็นมนุษย์ผู้ต่ำต้อย (ฟป.2:6-8; คส.1:16) ทรงบอกกับสาวกของพระองค์ว่า พระองค์ไม่เรียกพวกเขาว่าบ่าวอีกต่อไป แต่จะทรงเรียกพวกเขาว่ามิตรสหาย(ยน.15:15)

อริสโตเติลคงแปลกใจด้วยที่เห็นว่าใครนั่งร่วมโต๊ะนั้นบ้าง มีมัทธิวคนเก็บภาษีที่สนิทสนมกับชาวโรมัน และซีโมนพรรคชาตินิยมผู้ประณามชาวโรมัน (มธ.10:3-4) อีกทั้งยากอบและยอห์น “ลูกฟ้าร้อง” (มก.3:17) ที่นั่งอยู่กับฟีลิปผู้เงียบขรึม ผมนึกภาพว่าอริสโตเติลคงมองด้วยความฉงนขณะที่พระเยซูอธิบายว่าขนมปังและเหล้าองุ่นเป็น “กาย” และ “โลหิต” ของพระองค์ที่หักและเทออกเพื่อ “ยกบาปโทษ” (มธ.26:26-28) เทพเจ้าองค์ใดกันที่จะยอมตายเพื่อมนุษย์ธรรมดาๆ แม้กระทั่งมนุษย์ที่กำลังจะละทิ้งพระองค์หลังจากนั้นอีกไม่นาน (ข้อ 56)

นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ศีลมหาสนิทเป็นสิ่งที่ล้ำลึกอย่างยิ่ง พระเจ้าทรงเป็นเพื่อนกับมนุษย์โดยทางพระเยซู และทรงทำให้เกิดมิตรภาพระหว่างผู้มีความคิดเห็นทางการเมืองและจิตใจที่แตกต่างกัน ขณะที่เรากินและดื่มที่โต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้า เราก็ได้เฉลิมฉลองพระองค์ผู้ทรงแก้ไขกฎแห่งมิตรภาพขึ้นใหม่ระหว่างมนุษย์และพระเจ้า

ดูแลผู้ที่ถูกข่มเหง

โจเซฟิน บัตเลอร์ ภรรยาของผู้รับใช้ที่มีชื่อเสียงได้กลายมาเป็นนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีที่มักถูกกล่าวหาอย่างไม่ยุติธรรมว่าเป็น “ผู้หญิงกลางคืน” ซึ่งสังคมมองว่าเป็น “คนที่ไม่มีใครต้องการ” ด้วยแรงกระตุ้นจากความเชื่ออันเข้มแข็งในพระเจ้า เธอต่อสู้เป็นเวลาหลายปีเพื่อต่อต้านกฎหมายโรคติดต่อของอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1860 ที่บังคับให้ผู้หญิงต้องเข้ารับการตรวจ “ทางการแพทย์” ที่เจ็บปวดและเป็นการรุกล้ำทางร่างกาย

ในปีค.ศ. 1883 ระหว่างการอภิปรายร่างกฎหมายในรัฐสภาเพื่อจะยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ เธอได้ร่วมอธิษฐานกับกลุ่มสตรีในเวสต์มินสเตอร์ เธอรู้สึกตื้นตันใจเมื่อเห็น “สตรีที่แต่งตัวซอมซ่อและน่าสงสารที่สุดจากสลัม” เคียงข้างกับ “สตรีชั้นสูง” ทุกคนร้องไห้และทูลขอการปกป้องจากพระเจ้าในความเสี่ยงนี้ และพวกเธอก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายนั้น

การเรียกร้องของโจเซฟินเพื่อให้มีการปฏิบัติอย่างยุติธรรมนั้นสะท้อนคำพูดของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ ผู้สื่อสารข้อความพระเจ้าไปยังกษัตริย์ที่ชั่วร้าย เยเรมีย์กล่าวว่า “จงกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้นให้พ้นมือของผู้ที่บีบบังคับ” และ “อย่าได้กระทำความผิดหรือความทารุณแก่ชนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อ และหญิงม่าย” (ยรม.22:3) พระเจ้าทรงต้องการปกป้องผู้ที่ไม่สามารถปกป้องตนเองจากผู้มีอำนาจ

พระเจ้าทรงกระตุ้นเราให้กระทำการบางอย่างได้เช่นกัน ทรงช่วยให้เรามองเห็นถึงความไม่เท่าเทียม เป็นปากเป็นเสียงและต่อต้านความไม่เท่าเทียมนั้น พระองค์ผู้ทรงเกลียดการข่มเหงจะเสริมกำลังเราให้สนับสนุนความยุติธรรมและปกป้องผู้ที่อ่อนแอ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา