เมื่อชีวิตไม่ยุติธรรม
ในนวนิยายคลาสสิกของชาร์ลส์ ดิ๊กเกนส์เรื่องโอลิเวอร์ ทวิสต์ นั้น โอลิเวอร์ผู้อ่อนแอเกิดมาในสถานสงเคราะห์คนยากไร้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการหาประโยชน์จากคนยากจน เด็กชายกำพร้าตั้งแต่เกิด และสุดท้ายเขาหนีออกจากสถานสงเคราะห์เพราะถูกทารุณ จากการ “พลิกผัน” อันน่าทึ่ง เขาพบว่าตัวเองคือผู้สืบทอดมรดกจำนวนมหาศาล ดิ๊กเกนส์ผู้ซึ่งชอบเขียนเรื่องที่จบอย่างมีความสุข ได้ทำให้ทุกคนที่ทำร้ายโอลิเวอร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นรับการลงโทษอย่างยุติธรรมหรือไม่ก็กลับใจ ผู้ที่บังคับกดขี่เขาได้รับสิ่งที่สมควรได้รับ ในขณะที่โอลิเวอร์ “ได้รับมรดกที่ดิน” หากชีวิตมาพร้อมกับตอนจบที่สวยงามเหมือนที่เขียนไว้ในนวนิยายของดิ๊กเกนส์ก็คงจะดี
ในพระคัมภีร์ เราได้อ่านเนื้อร้องของบทเพลงโดยชายผู้หนึ่งที่รอคอยวันที่คนทำชั่วจะถูกตัดออกไป และบรรดาผู้ที่รอคอยพระเจ้าจะ “ได้แผ่นดินตกไปเป็นมรดก”(สดด.37:9) แม้ท่านเป็นผู้ประสบกับความชั่วร้ายโดยตรง แต่ดาวิดผู้เขียนบทกลอนนี้ได้เตือนให้มีความอดทนว่า “จงสงบอยู่ต่อพระเจ้า และเพียรรอคอยพระองค์อยู่ อย่าให้ใจของท่านเดือดร้อนเพราะเหตุผู้ที่เจริญตามทางของเขา หรือเพราะเหตุผู้ที่กระทำตามอุบายชั่ว” (ข้อ 7) และกล่าวต่อว่า “คนที่กระทำชั่วจะถูกตัดออกไป แต่บรรดาผู้ที่รอคอยพระเจ้าจะได้แผ่นดินตกไปเป็นมรดก” (ข้อ 9) แม้จะเห็นวิธีการที่ “คนอธรรมชักดาบ” เพื่อ “เอาคนจนและคนขัดสนลง” (ข้อ 14) แต่ดาวิดก็วางใจพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้อง (ข้อ 15)
ชีวิตนั้นไม่ง่ายและมักจะไม่ยุติธรรม แต่เราได้ยินคำตรัสของพระเยซูซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจากสดุดี 37 ว่า “บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก” (มัทธิว 5:5)
เป็นเหมือนพระคริสต์
ในฐานะที่เป็นเด็กยุคฟิฟตี้และซิกตี้ (ทศวรรษ 1950 และ 1960) ผมเติบโตมาในช่วงเวลาที่ “สิ่งบันเทิงยามว่างของอเมริกา” คือ เบสบอล ผมแทบรอไม่ได้ที่จะออกไปที่สนามเพื่อเล่นเบสบอล และหนึ่งในความตื่นเต้นที่สุดของผมคือตอนที่ได้รับเสื้อเบสบอลของตัวเองที่มีตราของทีมเราติดอยู่ ทีมไจแอนท์! แม้ว่าเลข 9 ด้านหลังจะทำให้ผมแตกต่างจากผู้เล่นคนอื่น แต่ชุดที่เหมือนกันแสดงให้เห็นว่าเราอยู่ทีมเดียวกัน
คำสอนในมัทธิว 5:3-10 ที่รู้จักกันในชื่อว่า ผู้เป็นสุข พระเยซูทรงระบุถึงคนเหล่านั้นที่เป็นของแผ่นดินสวรรค์ว่าเป็นผู้ที่ “สวมใส่เสื้อ” ของการเป็นเหมือนพระคริสต์ แผ่นดินสวรรค์เต็มไปด้วยคนเหล่านั้นที่สวมความคิดและคุณลักษณะเช่นเดียวกับกษัตริย์ของพวกเขา พระเยซูตรัสว่า “ผู้เป็นสุข” นั้นไม่สามารถจำแนกได้จากรูปร่างภายนอก สุขภาพ หรือทรัพย์สมบัติ แต่สิ่งที่อยู่ภายในหรือจิตใจของผู้นั้นต่างหากที่สำคัญ “บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 3) คือคนเหล่านั้นที่รู้ว่าตนเองมีความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณ “บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรมผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 6) คือคนเหล่านั้นที่จิตวิญญาณของพวกเขากระหายที่จะถวายเกียรติและทำให้พระเจ้าพอพระทัย “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 9) คือคนเหล่านั้นที่ร่วมกับพระเยซูในการแสวงหาความปรองดอง
ขณะที่พระวิญญาณทรงช่วยเรา เราสามารถสวมใส่อาภรณ์แห่งการเป็นเหมือนพระคริสต์ได้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้เชื่อในพระเยซูและเป็นสมาชิกในทีมของพระองค์ เพราะเราได้รับการอวยพรจริงๆ!
เพื่อนยามเที่ยงคืน
“ใครคือคนที่คุณโทรหาได้ตอนเที่ยงคืนเมื่อทุกอย่างผิดพลาดไปหมด” คำถามนี้สะกิดใจผมตั้งแต่ที่ได้ยินครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว มิตรภาพระหว่างผมกับเพื่อนมีจำนวนเท่าใดที่มั่นคงพอที่ผมจะรบกวนพวกเขาได้ในเวลาที่ต้องการ ผมไม่แน่ใจนัก
พระคัมภีร์พูดถึงมิตรภาพอยู่บ่อยครั้ง โดยอธิบายถึงเพื่อนว่าเป็นคนเก็บความลับ (สภษ.11:13; 16:28) ให้คำแนะนำ (27:9) และเคารพขอบเขตของกันและกัน (25:17) แต่บางทีอาจไม่มีใครนิยามมิตรภาพได้ทรงพลังไปกว่าพระเยซู ในขณะที่เราเป็นลูกค้าสำหรับผู้โฆษณา เป็นพนักงานสำหรับนายจ้าง แต่สำหรับพระเยซูผู้ทรงเป็นองค์เจ้านายเหนือทุกสิ่งนั้น เราเป็น “เพื่อน” (ยน.15:15) พระเยซูอธิบายว่ามิตรภาพของพระองค์นั้นสร้างขึ้นบนความรักของพระเจ้าและการเสียสละส่วนตน (ข้อ13,15) ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทำเป็นแบบอย่างและเรียกให้เราส่งต่อ (ข้อ12)
สองสามปีหลังจากได้ยินคำถามนั้น ผมและภรรยาต้องทนทุกข์กับการสูญเสียครั้งใหญ่ ดาร์เรนซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นได้เดินทางเป็นเวลาสองชั่วโมงเพื่อมาพบผม รับฟังความโกรธและความเจ็บปวด และอธิษฐานเผื่อผม ดาร์เรนเป็นผู้ชายที่งานยุ่งมีหลายอย่างให้ทำในแต่ละวัน แต่เขาทำตามแบบอย่างพระเยซูในด้านมิตรภาพที่เสียสละ ผมมี ใครบางคนในเวลาที่ต้องการจริงๆ
คำถามในตอนนี้คือ แล้วคนอื่นมีผมเป็น “เพื่อนยามเที่ยงคืน” หรือไม่ เพราะไม่มีวิธีใดในการหาเพื่อนได้ดีไปกว่าการเป็นเพื่อนที่ดี
ได้รับการค้ำจุนโดยพระเจ้า
ฉันและครอบครัวพาพ่อกลับจากโรงพยาบาลมาบ้าน ท่านเป็นโรคเกี่ยวกับภาวะความเสื่อมของร่างกาย และตอนนี้เรากำลังปรับตัวกับการดูแลท่านตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากจู่ๆพ่อกลายมาเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องให้อาหารทางสายยาง ฉันยังต้องวางแผนเรื่องการรักษากระเพาะอาหารของแม่ และจัดการกับลูกค้าที่เรียกร้องมากในที่ทำงาน ด้วยความรู้สึกท่วมท้น วันหนึ่งฉันจึงใช้เวลาส่วนตัวในห้องน้ำและร้องต่อพระเจ้า พระบิดา โปรดช่วยลูกด้วย โปรดประทานกำลังให้กับลูกที่จะผ่านวันข้างหน้าไปได้
ดาวิดก็รู้สึกท่วมท้นไปด้วยปัญหาเช่นกัน (สดด.55:2-5) เมื่อถูกอับซาโลม โอรสโจมตี ถูกเพื่อนสนิทหักหลัง และไม่มีทางออกในสถานการณ์ความรุนแรงที่ตามมาที่เยรูซาเล็ม ดาวิดกล่าวว่า “ความกลัวและความสะทกสะท้านมาเหนือข้าพระองค์” (ข้อ 5)
แต่ดาวิดเลือกที่จะวางใจในพระเจ้า (ข้อ 23) ท่านเชื่อว่า “[พระเจ้า]จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย” (ข้อ 22) เวลาหลายปีที่เชื่อวางใจในองค์ผู้ทรงฤทธิ์ได้สอนดาวิดว่าแม้ปัญหาจะทำให้เราหวั่นไหว คนเหล่านั้นที่วางความเชื่อไว้ในพระเจ้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้และสิ้นหวังไปตลอด “เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว เพราะว่าพระหัตถ์พระเจ้าพยุงเขาไว้” (37:24) ดาวิดรู้ ว่าพระเจ้าจะสนับสนุนท่านด้วยพระกำลังและสติปัญญาของพระองค์ “ฝ่ายข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า และพระเจ้าจะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอด” (55:16)
สิบสี่ปีต่อมาเรายังคงดูแลพ่ออยู่ที่บ้าน ระยะเวลาหลายปีมานี้สอนฉันว่า เมื่อเราวางภาระไว้กับพระองค์ พระองค์จะทรงค้ำจุนเรา (ข้อ 22) พระเจ้าทรงแบกภาระของเราและพระองค์ทรงอุ้มชูเราไว้ด้วย
มองเห็นและรับใช้
“ในชีวิตเราบางครั้งเราก็เห็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้” อเล็กซานเดอร์ แม็กลีนบอกกับผู้สัมภาษณ์ในรายการซิกตี้มินิท เมื่ออายุสิบแปดปีชาวเมืองลอนดอนใต้คนนี้เดินทางไปยูกันดาเพื่อช่วยงานในเรือนจำและบ้านพักผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่นั่นเขาได้เห็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือชายชราคนหนึ่งที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นอนอยู่ข้างห้องน้ำ แม็กลีนดูแลเขาอยู่ห้าวันและชายคนนั้นก็เสียชีวิต ประสบการณ์นั้นจุดประกายภาระใจให้แม็กลีน เขาเรียนจนได้ปริญญาด้านกฎหมายและกลับไปที่แอฟริกาเพื่อช่วยคนที่ถูกละเลย ในที่สุดเขาก่อตั้งองค์กรชื่อ ผู้ปกป้องความยุติธรรม ที่ช่วยเป็นทนายให้กับนักโทษ
หลายคนมีชีวิตในสภาวะที่เราไม่อาจ “มองข้าม” ได้หากเราได้เห็นพวกเขาแล้ว แต่เรามองไม่เห็นพวกเขา ในบทเพลงคร่ำครวญถึงบ้านเกิดที่ถูกทำลาย ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ระบายความรู้สึกของการถูกมองข้าม “ดูก่อน ท่านทั้งหลายที่เดินผ่านไป ท่านไม่เกิดความรู้สึกอะไรบ้างหรือ นี่แน่ะ จงดูซิว่ามีความทุกข์อันใดบ้างไหมที่เหมือนความทุกข์ที่มาสู่ข้าพเจ้า” (พคค.1:12)
หัวใจของเยเรมีย์ไม่เพียงเจ็บปวดเพื่อตัวเองเท่านั้นแต่เพื่อทุกคนที่ถูกกดขี่ด้วย “การเหยียบย่ำนักโทษทั้งปวงในดินแดน การตัดสิทธิ์ผู้หนึ่งผู้ใด...องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงเห็นสิ่งเหล่านี้หรือ” ท่านถามขึ้น (3:34-36TNCV) แต่ท่านยังมองเห็นความหวัง “ด้วยว่าพระเจ้าจะไม่ทรงละทิ้งเป็นนิตย์ดอก” ท่านกล่าว “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงเข้ากับคดีของข้าพระองค์แล้ว พระองค์ทรงไถ่ชีวิตข้าพระองค์” (ข้อ 31,58)
มีสิ่งที่ “ถูกมองข้าม” อยู่รอบตัวเรา พระเจ้าผู้ทรงไถ่ชีวิตเรา ทรงเรียกให้เรามองเห็นและรับใช้พวกเขาขณะที่พระองค์ประทานความสามารถแก่เรา
ทดสอบความเชื่อของเรา
ในปีค.ศ.304 แม็กซิเมียนจักรพรรดิโรมันเสด็จเข้าเมืองไนโคมีเดียด้วยชัยชนะ มีการจัดขบวนแห่ในขณะที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อขอบคุณเทพเจ้าของคนนอกศาสนาสำหรับชัยชนะ ทุกคนมารวมกันยกเว้นคริสตจักรที่เต็มไปด้วยคนที่นมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว แม็กซิเมียนเข้าไปในคริสตจักรด้วยการยื่นคำขาด คือให้ปฏิเสธความเชื่อในพระคริสต์จึงจะรอดพ้นจากการลงโทษ แต่พวกเขาปฏิเสธ ทุกคนถูกฆ่าเมื่อแม็กซิเมียนสั่งให้เผาคริสตจักรพร้อมกับผู้เชื่อที่อยู่ด้านใน
อัครทูตเปาโลเข้าใจถึงราคาที่ต้องจ่ายในการติดตามพระคริสต์ ใน 1 โครินธ์ 4 ท่านเผชิญหน้ากับผู้เชื่อในเมืองโครินธ์ซึ่งเป็นเชื้อชาติกรีกด้วยคำพยานของท่าน เปาโลกล่าวว่า บรรดาอัครทูตได้ทนทุกข์เพื่อพระเยซูและเพื่อเห็นแก่พวกเขา “เพราะว่าจักรวาลคือทั้งทูตสวรรค์และมนุษย์ มองดูเราด้วยความพิศวง” (ข้อ 9) ขณะที่พวกเขารับใช้พระคริสต์
ในทำนองเดียวกัน อัครทูตเปโตรเตือนเราว่าพระเยซูทรงทนทุกข์เพื่อเราอย่างไร “เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบ” เปโตรเขียน “เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” (1 ปต.2:23)
แม้ในปัจจุบัน ผู้เชื่อในพระเยซูยังคงทนทุกข์เพื่อความเชื่อของพวกเขา เช่นเดียวกับผู้เชื่อชาวไนโคมีเดียผู้ตั้งใจเลือกที่จะทนทุกข์เพื่อข่าวประเสริฐ ขอให้ทุกการต่อต้านที่เราเผชิญจะช่วยเปิดเผยความเชื่ออันเข้มแข็งที่เรามีในพระคริสต์ เราสามารถวางชีวิตไว้กับพระองค์ “ผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” ได้
พระเจ้าเป็นที่ปลอดภัยของเรา
เราขับรถมาเป็นเวลาสิบห้าชั่วโมงแล้ว และในตอนกลางดึกเมื่อสัญญาณเตือนพายุทอร์นาโดกระตุ้นความสนใจของเรา คำเตือนบอกว่าเราควรหาที่หลบทันที และในเวลาที่พอเหมาะพอดีนั้น สายฟ้าผ่าอยู่บนท้องฟ้า และลมพายุพัดกระแทกกระจกรถ เราเร่งความเร็วขับออกจากทางหลวงไปจอดใกล้ตึกโรงแรมที่เป็นคอนกรีต เรารีบวิ่งไปข้างในและรู้สึกขอบคุณที่หาที่กำบังได้
ปัญหาย้ำเตือนเราว่าเราต้องการอยู่ในที่ปลอดภัย สุภาษิต 18:10 กล่าวว่า “พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย” นักศาสนศาสตร์บอกว่าประโยค “พระนามของพระเจ้า” หมายถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น พระลักษณะทั้งสิ้นของพระองค์ประทานความปลอดภัยแก่เราเมื่อเราซ่อนตัวอยู่ในพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงพระกรุณา พระองค์จึงทรงต้อนรับเรา เพราะพระองค์ทรงแสนดี พระองค์จึงรับฟังเรา และเพราะพระองค์ทรงเป็นความรัก พระองค์จึงทรงเห็นใจเรา
แต่พระเจ้าไม่ใช่เพียงอีกหนทางหนึ่งที่จะใช้รับมือกับปัญหา พระองค์ทรงเป็นมากกว่าทางออกที่รวดเร็วหรือสิ่งรบกวนความสนใจ การเข้าลี้ภัยในพระองค์หมายความว่าเราเลือกการช่วยเหลือของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด เราสามารถวิ่งเข้าหาพระองค์ได้ในคำอธิษฐาน ในการใคร่ครวญพระคำ หรือยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเวลาแห่งความกังวลและความกดดัน เมื่อผ่านเวลาไปหลายปี นิสัยเหล่านี้จะนำไปสู่ความวางใจนิรันดร์ต่อผู้ซึ่งเป็นที่กำบังอย่างแท้จริงของเรา
ของประทานจากพระเจ้า
ในการแสดงละครเพลงสะเทือนอารมณ์เรื่อง นักแสวงบุญ ไลซ่ายืนอยู่ด้านหน้าพื้นที่พิเศษสำหรับคนหูหนวก เธอใช้ภาษามือแบบอเมริกันเพื่อแปลการแสดงด้วยลักษณะท่าทาง ละครเพลงนี้อ้างอิงมาจากหนังสือของจอห์น บันยัน เรื่อง ปริศนาธรรม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเส้นทางความเชื่อของชายคนหนึ่งอันลึกซึ้งกินใจเช่นเดียวกับการแปลของไลซ่า
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการแปลของเธอ ไลซ่าบอกว่า “เหตุผลที่ฉันมาทำการแปลและแปลเรื่อง นักแสวงบุญ นั้นก็เพราะทุกคนควรสามารถเข้าถึงข่าวประเสริฐได้ และคนหูหนวกเป็นกลุ่มคน(ส่วนใหญ่)ที่ถูกมองข้าม” เธอบอกอีกว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะมีคนหูหนวกน้อยกว่า 2% ทั่วโลกที่เคยได้ยินเรื่องพระเยซู” ไลซ่าใช้ของประทานของเธอเพื่อคนหูหนวกจะได้รู้จักพระเยซู
เช่นเดียวกับไลซ่า เราถูกเรียกให้ใช้ของประทานและความสามารถเพื่อเป็นพยานถึงความรักของพระเจ้าและนำให้คนอื่นมาถึงพระเยซู เพื่อจะสร้างผลกระทบต่อโลกนี้ด้วยข่าวประเสริฐ อัครทูตเปโตรเขียนไว้ว่า “ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า” (1 ปต.4:10) ของประทานนี้รวมถึงการรักและอธิษฐานเผื่อผู้อื่น (ข้อ 7-8) ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หนุนน้ำใจ ผู้ช่วยที่รับใช้อยู่เบื้องหลัง ครู นักพูด นักอธิษฐาน หรือมีของประทานหรือความสามารถอย่างอื่น พระเจ้าทรงใช้คุณเพื่อรับใช้ผู้อื่นได้ เพียงแค่คุณถาม พระองค์จะสำแดงหนทางให้กับคุณ
ถูกที่ ถูกเวลา
ขณะที่งานประชุมด้านการพยาบาลกำลังดำเนินอยู่ที่โรงแรม มีแขกคนหนึ่งเกิดอาการหัวใจวายที่บริเวณล็อบบี้ ในทันทีนั้นมีผู้ให้การดูแลมากกว่า 24 คนมาถึงข้างกายเขาและทำการช่วยชีวิต แขกคนนั้นรู้สึกขอบคุณพยาบาลทุกคนเป็นอย่างมากที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา
เอสเธอร์เองก็อยู่ถูกที่ถูกเวลาเช่นกัน เธอได้รับเลือกให้เป็นราชินีหลังจากได้รับความโปรดปรานและการยอมรับจากกษัตริย์ (อสธ.2:17) แต่มีกฎหมายที่คุกคามประชาชนของเธอคือชาวยิว โมรเดคัยญาติของเธอจึงหนุนใจให้เธอใช้ตำแหน่งเพื่อร้องขอต่อกษัตริย์ให้ช่วยพวกเขาพ้นจากความตาย “ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อ ยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะ ใครจะรู้” โมรเดคัยท้าทายเธอ (4:14) การตัดสินใจที่เธอต้องเสี่ยงชีวิต “ไปเข้าเฝ้าพระราชา” (ข้อ 16) เพื่อเปิดเผยแผนการร้ายนี้ได้ช่วยชาวยิวจากความตาย (บทที่ 8) เห็นได้ชัดว่าพระราชินีเอสเธอร์เข้าใจดีว่าพระเจ้าได้วางเธอไว้ในตำแหน่งนั้นในเวลาที่เหมาะสม
บางครั้งเราอาจสงสัยว่า ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นั้นๆหรือมีสถานการณ์บางอย่างที่เปลี่ยนไป บางทีเรารู้สึกโกรธและพยายามทำให้ทุกสิ่งกลับ “สู่ความปกติ” พระเจ้าอาจทรงวางเราไว้ในสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อพระประสงค์ที่เจาะจง ในวันนี้หากเราพบกับอุปสรรคหรือการเปลี่ยนแปลง ขอให้เราทูลขอพระเจ้าให้ทรงสำแดงว่า มีสิ่งพิเศษที่พระองค์ต้องการให้เราทำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแผนการอันสมบูรณ์แบบของพระองค์หรือไม่