Category  |  ODB

รากฐานอันมั่นคงในพระคริสต์

ซี . เจ. สตราวด์ ควอเตอร์แบ็กทีมอเมริกันฟุตบอลเป็นคนหนุ่มที่มีพรสวรรค์ และเป็นผู้เชื่อที่ปราศจากความละอายในพระเยซู ในอาชีพที่มีอายุการทำงานเฉลี่ยเพียง 3.3 ปี สตราวด์เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาไว้วางใจในสิ่งใด “ฟุตบอลมี...จุดเปลี่ยนและพลิกผันมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับรากฐานของคุณ และสิ่งที่วางรากฐานให้กับผมก็คือความเชื่อ”

นักฟุตบอลหรืออาชีพใดก็ตาม ไม่ได้เป็นด้านเดียวของชีวิตที่มีทั้งขึ้นและลง มีจุดเปลี่ยนและพลิกผัน เรื่องราวของพระเยซูในมัทธิว 7:24-27 กล่าวถึงบ้านสองหลังที่ถูกพัดกระหน่ำโดยฝน น้ำท่วม และลมพายุ แต่มีเพียงหลังเดียวที่รอดจากพายุ “เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา” (ข้อ 25) พระคริสต์ทรงเปรียบถึงคำสอนของพระองค์ (ข้อ 24, 26)

ใช่แล้ว พายุเกิดขึ้นในชีวิตนี้เช่นกัน ความเจ็บป่วยและความยากลำบากต่างๆ ที่เกินจะนับได้นั้นสามารถทำให้เราสับสนวุ่นวาย ชีวิตไม่ได้ “ทนทานต่อพายุ” แต่การสร้างชีวิตของเราบนพระเยซูและคำสอนของพระองค์ซึ่งเป็น “รากฐาน” อันมั่นคงของเรา (ดู 1คร.3:11) จะทำให้เกิดความแตกต่าง ผู้ที่ไม่ยอมรับพระคริสต์จะยิ่งอ่อนแอเมื่อต้องเผชิญกับพายุแห่งชีวิต แต่ผู้ที่ฟังพระวจนะของพระองค์จะพบความมั่นคง “ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา” (มธ.7:25) แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับรากฐานของเรา

พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง

ในปี 2021 วิลเลียม แชตเนอร์ นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องสตาร์เทรค รู้สึกยินดีกับโอกาสที่จะได้บินสู่อวกาศด้วยจรวดแคปซูล ต่อมาเมื่อเขาย้อนนึกถึงการเดินทางครั้งนั้น เขาบอกว่าทุกสิ่งที่เขาคาดหวังเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นผิดไปเสียหมด เขาคาดหวังว่าความกว้างใหญ่ไพศาลของอวกาศจะทำให้เขารู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดอย่างลึกซึ้ง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเขากลับรู้สึกเศร้า เขาพบว่าความมืดมิดในอวกาศช่างเย็นชาและว่างเปล่า ซึ่งทำให้เขาเกิดความตระหนักรู้ใหม่ถึงความงดงามและความเปราะบางของโลก

มีคนไม่มากที่กล้าเสี่ยงไปอวกาศเพื่อสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้ด้วยตนเอง เรื่องราวการทรงสร้างสรรพสิ่งในจักรวาลของพระเจ้าในพระคัมภีร์ เชิญชวนให้เรามองดูผ่านสายพระเนตรของพระองค์ สิ่งแรกที่มีบันทึกไว้ว่าพระองค์ทรงทำคือทรงเนรมิตสร้าง “ฟ้าสวรรค์และโลก” ทรงนำความเป็นระเบียบมาสู่สิ่งที่ “ไม่มีรูปทรงและว่างเปล่า” และ “ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด” (ปฐก.1:1-2, 4 TNCV) เรื่องราวการทรงสร้างที่เหลือจะเปิดเผยสิ่งดีทั้งสิ้นที่พระเจ้าทรงสร้างให้มีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ และสิ่งสุดท้ายคือมนุษย์ที่สะท้อนพระฉายาของพระองค์

ขณะที่สิ่งทรงสร้างทั้งหมด รวมถึงอวกาศที่มืดมิดและห่างไกลที่สุด ได้เปิดเผยให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระเจ้า เราก็ได้รับมอบให้มีความเข้าใจพิเศษต่อฝีพระหัตถ์ของพระองค์บนโลกใบนี้ ความงดงามที่อยู่รอบตัวเราเชื้อเชิญให้เรานมัสการพระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง

งานที่มีความสำคัญ

มีฉากน่าประทับใจใกล้ตอนจบในนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง เบรนแดน (Brendan) ของเฟรเดอริก บีคเนอร์ ตัวละครกิลดาสยืนขึ้นเพื่อเผยให้เห็นขาข้างหนึ่งที่ขาดตั้งแต่หัวเข่าลงไป ขณะเอื้อมไปหยิบไม้เท้าเขาก็เสียหลัก เบรนแดนกระโดดขึ้นไปรับเขาไว้

“ความพิการของข้าเป็นเหมือนโลกที่มืดมน” กิลดาสกล่าว “ถ้าเป็นเช่นนั้น ใครในพวกเราที่ไม่พิการกัน” เบรนแดนตอบ “การช่วยเหลือกันยามที่เราล้มลง บางทีนั่นอาจเป็นงานเดียวที่มีความสำคัญในท้ายที่สุด”

ใน 2 ซามูเอล 9 เราพบว่ากษัตริย์ดาวิดทรงปรารถนาจะสำแดงความเมตตาต่อทุกคนในพงศ์พันธุ์ของซาอูลที่ยังมีชีวิตอยู่ (ข้อ 1) คนเดียวที่เหลืออยู่คือเมฟีโบเชท “โอรสของโยนาธานเหลืออยู่คนหนึ่ง เท้าของเขาเป็นง่อย” (ข้อ 3) เมฟีโบเชทถูกพามาเฝ้ากษัตริย์ และได้ยินคำตรัสว่า “เราจะมอบที่ดินทั้งหมดของซาอูลราชบิดาของท่านคืนแก่ท่าน และท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป” (ข้อ 7) และเขาได้ทำเช่นนั้นเสมอ

พระคัมภีร์เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าจดจำเกี่ยวกับดาวิด ยักษ์ กองทัพ กษัตริย์ และอาณาจักรต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ แต่พระคัมภีร์ยังบันทึกถึงการแสดงความเมตตาอันน่าประทับใจที่มีต่อผู้ที่ขัดสน นั่นคือเรื่องราวของคนที่ยื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่น

หลังจากที่ฉากอลังการและตื่นตาตื่นใจทั้งหมดจางหายไป เป็นไปได้ว่าความเมตตาเช่นที่ดาวิดมอบให้เมฟีโบเชท ก็คืองานที่มีความสำคัญที่สุดในตอนจบการหยิบยื่นความช่วยเหลือเป็นงานในแบบที่คุณและผมสามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน

เมื่อพระเจ้าทรงยกโทษ

หลังจากที่เด็กชายวัยสี่ขวบทำโถหายากจากยุคสัมฤทธิ์อายุ 3,500 ปี ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในอิสราเอลแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาได้รับการตอบสนองอย่างโอบอ้อมอารีและน่าประหลาดใจ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ให้อภัยและเชิญเขากลับมาอีกครั้ง โรอี ชาฟีร์ โฆษกพิพิธภัณฑ์เฮคท์กล่าวว่า การทำเช่นนี้ทำให้ทั่วโลกสนใจกระบวนการบูรณะมากขึ้น และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กชายคนนี้เกิดความสนใจในประวัติศาสตร์และโบราณคดี ซึ่งถือว่าเป็นการเยียวยาและส่งผลในทางที่ดี

เรื่องนี้ทำให้คิดถึงคำประกาศการอภัยโทษอันทรงพลังของพระเจ้าหลังจากที่ชนอิสราเอลก่อกบฏ พวกเขากบฏต่อพระองค์โดยขอร้องให้อาโรนพี่ชายของโมเสสสร้างรูปโคหนุ่มทองคำเพื่อกราบไหว้รูปนั้น (อพย.32:1) “พอโมเสสเข้ามาใกล้ค่าย ได้เห็นรูปโคหนุ่ม และคนเต้นรำ โทสะของโมเสสก็เดือดพลุ่งขึ้น ท่านโยนแผ่นศิลา [พระบัญญัติ]ทิ้งตกแตกเสียที่เชิงภูเขานั่นเอง” (ข้อ 19)

“โมเสสจึงสกัดศิลาสองแผ่นเหมือนสองแผ่นแรก แล้วท่านก็ตื่นแต่เช้า ขึ้นไปบนภูเขาซีนาย” (34:4) ตามรับสั่งของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าเสด็จลงมา พระองค์ “เสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรัสว่า ‘พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ...ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อมนุษย์กระทั่งพันชั่วอายุ ผู้ทรงโปรดยกโทษการล่วงละเมิด การทรยศ และบาป’” (ข้อ 6-7)

ช่างเป็นการเตือนใจที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้เราจะทำบาปที่เลวร้ายที่สุด พระเจ้าก็ยังทรงให้อภัย พระองค์ทรงปรารถนาที่จะฟื้นฟูเราขึ้นใหม่

เติบโตอย่างเข้มแข็งในพระเจ้า

ตอนยังเด็กผมชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโจรสลัด การผจญภัยเหล่านั้นกระตุ้นจินตนาการของผมอย่างมาก! ตอนนี้ผมอาศัยอยู่ในบริเวณที่รังโจรของแบล็กเบียร์ด (ชื่อจริงคือ เอ็ดเวิร์ด ทีช) หนึ่งในโจรสลัดที่ฉาวโฉ่คนหนึ่งเคยตั้งอยู่ เรืออับปางของแบล็คเบียร์ดที่ชื่อควีนแอนส์ รีเวนจ์ ก็จอดอยู่ในน่านน้ำนอกชายฝั่งที่นี่

เราสามารถปั้นแต่งประวัติศาสตร์ให้ซากเรือและการผจญภัยกลางทะเลดูเย้ายวนใจได้อย่างง่ายดาย แต่อัครทูตเปาโลเขียนถึงการอับปางอีกประเภทที่ต่างออกไปมาก ซึ่งให้คำชี้แนะและเตือนสติแก่เรา ในจดหมายฉบับแรกที่เปาโลเขียนถึงทิโมธี ท่านเตือนบุตรชายในความเชื่อของท่านให้ “ยึดความเชื่อไว้ และมีจิตสำนึกว่าตนชอบ ซึ่งข้อนี้บางคนได้ละทิ้งเสีย ความเชื่อของเขาจึงอับปางลง” (1 ทธ.1:19) การ “อับปาง” นี้คืออะไร ชายสองคนคือฮีเมเนอัสและอเล็กซานเดอร์ได้หลงผิดไปจากความเชื่อแท้ และอัครทูตได้มอบพวกเขาไว้แก่ซาตาน “เพื่อเขาจะได้เรียนรู้และจะไม่หลู่พระเกียรติพระเจ้า” (ข้อ 20) เปาโลปรารถนาให้พวกเขากลับใจ แต่ผลจากการกระทำของพวกเขานั้นเลวร้ายมาก

ความเชื่อของเราไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งและไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาพสุญญากาศ เราต้องดูแลและฟูมฟักความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าอย่างจริงจัง เพื่อความเชื่อและจิตสำนึกที่ดีของเราจะเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและเข้มแข็ง ขอให้เราร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆ ยอมจำนนต่อพระวิญญาณของพระเจ้า และยอมให้พระองค์ทรงทำงานในตัวเรา เราจึงจะหลีกเลี่ยงจากการอับปางได้

ลับด้วยเหล็ก

หลุยส์ซึ่งเป็นผู้จัดการโครงการรู้สึกเสียใจที่รับงานฟรีแลนซ์ ทั้งลูกค้าและนักออกแบบต่างก็ทดสอบความอดทนของเธอ ทำไมมันถึงได้ยากขนาดนี้ เธอสงสัย ทำไมคนพวกนี้ถึงไม่สามารถเห็นพ้องต้องกันได้

สัปดาห์ต่อมา ขณะที่เธออ่านสุภาษิต 27 ข้อความในข้อ 17 ก็เด่นชัดขึ้นมา “เหล็กลับเหล็กได้” เธอพูดกับสมาชิกในกลุ่มย่อยของเธอไม่นานหลังจากนั้นว่า “คุณไม่สามารถตะไบขอบหยาบๆด้วยสิ่งที่นุ่มนวลอย่างผ้าไหม คุณต้องใช้ของที่แข็งอย่างเหล็ก”

หลุยส์ตระหนักว่าความท้าทายในโครงการนี้กำลังลบขอบหยาบๆในตัวเธอให้เรียบขึ้น เธอกำลังเรียนรู้ที่จะอดทนและถ่อมตัวมากขึ้น รวมถึงปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการทำงานที่ต่างออกไป เธอสรุปว่า พระเจ้ากำลังใช้โครงการนี้เพื่อเปิดเผยข้อบกพร่องและสอนบทเรียนใหม่ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นแก่เธอ

พระธรรมสุภาษิตยกย่องคุณค่าของปัญญาจากพระเจ้าไว้มากมาย ปัญญานี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่จำเป็นจะต้องแสวงหามาด้วยการเชื่อฟังและความเข้าใจ (3:13; 13:20; 19:20) และต้องสกัดด้วยเบ้าและเตาถลุง ครกและสาก (27:21-22) ซึ่งก็คือสถานการณ์ที่อาจเป็นความเจ็บปวดและความทุกข์ยากลำบากชั่วครั้งชั่วคราว

กระนั้นพระคัมภีร์เตือนเราว่าความท้าทายมาพร้อมกับบำเหน็จ เมื่อเรามุ่งมั่นแสวงหาปัญญาจากพระเจ้าและเชื่อฟังพระมรรคาของพระองค์ เราจะพบกับความมั่นคง ความพึงพอใจ และพระพรที่แท้จริง (ข้อ 26-27)

พระเจ้าทรงเข้าใจ

ในหนังสือพจนานุกรมความโศกเศร้าที่คลุมเครือ จอห์น โคนิก นำเสนอชุดคำศัพท์ใหม่ๆ ซึ่งแต่ละคำถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อตั้งชื่อให้กับความรู้สึกซับซ้อนที่เราไม่มีคำเรียกมาก่อน หนังสือของเขามีคำเช่น dés vu (เดวู) “การตระหนักว่าช่วงเวลานี้จะกลายเป็นความทรงจำ” และ onism (ออนิซึม) “ความหงุดหงิดจากการติดอยู่ในร่างเดียวที่ต้องอยู่แค่สถานที่เดียวและเวลาเดียว” โคนิกบอกว่าภารกิจของเขาคือการเปิดเผยประสบการณ์อันแปลกประหลาดและเป็นเอกลักษณ์ทั้งสิ้นของมนุษย์ เพื่อผู้คนจะรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงจากประสบการณ์เหล่านั้น

แม้เราจะไม่อาจหาคำมาอธิบายสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้เสมอไป แต่ผู้เชื่อในพระเยซูจะรู้สึกสบายใจขึ้นมาก เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงเห็นคุณค่าและเข้าใจว่าการเป็นมนุษย์เป็นเช่นไร พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของมนุษย์มากจนทรงเลือกที่จะมอบความไว้วางใจให้มนุษย์ดูแลสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง (ฮบ.2:7-8) และเพราะพระเยซู พระเจ้าจึงทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการดำรงชีวิตในฐานะมนุษย์เป็นอย่างไร พระคริสต์คือพระเจ้าที่ทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่าผู้เชื่อคนอื่นๆนั้นถูกเรียกว่า “พี่น้อง” ของพระเยซู (ข้อ 12)

พระคริสต์ไม่เพียงทรงเข้าใจในประสบการณ์และการทดลองใจทั้งสิ้นของเรา (4:15) แต่ยังทรงทำลาย “อำนาจแห่งความตาย” ที่มีเหนือชีวิตของเราด้วย (2:14) เพราะพระองค์ เราจึงไม่จำเป็นต้องรู้สึกกลัวหรือโดดเดี่ยวเพราะประสบการณ์เหล่านั้น แต่เราสามารถเฉลิมฉลองในของขวัญแห่งการเป็นมนุษย์ได้

ห้ามพายุ

หลานสาววัยสามขวบของฉันเริ่มเข้าใจว่า เธอสามารถวางใจพระเยซูได้ในทุกสถานการณ์ คืนหนึ่งขณะที่เธออธิษฐานก่อนนอนในระหว่างที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง เธอประสานมือ หลับตา และพูดว่า “พระเยซูที่รัก หนูรู้ว่าพระองค์อยู่ที่นี่กับเรา หนูรู้ว่าพระองค์รักเรา และหนูรู้ว่าพายุจะหยุดเมื่อพระองค์สั่งให้มันหยุด”

ฉันคาดว่าเธอคงเพิ่งได้ยินเรื่องราวของพระเยซูและเหล่าสาวกขณะที่พวกเขากำลังข้ามทะเลกาลิลี ตอนที่พระเยซูบรรทมอยู่ที่ท้ายเรือก่อนที่จะเกิดพายุจนเกือบทำให้เรือจม พวกสาวกมาปลุกพระองค์ทูลว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ” พระองค์ไม่ได้ตรัสกับพวกเขาแต่กลับบัญชาต่อโลกธรรมชาติว่า “จงสงบเงียบซิ” (มก.4:38-39)

ทันใดนั้นน้ำก็หยุดซัดเข้าในเรือ ลมก็สงบลง ในความเงียบนั้น พระเยซูทอดพระเนตรดูสาวกของพระองค์และตรัสว่า “ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ” (ข้อ 40) ฉันจินตนาการถึงดวงตาที่เบิกกว้างของพวกเขาที่จ้องกลับมาที่พระองค์ ขณะที่น้ำไหลลงมาตามใบหน้าและหยดจากเคราของพวกเขา

จะเป็นเช่นไรหากเราสามารถดำเนินชีวิตในวันนี้ด้วยความยำเกรงอย่างที่พวกสาวกรู้สึกในตอนนั้น จะเป็นเช่นไรหากเราสามารถมองทุกความกังวลโดยตระหนักถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระเยซูอยู่เสมอ บางทีความเชื่อแบบเด็กเล็กๆ อาจช่วยขจัดความกลัวไปได้ บางทีเราอาจเชื่อได้ว่าพายุแต่ละลูกที่เราเผชิญนั้น อยู่ภายใต้พระเมตตาของพระองค์

ยิ่งใหญ่พอที่จะดูแล

พระเจ้าทรงดูแลคนทั้งหมดนี้ได้อย่างไรกัน ความคิดนี้ผุดขึ้นมาขณะที่ผมก้าวออกจากชานชาลารถไฟที่พลุกพล่านในเมืองที่แออัด ห่างจากบ้านหลายพันกิโลเมตร ผมเป็นวัยรุ่นที่เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก และรู้สึกพรั่นพรึงกับขนาดของโลกที่อยู่รอบตัว เมื่อเทียบดูแล้วผมรู้สึกตัวเองช่างเล็กน้อย และสงสัยว่าพระเจ้าจะทรงรักคนมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร

ผมยังไม่เข้าใจขอบเขตอันกว้างขวางของความรักที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า ในพระคัมภีร์ ผู้เผยพระวจนะโยนาห์ก็ไม่อาจเข้าใจเช่นกัน ในที่สุดเมื่อโยนาห์เชื่อฟังการทรงเรียกของพระเจ้าให้ไปประกาศการกลับใจแก่เมืองนีนะเวห์ เมืองหลวงของอาณาจักรอัสซีเรียอันโหดร้ายซึ่งกดขี่อิสราเอลบ้านเกิดของท่านโยนาห์ไม่ต้องการให้พระเจ้ายกโทษพวกเขา แต่ชาวเมืองนั้นกลับใจ เมื่อพระเจ้ามิได้ทรงทำลายพวกเขา โยนาห์ก็โกรธ พระเจ้าทรงให้พืชที่โตเร็วเป็นที่กำบังแก่โยนาห์ แต่แล้วก็ทรงเอาร่มเงาของท่านไป ทำให้ท่านโกรธยิ่งขึ้นไปอีก โยนาห์บ่น แต่พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าหวงต้นไม้...ไม่สมควรหรือที่เราจะหวงเมืองนีนะเวห์นครใหญ่นั้น ซึ่งมีพลเมืองมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน” (ยนา.4:10-11)

พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่พอที่จะทรงห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อผู้ที่อยู่ห่างไกลจากพระองค์ ความรักของพระองค์ซึ่งครอบคลุมความยาวของไม้กางเขนและอุโมงค์ว่างเปล่าของพระเยซู นั้นก็เพื่อตอบสนองความต้องการสูงสุดของเรา ความยิ่งใหญ่ของพระองค์นั้นสำแดงให้เห็นในความประเสริฐของพระองค์ และพระองค์ปรารถนาที่จะนำเราเข้ามาใกล้พระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา