น้ำตาลหนึ่งช้อน
แมรี่ ป็อบปิน อยู่ที่ไหนเมื่อเราอยากเจอเธอ? ฟังดูเหมือนกับฉันกำลังหวนคิดถึง วันเก่าๆในหนังสนุกๆที่ไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง มีตัวละครเป็นพี่เลี้ยงเด็กชื่อแมรี่ ป๊อบปิน แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ฉันต้องการคือคนที่มองการณ์ไกลและมองโลกในแง่ดีบนพื้นฐานของความเป็นจริง ฉันต้องการคนที่ร่าเริงแจ่มใส มีความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถชี้ให้เราเห็นแง่บวกของสิ่งที่เรากำลังเห็นเป็นแง่ลบ คนที่สามารถเตือนเราได้ว่า “น้ำตาลหนึ่งช้อนช่วยให้กลืนยาได้ง่าย”
เข้าใจผิด
น้องชายคนเล็กของผมชื่อสก็อต เขาเกิด มาตอนที่ผมอยู่มัธยมปลาย อายุที่แตก ต่างกันมากทำให้เกิดเหตุการณ์หนึ่งขณะที่เขาย่างเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย ตอนที่เขาเดินทางไปมหาวิทยาลัยครั้งแรก ผมกับแม่ก็ไปด้วย เมื่อเราไปถึงที่นั่น คนอื่นคิดว่าผมคือพ่อของเขา และแม่คือย่า ในที่สุดเราก็เลิกความคิดที่จะอธิบายให้คนเหล่านั้นเข้าใจ แต่ไม่ว่าเราจะพูดหรือทำอะไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่แท้จริงของเราสำคัญกว่าการที่คนอื่นคิดว่าเราเป็นใครในสถานการณ์ที่น่าขำอย่างนี้
ตั้งใจแน่วแน่
ระหว่างการรายงานข่าวโทรทัศน์เรื่องสถานการณ์อันเลวร้ายของผู้ที่ต้องอพยพออกจากประเทศที่ถูกสงครามทำลาย ผมสะดุดใจในคำพูดของเด็กหญิงอายุ 10 ขวบคนหนึ่ง แม้ว่าพวกเขามีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะได้กลับบ้าน เด็กคนนั้นก็ยังแสดงออกถึงกำลังใจที่เข้มแข็ง “เมื่อเรากลับไป หนูจะไปหาเพื่อนบ้าน หนูจะ ไปเล่นกับเพื่อนๆ” เธอบอกด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ “พ่อหนูบอกว่าเราไม่มีบ้าน แต่หนูบอกว่าเราจะไปซ่อมบ้านกัน”
เริ่มต้นใหม่
การเริ่มต้นใหม่เป็นไปได้เสมอ ดูตัวอย่างของไบรอัน เด็กหนุ่มที่เคยเข้าร่วมกับแก๊งค์ในโรงเรียนประถม ไบรอันหนีออกจากบ้านเมื่ออายุ 12 ปี และใช้ชีวิต 3 ปีหลงไปกับแก็งค์และยาเสพติด แม้เขาจะออกจากแก๊งค์และยอมกลับบ้าน เขาก็พบว่าเป็นเรื่องยากมากเนื่องจากเขาถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะค้ายาเสพติด แต่เมื่อเขาลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนใหม่ ครูคนหนึ่งได้สร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจเขาในการเขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาแทนที่จะกลับไปทำอีก เขาได้รับโอกาสและขณะนี้กำลังเริ่มต้นใหม่
“พระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจจริงๆ”
วันหนึ่ง เคตี้หลานสาววัย 3 ขวบของผมทำให้พ่อกับแม่ของเธอประหลาดใจด้วยความรู้ทางศาสนศาสตร์ เธอบอกทั้งสองว่า “พ่อกับแม่ต่างก็มีพี่สาวที่ตายไปแล้ว แล้วพระเจ้า ก็พาป้า 2 คนขึ้นไปอยู่ที่สวรรค์กับพระองค์ พระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจจริงๆนะคะ!”
ขับเลนซ้าย
เนื่องจากผมเติบโตในประเทศอเมริกาซึ่งขับรถในเลนฝั่งขวาของถนน ผมจึงคิดเสมอว่าการขับรถในเลนฝั่งซ้ายในประเทศอื่นนั้นน่าสนใจ เมื่อผมไปที่ประเทศอังกฤษ ผมได้ยินมัคคุเทศน์ในลอนดอน อธิบายถึงเหตุผลที่เป็นไปได้ของการใช้กฎหมายขับรถในเลนฝั่งซ้ายว่า “ในช่วงทศวรรษที่ 1800 คนเดินถนนและรถม้าใช้ ถนนร่วมกัน เมื่อรถม้าอยู่ทางด้านขวาของถนน คนขับที่ใช้แส้บังคับม้าก็มักพลาดสะบัดแส้ถูก คนเดินเท้าที่ผ่านมา เพื่อขจัดภัยอันตรายนี้กฎหมายจึงกำหนดให้้รถม้าทุกชนิดต้องอยู่ทางด้านซ้ายของถนนเพื่อให้คนเดินเท้าปลอดภัย”
เป็นที่รักเพื่อจะรัก
ชีวิตของดีทริช บอนโฮเฟอร์เผชิญความเสี่ยงทุกๆวันที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนีในสมัยของฮิตเลอร์ แต่เขายังคงอยู่ที่นั่น ผมคิดว่าเขาคงจะคิดเหมือนอย่างเปาโลที่ปรารถนาจะไปอยู่ในสวรรค์ แต่การอยู่ในที่ที่มีคนต้องการเขา เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าในขณะนั้น (ฟป.1:21) เขาจึงอยู่ที่นั่นในฐานะศิษยาภิบาลที่จัดการนมัสการอย่างลับๆและต่อต้านการปกครองอันเลวร้ายของฮิตเลอร์
เหนือกว่าที่เราเป็น
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเก่งกว่าผมแทบทุกเรื่อง เขาฉลาดกว่า มีความคิด ลึกซึ้งกว่า รู้ว่าจะหาหนังสือดีๆอ่านได้จากที่ไหน และเขายังเล่นกอล์ฟเก่งกว่าผมอีกด้วย การได้ใช้เวลากับเขาทำให้ผมรู้สึกอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นและรอบคอบมากขึ้น ความเก่งของเขากระตุ้นให้ผมทำสิ่งต่างๆให้ดียิ่งขึ้น
รอยเลอะสตรอเบอร์รี่
ตอนที่ฉันและสามีเพิ่งจะย้ายมาอยู่บ้านใหม่ มีคนเอาผลสตรอเบอร์รี่กล่องใหญ่มาวางไว้ที่ทางเดินหน้าบ้านของเรา มีข้อความว่าให้เราแบ่งกับเพื่อนบ้าน เขามีเจตนาดี แต่เด็กๆเห็นกล่องสตรอเบอร์รี่ก่อนผู้ใหญ่ จึงนำผลสตรอ-เบอร์รี่มาเล่นขว้างใส่กันที่บ้านสีขาวของเรา เมื่อเรากลับมาบ้านก็เห็นเด็กๆที่เรารู้จักแอบดูเราจากด้านหลังรั้ว พวกเขา “กลับมาในที่เกิดเหตุ” เพื่อดูว่าเราจะทำอย่างไรเมื่อเห็นรอยเลอะเทอะ ความจริงแล้ว เราทำความสะอาดเองได้ แต่ เพื่อไม่ให้มีเรื่องบาดหมาง เรารู้สึกว่าเราต้องพูดคุยกับพวกเขาและบอกให้ช่วยเราทำความสะอาดบ้านที่เลอะเทอะไปด้วยสตรอเบอร์รี่