Category  |  ODB

กลิ่นหอมของพระคริสต์

ผมรู้จักเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ใกล้เมืองโลมีต้า รัฐเท็กซัส หลานชายสองคนของเขาเป็นเพื่อนสนิทผม พวกเราจะตามเขาไปทั่วเวลาที่เขาเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของและพูดคุยกับคนรู้จัก เขารู้จักชื่อของทุกคนและรู้เรื่องราวของคนเหล่านั้น โดยจะหยุดคุยกับคนโน้นทีคนนี้ทีถามถึงลูกที่ป่วยหรือปัญหาชีวิตแต่งงาน และจะให้คำหนุนใจสั้นๆ เขาจะแบ่งปันข้อพระคัมภีร์และอธิษฐานเผื่อหากดูแล้วว่าเหมาะสม ผมจะไม่มีวันลืมชายผู้นี้เลย เขาเป็นคนที่พิเศษมาก เขาไม่เคยบังคับให้ใครเชื่อตามเขา แต่ดูเหมือนผู้คนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างในตัวเขาเสมอ

ชายชราเจ้าของฟาร์มมีสิ่งที่เปาโลเรียกว่า “กลิ่นอันหอมหวาน” ของพระคริสต์ (2 คร.2:15) พระเจ้าทรงใช้เขาโดย “ประทานกลิ่นหอมแห่งความรู้ของพระองค์ให้ปรากฏ” (ข้อ 14) ตอนนี้เขาไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว แต่กลิ่นหอมของเขายังคงหลงเหลืออยู่ในโลมีต้า

ซี.เอส.ลูอิสเขียนไว้ว่า “ไม่มีใครเป็นคนธรรมดา คุณไม่เคยพูดคุยกับมนุษย์ธรรมดา” พูดอีกอย่างได้ว่า การคบหากันของมนุษย์ล้วนมีผลอันเป็นนิรันดร์ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนรอบตัวเรา ผ่านการค่อยๆเป็นพยานด้วยชีวิตที่สัตย์ซื่อและอ่อนสุภาพ หรือด้วยถ้อยคำหนุนใจแก่ผู้ที่โรยแรง จงอย่าดูถูกชีวิตแบบพระคริสต์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น

ย้ายรั้วของคุณ

ผู้รับใช้พระเจ้าประจำหมู่บ้านนอนไม่หลับ ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่สองรุนแรงขึ้น ท่านบอกกับทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่งว่าพวกเขาฝังศพเพื่อนทหารในเขตรั้วสุสานข้างโบสถ์ไม่ได้ เพราะที่นั่นอนุญาตให้เฉพาะสมาชิกคริสตจักรเท่านั้น ทหารกลุ่มนั้นจึงฝังร่างเพื่อนที่พวกเขารักไว้นอกรั้ว

แต่เช้าวันต่อมา พวกทหารหาหลุมศพไม่พบ “หลุมศพหายไปแล้ว เกิดอะไรขึ้น” ทหารคนหนึ่งไปบอกผู้รับใช้พระเจ้า “อ๋อ มันยังอยู่ตรงนั้น” ทหารรู้สึกงงงวยแต่ท่านอธิบายว่า “ผมเสียใจที่ปฏิเสธพวกคุณ เมื่อคืนผมเลยลุกขึ้นมาย้ายรั้ว”

พระเจ้าอาจประทานมุมมองใหม่สำหรับสถานการณ์ที่ท้าทายในชีวิตเราเช่นกัน หากเรามองหามัน นี่คือสิ่งที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บอกแก่ชนชาติอิสราเอลที่ถูกกดขี่ข่มเหง แทนที่จะมองอดีตและถวิลหาการช่วยกู้ที่ทะเลแดง พวกเขาต้องเปลี่ยนมุมมองและดูว่าพระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งอัศจรรย์ใหม่และเปิดหนทางเดินใหม่ที่สว่างไสว “อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่า ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่” (อสย.43:18-19) พระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่งความหวังท่ามกลางความสงสัยและการต่อสู้ “เราให้น้ำในถิ่นทุรกันดาร ให้แม่น้ำในที่แห้งแล้ง เพื่อให้น้ำดื่มแก่ชนชาติผู้เลือกสรรของเรา” (ข้อ 20)

เมื่อเรามีมุมมองใหม่ เราจะมองเห็นการทรงนำใหม่ของพระเจ้าในชีวิตเรา ขอให้เรามองด้วยสายตาใหม่เพื่อจะเห็นหนทางเดินใหม่ของพระองค์ จากนั้นให้เรากล้าที่จะก้าวเท้าลงไปบนแผ่นดินใหม่และติดตามพระองค์ด้วยใจกล้าหาญ

จากความล้มเหลวสู่คำพยาน

ดาร์ริลเป็นตำนานของนักเบสบอลผู้เกือบทำลายชีวิตตนเองเพราะยาเสพติด แต่พระเยซูทรงปลดปล่อยเขาให้เป็นไทและมีชีวิตที่ขาวสะอาด ทุกวันนี้เขาช่วยคนที่ติดยาและนำคนเหล่านั้นมาถึงความเชื่อ เมื่อมองย้อนกลับไป เขายืนยันว่าพระเจ้าได้ทรงเปลี่ยนความล้มเหลวของเขาให้เป็นคำพยาน

ไม่มีสิ่งใดยากเกินไปสำหรับพระเจ้า เมื่อพระเยซูเสด็จขึ้นฝั่งใกล้กับที่ฝังศพ หลังจากค่ำคืนที่ลมพายุโหมกระหน่ำในทะเลกาลิลีกับเหล่าสาวก ชายที่มีผีสิงวิ่งมาหาพระองค์ พระเยซูตรัสกับผีที่สิงอยู่นั้น ขับไล่พวกมันไปและปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ

เมื่อพระเยซูเสด็จไปชายนั้นขอติดตามไปด้วย แต่พระเยซูไม่ทรงอนุญาตเพราะพระองค์มีงานให้เขาทำ คือ “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้านแล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า” (มก.5:19)

เราไม่ได้เห็นชายนั้นอีกเลย แต่พระคัมภีร์เผยให้เราเห็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ ประชาชนที่นั่นอ้อนวอนให้พระองค์ “ไปเสีย” จากเมือง (ข้อ 17) แต่เมื่อทรงกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ฝูงชนจำนวนมากมารวมตัวกัน (8:1) เป็นไปได้ไหมว่าฝูงชนที่มานั้นเป็นผลมาจากที่พระเยซูส่งชายคนนั้นกลับไปบ้าน เป็นไปได้ไหมที่ชายซึ่งเคยถูกความมืดครอบงำได้กลายเป็นมิชชันนารีคนแรกๆที่ประกาศถึงฤทธิ์เดชแห่งการช่วยกู้ของพระเยซูอย่างเกิดผล

เราไม่มีวันรู้ แต่ที่รู้คือ เมื่อพระเจ้าทรงปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระเพื่อจะรับใช้พระองค์ พระองค์ทรงสามารถเปลี่ยนความล้มเหลวในอดีตให้กลายเป็นคำพยานแห่งความหวังและความรักได้

เครื่องดนตรีที่ทรงปั้น

เกม เดอะเลเจนด์ออฟเซลด้า:โอคาริน่าออฟไทม์ของบริษัทเกมนินเทนโด้ถือเป็นหนึ่งในวิดีโอเกมส์ที่ดีที่สุดที่เคยมีมาโดยมียอดขายกว่าเจ็ดล้านแผ่นทั่วโลก และยังทำให้โอคาริน่าซึ่งเป็นเครื่องดนตรีโบราณขนาดเล็กที่ปั้นด้วยดินเหนียวมีรูปทรงเหมือนมันฝรั่งกลายเป็นที่นิยมอีกด้วย

โอคาริน่าดูไม่ค่อยเหมือนเครื่องดนตรี แต่เมื่อผู้เล่นเป่าลมเข้าไปและปิดรูรอบๆเครื่องรูปทรงประหลาดนี้ ก็จะเกิดเสียงที่สงบเยือกเย็นชวนหลงใหลและเต็มไปด้วยความหวัง

ช่างทำโอคาริน่าจะนำก้อนดินเหนียวมา ใช้แรงกดและความร้อน และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเครื่องดนตรีที่น่าทึ่ง ฉันเห็นภาพของเรากับพระเจ้าที่นี่ อิสยาห์ 64:6,8-9 บอกเราว่า “ข้าพระองค์ทุกคนได้กลายเป็นเหมือนคนที่ไม่สะอาด...แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นดินเหนียว และพระองค์ทรงเป็นช่างปั้น...ขออย่าทรงกริ้วนัก” ผู้เผยพระวจนะกำลังบอกว่า พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุม เราทุกคนล้วนเป็นคนบาป ขอทรงปั้นเราให้เป็นเครื่องดนตรีที่งดงามเพื่อพระองค์

นั่นแหละเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ! โดยพระเมตตา พระองค์ได้ส่งพระเยซูองค์พระบุตรมาตายเพื่อบาปของเรา และในเวลานี้พระองค์กำลังปั้นแต่งและเปลี่ยนแปลงเราในขณะที่เราเดินไปกับพระวิญญาณในทุกวัน เช่นเดียวกับที่คนสร้างโอคาริน่าเป่าลมในเครื่องเพื่อให้เกิดเสียงเพลงอันไพเราะ พระเจ้าก็ทรงทำงานผ่านเราซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ทรงปั้น เพื่อทำให้พระประสงค์อันงดงามของพระองค์สำเร็จ คือการเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นและมากขึ้น (รม.8:29)

นอกค่าย

วันศุกร์เป็นวันที่มีตลาดนัดในเมืองชนบทของประเทศกานาที่ผมเติบโตมา หลังจากหลายปีผ่านไปผมยังจำแม่ค้าคนหนึ่งได้ นิ้วมือและนิ้วเท้าของเธอกุดไปเพราะโรคเรื้อน เธอหมอบอยู่ที่เสื่อและตักสินค้าของเธอด้วยกระบวยที่ทำจากบวบ บางคนหลบเลี่ยงเธอ แม่ของผมตั้งใจซื้อของจากเธอเป็นประจำ ผมเห็นเธอแค่ในวันที่มีตลาดนัด แล้วเธอก็จะหายออกไปนอกเมือง

ในยุคอิสราเอลโบราณ โรคต่างๆที่เป็นเหมือนโรคเรื้อนนั้นหมายถึงการใช้ชีวิต “ภายนอกค่าย” เป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวสิ้นหวัง กฎบัญญัติของอิสราเอลกล่าวถึงคนเหล่านี้ว่า “เขาจะต้องอยู่แต่ลำพัง” (ลนต.13:46) ภายนอกค่ายยังเป็นที่เผาซากวัวซึ่งถวายเป็นเครื่องบูชาด้วย (4:12) ภายนอกค่ายไม่ใช่สถานที่ที่คุณอยากจะอยู่

ความจริงที่โหดร้ายนี้ทำให้คำกล่าวถึงพระเยซูในฮีบรู 13 น่าสนใจมากยิ่งขึ้น “ให้เราทั้งหลายออกไปหาพระองค์ภายนอกค่ายนั้นและยอมรับคำดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อพระองค์” (ข้อ 13) พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนที่นอกประตูเมืองเยรูซาเล็ม นี่เป็นประเด็นสำคัญเมื่อเราศึกษาเรื่องระเบียบในการถวายเครื่องบูชาของฮีบรู

เราอยากเป็นที่ชื่นชอบ ได้รับการเคารพ มีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่พระเจ้าทรงเรียกให้เรา “ออกไปนอกค่าย” ซึ่งเป็นที่แห่งความอดสู ที่นั่นเราจะพบแม่ค้าที่เป็นโรคเรื้อน ที่นั่นเราจะพบผู้คนที่โลกไม่ยอมรับ และที่นั่นเราจะได้พบพระเยซู

หนังสือที่มีชีวิต

เพื่อเป็นการระลึกถึงผลงานของคุณตา ปีเตอร์ ครอฟท์ เขียนว่า “เป็นความปรารถนาอย่างที่สุดของผมให้คนที่หยิบพระคัมภีร์ขึ้นมาไม่ว่าจะฉบับไหนก็ตาม จะไม่เพียงแค่เข้าใจแต่มีประสบการณ์ว่าพระวจนะนั้นเป็นหนังสือที่มีชีวิต ทั้งยังทันสมัย เสี่ยงอันตรายและน่าตื่นเต้นในปัจจุบันอย่างที่เคยเป็นเมื่อกว่าพันปีที่แล้ว” คุณตาของปีเตอร์คือ เจ.บี.ฟิลิปส์ ผู้รับใช้ฝ่ายอนุชนที่เรียบเรียงพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษขึ้นใหม่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้น่าสนใจต่อนักเรียนในโบสถ์ของเขา

เราก็พบอุปสรรคในการอ่านและมีประสบการณ์กับพระคัมภีร์เช่นเดียวกับนักเรียนของฟิลิปส์ และอาจไม่ใช่เพราะการแปลพระคัมภีร์ของเรา เราอาจไม่มีเวลา วินัย หรือเครื่องมือที่ดีในการทำความเข้าใจ แต่สดุดี 1 บอกเราว่า “ความสุขเป็นของบุคคล...(ที่)ความปีติยินดี...อยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” (ข้อ 1-2) การใคร่ครวญพระวจนะทุกวันทำให้เรา “จำเริญขึ้น” ในทุกฤดูกาลไม่ว่าเรากำลังเผชิญความทุกข์ยากใดก็ตาม

คุณมีมุมมองต่อพระคัมภีร์อย่างไร พระคัมภีร์ยังคงอุดมด้วยปัญญาเพื่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ยังคงเสี่ยงอันตรายในการที่ทรงเรียกให้เชื่อและติดตามพระเยซู ยังคงน่าตื่นเต้นในการถ่ายทอดความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับพระเจ้าและมนุษย์ พระคัมภีร์เป็นเหมือนธารน้ำ (ข้อ 3) ที่มอบสิ่งจำเป็นแก่เราทุกวัน ในวันนี้ขอให้เราโน้มตัวเข้ามา ด้วยการจัดสรรเวลา หาเครื่องมือที่ดี และทูลขอพระเจ้าทรงช่วยเราให้มีประสบการณ์กับพระคัมภีร์ในฐานะที่เป็นหนังสือที่มีชีวิต

การกระทำยิ่งใหญ่แห่งความรัก

ที่ป่าสงวนแห่งชาติมัลเฮียร์ในรัฐโอเรกอน มีเห็ดราซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อเห็ดน้ำผึ้งกระจายอยู่ตามรากของต้นไม้บนพื้นที่ราว 9 ตร.กม. ทำให้มันเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกค้นพบ มัน “ถักทอกลุ่มเส้นใยสีดำ” ตามป่ามากว่าสองพันปี มันฆ่าต้นไม้มากขึ้นเมื่อแพร่กระจาย กลุ่มเส้นใยที่เรียกว่า “ไรโซมอร์ฟ” เจาะลึกลงไปในดินถึงสิบฟุต แม้สิ่งมีชีวิตนี้จะมีขนาดใหญ่มาก แต่มันเริ่มต้นจากสปอร์เล็กๆเพียงสปอร์เดียว!

พระคัมภีร์บอกเราถึงการไม่เชื่อฟังครั้งเดียวที่ทำให้เกิดการพิพากษาโทษเป็นวงกว้างและการเชื่อฟังเพียงครั้งเดียวที่ลบล้างทุกสิ่ง เปาโลพูดถึงสองคนที่ตรงข้ามกัน คืออาดัมและพระเยซู (รม.5:14-15) บาปของอาดัมนำการพิพากษาและความตายไปถึง “มวลมนุษย์ทุกคน” (ข้อ 12) เพราะการไม่เชื่อฟังเพียงครั้งเดียว ทุกคนกลายเป็นคนบาปและถูกตัดสินต่อหน้าพระเจ้า (ข้อ 17) แต่พระองค์มีวิธีจัดการกับปัญหาบาปของมนุษย์ โดยการกระทำอันชอบธรรมของพระเยซูบนกางเขน พระเจ้าได้ทรงเตรียมชีวิตนิรันดร์และสิทธิ์ที่จะยืนต่อหน้าพระองค์ การกระทำแห่งความรักและเชื่อฟังของพระคริสต์มีฤทธิ์อำนาจมากพอที่จะชนะการไม่เชื่อฟังของอาดัมเพียงครั้งเดียว ทำให้เกิด “ชีวิตเพื่อคนทั้งปวง” (ข้อ 18)

โดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขน พระเยซูได้ทรงมอบชีวิตนิรันดร์แก่ทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ถ้าคุณยังไม่ได้รับการอภัยและความรอด ขอให้คุณตอบรับในวันนี้ ถ้าคุณเป็นผู้เชื่อแล้ว จงสรรเสริญพระองค์ในการกระทำอันยิ่งใหญ่แห่งความรักของพระองค์!

จากปัญญาสู่ความชื่นชมยินดี

มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นและฉันรับสายในทันที คนที่โทรมาเป็นสมาชิกที่อายุมากที่สุดในครอบครัวคริสตจักรของเรา เธอเป็นผู้หญิงที่ขยันและมีชีวิตชีวาซึ่งอายุเกือบร้อยปีแล้ว เธอกำลังปรับแก้หนังสือเล่มล่าสุดของเธอเป็นรอบสุดท้าย เธอมีคำถามเกี่ยวกับการเขียนเพื่อช่วยให้เธอทำงานชิ้นนี้สำเร็จ แต่เช่นเดียวกับทุกครั้ง ไม่นานฉันก็ถามคำถามเธอกลับถึงเรื่องชีวิต การงาน ความรัก ครอบครัว บทเรียนจากชีวิตยาวนานของเธอเต็มไปด้วยสติปัญญา เธอบอกฉันว่า “ช้าลงหน่อย” ไม่นานเราก็หัวเราะออกมาเพราะบางทีเธอก็ลืมทำเช่นนั้นเรื่องราวอันยอดเยี่ยมของเธอล้วนเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีที่แท้จริง

พระคัมภีร์สอนว่าปัญญานำไปสู่ความชื่นชมยินดี “มนุษย์ผู้ประสบปัญญาและผู้ได้ความเข้าใจ เป็นสุขจริงหนอ” (สภษ.3:13) เราพบว่าหนทางนี้คือจากปัญญาสู่ความชื่นชมยินดีนั้นเป็นหลักธรรมตามพระคัมภีร์โดยแท้จริง “เพราะปัญญาจะเข้ามาในใจของเจ้า และความรู้จะเป็นที่ร่มรื่นแก่วิญญาณจิตของเจ้า” (สภษ.2:10) “พระเจ้าประทานสติปัญญา ความรู้ และความยินดีให้แก่คนที่พระองค์ทรงพอพระทัย” (ปญจ.2:26) ปัญญา “เป็นทางของความร่มรื่น” สภษ.3:17

ซี.เอส.ลูอิสกล่าวถึงมุมมองในเรื่องชีวิตว่า “ความชื่นชมยินดีเป็นเรื่องที่จริงจังมากในสวรรค์” แต่หนทางที่ไปนั้นปูไว้ด้วยสติปัญญา เพื่อนในคริสตจักรผู้กำลังเข้าสู่วัย 107 ปีของฉันคงคิดเหมือนกัน เธอได้ก้าวเดินด้วยสติปัญญาและความชื่นชมยินดีเพื่อไปเฝ้าองค์กษัตริย์

เหมือนวงซิมโฟนี

ผมทำให้ภรรยาประหลาดใจด้วยบัตรชมคอนเสิร์ตศิลปินที่เธออยากไปดูเสมอ นักร้องผู้มีพรสวรรค์พร้อมวงซิมโฟนีออเคสตร้าโคโลราโด การแสดงจัดขึ้นที่อัฒจันทร์เรดร็อคซึ่งอยู่กลางแจ้ง สร้างขึ้นระหว่างหินขนาด 300 ฟุตสองด้านซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 6,000 ฟุต วงออเคสตร้าเล่นเพลงคลาสสิคและเพลงโฟล์คซึ่งเป็นที่รู้จักหลายเพลง เพลงสุดท้ายเป็นเพลงนมัสการคลาสสิค “พระคุณพระเจ้า” การเรียบเรียงที่สอดประสานอย่างงดงามนั้นช่างน่าประทับใจเหลือเกิน!

มีความงดงามในเสียงประสานนั้น เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นประสานกันเกิดเป็นคลื่นเสียงที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้น อัครทูตเปาโลชี้ให้เห็นถึงความงามแห่งเสียงประสานเมื่อท่านบอกชาวฟีลิปปีให้มี “ความคิดอย่างเดียวกัน” มี “ความรักอย่างเดียวกัน” และมี “ใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน” (ฟป.2:2) ท่านไม่ได้ขอให้พวกเขาเป็นเหมือนกันแต่ให้มีท่าทีถ่อมใจและมีความรักของพระเยซูที่เสียสละตัวเอง พระกิตติคุณที่เปาโลรู้จักและสั่งสอนนั้น ไม่ได้มาลบเลือนลักษณะเด่นของเราแต่ช่วยขจัดการแบ่งแยกระหว่างเราออกไป

น่าสนใจเช่นกันที่นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าคำพูดของเปาโลนี้ (ข้อ 6-11) เป็นการเริ่มต้นเพลงนมัสการในยุคแรก สิ่งสำคัญคือ เมื่อเรายอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานผ่านชีวิตและบริบทที่ต่างกันของเรา ทำให้เราเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น เราจะรวมกันเป็นวงซิมโฟนีที่ส่งเสียงกังวานด้วยความรักอันถ่อมใจเหมือนพระคริสต์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา