Category  |  ODB

รักคนต่างด้าว

ภรรยาของเพื่อนฉันเป็นช่างเย็บผ้าฝีมือดี เธอวางแผนไว้ด้วยความรักก่อนที่จะเสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรัง เธอบริจาคอุปกรณ์ตัดเย็บทั้งหมดให้กับสมาคมช่างเย็บผ้าของเมืองเรา ทำให้มีจักรเย็บผ้า โต๊ะตัดผ้า และอื่นๆ สำหรับการสอนผู้อพยพที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ “ผมนับเฉพาะกล่องผ้าได้ 28 กล่อง” สามีของเธอบอกเรา “มีผู้หญิงหกคนมารับเอาของทั้งหมดไป นักเรียนของพวกเธอเป็นคนขยันขันแข็งและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้”

คนอื่นๆจะพูดถึงคนที่มาอยู่ใหม่ในทางที่ไม่ค่อยดีนัก ความทุกข์ยากของผู้อพยพกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความแตกแยก

อย่างไรก็ตาม โมเสสได้เปิดเผยมุมมองของพระเจ้าว่า “อย่า​ข่ม​เหง​คน​ต่างด้าว ตัว​เจ้า​เองรับรู้รสชาติการเป็น​คน​ต่างด้าว​มาแล้ว” (อพย.23:9TNCV) นอกจากนี้ ท่านยังกล่าวถึงกฎของพระเจ้าที่เกี่ยวกับคนต่างด้าวอีกว่า “เมื่อ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา...อย่า​เ​ก็​บ​ผล​ที่​สวน​องุ่น​ให้​หมด เจ้า​อย่า​เ​ก็​บ​องุ่น​ที่​ตก​ใน​สวน​ของ​เจ้า จง​เหลือ​ไว้​ให้​คน​ยากจน​และ​คน​ต่างด้าว​บ้าง เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า” (ลนต.19:9-10)

นอกจากนี้พระเจ้ายังทรงประกาศด้วยว่า “เมื่อ​คน​ต่างด้าว​อาศัย​อยู่​กับ​เจ้า​ใน​แผ่นดิน​ของ​เจ้า อย่า​ข่ม​เหง​เขา​ คน​ต่างด้าว​ที่​อาศัย​อยู่​กับ​เจ้า​นั้น​ก็​เหมือนกับ​ชาว​เมือง​ของ​เจ้า เจ้า​จง​รัก​เขา​เหมือนกับ​รัก​ตัวเอง เพราะ​ว่า​เจ้า​เคย​เป็น​คน​ต่างด้าว​ใน​แผ่นดิน​อียิปต์ เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า” (ข้อ 33-34)

พระเจ้าทรงวางมาตรฐานเอาไว้ ขอพระองค์ทรงอวยพรจิตใจของเราให้แสดงความรักต่อคนต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเรา

พระเจ้าทรงเสียพระทัย

หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 มีภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว คือภาพที่พ่อคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังขณะจับมือที่โผล่พ้นออกมาจากเศษหินเศษปูน เป็นมือของลูกสาวเขา เรามองเห็นขอบที่นอนที่ลูกสาวของเขาใช้นอน และเราเห็นนิ้วมือที่ไร้ชีวิตของเธอที่เขากำลังจับไว้ ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ความเสียใจของเขาสุดจะหยั่งถึง

ในใบหน้าที่เศร้าหมองของพ่อคนนี้ ผมมองเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา พระธรรมปฐมกาลบอกเราว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยที่ความบาปได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง “พระองค์ทรงปวดร้าวพระทัย” (6:6 TNCV) อิสยาห์ได้กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ที่จะมาในอนาคตว่า “ท่าน...เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บปวด และ​คุ้นเคย​กับ​ความ​เจ็บ​ไข้” (53:3) พระเจ้าทรงเสียพระทัยเพื่อเราและทรงเสียพระทัยร่วมกับเรา พระองค์ประทับอยู่ข้างซากปรักหักพังแห่งชีวิตเรา และเอื้อมพระหัตถ์มาหาเรา “​เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์ ​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า ยุด​มือ​ขวา​ของ​เจ้า​ไว้” (41:13)

ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับหายนะใดอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เศร้าสลด การสูญเสียคนที่รัก หรือแม้กระทั่งผลจากบาปของคุณเอง จงรู้ว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหวในรูปแบบใดที่ทำให้ชีวิตของคุณสั่นคลอน จงมองเห็นว่าพระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาจับมือคุณไว้ ไม่ว่าคุณจะโศกเศร้าเรื่องใดอยู่ในขณะนี้ ขอให้คุณได้ยินเสียงที่พระเจ้าแห่งความรักตรัสกับคุณว่า “อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (ข้อ 13)

มีกันและกันดีกว่า

การใช้สารเสพติดเป็นเวลาถึงสิบปีทำให้เม็กกี้ต้องเข้าๆออกๆเรือนจำ ถ้าชีวิตของเธอไม่เปลี่ยน อีกไม่ช้าเธอก็จะต้องกลับเข้าคุกอีก แล้วเธอก็ได้พบกับฮันส์ อดีตคนติดยาที่เกือบจะเสียมือของเขาไปจากอาการเส้นเลือดแตกเนื่องจากติดสารเสพติด “นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเรียกหาพระเจ้า” ฮันส์กล่าว คำตอบของพระเจ้าทำให้เขาได้มาเป็นผู้ช่วยการบำบัดในองค์กรที่ประสานงานด้านการฟื้นฟูสำหรับผู้ติดยาที่ถูกคุมขัง

โครงการนี้ชื่อว่า ซุปก้อนหิน คอยช่วยเหลือเรือนจำในอเมริกาโดยช่วยสนับสนุนอดีตผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่ชุมชนได้ โครงการนี้ทำให้เม็กกี้ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในสถานเตรียมความพร้อมก่อนกลับสู่สังคมและเลิกยาได้ ปัจจุบันฮันส์ช่วยประสานงานให้เธอและคนอื่นๆ ในการหางานทำ ในด้านการศึกษา การบำบัด และจัดหาทรัพยากรต่างๆสำหรับครอบครัว

พระคัมภีร์อธิบายถึงข้อดีของการมีพันธมิตรอย่างฉลาด “สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (ปญจ.4:9-10) อย่างไรก็ตาม “แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง และไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น” (ข้อ 10)

ในนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ซุปก้อนหิน” นักเดินทางผู้หิวโหยได้ชักชวนชาวเมืองแต่ละคนให้แบ่งปันส่วนผสมหนึ่งอย่างเพื่อทำซุปแสนอร่อยให้กับทุกคน ในทำนองเดียวกัน พระคัมภีร์ยืนยันว่าเราจะแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่ออยู่ด้วยกัน (ข้อ 12) พระเจ้าทรงมีแผนการให้เราใช้ชีวิตในชุมชนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและรับความช่วยเหลือเป็นการตอบแทน ซึ่งไม่ใช่นิทานปรัมปรา แต่เป็นความจริงของชีวิต

พระกรุณาคุณอันอุดมของพระเจ้า

ในวัยห้าสิบเอ็ดปี อิเนส มาเฮีย (ค.ศ.1870-1938) ตัดสินใจศึกษาพฤกษศาสตร์โดยสมัครเข้าเรียนปีหนึ่งในวิทยาลัย ในตลอดการทำงานสิบสามปีที่เธอเดินทางไปทั่วอเมริกากลางและใต้เธอได้ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่ห้าร้อยชนิด เธอไม่ใช่คนเดียวในภารกิจนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่เกือบสองพันชนิดในแต่ละปี

ในปฐมกาล 1 จากโลกที่ไม่มีรูปทรง ว่างเปล่า และมืด (ข้อ 2) พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างสถานที่ที่เต็มไปด้วยความอุดมบริบูรณ์ ในวันที่สามพระองค์แยกน้ำออกจากกันเพื่อให้เกิดเป็นแผ่นดิน และทรงเริ่มทำแผ่นดินนั้นให้เหมาะที่มนุษย์จะอยู่อาศัยโดยตรัสว่า “แผ่นดิน​จง​เกิด​พืช คือ ผัก​หญ้า​ที่​มี​เมล็ด​และ​ต้นไม้​ที่​ออก​ผล มี​เมล็ด​ใน​ผล​ตาม​ชนิด​ของ​มัน” (ข้อ 11) พืชที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ให้ผลเหล่านี้คือสิ่งที่เรากินได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างไม้ผลแค่ชนิดเดียว แต่ทรงสร้างมากมายหลายชนิด

พระเจ้าไม่เพียงเป็นองค์พระผู้สร้าง (ข้อ 1) เท่านั้น แต่ทรงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย พระองค์ทรงมีความสุขในการสร้างพืช สัตว์ และดวงดาวต่างๆ หากพระเจ้าสนพระทัยแค่เพียงให้เรามีอาหาร พระองค์จะทรงสร้างพืชที่ให้
เมล็ดเพียงชนิดเดียวก็ย่อมได้ แต่พระองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวางและไม่เคยทำอะไรแบบครึ่งๆกลางๆ

ความอุดมบริบูรณ์ของพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสิ่งทรงสร้างเท่านั้น แต่มีอยู่ในพระกรุณาคุณของพระองค์ด้วย ดังที่เปาโลกล่าวว่า “​พระ​คุณ​แห่ง​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​นั้น มี​มาก​เหลือล้น​สำหรับ​ข้าพเจ้า พร้อม​ด้วย​ความ​เชื่อ และ​ความ​รัก​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​” (1 ทธ.1:14) พระคุณของพระองค์ก็เป็นเช่นเดียวกับการทรงสร้าง คือมีมากเกินกว่าที่เราต้องการและทรงมีไว้สำหรับเรา

การติดตามพระเจ้า

ในวันว่างของฉันขณะไปเที่ยวปารีสเมื่อสองสามปีก่อน ฉันมีเวลาเดินเล่นในเมืองที่โด่งดังนี้ตามลำพังก่อนจะไปพบเพื่อนเพื่อรับประทานอาหารเย็นที่หอไอเฟล ทุกอย่างราบรื่นดีจนเมื่อแบตเตอรี่โทรศัพท์ของฉันหมด ฉันไม่มีแผนที่จึงไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหน แต่สาวเมืองกรุงอย่างฉันไม่ตื่นตระหนก ฉันก็แค่เดินเลียบแม่น้ำแซนไปเรื่อยๆและคอยมองดูหอไอเฟลที่สูงตระหง่าน วิธีของฉันได้ผลจนเมื่อฉันเข้าไปใกล้มากขึ้น จุดหมายก็หายลับไปหลังอาคารโดยรอบ

ฉันประหลาดใจมากที่โครงสร้างขนาดใหญ่โตสามารถซ่อนตัวอยู่ในที่แจ้งแบบนั้นได้! จนในที่สุดฉันก็รู้ว่าต้องการความช่วยเหลือ ฉันจึงถามทางและได้พบกับเพื่อนของฉัน

ชีวิตอาจคาดเดาไม่ได้เลย เมื่อเราเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายในชีวิต เราสามารถขอความช่วยเหลือและการทรงนำจากพระเจ้าได้ การทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์จะช่วยไม่ให้เราหลงทางหรือถูกล่อลวงให้อ้อมไปหรือล้มเลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตดูยากลำบากหรือน่าสับสน เราสามารถหันไปหาพระเจ้าเพื่อขอการทรงนำได้

ในสุภาษิต 3:5-6 ซาโลมอนให้กำลังใจผู้อ่านโดยบอกพวกเขาว่า “จง​วางใจ​ใน​พระ​เจ้า​ด้วย​สุดใจ​ของ​เจ้า และ​อย่า​พึ่งพา​ความ​รอบ​รู้​ของ​ตนเอง จง​ยอมรับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบรื่น”

เมื่อเราแสวงหาพระปัญญาของพระเจ้าผ่านการอธิษฐานและการอ่านพระคัมภีร์ พระองค์จะทรงนำเรา ให้เราวางใจในพระองค์และเดินตามการทรงนำของพระองค์ต่อไป

พระบุตรของพระเจ้า

เมื่อไม่นานมานี้ สก็อตต์พี่ชายของผมได้รับมอบบันทึกการรับราชการทหารของพ่อตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผมอ่านสิ่งที่บันทึกไว้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือน่าตกใจ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวตนของพ่อเลย เป็นแค่ข้อเท็จจริงและข้อมูล บันทึกนั้นน่าสนใจดี แต่ในท้ายที่สุดแล้วผมไม่รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่เกี่ยวกับพ่อเลย

ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานให้เรามีบันทึกเรื่องราวชีวิตและพระราชกิจของพระเยซูในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มซึ่งเป็นมากกว่าข้อมูล โดยเป็นคำอธิบายที่เปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใดในช่วงเวลาที่ทรงอยู่บนโลกนี้ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำและตรัสไว้ สิ่งที่บันทึกไว้ในพระธรรมมาระโกมีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์คำกล่าวของท่านว่า “ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​เริ่มต้น​ตรง​นี้​” (1:1) ต่อจากนั้น มาระโกเล่าถึงยอห์น​ผู้ให้​บัพติศมาที่ได้เป็นพยานถึงพระเมสสิยาห์พระองค์นี้ ยอห์นกล่าวว่า “ภายหลัง​เรา​จะ​มี​พระ​องค์​ผู้​หนึ่ง​เสด็จ​มา ทรง​มี​อิทธิฤทธิ์​ยิ่ง​กว่า​เรา​อีก ซึ่ง​เรา​ไม่​คู่ควร​แม้​จะ​น้อม​ตัว​ลง​แก้​สาย​ฉลอง​พระ​บาท​ให้​พระ​องค์​” (ข้อ 7) บันทึกของมาระโกแสดงชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ดังเช่นที่อัครสาวกยอห์นได้บันทึกเพิ่มเติมถึงชีวิตของพระเยซูว่า “แต่​การ​ที่​ได้​บันทึก​เหตุการณ์​เหล่า​นี้​ไว้ ​ก็​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า ​พระ​เยซู​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​ ​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า และ​เมื่อ​มี​ความ​เชื่อ​แล้ว ท่าน​ก็​จะ​มี​ชีวิต​โดย​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์​” (ยน.20:31)

หลักฐานที่ยืนยันถึงชีวิตของพระเยซูมีอยู่มากมาย คำถามคือว่า พระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร และพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณแล้วอย่างไร

ความรู้อันทรงสง่าราศี

โธมัส อไควนัส นักเทววิทยาในยุคกลางต้องอดทนอย่างมากในการอุทิศชีวิตเพื่อแสวงหาพระเจ้า ครอบครัวจับเขาขังไว้เป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อกีดกันไม่ให้เขาเข้าร่วมกับคณะโดมินิกัน ซึ่งเป็นกลุ่มนักบวชที่อุทิศตัวให้กับชีวิตที่เรียบง่าย การศึกษาพระคัมภีร์ และการเทศนาสั่งสอน ตลอดชีวิตที่เขาศึกษาพระคัมภีร์และเรื่องการทรงสร้าง รวมทั้งเขียนวารสารร่วมร้อยฉบับ อไควนัสก็มีประสบ-การณ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้าจนเขาเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถเขียนอะไรต่อไปได้อีก เพราะพระเจ้าทรงประทานความรู้อันทรงสง่าราศีให้กับข้าพเจ้าจนทุกสิ่งที่อยู่ในงานเขียนของข้าพเจ้าดูไร้ค่าเหมือนกับฟาง” และเขาเสียชีวิตลงในอีกสามเดือนต่อมา

อัครทูตเปาโลก็บรรยายถึงประสบการณ์ที่ท่วมท้นกับพระเจ้าจนไม่อาจกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ เมื่อท่าน “ถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม และได้ยินวาจาซึ่งจะพูดเป็นคำไม่ได้ และมนุษย์จะออกเสียงก็ต้องห้าม” (2 คร.12:3-4) “เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น” พระเจ้าทรงให้มี “หนามใหญ่ในเนื้อ” ของเปาโลซึ่งไม่อาจบ่งชี้ได้ว่ามันคืออะไร (ข้อ 7) เพื่อให้ท่านถ่อมตัวลงและพึ่งพาพระเจ้า พระเจ้าบอกกับท่านว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (ข้อ 9)

ยิ่งเราเข้าใจพระเจ้ามากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่มีถ้อยคำใดที่เราจะใช้บรรยายถึงพระเจ้าได้เลย ทว่าในความอ่อนแอและการที่เราไม่รู้ว่าจะใช้ถ้อยคำใดนั้น พระคุณและความงดงามของพระคริสต์จะส่องประกายผ่านเราออกมาอย่างชัดเจน

นำมาทูลต่อพระเจ้า

ไบรอันอยู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เพื่อนของเขายังคงอยู่ที่ห้องนั่งรอ และกำลังอธิษฐานขอสติปัญญาและการรักษาให้กับเพื่อนของเขา ในที่สุดเมื่อไบรอันกลับออกมา เขาก็ให้ดูเอกสารปึกใหญ่ขณะที่วางเอกสารนั้นลงบนโต๊ะ เขาได้พูดคุยถึงทางเลือกต่างๆในการรักษาโรคที่คุกคามเขา ทั้งสองคุยกันถึงความสำคัญของการอธิษฐานและการขอสติปัญญาจากพระเจ้าสำหรับการรักษาในขั้นตอนต่อไป แล้วไบรอันก็พูดว่า “ไม่ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า ผมก็อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า”

กษัตริย์เฮเซคียาห์ “ทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า” (2 พกษ.19:14) ข้อความในจดหมายไม่ได้พูดถึงอาการป่วยที่กำลังคุกคาม แต่เป็นภัยคุกคามจากอัสซีเรีย ศัตรูผู้ทรงอำนาจที่ได้ยึดเมืองที่มีป้อมปราการทั้งหมดของยูดาห์ และกำลังเตรียมโจมตีกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเมืองหลวง เฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรดาราชอาณาจักรของแผ่นดินโลก พระองค์แต่องค์เดียว...ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นมือของเขา” (ข้อ 15, 19) จากนั้นไม่นานผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ก็ส่งข้อความไปบอกเฮเซคียาห์ว่า “พระเจ้า...ตรัสดังนี้ว่า เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว” (ข้อ 20) และ “คืนนั้น” พระเจ้าทรงทำลายกองทัพอัสซีเรีย (ข้อ 35)

ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับสิ่งใดในวันนี้ จงคลี่มันออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เมื่อคุณ “ทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า” (ฟป.4:6) พระองค์ทรงรับฟังและอยู่ด้วยกับคุณ คุณสามารถพักสงบในพระหัตถ์ของพระองค์เมื่อคุณได้พบกับสติปัญญา ความรัก และความหวังในพระองค์

มือที่ช่วยเหลือ

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 มีกฎหมายที่จำกัดไม่ให้คนผิวดำและผู้อพยพในสหรัฐอเมริกาเช่าหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองโคโรนาโด รัฐแคลิฟอร์เนีย ชายผิวดำชื่อกัส ทอมป์สัน (ซึ่งเกิดมาเป็นทาส) ได้ซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักในโคโรนาโดก่อนที่จะมีการผ่านกฎหมายที่มีการเลือกปฏิบัตินี้ ในปีค.ศ.1939 กัสได้ให้ครอบครัวชาวเอเชียเช่าและในที่สุดก็ได้ขายที่ดินผืนนั้นให้พวกเขา เกือบแปดสิบห้าปีต่อมา สมาชิกในครอบครัวชาวเอเชียได้ขายที่ดินผืนนี้และบริจาครายได้เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาผิวดำ และพวกเขากำลังดำเนินการจัดตั้งศูนย์แห่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยประจำเมืองซานดิเอโก โดยตั้งชื่อศูนย์ตามชื่อของกัสและเอ็มม่าภรรยาของเขา

พระธรรมเลวีนิติมีการพูดถึงความหมายของการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดีเช่นกัน พระเจ้าทรงสอนประชากรของพระองค์ว่า “ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและเลี้ยงตัวเอง อยู่กับเจ้าไม่ได้ เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (25:35) พระองค์ทรงสอนให้ประชาชนปฏิบัติต่อกันอย่างดีและเป็นธรรมโดยเฉพาะต่อผู้ที่ขัดสน พวกเขาต้องช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยความ “ยำเกรงพระเจ้า” (ข้อ 36) พวกเขาต้องปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเหมือนปฏิบัติต่อ “คนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (ข้อ 35) ด้วยการต้อนรับและความรัก

กัส ทอมป์สันและภรรยาช่วยเหลือครอบครัวที่แตกต่างจากพวกเขา และครอบครัวนั้นได้ตอบแทนด้วยการเป็นพรให้กับผู้อื่นอีกมากมาย ให้เราแสดงความเมตตาสงสารของพระเจ้าต่อผู้ที่ขัดสน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงช่วยเราสำแดงความรักของพระองค์ต่อพวกเขา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา