ราคาของความเชื่ออันมั่นคง
กลุ่มผู้นำคริสเตียนยี่สิบสองคนเดินทางครึ่งวันเพื่อไปพบและเรียนรู้จากศิษยาภิบาลที่มาจากอีกประเทศอย่างลับๆ หากถูกจับได้ ศิษยาภิบาลจะถูกขับออกนอกประเทศ และคนอื่นๆจะต้องโทษจำคุกสามปี มีคนถูกคุมขังแล้วสิบแปดคนจากยี่สิบสองคนเพราะความเชื่อในพระเยซู
หลังจากศิษยาภิบาลแจกจ่ายพระคัมภีร์สิบห้าเล่มที่นำติดตัวมาด้วย ผู้หญิงคนหนึ่งมอบเล่มที่เธอได้รับแก่ผู้อื่น เช่นเดียวกับอีกหลายๆคน เธอท่องจำข้อพระคัมภีร์มากมายเพื่อจะมีสติปัญญาของพระเจ้าอยู่ในใจหากวันหนึ่งเธอจะต้องถูกจำคุก ต่อมาเธอขอให้ศิษยาภิบาลอธิษฐานเพื่อคริสตจักรของเธอจะมีอิสระในการอยู่ร่วมกันเช่นเดียวกับของเขา ด้วยความอัศจรรย์ใจในการเสียสละ ทนทุกข์กับการถูกข่มเหง และเสี่ยงกับการต้องโทษของพวกเขา ศิษยาภิบาลกลับอธิษฐานขอให้คริสตจักรของท่านเป็นเหมือนคริสตจักรของพวกเขา
มีผู้เชื่อมากมายทั่วโลกที่ถูกข่มเหงเพราะความเชื่อในพระคริสต์ บางแห่งอาจจะรุนแรงกว่าที่อื่นๆ และผู้เชื่อทุกคนอาจถูกล่อลวงให้หวาดกลัว เมื่อการมีชีวิตเพื่อพระคริสต์ของเขาอยู่ในความเสี่ยง แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยเราให้ใช้ของประทานที่มาจากพระเจ้าพร้อมด้วย “ฤทธิ์เดช ความรัก และการบังคับตนเอง” ( 2 ทธ.1:7) พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้ประกาศข่าวประเสริฐด้วยความกล้าหาญและเปี่ยมด้วยความรักในทุกแห่งที่ทรงนำเราไป เพราะทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำเพื่อเรา (ข้อ 9-10) เราจึงสามารถยอมรับราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความเชื่ออันมั่นคงในพระคริสต์ และอดทนรักษา “แบบแห่งคำสอนอันมีหลัก...ด้วยความเชื่อและความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 13) ได้
กบฏและกลับใจ
ภาพยนตร์เรื่อง “คนป่า” ในปี ค.ศ. 1953 ที่มีมาร์ลอน แบรนโดรับบทเป็นจอห์นนี่ สแตร็บเลอร์หัวหน้าแก๊งมอเตอร์ไซค์เจ้าปัญหาและเคร่งขรึมในฉากหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งสังเกตเห็นอักษรย่อ B.R.M.C. บนเสื้อแจ็คเก็ตของสมาชิกแก๊ง เมื่อเธอรู้ว่าตัว R มาจากคำว่า “กบฏ” เธอหัวเราะและแตะแขนของแบรนโดที่กำลังตีกลองเล่น และถามว่า “จอห์นนี่ คุณกำลังต่อต้านอะไรอยู่เหรอ” เขาตอบเธอว่า “แล้วคุณคิดว่าอะไรล่ะ”
“กบฏ” เป็นคำที่ตรงกับปัญหาของเราจริงๆ! เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับแรงผลักดันที่จะแสดงตัวตนของเรา เราต้องการเป็นผู้ควบคุมให้เป็นไปตามวิธีของเรา หากไม่เป็นเช่นนั้นเราก็จะต่อต้าน กบฏคือหัวใจของปัญหา
เหตุใดชนชาติอิสราเอลจึงโง่เขลาไปกราบไหว้รูปเคารพที่ทำจาก “ศิลากับต้นไม้” (ยรม.3:9) และเหตุใด “ยูดาห์น้องสาวที่ทรยศ” ของอิสราเอลจึงแกล้งทำเป็นกลับมาหาพระเจ้า (ข้อ 10) เพราะนั่นคือวิธีที่พวกเขาแสดงถึงตัวตนของพวกเขา “ผู้มีใจอันชั่วและดื้อกระด้าง” (ข้อ 17) กบฏคือหัวใจของปัญหา
แต่ความรักของพระเจ้าทรงเข้มแข็งกว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อผู้ที่กบฏ และทรงเปิดประตูรอให้พวกเขาหันกลับมา “อิสราเอลผู้กลับสัตย์เอ๋ย กลับมาเถิด” พระเจ้าตรัส “เราจะไม่มองดูเจ้าด้วยความกริ้ว เพราะเราประกอบด้วยพระกรุณาคุณ... เพียงแต่ยอมรับความผิดของเจ้าว่าเจ้าได้กบฏต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” (ข้อ 12-13)
เราอาจเกิดมาพร้อมกับใจที่กบฏ แต่เรากลับใจได้ ให้เราวิ่งกลับบ้านไปหาพระบิดา เพื่อเราจะพบการอภัย ความรักและการช่วยเหลือจากพระองค์
ความหวังที่พระเยซูประทาน
เรื่องราวเริ่มต้นจากอีเมลของพ่อผู้โศกเศร้าที่เขียนถึงผม เขาสูญเสียอลิสสา ลูกสาวที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ และเขาอยากได้ยินใครสักคนที่เข้าใจในความเจ็บปวดแสนสาหัสนี้
หลังจากระยะเวลาสี่ปีและอีเมลเกือบสามร้อยฉบับ ในที่สุดเคร็กและผมก็ได้มาพบกัน เขาต้องมาทำงานในเมืองใกล้ๆ ดังนั้นในวันอาทิตย์เราจึงมาร่วมนมัสการพระเจ้า ทานอาหารเที่ยง และแบ่งปันความทรงจำเกี่ยวกับเมลิสสาและอลิสสาลูกสาวของพวกเรา เด็กผู้หญิงสองคนที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข ชอบเล่นวอลเล่ย์บอล รักพระเยซู และเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ตนเองไม่ใช่ผู้กระทำผิด
สาระสำคัญในบทสนทนาของเราในวันนั้น คือการที่เราพูดถึงความเศร้าโศกที่มีและร้องไห้ร่วมกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วเราคุยกันถึงความหวัง ความหวังที่แท้จริงและเชื่อมั่นได้ในพระสัญญาของพระเจ้า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง” อัครทูตเปาโลอธิบายว่า “เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ และทรงคืนพระชนม์แล้ว...พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้น มากับพระองค์” (1 ธส.4:13-14) สำหรับผู้เชื่อแล้ว ภายหลังความตายคือชีวิต และนั่นคือชีวิตนิรันดร์
เคร็กและผมปิดท้ายวันนั้นด้วยการอธิษฐานและขอบพระคุณพระเจ้าที่ลูกสาวของพวกเราปลอดภัยอยู่ในอ้อมพระหัตถ์แห่งความรักของพระองค์ ความรักของพระเยซูที่เรามีร่วมกันได้ผูกพันหัวใจและมอบความหวังแก่พวกเราในสถานการณ์ที่ดูสิ้นหวังนี้
ความพึงพอใจที่แท้ในพระเจ้า
เมื่อสามสิบปีที่แล้ว ฉันได้เข้าร่วมกิจกรรมในการอบรมสำหรับผู้ว่างงาน และฉันยังคงจดจำมาจนทุกวันนี้ เพื่อนร่วมงานที่ถูกเลิกจ้างและตัวฉันถูกขอให้เขียนคำอำลาสำหรับวันเกษียณอายุ อะไรนะ พวกเรากำลังหางานทำและยัง
ห่างไกลจากวัยเกษียณ แต่ผู้อบรมได้บอกถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนี้ว่า “ในคำกล่าวอำลานั้นอาจมีเรื่องงานของคุณอยู่เพียงเล็กน้อย” เธออธิบายว่างานไม่ใช่ศูนย์กลางของชีวิตเราจริงๆ และในขณะที่เรากำลังเสียใจที่ถูกเลิกจ้างนั้น
ชีวิตของเรามีความหมายยิ่งกว่าการมีงานทำมากนัก
รายละเอียดในช่วงบั้นปลายชีวิตของอับราฮัมเตือนให้ฉันนึกถึงบทเรียนนี้ ท่านเสียชีวิต “เมื่อแก่หง่อมแล้ว” และได้ใช้ชีวิต “อันยืนยาวอย่างมีความสุข” (ปฐก.25:8 THA-ERV) ในพระคัมภีร์เราได้อ่านถึงความสัตย์ซื่อของอับราฮัมใน
การปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้า แต่เราไม่ค่อยได้อ่านถึงงานที่ท่านทำมากนัก ความเชื่อที่ท่านสำแดงออกมา (ปฐก.15:6) เตือนฉันถึงสิ่งที่ปัญญาจารย์กล่าวไว้ “เพราะว่าพระเจ้าประทานสติปัญญา ความรู้ และความยินดีให้แก่คนที่พระองค์ทรงพอพระทัย” (ปญจ.2:26) ปัญญาจารย์กล่าวเช่นนี้หลังจากได้ใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต และวิธีที่มนุษย์จะค้นพบความชื่นชมยินดีท่ามกลางการตรากตรำและทำงานหนัก (ข้อ 24-25)
แม้ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกสูญเสียและวิตกกังวลจากการตกงาน การคิดถึงตัวอย่างของอับราฮัมและถ้อยคำของปัญญาจารย์ จะช่วยชี้นำเราให้พบกับความพึงพอใจที่แท้จริงซึ่งมีอยู่ในพระเจ้าเท่านั้น
ภารกิจแห่งความรักของพระเจ้า
สวนแกรนด์ไอเดียส์และเรือนจำเขตตั้งอยู่เคียงข้างกันบนถนนบอลในเมืองของฉัน โจแอนเพื่อนของฉันรักสถานที่ทั้งสองแห่ง เธอชอบนั่งในสวนเพื่อระลึกถึงความประเสริฐของพระเจ้า และความรักที่เธอมอบให้พระองค์เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำในชีวิตของเธอ เธอรักที่จะแบ่งปันกับพวกผู้หญิงในเรือนจำและเล่าเรื่องการที่พระเจ้าทรงไถ่ชีวิตของเธอหลังจากที่เธอเลือกทำสิ่งที่ผิดและหลงไปจากทางของพระองค์ บ่อยครั้งที่เธอบอกฉันถึงความปรารถนาที่มี คือความฝันที่อยากจะเห็นผู้หญิงทุกคนในเรือนจำเข้าใจและสัมผัสถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขาเป็นการส่วนตัว
ผู้เขียนสดุดีบอกให้ชนชาติอิสราเอล “เล่าเรื่องของพวกเขา” ถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยกู้พวกเขาจากศัตรู (สดด.107:2) เมื่อพวกเขา “พเนจรอยู่ในป่าในที่แห้งแล้ง” และ “หิวโหยและกระหาย จิตใจของเขาก็อ่อนระอาไปในตัวเขา” (ข้อ 4-5) เมื่อพวกเขากบฏต่อพระเจ้า และพระองค์ทรงตีสอนพวกเขา (ข้อ 10-12) แต่ทุกครั้ง “ในความยากลำบากของเขา เมื่อเขาร้องทูลพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยกู้เขาจากความทุกข์ใจของเขา” (ข้อ 6) พวกเขามีเรื่องราวมากมายที่จะขอบคุณพระเจ้าและเล่าให้คนอื่นฟัง เช่นเดียวกับชนชาติอิสราเอลที่ได้เรียนรู้ พวกเราก็เรียนรู้ได้เช่นกันว่า พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความรักซึ่งจะไม่มีวันปล่อยมือจากพวกเรา
เราเองก็ควรฉวยโอกาสที่จะ “พิจารณาถึงความรักมั่นคงของพระเจ้า” (ข้อ 43) ขอบพระคุณพระองค์ และบอกเล่าเรื่องราวที่พระองค์ได้ทรงช่วยกู้เราไว้
เป็นหนึ่งในพระคริสต์
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1967 ชาวเมืองวินเนคอนน์พบว่าชื่อเมืองของพวกเขาไม่ปรากฏบนแผนที่ถนนของรัฐวิสคอนซิน ทำให้เมืองสูญเสียรายได้หลักที่มาจากการท่องเที่ยว ดังนั้นเมืองวินเนคอนน์จึงแยกออกจากรัฐวิสคอนซินกลายเป็นรัฐอิสระในวันที่ 21 กรกฎาคมของปีนั้น บางคนกล่าวว่าการแยกตัวนี้เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐอับอาย ขณะที่บางคนคิดว่านี่เป็นการประชดประชันที่น่าขบขัน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การเจรจาที่กินเวลาหลายเดือนส่งผลให้ทั้งสองกลับมารวมกันอีกครั้งในวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1967
การแตกแยกไม่ใช่เรื่องที่ดี และการคืนดีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ความแตกแยกเป็นภัยคุกคามที่พระธรรมสุภาษิตระบุว่า “คนผู้หว่านความแตกร้าวท่ามกลางพวกพี่น้อง” (สภษ.6:19) เป็นหนึ่งใน “หกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงเกลียด” (สภษ.6:16)
ความแตกแยกไม่เพียงสร้างปัญหาแต่ยังบิดเบือนพระลักษณะของพระเยซูและพระบิดา ในคืนก่อนการตรึงกางเขน พระคริสต์ทรงอธิษฐานให้ผู้เชื่อเป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์ “เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” (ยน.17:21)
พระเยซูตรัสชัดเจนว่าการเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะพี่น้องชายหญิงในพระคริสต์ (หรือการไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน) มีผลกระทบต่อการที่โลกจะเชื่อในพระองค์ นั่นอาจเป็นเหตุให้เปาโลบอกกับชาวเอเฟซัสว่า “จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ” (อฟ.4:3) ขอให้เรายอมที่พระวิญญาณของพระคริสต์จะทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อโลกนี้จะมองไปที่พระองค์
ความดีของพระเจ้า
“โอ้ ไม่นะ!” นั่นคือเสียงร้องของผมขณะเปิดรังผึ้งและพบว่าผึ้งทั้งรังตายหมดโดยไม่คาดคิด ผึ้งรังนี้เป็นผึ้งที่แข็งแรงและมีน้ำผึ้งอยู่เต็มรัง ผมเอาใจใส่ดูแลพวกมันตลอดฤดูหนาวที่ไม่รุนแรงนี้และตั้งใจจะเก็บน้ำผึ้งก่อนเวลา แต่ความหนาวเย็นเฉียบพลันที่เกิดในช่วงที่อากาศอบอุ่นทำให้ผึ้งตายยกรัง
ผมตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น “คนเลี้ยงผึ้งหลายๆคนสูญเสียรังผึ้งในช่วงเวลานี้เหมือนกัน” เขายืนยันกับผม ฤดูหนาวที่อากาศไม่หนาวจัดเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผึ้ง แม้กับรังที่แข็งแรง ผึ้งกระพือปีกเพื่อรักษาความอบอุ่นให้กับรังของมันในฤดูหนาว แต่เมื่ออากาศอุ่นขึ้น ผึ้งจะเหน็ดเหนื่อยกับการออกไปหาอาหารมาเพิ่มเติม หากอากาศเย็นลงเฉียบพลัน พวกมันจึงไม่มีแรงที่จะรักษาความอบอุ่นให้กับรัง สิ่งที่ขัดจังหวะพวกมันนำมาซึ่งหายนะ
แม้แต่สิ่งที่ดีก็อาจเป็นอันตรายต่อเราเมื่อมันทำให้เราหันออกจากสิ่งที่สำคัญที่สุด โมเสสเตือนประชากรของพระเจ้าในเรื่องนี้หลังจากที่พวกเขาออกจากอียิปต์ ก่อนจะเข้าสู่ดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทาน แผ่นดินซึ่งเต็มไปด้วย “เรือนที่มีของดีเต็ม ซึ่งพวกท่านมิได้สะสมไว้” (ข้อ 11) “เมื่อท่านได้รับประทานก็อิ่มหนำ” โมเสสเตือนว่า “จงระวังกลัวว่าพวกท่านจะลืมพระเยโฮวาห์” (ข้อ 11-12)
การระลึกถึงพระเจ้าเมื่อเราได้รับพระพรจะช่วยเตือนเราเพราะพระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่ง “ของประทานอันดีทุกอย่าง” (ยก.1:17) เมื่อเราตอบสนองด้วยความถ่อมใจต่อความแสนดีของพระเจ้า ด้วยการรักพระองค์อย่างสุดจิต สุดใจและสุดกำลังของเรา (ฉธบ.6:5) เราจะพบพระพรที่ดีที่สุดในพระองค์
กำลังที่มาจากความยากลำบาก
เจสมีอายุมากแล้วตอนที่ได้ยินนิทานเรื่องเด็กชายกับผีเสื้อเป็นครั้งแรก เขาจึงเข้าใจบทเรียนจากเนื้อเรื่องได้ทันทีว่าต้องการจะสอนเรื่องกำลังที่เพิ่มขึ้นจากความยากลำบาก ในนิทานเด็กผู้ชายคนหนึ่งได้รับดักแด้ผีเสื้อมาพร้อมคำกำชับไม่ให้เปิดมันออก แต่พอดักแด้เริ่มขยับไปมาอยู่ในมือ เด็กชายอดใจไม่ไหวจึงใช้กรรไกรตัดเปิดมันออกเพื่อให้ผีเสื้อที่อยู่ภายในได้เป็นอิสระ
แม้จะได้รับการปลดปล่อยจากการดิ้นรนต่อสู้ แต่ผีเสื้อตัวนั้นกลับร่วงลงพื้นและตายไปโดยที่ยังไม่เคยได้บิน “เกิดอะไรขึ้น” เด็กชายร้องไห้ เจสซึ่งผ่านชีวิตมายาวนานเข้าใจทันที “เด็กชายไม่ได้ปล่อยให้ผีเสื้อได้ใช้กล้ามเนื้อที่จำเป็นในการเติบโตให้แข็งแรงและบินได้”
บทเรียนของเด็กๆนี้อาจเป็นเพียงเรื่องเล่า แต่กลับสอดคล้องและสนับสนุนความจริงในพระคัมภีร์ ที่เปาโลสอนผู้เชื่อในพระเยซูที่ถูกข่มเหงในกรุงโรม “ยิ่งกว่านั้น เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ” (รม.5:3-4)
เปาโลไม่ได้บอกให้เรายินดีกับความเจ็บปวดหรือปฏิเสธความเจ็บปวดนั้น แต่ท่านยืนยันว่าพระเจ้าจะทรงใช้ความยากลำบากเพื่อสร้างคุณลักษณะชีิวิตและให้ความหวังใจของเราเติบโตขึ้นในพระองค์
โดยพระกำลังของพระองค์ พระเจ้าจะทรงทำให้ความวางใจของเราในฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เติบโตขึ้น ผีเสื้อตัวนั้นข้ามขั้นตอนในการเติบโตมันจึงไม่แข็งแรงพอจะบินได้ แต่ในพระคริสต์ เราชื่นชมยินดีเพราะความยากลำบากจะทำให้เรากลายเป็นคนที่ใช้การได้สำหรับพระเจ้าพระผู้ไถ่ของเรา
ผู้หญิงไร้ชื่อ
หลังจากเช็ดโต๊ะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ชีเลียรวบและมัดปากถุงขยะที่เต็มไปด้วยจานชามที่ใช้แล้ว เธอแบกถุงไว้บนบ่าและมองสำรวจไปรอบๆห้องเอนกประสงค์ของคริสตจักร เธออาสาทำความสะอาดห้องสำหรับการประชุมครั้งต่อไป และอยากให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย ความคิดหนึ่งแว่บเข้ามาในหัวว่า จะมีใครสังเกตเห็นบ้างไหมนะ
เป็นเรื่องง่ายที่จะสงสัยว่าสิ่งที่เราเสียสละเพื่อแผ่นดินของพระเจ้าในทุกวันนั้นมีคนเห็นค่าหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด การสรุปยอดบัญชี การนำศึกษาพระคัมภีร์ หรือการถวายเงิน พวกเราหลายคนยังคงทำหน้าที่รับใช้โดยที่ไม่มีใครเห็นและไม่มีใครเอ่ยชื่อของเรา
ในพระธรรมลูกา 8:1-2 นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกการรับใช้ที่สัตย์ซื่อของพวกผู้หญิงในพันธกิจของพระเยซู เขาระบุชื่อของสามคนจากบรรดาผู้หญิงที่ได้รับการปลดปล่อยจากวิญญาณชั่ว และได้รับการรักษาให้หายจากโรคร้าย อาทิ มารีย์ชาวมักดาลา โยอันนาภรรยาของคูซาที่เป็นต้นเรือนของเฮโรด และสูสันนา จากนั้นลูกากล่าวถึง “และผู้หญิงอื่นๆ หลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยปัจจัยของเขา” (ข้อ 3) ลูกายกย่องผู้หญิงไร้ชื่อเหล่านี้ ผู้อุทิศชีวิตในการสนับสนุนพระกิตติคุณ และประกาศคุณค่าของพวกเธอ
เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงนับผู้หญิงไร้ชื่อเหล่านี้ไว้ในบัญชีรายชื่อผู้เสียสละอันทรงคุณค่าเพื่อแผ่นดินของพระองค์ พระองค์ก็ทรงเห็นความพยายามของเราเช่นกัน พระองค์ทรงรู้จักชื่อของเรา (ยน.10:3) และทรงเห็นการลงทุนลงแรงของเราเพื่องานของพระองค์ (ฮบ.6:10)