Category  |  ODB

อยู่ที่ว่าคุณรู้จักใคร

ในช่วงต้นปี 2019 ชาร์ลี แวนเดอร์เมียร์ได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 84 ปี เป็นเวลาหลายสิบปีที่เขาเป็นที่รู้จักของผู้คนนับพันในฐานะลุงชาร์ลี นักจัดรายการวิทยุระดับประเทศแห่งรายการ ชั่วโมงพระคัมภีร์ของเด็กๆ วันก่อนที่ลุงชาร์ลีจะจากไปอยู่กับพระเจ้า เขาบอกเพื่อนสนิทคนหนึ่งว่า “อะไรที่คุณรู้ไม่สำคัญเท่ากับใครที่คุณรู้จัก ใช่แล้วผมกำลังพูดถึงพระเยซูคริสต์”

แม้ในวาระสุดท้าย ลุงชาร์ลียังอดไม่ได้ที่จะพูดถึงพระเยซูและความจำเป็นที่ผู้คนจะต้องรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

อัครทูตเปาโลถือว่าการรู้จักพระเยซูเป็นงานที่สำคัญที่สุดของท่าน “ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์ และจะได้ปรากฏอยู่ในพระองค์” (ฟป.3:8-9) แล้วเราจะรู้จักพระเยซูได้อย่างไร “คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด” (รม.10:9)

เราอาจรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระเยซู รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคริสตจักร และอาจคุ้นเคยกับพระคัมภีร์ด้วยซ้ำ แต่ทางเดียวที่จะรู้จักพระเยซูในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดคือ ยอมรับของประทานแห่งความรอดซึ่งให้เปล่าๆ พระองค์คือผู้ที่เราจำเป็นจะต้องรู้จัก

ขับเคลื่อนด้วยไฟ

เมื่อนักผจญเพลิงสองคนที่เหนื่อยล้าและตัวเต็มไปด้วยเขม่าแวะทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง พนักงานเสิร์ฟจำทั้งสองคนได้จากข่าวและรู้ว่าพวกเขาใช้เวลาทั้งคืนต่อสู้กับไฟในโกดัง เพื่อแสดงความขอบคุณเธอจึงเขียนข้อความในใบเรียกเก็บเงินว่า “วันนี้ฉันขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารเช้าพวกคุณ ขอบคุณ...ที่ปรนนิบัติผู้อื่นและวิ่งเข้าไปในที่ที่คนอื่นพากันวิ่งหนีออกมา...คุณเป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนด้วยไฟและความกล้าหาญ”

ในพันธสัญญาเดิม เราเห็นตัวอย่างความกล้าหาญของชายหนุ่มสามคนคือ ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก (ดนล.3) แทนที่จะเชื่อฟังคำสั่งให้นมัสการปฏิมากรของกษัตริย์บาบิโลน พวกเขากลับแสดงความรักที่มีต่อพระเจ้าอย่างกล้าหาญ ด้วยการปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งนั้นและถูกลงโทษด้วยการโยนเข้าไปในเตาไฟที่ลุกอยู่ แต่พวกเขาก็ไม่ถอย “ถ้าพระเจ้าของพวกข้าพระบาทผู้ซึ่งพวกข้าพระบาทปรนนิบัติ พอพระทัยจะช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พ้นจากเตาที่ไฟลุกอยู่ ข้าแต่พระราชา พระองค์ก็จะทรงช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พ้นพระหัตถ์ของฝ่าพระบาท ถึงแม้ไม่เป็นเช่นนั้น พวกข้าพระบาทก็ไม่ปรนนิบัติพระของฝ่าพระบาท หรือนมัสการปฏิมากรทองคำซึ่งฝ่าพระบาทได้ทรงตั้งขึ้น”(ข้อ 17-18)

พระเจ้าทรงช่วยกู้และเดินอยู่กับพวกเขาในกองเพลิง (ข้อ 25-27) ท่ามกลางการทดลองและปัญหาที่ร้อนแรงของเราในวันนี้ เราก็มั่นใจได้เช่นกันว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเราและพระองค์ทรงจัดการได้

แนวคิดซึ่งไม่เป็นที่นิยมของพระเยซู

เป็นเวลา 15 ปีที่ไมค์ เบอร์เดนจัดการประชุมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังในร้านขายของที่ระลึกที่เขาเปิดในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่ในปี 2012 เมื่อภรรยาเริ่มตั้งคำถามถึงการมีส่วนร่วมของเขา เขาก็เริ่มใจอ่อน เขาตระหนักดีว่ามุมมองเรื่องการเหยียดผิวของเขานั้นผิดและเขาไม่ต้องการเป็นเช่นนั้นอีก กลุ่มหัวรุนแรงจึงตอบโต้โดยขับไล่ครอบครัวเขาออกจากอพาร์ทเมนท์ที่เขาเช่าจากสมาชิกคนหนึ่ง

เขาไปขอความช่วยเหลือจากที่ไหนน่ะหรือ น่าแปลกที่เขาไปหาศิษยาภิบาลผิวดำซึ่งเคยปะทะคารมกันมาก่อน ศิษยาภิบาลและคริสตจักรของเขาจัดหาที่อยู่และอาหารให้กับครอบครัวของไมค์เป็นระยะเวลาหนึ่ง เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงช่วย ศิษยาภิบาลเคนเนดี้กล่าวว่า “พระเยซูคริสต์ได้ทรงทำบางสิ่งซึ่งไม่เป็นที่นิยมอย่างมาก เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องช่วยเหลือ จงทำในสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้คุณทำ” ต่อมาไมค์ได้พูดที่คริสตจักรของเคนเนดี้และขอโทษชุมชนคนผิวดำที่เขามีส่วนในการเผยแพร่ความเกลียดชัง

พระเยซูทรงสอนแนวคิดซึ่งไม่เป็นที่นิยมบางประการในคำเทศนาบนภูเขาคือ “ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่าน ก็จงให้...จงรักศัตรูของท่านและจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน” (มธ.5:42, 44) นั่นคือวิธีคิดแบบกลับหัวที่พระเจ้าเรียกให้เราทำตาม แม้จะดูเหมือนอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วเป็นการกระทำที่ออกมาจากความเข้มแข็งของพระเจ้า

พระองค์ผู้ที่สอนเราในเรื่องนี้คือผู้เดียวกับที่ทรงประทานฤทธิ์อำนาจในการดำเนินชีวิตแบบกลับหัวในวิถีทางใดก็ตามที่พระเจ้าทรงบอกกับเรา

สิ่งที่มองไม่เห็น

นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า ยุคปรมาณูเริ่มต้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1945 เมื่ออาวุธนิวเคลียร์ชิ้นแรกถูกจุดชนวนในทะเลทรายที่ไกลโพ้นของนิวเม็กซิโก แต่นักปรัชญาชาวกรีกเดโมคริตัส (ราว 460-370 ปีก่อนคริสตศักราช) ได้สำรวจการดำรงอยู่และพลังของอะตอมมานานก่อนที่จะมีการประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อช่วยให้มองเห็นองค์ประกอบเล็กๆของจักรวาลนี้ได้ เดโมคริตัสเข้าใจมากกว่าที่เขาเห็นและทฤษฎีอะตอมก็เป็นผลจากความเข้าใจนั้น

พระคัมภีร์บอกเราว่า แก่นแท้ของความเชื่อคือการโอบกอดสิ่งที่มองไม่เห็น ฮีบรู 11:1 ยืนยันว่า “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” ความมั่นใจนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากความปรารถนาหรือความคิดเชิงบวก หากแต่เป็นความเชื่อมั่นในพระเจ้าที่เรามองไม่เห็น ซึ่งการดำรงอยู่ของพระองค์เป็นความจริงที่เที่ยงแท้ที่สุดในจักรวาลความจริงของพระองค์ปรากฏอยู่ในสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง (สดด.19:1) พระเจ้าทรงเปิดเผยพระลักษณะและวิถีทางที่มองไม่เห็นของพระองค์ให้เราเห็นในพระเยซูองค์พระบุตร ผู้เสด็จมาเพื่อสำแดงความรักของพระบิดาต่อเรา (ยน.1:18)

นี่คือพระเจ้าผู้ที่ “เรามีชีวิตและไหวตัวและเป็นอยู่ในพระองค์” ตามที่อัครทูตเปาโลกล่าวไว้ (กจ.17:28) เพราะ “เราดำเนินโดยความเชื่อ มิใช่ตามที่ตามองเห็น” (2 คร.5:7) กระนั้นเราไม่ได้เดินเพียงลำพัง พระเจ้าที่เรามองไม่เห็นทรงดำเนินไปกับเราในทุกย่างก้าวบนเส้นทางนี้

สถิตในใจของเรา

บางครั้งคำพูดของเด็กอาจทำให้เราเข้าใจความจริงของพระเจ้าได้ลึกซึ้งขึ้น เย็นวันหนึ่งตอนที่ลูกสาวฉันยังเด็ก ฉันบอกเธอถึงความเร้นลับที่ยิ่งใหญ่ของความเชื่อคริสเตียนที่ว่า พระเจ้าสถิตอยู่ในบุตรของพระองค์โดยทางพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉันบอกขณะที่พาเธอเข้านอนว่า พระเยซูสถิตอยู่กับเธอและในเธอ “พระองค์อยู่ในท้องหนูเหรอคะ” เธอถาม “อืม หนูยังไม่ได้กลืนพระองค์ลงไป แต่พระองค์อยู่กับหนูที่นั่น” ฉันตอบ

การตีความตามตัวอักษรของลูกสาวฉันที่ว่าพระเยซูอยู่ “ในท้องหนู” ทำให้ฉันหยุดคิดใคร่ครวญว่า เมื่อฉันทูลขอให้พระเยซูเข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดนั้น พระองค์จะเสด็จมาประทับภายในฉันอย่างไร

อัครทูตเปาโลพูดถึงความเร้นลับนี้เมื่อท่านทูลขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานความเข้มแข็งให้กับผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัส เพื่อพระคริสต์จะ “สถิตในใจของท่านทางความเชื่อ” (อฟ.3:17) เมื่อมีพระเยซูอยู่ภายใน พวกเขาจะเข้าใจว่าพระองค์ทรงรักพวกเขามากเพียงใด และโดยความรักนี้ พวกเขาจะเติบโตในความเชื่อและรักผู้อื่นด้วยความถ่อมและอ่อนสุภาพขณะที่พูดความจริงด้วยความรัก (4:2, 25)

การที่พระเยซูสถิตอยู่ในผู้ติดตามพระองค์หมายความว่า ความรักของพระองค์จะไม่มีวันพรากไปจากผู้ที่ต้อนรับพระองค์เข้ามาในชีวิต ความรักของพระองค์ที่เกินความรู้ (3:19) ทำให้เราหยั่งรากอยู่ในพระองค์และช่วยให้เราเข้าใจว่าพระองค์ทรงรักเรามากเพียงใด

ถ้อยคำที่เขียนไว้สำหรับเด็กๆพูดได้ดีที่สุดคือ “ใช่ พระเยซูรักฉัน!”

เริ่มต้นด้วยนม

ในสมัยศตวรรษที่เจ็ด บริเวณที่เป็นสหราชอาณาจักรในปัจจุบันนั้นประกอบไปด้วยหลายอาณาจักรที่มักสู้รบกัน เมื่อกษัตริย์ออสวอลด์แห่งนอร์ธัมเบรียรับเชื่อพระเยซู พระองค์ให้ส่งผู้ประกาศพระกิตติคุณไปยังดินแดนของพระองค์ ชายชื่อคอร์แมนถูกส่งออกไป แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปด้วยดีเขาพบว่าชาวอังกฤษ “ดื้อรั้น” “ป่าเถื่อน” และไม่สนใจในคำสอนของเขา เขาจึงกลับบ้านอย่างผิดหวัง

บาทหลวงชื่อไอเด็นพูดกับคอร์แมนว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าท่านคาดหวังมากเกินไปจากผู้ฟังที่ยังไม่เคยได้รับการสอนมาก่อน” แทนที่จะให้ชาวนอร์ธัมเบรียได้กิน “น้ำนมแห่งคำสอนง่ายๆ” คอร์แมนสอนสิ่งที่พวกเขายังไม่สามารถเข้าใจได้ ไอเด็นเดินทางไปยังนอร์ธัมเบรีย โดยปรับคำสอนให้เข้าใจง่าย และมีคนมาเชื่อพระเยซูหลายพันคน

ไอเด็นได้ความเข้าใจนี้จากพระวจนะที่เปาโลพูดกับชาวโครินธ์ว่า “ข้าพเจ้าเลี้ยงท่านด้วยน้ำนมมิใช่ด้วยอาหารแข็ง เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นท่านยังไม่สามารถรับ” (1 คร.3:2) พระธรรมฮีบรูบอกว่าก่อนที่เราจะคาดหวังให้คนใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง พวกเขาต้องได้รับการสอนให้เข้าใจเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับพระเยซู การกลับใจ และการรับบัพติศมาเสียก่อน (ฮบ.5:13-6:2) จากนั้นความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณจึงจะตามมา (5:14) อย่าสลับขั้นตอน น้ำนมต้องมาก่อนเนื้อ คนเราไม่อาจเชื่อฟังคำสอนที่พวกเขาไม่เข้าใจ

ความเชื่อของชาวนอร์ธัมเบรียแพร่กระจายไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ เมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐ เราต้องทำเหมือนไอเด็นคือ ปรับตัวเข้าหาผู้ฟัง

ทำงานร่วมกัน

โจทำงานมากกว่าสิบสองชั่วโมงต่อวันโดยมักจะไม่ได้พักเลย การเริ่มต้นธุรกิจเพื่อการกุศลทำให้เขาต้องทุ่มเทเวลาและกำลังจนแทบจะไม่มีเวลาให้กับภรรยาและลูกๆเมื่อกลับถึงบ้าน หลังจากที่ความเครียดสะสมทำให้โจต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อนคนหนึ่งเสนอให้มีทีมช่วยงานเขา แม้เขารู้สึกกลัวที่จะปล่อยมือ แต่โจรู้ว่าเขาไม่สามารถก้าวต่อไปแบบเดิมได้ เขายอมไว้ใจเพื่อนและพระเจ้า และมอบหมายงานให้กลุ่มคนที่พวกเขาช่วยกันเลือก หนึ่งปีต่อมาโจยอมรับว่าองค์กรการกุศลและครอบครัวของเขาไม่มีทางเจริญรุ่งเรืองได้หากเขาปฏิเสธความช่วยเหลือที่พระเจ้าประทานให้

พระเจ้าไม่ได้ออกแบบมนุษย์ให้เติบโตโดยไร้ซึ่งการสนับสนุนจากชุมชนแห่งความรัก ในอพยพบทที่ 18 โมเสสนำชนชาติอิสราเอลผ่านถิ่นทุรกันดาร ท่านรับใช้คนของพระเจ้าด้วยตัวคนเดียวทั้งในฐานะครู ที่ปรึกษา และผู้พิพากษา เมื่อเยโธรพ่อตาของท่านมาเยี่ยม เขาได้ให้คำแนะนำแก่โมเสสว่า “​ท่านและประชาชนที่มาหาท่านนั้นคงจะอ่อนระอาใจเพราะภาระอันหนักนี้เหลือกำลังของท่าน ท่านไม่สามารถที่จะทำแต่ผู้เดียวได้​” (อพย.18:18) เขาหนุนใจให้โมเสสแบ่งภาระความรับผิดชอบให้แก่คนที่สัตย์ซื่อ โมเสสยอมรับความช่วยเหลือ และชุมชนทั้งหมดได้รับประโยชน์

เมื่อเราวางใจว่าพระเจ้าทรงทำงานอยู่ภายในและในท่ามกลางคนของพระองค์ทุกคนซึ่งทำงานร่วมกัน เราจะได้พบการพักสงบที่แท้จริง

โอบกอด

“พ่อคะ อ่านหนังสือให้หนูฟังได้ไหม” ลูกสาวผมถาม นี่เป็นคำถามปกติธรรมดาที่ลูกจะถามพ่อแม่ แต่ลูกสาวของผมอายุสิบเอ็ดปีแล้ว เด็กในวัยนี้จะขอแบบนี้น้อยลงกว่าตอนที่พวกเขายังเล็ก “ได้สิ” ผมตอบด้วยความยินดี และเธอขึ้นมานั่งขดตัวข้างๆผมบนเก้าอี้โซฟา

ขณะที่ผมอ่านหนังสือให้เธอฟัง (เรื่อง อภินิหารแหวนครองพิภพ) เธอกอดผมแน่นจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน นี่เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่แสนพิเศษสำหรับพ่อแม่ ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกถึงความรักบริบูรณ์ที่พระบิดาทรงมีต่อเราและทรงปรารถนาที่จะให้เรา “โอบกอด” การทรงสถิตอยู่ด้วยและความรักของพระองค์

ในเวลานั้นเองผมตระหนักว่าผมก็เป็นเหมือนกับลูกวัยสิบเอ็ดขวบของผม ที่ส่วนใหญ่แล้วจะชอบพึ่งพาตัวเอง เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะขาดจากสัมผัสแห่งรักของพระเจ้า ซึ่งเป็นความรักที่อ่อนโยนและปกป้องดังที่สดุดี 116 บรรยายว่า “กรุณาและชอบธรรม...กอปรด้วยพระเมตตา” (ข้อ 5) เป็นความรักแบบที่ผมสามารถขดตัวอยู่บนตักของพระองค์เหมือนที่ลูกสาวผมทำ และรู้ว่าพระองค์ทรงโปรดปรานในตัวผม

สดุดี 116:7 แนะนำว่าเราควรเตือนตนเองอยู่เสมอถึงความรักประเสริฐของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมพระหัตถ์ที่รอคอยเราอยู่ “จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ยกลับไปสู่ที่พักของเจ้าเถิด เพราะพระเจ้าทรงโปรดปรานเจ้ามากแล้ว​” พระองค์ทรงรักเรายิ่งนัก

เรียนรู้จากความเขลา

ชายคนหนึ่งเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อในเมืองวูลลองกองของออสเตรเลีย เขาวางธนบัตร 20 เหรียญบนเคาน์เตอร์และขอแลกเงิน เมื่อพนักงานเปิดลิ้นชักใส่เงิน ชายคนนั้นชักปืนออกมาและบอกให้ส่งเงินทั้งหมดในเครื่องจ่ายเงินให้เขา ซึ่งพนักงานก็รีบทำตาม ชายคนนั้นคว้าเงินสดจากพนักงานแล้วหนีไปโดยทิ้งเงิน 20 เหรียญไว้บนเคาน์เตอร์ เขาได้เงินไปทั้งหมด สิบห้าเหรียญ

บางครั้งเราก็ทำเรื่องโง่เขลา แม้ในขณะที่เราพยายามจะทำสิ่งที่ถูกต้องซึ่งต่างจากขโมยคนนี้ สิ่งสำคัญคือเราเรียนรู้อะไรจากการกระทำที่โง่เขลานั้น หากไม่มีการแก้ไข การตัดสินใจแย่ๆของเราอาจกลายเป็นนิสัยซึ่งจะกำหนดคุณลักษณะของเรา เราจะกลายเป็น “คนเขลา...ขาดสำนึก” (ปญจ.10:3)

บางครั้งการยอมรับในความเขลาของตนเองก็เป็นเรื่องยากเพราะจะทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มขึ้น เราอาจต้องใคร่ครวญถึงข้อบกพร่องนั้นซึ่งจะทำให้เราเจ็บปวด หรือบางทีเราอาจต้องยอมรับว่าเราตัดสินใจเร็วเกินไปและคราวหน้าจะต้องระมัดระวังมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เราไม่ควรเพิกเฉยต่อความโง่เขลาของตนเอง

ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงสามารถใช้ความเขลาของเราในการสอนและสร้างเรา การตีสอนไม่ใช่ “สิ่งน่ารื่นรมย์” แต่ส่งผลดีในระยะยาว (ฮบ.12:11)ให้เรายอมรับการตีสอนจากพระเจ้า และขอพระองค์ทรงเปลี่ยนเราให้เป็นเช่นบุตรชายและหญิงตามที่ทรงมุ่งหมายให้เราเป็น

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา